ผู้เขียน: lalika69_admin

แซนเดอร์ส-เอโอซีเสนอร่างกฎหมายแบน Flock

ประเด็นความเป็นส่วนตัวในสหรัฐฯ กำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส และเจฟฟ์ เมอร์คลีย์ รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ หรือ AOC เสนอร่างกฎหมายใหม่ที่มีชื่อว่า Ban Flock Act โดยมีเป้าหมายควบคุมการใช้งานกล้องวงจรปิดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ หรือ ALPR

หัวใจสำคัญของข่าวนี้คือ แซนเดอร์ส-เอโอซีเสนอร่างกฎหมายแบน Flock เพื่อหยุดการขยายตัวของระบบเฝ้าระวังที่สามารถติดตามการเดินทางของประชาชนได้ทั่วประเทศ แม้ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจยังไม่ผ่านการพิจารณาในเร็ววัน แต่ก็ช่วยผลักดันให้สังคมหันมาถกเถียงเรื่องสิทธิส่วนบุคคล การเก็บข้อมูล และขอบเขตอำนาจของบริษัทเทคโนโลยีอย่างจริงจังมากขึ้น

แซนเดอร์ส-เอโอซีเสนอร่างกฎหมายแบน Flock

ร่างกฎหมาย Ban Flock Act ถูกเสนอในวุฒิสภาโดยเบอร์นี แซนเดอร์ส สมาชิกอิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งทำงานร่วมกับพรรคเดโมแครต และเจฟฟ์ เมอร์คลีย์ สมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐออริกอน ขณะที่ AOC จะเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับเดียวกันในสภาผู้แทนราษฎร ความร่วมมือของนักการเมืองกลุ่มนี้สะท้อนว่าเรื่องการสอดส่องประชาชนไม่ได้เป็นเพียงประเด็นของฝ่ายซ้ายเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นข้อกังวลระดับประเทศ

Flock Safety เป็นบริษัทที่ให้บริการกล้องอ่านป้ายทะเบียนและระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI กล้องเหล่านี้สามารถบันทึกหมายเลขทะเบียน ยี่ห้อ สี รุ่นรถ ตลอดจนเวลาและสถานที่ที่รถคันหนึ่งปรากฏอยู่ในพื้นที่ที่ติดตั้งระบบ เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้องหลายจุด ระบบอาจสร้างภาพเส้นทางการเดินทางของบุคคลหรือยานพาหนะได้อย่างละเอียด

เหตุใดระบบ Flock จึงสร้างความกังวล

แซนเดอร์สวิจารณ์ว่า Flock กำลังทำลายแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัว ด้วยการติดตั้งกล้องจำนวนมากในชุมชนทั่วอเมริกาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชนอย่างชัดเจน เขายกตัวอย่างว่า หากประชาชนเดินทางไปพบแพทย์ พาลูกไปโรงเรียน หรือแวะสถานที่ใดก็ตาม ระบบอาจบันทึกการเคลื่อนไหวเหล่านั้นไว้ได้ทั้งหมด

แม้บริษัทและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยป้องกันอาชญากรรมและติดตามรถที่เกี่ยวข้องกับคดี แต่ผู้คัดค้านตั้งคำถามว่า การรักษาความปลอดภัยควรแลกมาด้วยการเฝ้าติดตามคนทั่วไปทุกคนหรือไม่ ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แต่ข้อมูลการเดินทางของพวกเขาอาจถูกจัดเก็บและเข้าถึงได้โดยไม่รู้ตัว

  • ระบบสามารถเก็บข้อมูลป้ายทะเบียนและตำแหน่งของรถ
  • ข้อมูลจากหลายพื้นที่อาจถูกนำมาเชื่อมโยงเพื่อสร้างเส้นทางการเดินทาง
  • ประชาชนอาจไม่ทราบว่ามีกล้องติดตั้งอยู่ที่ใดบ้าง
  • การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้งานเกินวัตถุประสงค์
  • ผู้ได้รับผลกระทบอาจมีช่องทางจำกัดในการตรวจสอบหรือลบข้อมูลของตนเอง

สาระสำคัญของ Ban Flock Act

เนื้อหาของร่างกฎหมายมุ่งห้ามรัฐบาลกลางใช้เครื่องอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ รวมถึงห้ามเข้าถึงข้อมูลที่เก็บโดยกล้อง ALPR ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของโดยหน่วยงานรัฐโดยตรง นอกจากนี้ยังเสนอให้ระงับการใช้เงินทุนของรัฐบาลกลางในการมอบเงินสนับสนุนแก่รัฐและท้องถิ่น หากหน่วยงานเหล่านั้นนำเงินไปทำสัญญากับบริษัทที่ให้บริการระบบ ALPR

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ร่างกฎหมายเปิดทางให้ประชาชนฟ้องรัฐบาลกลางได้ หากพบว่าการใช้เทคโนโลยี ALPR ละเมิดสิทธิของตนเอง แนวทางนี้อาจเพิ่มความรับผิดชอบให้หน่วยงานรัฐ เพราะประชาชนจะมีเครื่องมือทางกฎหมายในการคัดค้านการเก็บหรือใช้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายไม่ได้หมายความว่าระบบกล้องทุกประเภทจะถูกยกเลิกทันที หากผ่านการพิจารณา กฎหมายจะเน้นจำกัดการใช้ข้อมูลและการสนับสนุนระบบที่อาจนำไปสู่การเฝ้าระวังประชาชนในวงกว้าง จึงต้องมีการถกเถียงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อยกเว้น การใช้ข้อมูลในคดีร้ายแรง และวิธีตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เสียงสนับสนุนและแรงต้านทางการเมือง

AOC ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังสร้างระบบเฝ้าระวังมวลชนเพื่อเก็บข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันโดยไม่ได้รับความยินยอม และนำข้อมูลเหล่านั้นไปสร้างผลกำไร เธอมองว่ากล้องที่ใช้ AI กำลังติดตามการเคลื่อนไหวของผู้คนและอาจนำข้อมูลไปใช้ในลักษณะที่กระทบต่อคนทำงานและชุมชนที่เปราะบาง

ในอีกด้านหนึ่ง วุฒิสมาชิกจอช ฮอว์ลีย์ จากพรรครีพับลิกัน ก็ประกาศเตรียมเสนอร่างกฎหมายของตนเองชื่อ Stop Flock Abuse Act จุดนี้แสดงให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับการใช้งาน Flock ไม่ได้จำกัดอยู่ในพรรคเดโมแครตเพียงฝ่ายเดียว แม้แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนก็ต้องการให้มีมาตรการป้องกันการใช้เทคโนโลยีเกินขอบเขต

ถึงกระนั้น อนาคตของร่างกฎหมายยังขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งกลางสมัยและการควบคุมเสียงในสภาคองเกรส หากพรรคเดโมแครตไม่สามารถครองเสียงข้างมากได้ ร่างกฎหมายที่ต้องการควบคุมระบบเฝ้าระวังมวลชนก็อาจเผชิญอุปสรรคอย่างมาก นอกจากนี้ สมาชิกสภาบางส่วนอาจสนับสนุนการใช้งานกล้องเพื่อป้องกันอาชญากรรม ทำให้การหาจุดสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ผลกระทบต่ออนาคตของความเป็นส่วนตัว

