รายงาน: ICE ใส่ผู้สังเกตการณ์ ICE ในฐานข้อมูล Palantir

มีรายงานที่กำลังสร้างความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ หรือ ICE หลังนิตยสาร Wired เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ หรือ DHS อาจรวบรวมข้อมูลและจัดทำประวัติของผู้ที่ติดตามหรือบันทึกการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่ จากนั้นนำข้อมูลเหล่านั้นไปจัดเก็บไว้ในระบบ Investigative Case Management หรือ ICM ซึ่งพัฒนาและดูแลโดยบริษัท Palantir Technologies

ประเด็นสำคัญของข่าวนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การถ่ายภาพเหตุการณ์ในที่สาธารณะ และการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากการฟ้องร้องแบบกลุ่มที่ผู้สังเกตการณ์ในรัฐเมนยื่นต่อศาล โดยมีการปิดผนึกเอกสารในช่วงแรก ก่อนจะเผยแพร่เอกสารฉบับแก้ไขในเวลาต่อมา

รายงาน: ICE ใส่ผู้สังเกตการณ์ ICE ในฐานข้อมูล Palantir

JoAnna Suriani ทนายความจากองค์กร Protect Democracy ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ ระบุว่า รัฐบาลกำลังปฏิบัติต่อประชาชนที่ใช้สิทธิตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่ง และพยายามตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา ฝ่ายโจทก์จึงขอให้ศาลยุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ข้อกล่าวหาในคดีระบุว่า เจ้าหน้าที่ DHS บางรายขับรถผ่านบ้านของผู้ประท้วงและผู้สังเกตการณ์เพื่อสร้างความหวาดกลัว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่ถูกเรียกในเอกสารว่า “Agent J.C.” ยังถูกกล่าวหาว่าสร้างโปรไฟล์ในระบบ ICM ให้กับบุคคลอย่างน้อยหกราย ขณะที่ Wired รายงานว่าจำนวนที่รัฐบาลนับอาจอยู่ที่แปดราย

ผลกระทบจากการจัดเก็บข้อมูลผู้สังเกตการณ์

หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การติดป้ายบุคคลสองคนที่ถูกถ่ายภาพในลานจอดรถว่า “เป็นภัยต่อการบังคับใช้กฎหมาย” และ “ผู้ประท้วงมืออาชีพ” อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องผู้ประท้วงที่ได้รับค่าจ้างหรือทำหน้าที่ประท้วงเป็นอาชีพนั้นแทบไม่มีหลักฐานรองรับในบริบททั่วไป นอกจากกรณีการรณรงค์สร้างภาพโดยกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ บริษัท หรือฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม

คดียังกล่าวหาว่า Agent J.C. ส่งภาพของบุคคลทั้งสองให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันชายแดน หรือ CBP เพื่อนำไปใช้กับระบบจดจำใบหน้าที่เรียกว่า Mobile Query อีกทั้งยังตรวจสอบป้ายทะเบียนรถของโจทก์รายหนึ่งผ่านฐานข้อมูล Accurint ของ LexisNexis หลังจากบุคคลดังกล่าวถ่ายภาพการจับกุมในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน

ตามเอกสารฟ้องร้อง เจ้าหน้าที่รายนี้ยังโทรศัพท์หาคู่สมรสของโจทก์ และข่มขู่ว่าหากมีการกระทำในลักษณะเดียวกันอีก บุคคลเหล่านั้นอาจถูกเพิ่มชื่อเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวังการก่อการร้ายภายในประเทศ หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริง ย่อมทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่าการบันทึกภาพเหตุการณ์ของรัฐถูกนำไปตีความเป็นภัยคุกคามได้อย่างไร

Palantir และระบบข้อมูลของหน่วยงานความมั่นคง

ระบบ ICM ที่สร้างโดย Palantir ถูกใช้โดยหน่วยงาน Homeland Security Investigations หรือ HSI เพื่อจัดการและติดตามแฟ้มคดี บริษัทได้รับสัญญาจากรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบ 126 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2022 เพื่อบำรุงรักษาและขยายระบบดังกล่าว รวมถึงสัญญามูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สำหรับพัฒนาโครงการ ImmigrationOS

Palantir เป็นบริษัทข้อมูลที่ก่อตั้งโดยนักลงทุนเทคโนโลยี Peter Thiel และมีชื่อเสียงด้านการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ให้กับหน่วยงานรัฐและองค์กรต่าง ๆ ชื่อบริษัทได้รับแรงบันดาลใจจากลูกแก้วที่ใช้สอดส่องในเรื่อง The Lord of the Rings ทำให้การนำระบบของบริษัทมาใช้ติดตามผู้สังเกตการณ์ยิ่งดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน

ข้อกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อพิจารณาบริบทการปฏิบัติการของ ICE ในช่วงที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงผู้คนอย่างน้อย 21 รายในช่วงวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ถึง 11 ราย นอกจากนี้ สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในความควบคุมของ ICE อย่างน้อย 57 รายนับตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์

  • ผู้สังเกตการณ์อาจถูกจัดทำโปรไฟล์จากการบันทึกการทำงานของเจ้าหน้าที่
  • ภาพถ่ายอาจถูกส่งต่อให้ระบบจดจำใบหน้าโดยไม่ได้รับความยินยอม
  • ข้อมูลป้ายทะเบียนรถอาจถูกค้นผ่านฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์
  • การข่มขู่อาจทำให้ประชาชนไม่กล้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ด้าน DHS ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าคดีไม่มีมูล และปฏิเสธแนวคิดที่ว่าหน่วยงานมีฐานข้อมูล “ผู้ก่อการร้ายภายในประเทศ” อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังยื่นคำร้องขอให้ศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำเฉพาะบุคคลและขัดต่อนโยบายของ DHS รวมทั้งไม่เข้าข่ายการตอบโต้ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาจึงมีทั้งความรับผิดของเจ้าหน้าที่ ขอบเขตการใช้ฐานข้อมูล และสิทธิของประชาชนในการบันทึกเหตุการณ์ในพื้นที่สาธารณะ แม้รัฐบาลจะเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นกรณีแยกส่วน แต่การนำข้อมูลหลายประเภทมารวมกัน ทั้งภาพถ่าย ใบหน้า ที่อยู่ และป้ายทะเบียน อาจสร้างโปรไฟล์ที่มีรายละเอียดสูงและส่งผลต่อเสรีภาพของบุคคลในระยะยาว

มุมมองสำคัญ คือ เทคโนโลยีฐานข้อมูลไม่ควรถูกใช้เพื่อทำให้การตรวจสอบภาครัฐกลายเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ การรายงานข่าว การถ่ายภาพ และการสังเกตการณ์อย่างสงบเป็นกลไกสำคัญของสังคมประชาธิปไตย หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่ชัดเจน ตรวจสอบการเข้าถึงระบบ และเปิดเผยความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

สำหรับผู้อ่าน เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าควรติดตามการใช้เทคโนโลยีของรัฐอย่างรอบคอบ และสนับสนุนความโปร่งใสในการจัดเก็บข้อมูล เพราะการปกป้องสิทธิของผู้สังเกตการณ์วันนี้ อาจหมายถึงการปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคนในวันข้างหน้า

ที่มา – ICE Reportedly Is Putting ICE Observers in a Palantir Database

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *