ผู้เขียน: lalika69_admin

เปิดแล้วโรงอาหารแห่งใหม่รัฐสภา กินนี่ Food Court คึกคักตั้งแต่วันแรก

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา โรงอาหารแห่งใหม่ของรัฐสภา ชื่อว่า กินนี่ Food Court ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเป็นวันแรกแล้ว โดยตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดิน B2 ของอาคารรัฐสภา ภายใต้การดูแลของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โรงอาหารแห่งนี้เปิดขึ้นหลังจากที่มีการยกเลิกสัญญาเช่ากับผู้ประกอบการในโรงอาหารเดิมที่ตั้งอยู่ชั้น 1 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา และมีการเปิดประมูลให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาดำเนินกิจการ

เปิดแล้วโรงอาหารแห่งใหม่รัฐสภา กินนี่ Food Court คึกคักตั้งแต่วันแรก

บรรยากาศภายในศูนย์อาหาร กินนี่ ในช่วงเวลาพักเที่ยงคึกคักเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการจากหลากหลายกลุ่มทั้งข้าราชการ สื่อมวลชน ส.ส. และประชาชนทั่วไปที่เดินทางมาใช้บริการ หลายคนเลือกซื้ออาหารทานพร้อมกับช้อปปิ้งของชำ เนื่องจากร้านค้าหลายแห่งก็ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

เมนูอาหารที่เสิร์ฟในศูนย์อาหารแห่งนี้มีหลากหลายให้เลือก ทั้งอาหารไทย อาหารจานด่วน ข้าวของ เชฟไทย และอาหารนานาชาติ โดยราคานั้นเริ่มต้นที่ 50 บาทขึ้นไป ตอบโจทย์ทั้งรสชาติและความคุ้มค่า

ความสะดวกสบายในทุกการจ่าย

หนึ่งในจุดเด่นของ โรงอาหารแห่งใหม่รัฐสภา กินนี่ Food Court คือความสะดวกในการชำระเงิน ทั้งในรูปแบบการชําระผ่าน QR Code หน้าร้าน หรือจะแลกเป็นคูปองแทนเงินสดเพื่อใช้จ่ายภายในศูนย์อาหารก็สามารถทำได้ ช่วยลดความแออัดในช่วงพักเที่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริการตั้งแต่เช้าจรดบ่าย

ศูนย์อาหาร กินนี่ เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 07.00 – 16.00 น. และมีที่นั่งรองรับผู้ใช้บริการได้มากถึง 700 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานภายในอาคารรัฐสภา

ประเด็นที่น่าจับตามอง

ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจจากทางผู้ประกอบการร้านอาหารเดิมที่เคยเปิดในโรงอาหารชั้น 1 ซึ่งจะมารวมตัวกันในวันพุธที่ 20 สิงหาคม เวลาประมาณ 09.00 น. เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ส.ส. ที่หน้าศูนย์อาหารแห่งใหม่ เนื่องจากสัญญาเช่าถูกยกเลิก เหตุการณ์นี้มีผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการประกอบอาชีพของพวกเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ราชการ ซึ่งต้องมีการให้ความสำคัญกับทั้งการพัฒนาบริการภาครัฐและความเป็นธรรมต่อภาคเอกชนอย่างเท่าเทียมกัน

ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของภาครัฐในการพัฒนาพื้นที่บริการสาธารณะ ภายใต้การบริหารงานอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

หากคุณยังไม่ได้มีโอกาสไปลองใช้บริการ โรงอาหารแห่งใหม่รัฐสภา กินนี่ Food Court อย่าลืมแวะไปสัมผัสบรรยากาศคึกคักและเติมพลังกับเมนูอาหารอร่อยๆ ในราคาสบายกระเป๋ากันดูนะครับ!

ที่มา – เปิดแล้วโรงอาหารแห่งใหม่รัฐสภา ร้านใหม่-สถานที่ใหม่ บรรยากาศคึกคัก

สุชาติจ่อลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ 19 ส.ค. ติดตามผลสอบปมหมอบีเปิดบัญชีส่วนตัวรับบริจาค เล็งอุดช่องโหว่ พศ. ตรวจสอบมูลนิธิไม่ได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมเดินทางไปลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าการสอบสวนกรณีที่วัดมีปัญหาการบริหารจัดการเงินบริจาค โดยเฉพาะประเด็นที่ หมอบี หรือ เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ไปเปิดบัญชีส่วนตัวรับบริจาค ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการเบี่ยงเบนเงินบริจาคไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