กรณีนี้สะท้อนคำถามสำคัญว่า ใครควรเป็นเจ้าของข้อมูลการเดินทางของประชาชน และข้อมูลดังกล่าวควรถูกเก็บไว้นานแค่ไหน เทคโนโลยี ALPR อาจมีประโยชน์ในการติดตามรถที่ถูกขโมยหรือผู้ต้องสงสัยในคดีร้ายแรง แต่หากไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ระบบเดียวกันก็อาจถูกใช้ติดตามคนที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

ประชาชนจึงควรติดตามว่าเมืองหรือชุมชนของตนมีการติดตั้งกล้องประเภทใด ใครเป็นผู้ดูแลข้อมูล และมีการแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกหรือไม่ ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐควรเปิดเผยนโยบายการจัดเก็บข้อมูล ระยะเวลาการเก็บรักษา และขั้นตอนการร้องเรียนอย่างโปร่งใส

โดยสรุป แซนเดอร์ส-เอโอซีเสนอร่างกฎหมายแบน Flock ไม่ได้เป็นเพียงความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณว่าประเด็นการเฝ้าระวังด้วย AI กำลังเข้าสู่การถกเถียงระดับชาติอย่างจริงจัง ผู้อ่านควรจับตาว่ารัฐบาลจะเลือกให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว หรือจะวางหลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลควบคู่กันไป ความเห็นส่วนตัวคือ เทคโนโลยีควรช่วยสังคมได้โดยไม่ทำให้ทุกคนต้องยอมสละความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าทำผิด

ที่มา – ‘Flock is Eviscerating the Very Notion of Privacy’: Sanders and AOC Propose the Ban Flock Act

กทม. เคลียร์ปมยกเลิกแก้มลิงคู้บอน-บางชัน ยันไม่ได้เอื้อนายทุน ชี้งบเวนคืนพุ่ง 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่าความจุน้ำ ชูเดินหน้า ‘อุโมงค์ยักษ์-บึงหนองบอน’ ยั่งยืนกว่า

ประเด็น กทม. เคลียร์ปมยกเลิกแก้มลิงคู้บอน-บางชัน กลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ต้องรับมือกับฝนตกหนัก น้ำรอการระบาย และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่คาดเดาได้ยากขึ้นในทุกปี ล่าสุด กรุงเทพมหานครออกมาชี้แจงว่า การยกเลิกโครงการไม่ได้เกิดจากการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชน แต่เป็นการทบทวนความคุ้มค่าของโครงการตามข้อมูลด้านงบประมาณ วิศวกรรม และศักยภาพในการกักเก็บน้ำ

การแถลงข่าวครั้งนี้มีเจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและผู้บริหารจาก TEAM GROUP ร่วมอธิบายข้อเท็จจริง โดยระบุว่า โครงการแก้มลิงคู้บอนและบางชันเป็นส่วนหนึ่งของแผนแก้มลิง 6 จุด ซึ่งเริ่มต้นหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในช่วงปี 2554-2556 แนวคิดเดิมคือการใช้พื้นที่นอกคันกั้นน้ำเพื่อช่วยชะลอและกักเก็บน้ำ ก่อนระบายเข้าสู่ระบบคลองและสถานีสูบน้ำ

กทม. เคลียร์ปมยกเลิกแก้มลิงคู้บอน-บางชัน เพราะงบไม่คุ้มความจุน้ำ

หัวใจสำคัญของกรณีนี้อยู่ที่ต้นทุนการเวนคืนที่ดิน เดิมในปี 2556 มีการประเมินงบประมาณโดยอ้างอิงราคาประเมินของกรมที่ดิน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 324 ล้านบาท แต่กระบวนการดำเนินงานใช้เวลานาน และเมื่อเข้าสู่ช่วงหลังปี 2560 จำเป็นต้องพิจารณาราคาตลาดที่ดินซึ่งปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมพุ่งขึ้นถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท

งบประมาณดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะค่าที่ดินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าปรับปรุงคลอง ทางเข้า-ออก อาคารประกอบ ประตูน้ำ และสถานีสูบน้ำด้วย เมื่อเทียบกับความจุของพื้นที่ โครงการแก้มลิงคู้บอนสามารถเก็บน้ำได้ราว 500,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนแก้มลิงบางชันรองรับได้ประมาณ 250,000 ลูกบาศก์เมตร รวมกันอยู่ที่ประมาณ 700,000-750,000 ลูกบาศก์เมตร

ตัวเลขนี้อาจดูมากในมุมของพื้นที่ชุมชน แต่เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำจากฝนตกหนักซึ่งอาจมีน้ำสะสมภายนอกคันกั้นน้ำสูงถึงประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร แก้มลิงทั้งสองแห่งจะเต็มอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถรองรับน้ำระลอกใหม่ได้มากนัก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ กทม. ประเมินว่า การลงทุนระดับหมื่นล้านบาทอาจไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพที่ได้รับ

ทำไมอุโมงค์ยักษ์และบึงหนองบอนจึงเป็นทางเลือกใหม่

แทนที่จะเดินหน้ากับพื้นที่กักเก็บน้ำขนาดเล็ก กทม. เลือกให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจุสูงและใช้งานได้ต่อเนื่องมากกว่า หนึ่งในโครงการหลักคือบึงหนองบอน ซึ่งเป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สามารถบริหารปริมาตรน้ำเข้าและออกได้ถึงประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุรวมเกือบ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ศักยภาพของบึงแห่งนี้จึงสูงกว่าแก้มลิงคู้บอนและบางชันหลายเท่า

อีกส่วนคืออุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายหนองบอน ซึ่งก่อสร้างเสร็จแล้วและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ระบบดังกล่าวช่วยดึงน้ำจากคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองลาดพร้าว เพื่อเร่งระบายออกจากพื้นที่ โดยมีบทบาทสำคัญต่อเขตมีนบุรี บางกะปิ ลาดกระบัง กิ่งแก้ว และร่มเกล้า

  • บึงหนองบอน: รองรับและบริหารจัดการน้ำได้ปริมาณมาก เหมาะกับการเป็นพื้นที่แก้มลิงขนาดใหญ่ในระยะยาว
  • อุโมงค์ระบายน้ำหนองบอน: ช่วยผันน้ำออกจากคลองสำคัญได้รวดเร็ว และลดเวลาน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง
  • คลองหลักและอุโมงค์ยักษ์: เชื่อมการรับน้ำจากคลองถนน ลำหม้อแตก พระยาสุเรนทร์ และสามวา รวมถึงอุโมงค์คลองเปรมประชากรที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง

ในระยะสั้น กทม. ยังใช้การบริหารประตูน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากคลองแสนแสบไหลทะลักเข้าสู่คลองประเวศบุรีรมย์ในช่วงที่ระดับน้ำสูง พร้อมเร่งผันน้ำผ่านสถานีสูบน้ำพระโขนง คลองสามเสน และอุโมงค์หนองบอน ผลจากการบริหารจัดการล่าสุดสะท้อนว่า แม้ฝนจะตกหนัก แต่พื้นที่สามารถลดระดับน้ำได้เกือบหมดภายใน 3 วัน เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่บางพื้นที่ โดยเฉพาะลาดกระบัง ต้องเผชิญน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

สำหรับสภาพอากาศระลอกถัดไป กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าฝนอาจไม่รุนแรงมากนัก โดยมีปริมาณประมาณ 60 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังควรติดตามประกาศเตือนภัยและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพราะฝนในกรุงเทพฯ อาจตกหนักเฉพาะจุดและสร้างปัญหาได้แม้ปริมาณฝนโดยรวมจะไม่สูงมาก

