‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง
ประเด็นโครงการบึงรับน้ำ หรือแก้มลิง 6 แห่งในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมจึงถูกยกเลิก ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่
ล่าสุด ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง หรือ ‘เอิร์ธ พงศกร’ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ออกมาชี้แจงลำดับเหตุการณ์ พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบของ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี โดยยืนยันว่าข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่าโครงการถูกยกเลิกในสมัย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง
สำหรับไทม์ไลน์ของโครงการนั้น ร.ต.อ. พงศกร ระบุว่า กรุงเทพมหานครเริ่มผลักดันโครงการมาตั้งแต่ปี 2560 แต่กระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเกิดความล่าช้า เนื่องจากปี 2562 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใหม่ ส่งผลให้ กทม. ต้องกลับไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจพื้นที่ใหม่ตามขั้นตอนของกฎหมาย
ในช่วงการบริหารงานของ พล.ต.อ. อัศวิน โครงการยังคงเดินหน้าต่อ โดยมีการผลักดันกระบวนการต่าง ๆ จนถึงขั้นเตรียมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในช่วงต้นปี 2565 ก่อนที่ พล.ต.อ. อัศวิน จะลาออกจากตำแหน่งและเกิดการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
ต่อมาในยุคของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สำนักการระบายน้ำได้ทำหนังสือทบทวนความจำเป็นของโครงการในช่วงกลางปี 2566 ก่อนมีข้อสรุปในเดือนสิงหาคม 2567 ว่า ควรยกเลิกโครงการบึงคู้บอนและคลองบางชัน เนื่องจากเห็นว่าการใช้ระบบอุโมงค์ระบายน้ำควบคู่กับการปรับปรุงคลองอาจมีความคุ้มค่ามากกว่า ทั้งในด้านงบประมาณ การก่อสร้าง และประสิทธิภาพการระบายน้ำ
ตัวเลขเวนคืน 324 ล้านบาท กับคำถามเรื่อง 11,000 ล้านบาท
ประเด็นที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือความแตกต่างระหว่างตัวเลขงบประมาณที่ถูกกล่าวถึง โดยกรุงเทพมหานครแถลงว่าโครงการมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่ ร.ต.อ. พงศกร เปิดเผยเอกสารการสำรวจและการตั้งงบประมาณในอดีต ซึ่งระบุค่าเวนคืนไว้ที่ประมาณ 324 ล้านบาท
เอกสารดังกล่าวครอบคลุมที่ดินประมาณ 107 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอีก 24 รายการ ทำให้เกิดคำถามว่า ตัวเลข 11,000 ล้านบาทเป็นงบประมาณรวมของโครงการทั้งหมดหรือไม่ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง ระบบระบายน้ำ การจัดการพื้นที่ และค่าเวนคืนรวมอยู่ด้วยกันอย่างไร การชี้แจงรายละเอียดในส่วนนี้จึงมีความสำคัญ เพราะประชาชนควรสามารถตรวจสอบที่มาของตัวเลขและหลักเกณฑ์การคำนวณได้อย่างชัดเจน
ร.ต.อ. พงศกร จึงเรียกร้องให้ผู้บริหาร กทม. ชุดปัจจุบันอธิบายอย่างเป็นระบบว่า ตัวเลข 11,000 ล้านบาทมาจากรายการใดบ้าง และเหตุใดจึงมีความแตกต่างจากข้อมูลค่าเวนคืนเดิมที่ระบุไว้เพียง 324 ล้านบาท การเปิดเอกสารต่อสาธารณะจะช่วยลดความสับสนและทำให้การถกเถียงอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากขึ้น
ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างในพื้นที่เวนคืน
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรหรือสิ่งปลูกสร้างใหม่ในพื้นที่ที่อาจอยู่ในแนวเวนคืน โดย ร.ต.อ. พงศกร อ้างถึงกฎหมายเวนคืน มาตรา 23 ซึ่งมีหลักการว่า หากผู้ใดทราบอยู่แล้วว่าจะมีการเวนคืน แต่ยังคงก่อสร้างเพื่อหวังเพิ่มเงินทดแทน สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอาจไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นค่าเวนคืนเพิ่มเติม
เขาระบุด้วยว่า โครงการมีการติดป้ายแจ้งเตือนบริเวณหน้าหมู่บ้านตั้งแต่ช่วงต้น ดังนั้น แม้ภายหลังจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมหรือมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มสูงขึ้น การประเมินค่าเวนคืนก็ควรอยู่บนหลักเกณฑ์เดิม ไม่ใช่เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการพัฒนาในภายหลัง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทางกฎหมายและข้อเท็จจริงของแต่ละแปลงยังควรผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
คำถามที่ตามมาคือ กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์มีความมั่นใจจากอะไรในการซื้อที่ดินและลงทุนพัฒนาโครงการ ทั้งที่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจอยู่ในแนวเวนคืน และหากมีการเวนคืนจริง เงินชดเชยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการก่อสร้างใหม่ ประเด็นนี้จึงควรมีการตรวจสอบทั้งในมิติข้อมูลการอนุญาตก่อสร้าง การสื่อสารของหน่วยงานรัฐ และการรับรู้ของผู้ลงทุนในแต่ละช่วงเวลา
ประชาชนควรติดตามข้อมูลอย่างไร
- ตรวจสอบเอกสารโครงการและรายละเอียดงบประมาณจากหน่วยงานรัฐโดยตรง
- แยกให้ออกระหว่างค่าเวนคืน ค่าก่อสร้าง และงบประมาณรวมของโครงการ
- ติดตามมติและเหตุผลของการทบทวนหรือยกเลิกโครงการ
- พิจารณาข้อมูลจากหลายฝ่ายก่อนสรุปว่าโครงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใด
กรณี ‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง สะท้อนว่าการบริหารโครงการสาธารณะจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมและใช้งบประมาณจำนวนมาก แม้การเปลี่ยนแนวทางจากบึงรับน้ำไปใช้อุโมงค์ระบายน้ำอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่หน่วยงานรัฐควรชี้แจงเหตุผล เปรียบเทียบต้นทุน และเปิดเผยผลกระทบให้ประชาชนเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา
ในมุมของประชาชน การติดตามข่าวไม่ควรหยุดอยู่ที่ตัวเลขหรือคำกล่าวหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเปิดเอกสารและอธิบายลำดับเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ เพราะความโปร่งใสวันนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครในอนาคต หากพบข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจน ควรส่งต่อคำถามไปยังหน่วยงานรับผิดชอบและติดตามคำชี้แจงอย่างต่อเนื่อง