สุชาติจ่อลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ ตามกระแสความสนใจของสาธารณชน

สุชาติจ่อลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่สาธารณะชนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า หมอบี ซึ่งเป็นอาสาสมัคร กลับไปเปิดบัญชีส่วนตัวเพื่อรับเงินบริจาคแล้วอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมของวัด ซึ่งทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเงินบริจาคเหล่านั้นถูกนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่

“ผมรู้สึกเป็นห่วงและพอจะมีเวลาว่าง เมื่อประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จก็จะเดินทางไปด้วยตนเอง” สุชาติกล่าวถึงการลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุในวันพรุ่งนี้ โดยระบุว่า ต้องไปดูความคืบหน้าจากผลสอบว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว หากพบว่ามีการทุจริตจริงก็ขอให้ดำเนินการทันที

พศ. ยันไม่สามารถตรวจสอบเงินบริจาคมูลนิธิได้

ที่น่าสนใจคือ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยืนยันว่าหน่วยงานของตนไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบเงินบริจาคที่เข้ามูลนิธิได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าเรื่องของมูลนิธิอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่

“สุชาติจ่อลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ” ไม่ใช่เพียงเพื่อชี้แจงสถานการณ์ แต่ยังเพื่อหาทางออกทางนโยบายที่จะช่วยอุดช่องโหว่ ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบว่าในอนาคตยังมีวัดอื่นที่ใช้แนวทางคล้ายกัน อาจต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เชื่อว่าต่อให้ปัจจุบันยังไม่พบความผิดของ หลวงพ่ออลงกต อย่างเป็นทางการ แต่การที่มีกรณีนี้เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ระบบการตรวจสอบต้องเข้มงวดให้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการเงินบริจาคของวัดที่มีชื่อเสียงและมีผู้เข้าชมจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการให้ยา ARV แก่ผู้ป่วยโรคเอดส์ซึ่งทางวัดมีความพยายามขัดขวาง แต่สุชาติชี้ว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในขอบเขตของ พศ. และควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข หรือหากมีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ อาจต้องประสานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการติดตามข้อเท็จจริงอีกครั้ง

บทสรุปและมุมมอง

กรณีของ หมอบี เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบความโปร่งใสในวงการศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัดที่ได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก ทั้งในและต่างประเทศ หากไม่มีการจัดการอย่างเข้มงวดและมีระบบติดตามตรวจสอบที่เหมาะสม อาจเกิดความเสียหายทั้งต่อภาพลักษณ์ของวัดและของศาสนาในวงกว้าง

ดังนั้นการที่ สุชาติจ่อลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบการเงินและบริหารจัดการมูลนิธิในวัดต่าง ๆ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อความน่าเชื่อถือของวิถีศาสนาที่แท้จริง

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้ที่:

  • เว็บไซต์รัฐบาล
  • สื่อท้องถิ่นในจังหวัดลพบุรี
  • การแถลงข่าวของ พศ. และ กก.ป.

ที่มา – สุชาติจ่อลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ 19 ส.ค. ติดตามผลสอบปมหมอบีเปิดบัญชีส่วนตัวรับบริจาค เล็งอุดช่องโหว่ พศ. ตรวจสอบมูลนิธิไม่ได้

ภูมิธรรมชี้แจงกรณีถูกแจ้งความหลังให้สัมภาษณ์

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีที่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่น ได้แจ้งความเอาผิด โดยอ้างว่าการให้สัมภาษณ์ของเขาทำให้ประเทศเสียหายและเสียเปรียบในเวทีโลก

ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคำกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลในกัมพูชา และกรณีของทหารลาดตระเวนที่เสียขาซึ่งถูกระบุว่าเป็นอุบัติเหตุ ต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งบางฝ่ายมองว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เหมาะสม แต่ ภูมิธรรมพร้อมชี้แจง ว่าสิ่งที่พูดไม่ได้ผิด และดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่

ภูมิธรรมพร้อมชี้แจงต่อการพูดคุยเรื่องดินแดนกับกัมพูชา

นอกจากนี้ ภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีชาวกัมพูชามาตั้งหลักแหล่ง และไม่ยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งในตอนนี้มีการเตรียมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในปลายเดือนกันยายน เพื่อหารือแนวทางการจัดการกับสถานการณ์ต่อไป