โดยสรุป กรณี กทม. เคลียร์ปมยกเลิกแก้มลิงคู้บอน-บางชัน สะท้อนว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมยุคใหม่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนโครงการ แต่ต้องดูความคุ้มค่าระยะยาว ความจุในการรองรับน้ำ และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำทั้งเมือง แนวโน้มสำคัญจึงอยู่ที่การลงทุนในอุโมงค์ยักษ์ บึงขนาดใหญ่ ระบบคลอง และเทคโนโลยีติดตามสภาพอากาศควบคู่กัน ประชาชนควรติดตามแผนงานของ กทม. และร่วมกันดูแลทางน้ำไม่ให้มีขยะหรือสิ่งกีดขวาง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ที่มา – กทม. เคลียร์ปมยกเลิกแก้มลิงคู้บอน-บางชัน ยันไม่ได้เอื้อนายทุน ชี้งบเวนคืนพุ่ง 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่าความจุน้ำ ชูเดินหน้า ‘อุโมงค์ยักษ์-บึงหนองบอน’ ยั่งยืนกว่า

‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง

ประเด็นโครงการบึงรับน้ำ หรือแก้มลิง 6 แห่งในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมจึงถูกยกเลิก ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่

ล่าสุด ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง หรือ ‘เอิร์ธ พงศกร’ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ออกมาชี้แจงลำดับเหตุการณ์ พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบของ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี โดยยืนยันว่าข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่าโครงการถูกยกเลิกในสมัย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง

สำหรับไทม์ไลน์ของโครงการนั้น ร.ต.อ. พงศกร ระบุว่า กรุงเทพมหานครเริ่มผลักดันโครงการมาตั้งแต่ปี 2560 แต่กระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเกิดความล่าช้า เนื่องจากปี 2562 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใหม่ ส่งผลให้ กทม. ต้องกลับไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจพื้นที่ใหม่ตามขั้นตอนของกฎหมาย

ในช่วงการบริหารงานของ พล.ต.อ. อัศวิน โครงการยังคงเดินหน้าต่อ โดยมีการผลักดันกระบวนการต่าง ๆ จนถึงขั้นเตรียมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในช่วงต้นปี 2565 ก่อนที่ พล.ต.อ. อัศวิน จะลาออกจากตำแหน่งและเกิดการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารกรุงเทพมหานคร

ต่อมาในยุคของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สำนักการระบายน้ำได้ทำหนังสือทบทวนความจำเป็นของโครงการในช่วงกลางปี 2566 ก่อนมีข้อสรุปในเดือนสิงหาคม 2567 ว่า ควรยกเลิกโครงการบึงคู้บอนและคลองบางชัน เนื่องจากเห็นว่าการใช้ระบบอุโมงค์ระบายน้ำควบคู่กับการปรับปรุงคลองอาจมีความคุ้มค่ามากกว่า ทั้งในด้านงบประมาณ การก่อสร้าง และประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ตัวเลขเวนคืน 324 ล้านบาท กับคำถามเรื่อง 11,000 ล้านบาท

ประเด็นที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือความแตกต่างระหว่างตัวเลขงบประมาณที่ถูกกล่าวถึง โดยกรุงเทพมหานครแถลงว่าโครงการมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่ ร.ต.อ. พงศกร เปิดเผยเอกสารการสำรวจและการตั้งงบประมาณในอดีต ซึ่งระบุค่าเวนคืนไว้ที่ประมาณ 324 ล้านบาท

เอกสารดังกล่าวครอบคลุมที่ดินประมาณ 107 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอีก 24 รายการ ทำให้เกิดคำถามว่า ตัวเลข 11,000 ล้านบาทเป็นงบประมาณรวมของโครงการทั้งหมดหรือไม่ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง ระบบระบายน้ำ การจัดการพื้นที่ และค่าเวนคืนรวมอยู่ด้วยกันอย่างไร การชี้แจงรายละเอียดในส่วนนี้จึงมีความสำคัญ เพราะประชาชนควรสามารถตรวจสอบที่มาของตัวเลขและหลักเกณฑ์การคำนวณได้อย่างชัดเจน

ร.ต.อ. พงศกร จึงเรียกร้องให้ผู้บริหาร กทม. ชุดปัจจุบันอธิบายอย่างเป็นระบบว่า ตัวเลข 11,000 ล้านบาทมาจากรายการใดบ้าง และเหตุใดจึงมีความแตกต่างจากข้อมูลค่าเวนคืนเดิมที่ระบุไว้เพียง 324 ล้านบาท การเปิดเอกสารต่อสาธารณะจะช่วยลดความสับสนและทำให้การถกเถียงอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากขึ้น

ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างในพื้นที่เวนคืน

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรหรือสิ่งปลูกสร้างใหม่ในพื้นที่ที่อาจอยู่ในแนวเวนคืน โดย ร.ต.อ. พงศกร อ้างถึงกฎหมายเวนคืน มาตรา 23 ซึ่งมีหลักการว่า หากผู้ใดทราบอยู่แล้วว่าจะมีการเวนคืน แต่ยังคงก่อสร้างเพื่อหวังเพิ่มเงินทดแทน สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอาจไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นค่าเวนคืนเพิ่มเติม

เขาระบุด้วยว่า โครงการมีการติดป้ายแจ้งเตือนบริเวณหน้าหมู่บ้านตั้งแต่ช่วงต้น ดังนั้น แม้ภายหลังจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมหรือมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มสูงขึ้น การประเมินค่าเวนคืนก็ควรอยู่บนหลักเกณฑ์เดิม ไม่ใช่เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการพัฒนาในภายหลัง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทางกฎหมายและข้อเท็จจริงของแต่ละแปลงยังควรผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

คำถามที่ตามมาคือ กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์มีความมั่นใจจากอะไรในการซื้อที่ดินและลงทุนพัฒนาโครงการ ทั้งที่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจอยู่ในแนวเวนคืน และหากมีการเวนคืนจริง เงินชดเชยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการก่อสร้างใหม่ ประเด็นนี้จึงควรมีการตรวจสอบทั้งในมิติข้อมูลการอนุญาตก่อสร้าง การสื่อสารของหน่วยงานรัฐ และการรับรู้ของผู้ลงทุนในแต่ละช่วงเวลา

ประชาชนควรติดตามข้อมูลอย่างไร

  • ตรวจสอบเอกสารโครงการและรายละเอียดงบประมาณจากหน่วยงานรัฐโดยตรง
  • แยกให้ออกระหว่างค่าเวนคืน ค่าก่อสร้าง และงบประมาณรวมของโครงการ
  • ติดตามมติและเหตุผลของการทบทวนหรือยกเลิกโครงการ
  • พิจารณาข้อมูลจากหลายฝ่ายก่อนสรุปว่าโครงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใด

กรณี ‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง สะท้อนว่าการบริหารโครงการสาธารณะจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมและใช้งบประมาณจำนวนมาก แม้การเปลี่ยนแนวทางจากบึงรับน้ำไปใช้อุโมงค์ระบายน้ำอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่หน่วยงานรัฐควรชี้แจงเหตุผล เปรียบเทียบต้นทุน และเปิดเผยผลกระทบให้ประชาชนเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา

ในมุมของประชาชน การติดตามข่าวไม่ควรหยุดอยู่ที่ตัวเลขหรือคำกล่าวหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเปิดเอกสารและอธิบายลำดับเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ เพราะความโปร่งใสวันนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครในอนาคต หากพบข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจน ควรส่งต่อคำถามไปยังหน่วยงานรับผิดชอบและติดตามคำชี้แจงอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง ยันยุคอัศวินตั้งงบเวนคืนแค่ 324 ล้าน จี้ผู้บริหารชุดปัจจุบันแจงตัวเลข 1.1 หมื่นล้านโผล่มาได้อย่างไร

ตำรวจไซเบอร์บุกรวบ ‘อัจฉริยะ’ หน้าสนามมวย แจ้งข้อหาหนักฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ก่อนคุมตัวสอบเข้มที่ บช.สอท.

