กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้
สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลยังเป็นประเด็นที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีทั้งฝนตกหนัก น้ำเหนือไหลลงมา และน้ำทะเลหนุนสูง ข่าวล่าสุดระบุว่า กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
กรมชลประทานรายงานว่า ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักเริ่มมีแนวโน้มที่บริหารจัดการได้มากขึ้น โดยสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำลดลงหลังผ่านจุดสูงสุดแล้ว ขณะเดียวกันเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตราประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ด้านท้าย
กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้
สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับสูง เจ้าหน้าที่ได้ปรับแผนการระบายน้ำแบบขั้นบันได วิธีนี้ช่วยพร่องน้ำออกจากเขื่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนที่อาจตกลงมาในระยะถัดไป โดยจะพิจารณาความสามารถของคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำตลอดเส้นทางประกอบกัน
น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะไหลมาบรรจบกันบริเวณสถานีวัดน้ำ C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ก่อนเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเช้าของวันที่รายงาน มีน้ำไหลผ่านเฉลี่ยประมาณ 2,382 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่หน่วยงานสามารถบริหารจัดการได้ และยังต่ำกว่าความสามารถของแนวคันกั้นน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งรองรับได้สูงสุดประมาณ 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
แบ่งพื้นที่จัดการน้ำ 3 โซน เพิ่มความคล่องตัวก่อนเข้ากรุง
เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจพร้อมกัน กรมชลประทานได้ทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ ด้วยการจัดจราจรน้ำผ่านคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยแบ่งแนวทางการทำงานออกเป็น 3 โซนหลัก ทำให้สามารถกระจายน้ำและเลือกใช้เส้นทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้มากขึ้น
- พื้นที่ตอนบน: ใช้สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตเพื่อช่วยตัดยอดน้ำและลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน
- พื้นที่ตอนกลาง: บริหารจัดการน้ำผ่านคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อเพิ่มช่องทางระบายและควบคุมระดับน้ำในคลองให้เหมาะสม
- พื้นที่ตอนล่าง: เร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยผ่านสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
การระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่างจะอาศัยจังหวะน้ำขึ้นและน้ำลงเข้าช่วยด้วย หากสามารถระบายออกในช่วงน้ำทะเลลดลง ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันน้ำออกจากพื้นที่เมืองได้มากขึ้น แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับมืออุทกภัยไม่ได้พึ่งพาเขื่อนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบคลอง เครื่องสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน
ฝนตกหนักสะสมคือความเสี่ยงที่คนกรุงต้องจับตา
แม้หลายคนจะกังวลกับมวลน้ำเหนือ แต่กรมชลประทานระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญในช่วงนี้คือฝนตกหนักและฝนสะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพราะน้ำฝนที่ตกลงมาในเขตเมืองจะไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำโดยตรงทันที ต่างจากมวลน้ำจากเขื่อนที่มีการควบคุมและทยอยระบายตามแผน
พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำ จุดที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ ชุมชนริมคลอง และพื้นที่ริมตลิ่ง หากมีฝนตกต่อเนื่องหลายชั่วโมง ปริมาณน้ำอาจสะสมจนเกินความสามารถของท่อระบายน้ำหรือสถานีสูบน้ำในบางจุด แม้จะไม่มีมวลน้ำเหนือไหลเข้ามาเพิ่มเติมก็ตาม
จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม จะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนจะลดลงในช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม จากนั้นมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักเพิ่มขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา ระหว่างวันที่ 11-14 ตุลาคม ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งพร่องน้ำในระบบชลประทานในช่วงที่มวลน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่
ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร
สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารจากกรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ควรตรวจสอบเส้นทางเดินทางล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางผ่านถนนหรือซอยที่เคยมีน้ำท่วมขัง รวมถึงเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง ยาประจำตัว และเอกสารสำคัญใส่ถุงกันน้ำ
เจ้าของบ้านควรตรวจสอบท่อระบายน้ำบริเวณหน้าบ้าน เก็บขยะหรือสิ่งของที่อาจกีดขวางทางน้ำ และย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งของสำคัญขึ้นที่สูง หากอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ คลอง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ ควรติดตามระดับน้ำและประกาศแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายและทำให้รับมือได้อย่างมีสติ
โดยสรุป กรมชลประทานยืนยันน้ำเหนือไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม. เร่งจัดจราจรน้ำ 3 โซนลงอ่าวไทย เตือนคนกรุงเฝ้าระวัง ‘ฝนตกหนักสะสม’ ระลอกใหม่ 5-7 และ 11-14 ต.ค. นี้ สถานการณ์มวลน้ำเหนือยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่ความเสี่ยงจากฝนตกหนักในเขตเมืองยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มุมมองที่สำคัญคือการรับมือฝนในอนาคตจะต้องอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบระบายน้ำที่ยืดหยุ่น และความร่วมมือจากประชาชนทุกคน จึงขอให้ติดตามประกาศทางการ เตรียมแผนการเดินทาง และอย่าประมาทเมื่อเห็นเมฆฝนก่อตัวต่อเนื่อง