วันนี้ (3 ตุลาคม) กลายเป็นวันที่มีประเด็นร้อนทั้งในแวดวงข่าวอาชญากรรม เทคโนโลยี และวงการมวย เมื่อเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท. เข้าควบคุมตัว อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ บริเวณหน้าสนามมวยแห่งหนึ่ง โดยคดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากมีการแจ้งข้อกล่าวหาหลายฐานความผิด ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งกับการฉ้อโกงประชาชน การฟอกเงิน และการกระทำผิดผ่านระบบคอมพิวเตอร์

ข่าว ตำรวจไซเบอร์บุกรวบ ‘อัจฉริยะ’ หน้าสนามมวย แจ้งข้อหาหนักฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ก่อนคุมตัวสอบเข้มที่ บช.สอท. สะท้อนให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกิจกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์และธุรกรรมทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดทางเทคโนโลยีด้วย

ตำรวจไซเบอร์บุกรวบ ‘อัจฉริยะ’ หน้าสนามมวย แจ้งข้อหาหนักฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ก่อนคุมตัวสอบเข้มที่ บช.สอท.

ตามรายงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้นำกำลังเข้าควบคุมตัวอัจฉริยะบริเวณหน้าสนามมวยแห่งหนึ่ง ก่อนนำตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน เพื่อดำเนินการลงบันทึกประจำวันและจัดทำเอกสารตามขั้นตอนทางกฎหมาย จากนั้นจึงควบคุมตัวต่อไปยังกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท. เพื่อสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

ขั้นตอนดังกล่าวถือเป็นกระบวนการปกติของคดีที่มีรายละเอียดซับซ้อน โดยเฉพาะคดีที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลออนไลน์ เส้นทางการเงิน และการติดต่อสื่อสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลจากหลายส่วนให้รอบด้าน เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามกฎหมายและสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงต่อทุกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

ข้อกล่าวหาที่ตำรวจแจ้งมีอะไรบ้าง

จากข้อมูลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาหลายรายการ โดยแต่ละข้อหามีลักษณะเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนและการใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางดำเนินการ รายละเอียดข้อกล่าวหาที่มีการรายงาน ได้แก่

  • ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนในวงกว้าง และอาจมีผู้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก
  • ร่วมกันฟอกเงิน เป็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินหรือทรัพย์สินที่อาจมาจากการกระทำความผิดไปโอน ซ่อนเร้น หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบเพื่อปกปิดแหล่งที่มา
  • นำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเข้าสู่ระบบ โดยข้อมูลดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
  • ลักลอบเล่นการพนันชกมวยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การถูกแจ้งข้อกล่าวหาไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิดถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิ์ต่อสู้คดีและแสดงพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาว่ามีความผิดจริงหรือไม่ต้องอาศัยการสอบสวน การตรวจสอบหลักฐาน และคำวินิจฉัยจากศาลในขั้นตอนต่อไป

คดีนี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์กับธุรกิจพนัน

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการพนันชกมวยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันการเดิมพันออนไลน์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงผู้ใช้งานจำนวนมาก ผู้ให้บริการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอาจใช้เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ห้องสนทนา หรือช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ รับเดิมพัน และโอนเงิน

ในมุมเทคโนโลยี เจ้าหน้าที่อาจต้องตรวจสอบข้อมูลหลายประเภท เช่น บัญชีผู้ใช้งาน รายการสนทนา ข้อมูลการโอนเงิน ที่อยู่ไอพี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลหรือบัญชีต่าง ๆ การตรวจสอบเหล่านี้ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะข้อมูลดิจิทัลสามารถถูกลบ แก้ไข หรือย้ายไปจัดเก็บในระบบอื่นได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ หากคดีมีประเด็นเรื่องการฟอกเงิน การวิเคราะห์เส้นทางการเงินก็เป็นส่วนสำคัญ เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินดิจิทัล ทรัพย์สิน และธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ เป้าหมายคือค้นหาว่ามีการรับ โอน หรือซ่อนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่

ประชาชนควรติดตามข่าวอย่างมีวิจารณญาณ

สำหรับผู้ติดตามข่าว ตำรวจไซเบอร์บุกรวบ ‘อัจฉริยะ’ หน้าสนามมวย แจ้งข้อหาหนักฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ก่อนคุมตัวสอบเข้มที่ บช.สอท. สิ่งสำคัญคือควรแยกให้ออกระหว่างข้อมูลที่ได้รับการยืนยันแล้วกับข้อสันนิษฐานหรือความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ ไม่ควรรีบแชร์ข้อความที่ยังไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตควรระวังการชักชวนให้ร่วมลงทุน การรับผลตอบแทนจากการเดิมพัน หรือการโอนเงินผ่านบัญชีของบุคคลอื่น หากพบข้อความหรือกิจกรรมที่น่าสงสัย ควรเก็บหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ หมายเลขบัญชี และรายละเอียดการสนทนา ก่อนแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การป้องกันตั้งแต่ต้นย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเป็นผู้เสียหายหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

โดยสรุป เหตุการณ์นี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน แนวโน้มของคดีจะเป็นอย่างไรยังต้องติดตามจากข้อมูลทางการและความคืบหน้าจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ สำหรับประชาชน บทเรียนสำคัญคือควรใช้สื่อออนไลน์อย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนเชื่อหรือแชร์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์บุกรวบ ‘อัจฉริยะ’ หน้าสนามมวย แจ้งข้อหาหนักฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ก่อนคุมตัวสอบเข้มที่ บช.สอท.

กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม

กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม เพื่อช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเข้าถึงเงินช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น โดยกรุงเทพมหานครเปิดให้ยื่นคำขอผ่าน 2 ระบบหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชันทางรัฐ และระบบออนไลน์ของ กทม. แม้ทั้งสองช่องทางจะเกี่ยวข้องกับการเยียวยาน้ำท่วมเหมือนกัน แต่มีหลักเกณฑ์ ประเภทเงินช่วยเหลือ และขั้นตอนตรวจสอบแตกต่างกัน ประชาชนจึงควรทำความเข้าใจก่อนยื่นเรื่อง เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิที่ควรได้รับ

ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ฐานข้อมูลของทั้งสองระบบยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงกันอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่เข้าเกณฑ์จึงอาจจำเป็นต้องยื่นคำขอทั้งสองช่องทาง การลงทะเบียนเพียงระบบเดียวอาจทำให้ได้รับความช่วยเหลือไม่ครบตามสิทธิ โดยเฉพาะครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งด้านที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน อาชีพ และค่าใช้จ่ายจำเป็นในช่วงประสบภัย

กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม ต้องยื่นผ่านระบบใดบ้าง

1. ยื่นผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ

เงินช่วยเหลือส่วนแรกเป็นเงินตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ผู้ประสบภัยสามารถยื่นผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ โดยระบบจะพิจารณาตามระยะเวลาที่น้ำท่วมในพื้นที่ หากน้ำท่วมนานเกิน 7 วัน การตรวจสอบอาจทำได้รวดเร็วขึ้น เพราะสามารถใช้ข้อมูลระดับน้ำและข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่ประกอบการพิจารณาได้ทันที

สำหรับพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง 7 วัน เจ้าหน้าที่อาจต้องตรวจสอบและประเมินความเสียหายเพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าครัวเรือนดังกล่าวได้รับผลกระทบจริง ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนผ่านระบบแอปพลิเคชันทางรัฐแล้วมากกว่า 230,000 ครัวเรือน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากเริ่มหันมาใช้บริการภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งช่วยลดเวลาเดินทางและลดความแออัดในสำนักงานเขต

2. ยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรุงเทพมหานคร

เงินช่วยเหลือส่วนที่สองเป็นไปตามระเบียบของกรุงเทพมหานครและกระทรวงการคลัง โดยเน้นชดเชยตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ความเสียหายต่อบ้านเรือน อุปกรณ์ประกอบอาชีพ หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต การยื่นคำขอทำผ่านระบบออนไลน์ของ กทม. จากนั้นเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายก่อนเสนอพิจารณาจ่ายเงิน

กระบวนการของระบบ กทม. อาจใช้เวลานานกว่าการขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบหน้างานและเอกสารประกอบ ปัจจุบันมีผู้ประสบภัยลงทะเบียนในระบบนี้ประมาณ 270,000–300,000 ครัวเรือน ผู้ยื่นเรื่องควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน เช่น เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่สถานที่เกิดเหตุ รายละเอียดความเสียหาย ภาพถ่าย และช่องทางรับเงิน เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น

ยื่นที่สำนักงานเขตครั้งเดียว เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกให้ทั้งสองระบบ

สำหรับผู้ที่ไม่ถนัดใช้แอปพลิเคชันหรือระบบออนไลน์ สามารถเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองที่สำนักงานเขตได้ เจ้าหน้าที่จะช่วยบันทึกข้อมูลเข้าสู่ทั้งสองระบบพร้อมกัน ทำให้ประชาชนไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายรอบ นอกจากนี้ กทม. ยังจัดบุคลากรประจำศูนย์พักพิงประมาณ 250 แห่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการกรอกแบบฟอร์มและส่งข้อมูลออนไลน์

อีกจุดที่ช่วยลดภาระของประชาชนคือการปรับลดขั้นตอนทางธุรการ โดยยกเลิกการทำประชาคมและไม่จำเป็นต้องใช้ใบแจ้งความหรือใบลงบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจเหมือนแนวทางเดิม การรับรองความเสียหายจะเปิดให้ประธานชุมชนหรือนิติบุคคลเข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อช่วยยืนยันข้อเท็จจริงและทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

เจ้าของบ้านและผู้เช่ามีสิทธิแตกต่างกันอย่างไร

ประเด็นที่หลายคนสงสัยคือสิทธิของเจ้าของบ้านกับผู้เช่า กทม. แยกหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน โดยค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจะจ่ายให้เจ้าของบ้านที่พักอาศัยอยู่จริงเท่านั้น หากเจ้าของบ้านปล่อยบ้านให้ผู้อื่นเช่า เจ้าของบ้านจะไม่สามารถขอรับเงินในหมวดนี้ได้ และผู้เช่าก็ไม่สามารถรับเงินซ่อมแซมบ้านแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เช่ายังมีสิทธิยื่นขอรับความช่วยเหลือในหมวดอื่นที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากน้ำท่วมได้ ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าบ้านชั่วคราวในอัตรา 3,000 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน ค่าอุปกรณ์ประกอบอาชีพ และค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น ผู้เช่าควรเก็บหลักฐานการเช่า ภาพถ่ายความเสียหาย ใบเสร็จค่าใช้จ่าย และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้พร้อม

ผู้ประสบภัยต้องยื่นเรื่องภายใน 90 วันนับจากวันที่มีประกาศภัยพิบัติ การปล่อยเวลาให้ล่วงเลยอาจทำให้พลาดกำหนดเวลารับสิทธิได้ จึงควรตรวจสอบประกาศของเขตและเตรียมเอกสารโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากหรือมีความเสียหายหลายรายการ

รถยนต์เสียหายและสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง

กรณีรถยนต์ส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพ หากถูกน้ำล้อมรอบเกิน 7 วัน จะได้รับเงินบรรเทาความเดือดร้อน 5,000 บาทตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนค่าเสียหายของตัวรถโดยตรงนั้น กทม. อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน คปภ. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ประชาชนจึงควรเก็บภาพถ่าย วันเวลา และหลักฐานที่แสดงว่ารถได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไว้อย่างละเอียด

ด้านสถานการณ์ในเขตลาดกระบังยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีน้ำท่วมในระดับวิกฤต และได้รับการสนับสนุนเรือเพิ่มเติมจากกระทรวงกลาโหมอีก 8 ลำ ขณะที่พื้นที่คลองสามวาและสายไหมยังมีน้ำขังบางจุด กทม. ได้ส่งหน่วยแพทย์ลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายยา ให้คำแนะนำด้านสุขอนามัย และป้องกันโรคที่มากับน้ำ

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยให้สามารถส่งข้อความตรงไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อกระจายข้อมูลเตือนภัยสู่ประชาชนได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนซ้ำซ้อน แนวทางนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการภัยพิบัติ และเป็นเทรนด์สำคัญที่หน่วยงานรัฐควรพัฒนาต่อเนื่อง

โดยสรุป กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้ประสบภัยควรตรวจสอบว่าตนเองเข้าเกณฑ์ทั้งเงินช่วยเหลือตามมติ ครม. และเงินชดเชยตามความเสียหายจริงหรือไม่ หากไม่แน่ใจ แนะนำให้ติดต่อสำนักงานเขตหรือศูนย์พักพิงใกล้บ้าน และเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบ การยื่นเรื่องให้เร็วภายในกรอบเวลา 90 วัน คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสิทธิของตนเอง

ที่มา – กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ ทางรัฐ และระบบ กทม. เคลียร์ชัดสิทธิ ‘เจ้าบ้าน-ผู้เช่า’ พร้อมลดขั้นตอนไม่ต้องใช้ใบแจ้งความ

อนุทินถกรับมือฝนระลอกใหม่ 4-10 ต.ค. เตรียมพร้อมทั่วประเทศ

สถานการณ์ฝนและน้ำท่วมยังเป็นประเด็นที่ประชาชนทั่วประเทศต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและวางแผนรับมือฝนระลอกใหม่ โดยมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมประชุมผ่านระบบทางไกลอย่างพร้อมเพรียง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 3 ตุลาคม ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขตดุสิต โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า แม้สถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภาครัฐยังไม่ควรประมาท เพราะมีการคาดการณ์ว่าปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 ตุลาคม โดยเฉพาะอิทธิพลจากมวลพายุขนาดใหญ่ที่ก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้และเคลื่อนผ่านเวียดนามเข้าสู่ภูมิภาคอินโดจีน

อนุทินถกรับมือฝนระลอกใหม่ 4-10 ต.ค. เดินหน้าประสานทุกหน่วยงาน

นายอนุทินกล่าวว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลยังติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ไม่ได้ปล่อยให้แต่ละพื้นที่รับมือปัญหาเพียงลำพัง ขณะเดียวกัน ภาพรวมการระบายน้ำในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันตก มีแนวโน้มดีขึ้น หลังเจ้าหน้าที่เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การเตรียมรับมือฝนระลอกใหม่ยังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ แม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในช่วงนี้ แต่หน่วยงานในพื้นที่ต้องติดตามการพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว

ดึงกรมอุตุนิยมวิทยาร่วมสื่อสาร ลดแรงกดดันจากกระแสบูลลี่

ระหว่างการประชุม นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา หลังไม่พบผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเข้าร่วมประชุม โดยรองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทำหน้าที่รักษาราชการแทนอธิบดี ชี้แจงว่าอธิบดีคนเดิมเพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ก่อนหน้านี้กรมอุตุนิยมวิทยาอาจเผชิญเสียงวิจารณ์หรือการบูลลี่เกี่ยวกับการแจ้งเตือนสภาพอากาศอยู่บ้าง แต่การทำงานร่วมกันระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยา ศูนย์บัญชาการ และหน่วยงานท้องถิ่น จะช่วยให้การสื่อสารมีความชัดเจนและลดแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่ได้ การมีศูนย์กลางในการรวบรวมและกระจายข้อมูลยังช่วยลดความสับสน โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะเดินทาง อพยพ หรือเตรียมบ้านเรือนอย่างไร

แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแจ้งเตือนภัยในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพยากรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ทันเวลา และเข้าถึงประชาชนผ่านหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน สื่อสังคมออนไลน์ หอกระจายข่าว และผู้นำชุมชน

เตรียมพื้นที่ภาคใต้และเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

นอกจากพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯ แล้ว นายกรัฐมนตรียังประสานกับแม่ทัพภาคที่ 4 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ในภาคใต้ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การอพยพ และการเยียวยาประชาชน หากเกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก หรือดินถล่มในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงบ่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานว่ายังไม่น่าจะสร้างภาระเพิ่มต่อระบบระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐและหลีกเลี่ยงการจอดรถในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือบริเวณที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก

ด้านการเยียวยา นายกรัฐมนตรีกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์โครงการประกันภัยสำหรับครัวเรือนที่ประสบภัย ซึ่งครอบคลุมทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ประชาชนจึงควรตรวจสอบสิทธิ เงื่อนไข และเอกสารที่จำเป็น เพื่อให้สามารถขอรับความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุ

  • ติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมเอกสารสำคัญ ยาประจำตัว และอุปกรณ์จำเป็นไว้ในจุดที่หยิบได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมสูงหรือน้ำไหลเชี่ยว
  • ตรวจสอบสิทธิประกันภัยและช่องทางติดต่อหน่วยงานในพื้นที่
  • ช่วยส่งต่อข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว และหลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวลือ

หลังการประชุม นายอนุทินเตรียมลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงมาถึงพื้นที่ภาคกลาง พร้อมให้กำลังใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน โดยขอให้ทุกคนมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชน ไม่ต้องสนใจกระแสบูลลี่หรือคำวิจารณ์ที่มุ่งสร้างความปั่นป่วน เพราะผลลัพธ์จากการทำงานเริ่มทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติในหลายพื้นที่

โดยสรุป การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่าการรับมือภัยพิบัติจำเป็นต้องทำงานเชิงรุกและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น การเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพควรมาพร้อมแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการระบายน้ำ การอพยพ หรือการช่วยเหลือหลังน้ำลด สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เตรียมพร้อมล่วงหน้า และช่วยกันสื่อสารข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพราะอนุทินถกรับมือฝนระลอกใหม่ 4-10 ต.ค. จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อภาครัฐและประชาชนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะถกรับมือฝนระลอกใหม่ 4-10 ต.ค. ถามหาอธิบดีอุตุฯ ก่อนดึงร่วมทีมลดแรงกดดัน ปลุกข้าราชการเมินกระแสบูลลี่-เร่งลงพื้นที่ชัยนาท

ซาบีดาสนับสนุน 12 เยาวชนสวมชุดไทยร่วมประชุมที่ยูเนสโก ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทย เตรียมลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาฯ ธันวาคมนี้

เรื่องราวของ ซาบีดาสนับสนุน 12 เยาวชนสวมชุดไทยร่วมประชุมที่ยูเนสโก ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทย เตรียมลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาฯ ธันวาคมนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนวัฒนธรรมไทยบนเวทีระดับโลก กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สนับสนุนให้เยาวชนไทย 12 คน เดินทางเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเพื่อสันติภาพ หรือ International Peace Conference on Youth Traditional Culture Education ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงภาพความโดดเด่นของชุดไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนได้ถ่ายทอดมุมมอง ความเชื่อ และประสบการณ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยด้วยภาษาของตนเอง บรรยากาศของงานจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เชื่อมโยงระหว่างอดีตกับอนาคต และทำให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรมยังสามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกได้อย่างร่วมสมัย

ซาบีดาสนับสนุน 12 เยาวชนสวมชุดไทยร่วมประชุมที่ยูเนสโก ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทย เตรียมลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาฯ ธันวาคมนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ให้การสนับสนุนชุดไทยพระราชนิยมและเสื้อพระราชทานแก่เยาวชนทั้ง 12 คน เพื่อสวมใส่ในการประชุมระดับนานาชาติ การแต่งกายดังกล่าวช่วยนำเสนอความประณีตของงานช่างไทย พร้อมสื่อถึงอัตลักษณ์ที่มีรากฐานจากประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของคนไทย

ชุดไทยพระราชนิยมที่เยาวชนสวมใส่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกดอกลายลูกแก้ว ส่วนเสื้อพระราชทานตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ที่มาจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เครื่องแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าสำหรับพิธีการ แต่ยังเป็นผลงานที่รวมองค์ความรู้ด้านการทอผ้า การออกแบบ และฝีมือช่างไทยเอาไว้ด้วยกัน

เสียงของเยาวชนกับการเล่าวัฒนธรรมไทยในแบบที่เข้าถึงง่าย

แนวคิดหลักของการประชุมคือ “เติบโตอย่างมีรากเหง้าแห่งความเป็นไทย” และ “จุดประกายแสงสว่างในชีวิตเยาวชน” หรือ Ignite the Vital Spark of the Heart เยาวชนทั้ง 12 คนจึงไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมในมุมเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เลือกนำเสนอเรื่องราวจากสถานที่สำคัญ หลักธรรม คุณธรรม และประสบการณ์ใกล้ตัว ซึ่งช่วยทำให้เนื้อหามีความเป็นธรรมชาติและเข้าถึงผู้ฟังได้ง่าย

  • เอลีณ ถ่ายทอดเรื่องราววัดอรุณราชวรารามในฐานะสถานที่งดงามจากอดีตที่ยังมีคุณค่าในปัจจุบัน
  • เอแคลร์ นำเสนอองค์พระปฐมเจดีย์ในบ้านเกิด และสะท้อนความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมในชุมชน
  • ลิน กล่าวถึงคำสอนเรื่องการคิดดี พูดดี และทำดี ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมที่น่าอยู่
  • ผิงผิง อธิบายการนำหลักอริยสัจ 4 มาปรับใช้เพื่อรับมือกับความผิดหวังและความทุกข์
  • พีค ถ่ายทอดเรื่องความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณธรรมที่อยู่คู่กับครอบครัวและสังคมไทย
  • ริว เล่าเรื่องความเมตตาผ่านแบบอย่างจากคุณยาย ผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
  • แพรวา พูดถึงความมีน้ำใจในฐานะคุณธรรมสำคัญที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ในสังคม
  • จีเดย์ นำเสนอวัฒนธรรมการลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งสะท้อนการช่วยเหลือและความสามัคคีของชุมชน
  • ข้าวผัด เสนอแนวคิดการสร้างสังคมที่ดีด้วยความเข้าใจและการไม่ตัดสินผู้อื่นจากมุมมองด้านเดียว
  • แพร ถ่ายทอดความภาคภูมิใจในการแสดงวัฒนธรรมไทยและพลังความสามัคคีของผู้ร่วมงาน
  • ภูเขา สะท้อนเสียงของเยาวชนว่า ทุกคนมีความสามารถ แต่บางคนยังต้องการโอกาสในการแสดงศักยภาพ
  • ชะเอม เล่าถึงการก้าวข้ามความกลัว เพื่อเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย

จากเวทียูเนสโกสู่โอกาสขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญา

นอกจากการแสดงศักยภาพของเยาวชนแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมยังเดินหน้าผลักดันรายการ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” หรือ Chud Thai: Knowledge, Craftsmanship and Practices of the Thai National Costume เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนในบัญชีรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก

รายการดังกล่าวมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 หากได้รับการขึ้นทะเบียน จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทย งานฝีมือ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีชื่ออยู่ในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกผูกพันและพร้อมมีส่วนร่วมในการสืบสานวัฒนธรรม

ข่าว ซาบีดาสนับสนุน 12 เยาวชนสวมชุดไทยร่วมประชุมที่ยูเนสโก ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทย เตรียมลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาฯ ธันวาคมนี้ จึงน่าสนใจในฐานะตัวอย่างของการใช้เยาวชนเป็นผู้เล่าเรื่องวัฒนธรรมด้วยเสียงของตัวเอง เมื่อการสื่อสารมีทั้งภาพลักษณ์ที่ชัดเจน เนื้อหาที่จริงใจ และการนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก วัฒนธรรมไทยก็มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ได้มากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน แนวทางนี้เป็นเทรนด์ที่ควรเดินหน้าต่อ เพราะวัฒนธรรมจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อคนรุ่นใหม่สามารถนำไปปรับใช้และเล่าให้ร่วมสมัย ขอชวนผู้อ่านติดตามผลการพิจารณาของยูเนสโกในเดือนธันวาคม 2569 และร่วมสนับสนุนงานช่างไทย ชุดไทย และกิจกรรมของเยาวชน เพื่อให้มรดกของไทยยังคงเติบโตต่อไปในอนาคต

ที่มา – ซาบีดาสนับสนุน 12 เยาวชนสวมชุดไทยร่วมประชุมที่ยูเนสโก ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทย เตรียมลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาฯ ธันวาคมนี้

กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้

สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลยังเป็นประเด็นที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีทั้งฝนตกหนัก น้ำเหนือไหลลงมา และน้ำทะเลหนุนสูง ข่าวล่าสุดระบุว่า กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

กรมชลประทานรายงานว่า ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักเริ่มมีแนวโน้มที่บริหารจัดการได้มากขึ้น โดยสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำลดลงหลังผ่านจุดสูงสุดแล้ว ขณะเดียวกันเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตราประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ด้านท้าย

กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้

สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับสูง เจ้าหน้าที่ได้ปรับแผนการระบายน้ำแบบขั้นบันได วิธีนี้ช่วยพร่องน้ำออกจากเขื่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนที่อาจตกลงมาในระยะถัดไป โดยจะพิจารณาความสามารถของคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำตลอดเส้นทางประกอบกัน

น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะไหลมาบรรจบกันบริเวณสถานีวัดน้ำ C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ก่อนเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเช้าของวันที่รายงาน มีน้ำไหลผ่านเฉลี่ยประมาณ 2,382 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่หน่วยงานสามารถบริหารจัดการได้ และยังต่ำกว่าความสามารถของแนวคันกั้นน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งรองรับได้สูงสุดประมาณ 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

แบ่งพื้นที่จัดการน้ำ 3 โซน เพิ่มความคล่องตัวก่อนเข้ากรุง

เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจพร้อมกัน กรมชลประทานได้ทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ ด้วยการจัดจราจรน้ำผ่านคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยแบ่งแนวทางการทำงานออกเป็น 3 โซนหลัก ทำให้สามารถกระจายน้ำและเลือกใช้เส้นทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้มากขึ้น

  • พื้นที่ตอนบน: ใช้สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตเพื่อช่วยตัดยอดน้ำและลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน
  • พื้นที่ตอนกลาง: บริหารจัดการน้ำผ่านคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อเพิ่มช่องทางระบายและควบคุมระดับน้ำในคลองให้เหมาะสม
  • พื้นที่ตอนล่าง: เร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยผ่านสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

การระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่างจะอาศัยจังหวะน้ำขึ้นและน้ำลงเข้าช่วยด้วย หากสามารถระบายออกในช่วงน้ำทะเลลดลง ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันน้ำออกจากพื้นที่เมืองได้มากขึ้น แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับมืออุทกภัยไม่ได้พึ่งพาเขื่อนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบคลอง เครื่องสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน

ฝนตกหนักสะสมคือความเสี่ยงที่คนกรุงต้องจับตา

แม้หลายคนจะกังวลกับมวลน้ำเหนือ แต่กรมชลประทานระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญในช่วงนี้คือฝนตกหนักและฝนสะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพราะน้ำฝนที่ตกลงมาในเขตเมืองจะไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำโดยตรงทันที ต่างจากมวลน้ำจากเขื่อนที่มีการควบคุมและทยอยระบายตามแผน

พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำ จุดที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ ชุมชนริมคลอง และพื้นที่ริมตลิ่ง หากมีฝนตกต่อเนื่องหลายชั่วโมง ปริมาณน้ำอาจสะสมจนเกินความสามารถของท่อระบายน้ำหรือสถานีสูบน้ำในบางจุด แม้จะไม่มีมวลน้ำเหนือไหลเข้ามาเพิ่มเติมก็ตาม

จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม จะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนจะลดลงในช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม จากนั้นมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักเพิ่มขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา ระหว่างวันที่ 11-14 ตุลาคม ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งพร่องน้ำในระบบชลประทานในช่วงที่มวลน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารจากกรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ควรตรวจสอบเส้นทางเดินทางล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางผ่านถนนหรือซอยที่เคยมีน้ำท่วมขัง รวมถึงเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง ยาประจำตัว และเอกสารสำคัญใส่ถุงกันน้ำ

เจ้าของบ้านควรตรวจสอบท่อระบายน้ำบริเวณหน้าบ้าน เก็บขยะหรือสิ่งของที่อาจกีดขวางทางน้ำ และย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งของสำคัญขึ้นที่สูง หากอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ คลอง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ ควรติดตามระดับน้ำและประกาศแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายและทำให้รับมือได้อย่างมีสติ

โดยสรุป กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้ สถานการณ์มวลน้ำเหนือยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่ความเสี่ยงจากฝนตกหนักในเขตเมืองยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มุมมองที่สำคัญคือการรับมือฝนในอนาคตจะต้องอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบระบายน้ำที่ยืดหยุ่น และความร่วมมือจากประชาชนทุกคน จึงขอให้ติดตามประกาศทางการ เตรียมแผนการเดินทาง และอย่าประมาทเมื่อเห็นเมฆฝนก่อตัวต่อเนื่อง

ที่มา – กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้

รายงาน: ICE ใส่ผู้สังเกตการณ์ ICE ในฐานข้อมูล Palantir

มีรายงานที่กำลังสร้างความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ หรือ ICE หลังนิตยสาร Wired เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ หรือ DHS อาจรวบรวมข้อมูลและจัดทำประวัติของผู้ที่ติดตามหรือบันทึกการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่ จากนั้นนำข้อมูลเหล่านั้นไปจัดเก็บไว้ในระบบ Investigative Case Management หรือ ICM ซึ่งพัฒนาและดูแลโดยบริษัท Palantir Technologies

ประเด็นสำคัญของข่าวนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การถ่ายภาพเหตุการณ์ในที่สาธารณะ และการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากการฟ้องร้องแบบกลุ่มที่ผู้สังเกตการณ์ในรัฐเมนยื่นต่อศาล โดยมีการปิดผนึกเอกสารในช่วงแรก ก่อนจะเผยแพร่เอกสารฉบับแก้ไขในเวลาต่อมา

รายงาน: ICE ใส่ผู้สังเกตการณ์ ICE ในฐานข้อมูล Palantir

JoAnna Suriani ทนายความจากองค์กร Protect Democracy ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ ระบุว่า รัฐบาลกำลังปฏิบัติต่อประชาชนที่ใช้สิทธิตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่ง และพยายามตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา ฝ่ายโจทก์จึงขอให้ศาลยุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ข้อกล่าวหาในคดีระบุว่า เจ้าหน้าที่ DHS บางรายขับรถผ่านบ้านของผู้ประท้วงและผู้สังเกตการณ์เพื่อสร้างความหวาดกลัว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่ถูกเรียกในเอกสารว่า “Agent J.C.” ยังถูกกล่าวหาว่าสร้างโปรไฟล์ในระบบ ICM ให้กับบุคคลอย่างน้อยหกราย ขณะที่ Wired รายงานว่าจำนวนที่รัฐบาลนับอาจอยู่ที่แปดราย

ผลกระทบจากการจัดเก็บข้อมูลผู้สังเกตการณ์

หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การติดป้ายบุคคลสองคนที่ถูกถ่ายภาพในลานจอดรถว่า “เป็นภัยต่อการบังคับใช้กฎหมาย” และ “ผู้ประท้วงมืออาชีพ” อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องผู้ประท้วงที่ได้รับค่าจ้างหรือทำหน้าที่ประท้วงเป็นอาชีพนั้นแทบไม่มีหลักฐานรองรับในบริบททั่วไป นอกจากกรณีการรณรงค์สร้างภาพโดยกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ บริษัท หรือฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม

คดียังกล่าวหาว่า Agent J.C. ส่งภาพของบุคคลทั้งสองให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันชายแดน หรือ CBP เพื่อนำไปใช้กับระบบจดจำใบหน้าที่เรียกว่า Mobile Query อีกทั้งยังตรวจสอบป้ายทะเบียนรถของโจทก์รายหนึ่งผ่านฐานข้อมูล Accurint ของ LexisNexis หลังจากบุคคลดังกล่าวถ่ายภาพการจับกุมในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน

ตามเอกสารฟ้องร้อง เจ้าหน้าที่รายนี้ยังโทรศัพท์หาคู่สมรสของโจทก์ และข่มขู่ว่าหากมีการกระทำในลักษณะเดียวกันอีก บุคคลเหล่านั้นอาจถูกเพิ่มชื่อเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวังการก่อการร้ายภายในประเทศ หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริง ย่อมทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่าการบันทึกภาพเหตุการณ์ของรัฐถูกนำไปตีความเป็นภัยคุกคามได้อย่างไร

Palantir และระบบข้อมูลของหน่วยงานความมั่นคง

ระบบ ICM ที่สร้างโดย Palantir ถูกใช้โดยหน่วยงาน Homeland Security Investigations หรือ HSI เพื่อจัดการและติดตามแฟ้มคดี บริษัทได้รับสัญญาจากรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบ 126 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2022 เพื่อบำรุงรักษาและขยายระบบดังกล่าว รวมถึงสัญญามูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สำหรับพัฒนาโครงการ ImmigrationOS

Palantir เป็นบริษัทข้อมูลที่ก่อตั้งโดยนักลงทุนเทคโนโลยี Peter Thiel และมีชื่อเสียงด้านการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ให้กับหน่วยงานรัฐและองค์กรต่าง ๆ ชื่อบริษัทได้รับแรงบันดาลใจจากลูกแก้วที่ใช้สอดส่องในเรื่อง The Lord of the Rings ทำให้การนำระบบของบริษัทมาใช้ติดตามผู้สังเกตการณ์ยิ่งดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน

ข้อกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อพิจารณาบริบทการปฏิบัติการของ ICE ในช่วงที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงผู้คนอย่างน้อย 21 รายในช่วงวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ถึง 11 ราย นอกจากนี้ สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในความควบคุมของ ICE อย่างน้อย 57 รายนับตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์

  • ผู้สังเกตการณ์อาจถูกจัดทำโปรไฟล์จากการบันทึกการทำงานของเจ้าหน้าที่
  • ภาพถ่ายอาจถูกส่งต่อให้ระบบจดจำใบหน้าโดยไม่ได้รับความยินยอม
  • ข้อมูลป้ายทะเบียนรถอาจถูกค้นผ่านฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์
  • การข่มขู่อาจทำให้ประชาชนไม่กล้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ด้าน DHS ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าคดีไม่มีมูล และปฏิเสธแนวคิดที่ว่าหน่วยงานมีฐานข้อมูล “ผู้ก่อการร้ายภายในประเทศ” อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังยื่นคำร้องขอให้ศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำเฉพาะบุคคลและขัดต่อนโยบายของ DHS รวมทั้งไม่เข้าข่ายการตอบโต้ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาจึงมีทั้งความรับผิดของเจ้าหน้าที่ ขอบเขตการใช้ฐานข้อมูล และสิทธิของประชาชนในการบันทึกเหตุการณ์ในพื้นที่สาธารณะ แม้รัฐบาลจะเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นกรณีแยกส่วน แต่การนำข้อมูลหลายประเภทมารวมกัน ทั้งภาพถ่าย ใบหน้า ที่อยู่ และป้ายทะเบียน อาจสร้างโปรไฟล์ที่มีรายละเอียดสูงและส่งผลต่อเสรีภาพของบุคคลในระยะยาว

มุมมองสำคัญ คือ เทคโนโลยีฐานข้อมูลไม่ควรถูกใช้เพื่อทำให้การตรวจสอบภาครัฐกลายเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ การรายงานข่าว การถ่ายภาพ และการสังเกตการณ์อย่างสงบเป็นกลไกสำคัญของสังคมประชาธิปไตย หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่ชัดเจน ตรวจสอบการเข้าถึงระบบ และเปิดเผยความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

สำหรับผู้อ่าน เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าควรติดตามการใช้เทคโนโลยีของรัฐอย่างรอบคอบ และสนับสนุนความโปร่งใสในการจัดเก็บข้อมูล เพราะการปกป้องสิทธิของผู้สังเกตการณ์วันนี้ อาจหมายถึงการปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคนในวันข้างหน้า

ที่มา – ICE Reportedly Is Putting ICE Observers in a Palantir Database