“การหารือดินแดนคุยครั้งเดียวไม่จบ” ภูมิธรรมชี้ว่าการพูดคุยเรื่องดินแดนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจบทันที เพราะต้องมีการเจรจาหลายภาคส่วน การทำความเข้าใจเชิงลึกและรอผลจากการประชุม GBC ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กันยายนที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ ภูมิธรรมยังยืนยันอีกว่า พรมแดนตอนนี้มีการป้องกันด้วยรั้วลวดหนาม และมีการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ทหาร หากมีการบุกรุกจากฝั่งกัมพูชา เราก็จะยืนยันในแนวของเราอย่างชัดเจน

การติดตามสถานการณ์จากหลายกลุ่มทำงาน

  • ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะพิจารณาประเมินสถานการณ์ก่อนกำหนดแนวทางใหม่
  • คณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) จะมีการประชุมเพื่อพูดคุยประเด็นรายละเอียดเพิ่มเติม
  • คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และ GBC จะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการจัดการข้อขัดแย้งระยะยาว

เบื้องต้น ภูมิธรรมได้สื่อสารให้เห็นถึงความมั่นคงของแนวทางจัดการสถานการณ์ และการใส่ใจต่อเนื้อหาคำพูดที่ใช้ต่อประชาชนและสื่อมวลชน สอดคล้องกับ ภูมิธรรมพร้อมชี้แจง แบบชัดเจนว่าทุกอย่างอยู่ในการดูแลของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และพร้อมรับผิดชอบหากศาลเรียก

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ท่าทีของรัฐบาลไทยถือว่ามีความรอบคอบและมุ่งหวังให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์ เพื่อลดความตึงเครียดและข้อขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนด้านความมั่นคง

การที่ภูมิธรรมออกมาชี้แจงอย่างเปิดเผย สะท้อนถึงความโปร่งใสของฝ่ายบริหารและพลเมืองไทยที่ต้องการความเป็นธรรมอย่างมีระบบ หากคุณให้ความสำคัญกับการเมืองระหว่างประเทศและประเด็นชายแดน ติดตามข่าวได้ต่อในเวที GBC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ ที่มา – ภูมิธรรมพร้อมชี้แจง หลังถูกแจ้งความให้สัมภาษณ์ทำประเทศเสียหาย ชี้หารือดินแดนคุยครั้งเดียวไม่จบ ต้องรอวงประชุม GBC 7-8 ก.ย.นี้

บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร มีผล 1 ม.ค. 2569

เริ่มต้นปี 2569 จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับผู้ที่มีใจอยากบริจาคให้วัดหรือองค์กรการกุศล เพราะ บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษี จะต้องทำผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรเท่านั้น อย่างเป็นทางการ ทำให้การบริจาคเป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษี ต้องใช้ระบบ e-Donation ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569

จากหนังสือที่กรมสรรพากรส่งถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า การบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีในอนาคตจะต้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เท่านั้น โดยมีเป้าหมายคือการทำให้กระบวนการบริจาคง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

นี่คือส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเข้าถึงบริการของประชาชน และลดความยุ่งยากในการจัดเก็บหลักฐานแบบกระดาษที่อาจสูญหายได้

ขั้นตอนสำหรับวัดและองค์กรรับบริจาค

สำหรับวัดหรือองค์กรที่ต้องการเป็นหน่วยรับบริจาค เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ จะต้องลงทะเบียนใช้งานระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรก่อน โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • ตรวจสอบข้อมูลหน่วยรับบริจาค: เข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ที่เมนู “นิติบุคคล > หน่วยรับบริจาค > ตรวจสอบข้อมูลหน่วยรับบริจาค”
  • ขอเลขประจำตัวหน่วยรับบริจาค: หากยังไม่มี ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ได้เลย
  • ลงทะเบียนใช้งานระบบ e-Donation: ยื่นเอกสารที่จำเป็น เช่น ใบลงทะเบียน หนังสือรับรองการจัดตั้งวัด และหนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่

วัดหรือองค์กรใดที่ลงทะเบียนแล้วสามารถใช้งานระบบได้ทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ใดๆ เพิ่มเติม

ทำไมถึงควรใช้งานระบบ e-Donation?

การใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ไม่เพียงแค่ช่วยให้การบริจาคมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริจาคได้รับเงินคืนภาษีอย่างรวดเร็ว ปราศจากความยุ่งยากในการยื่นหลักฐาน ลดภาระงานจัดเก็บและการตรวจสอบในฝั่งองค์กรรับบริจาค และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดหรือองค์กร

เป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสานสัมพันธ์ระหว่างความศรัทธาและการบริหารทรัพยากรสาธารณะอย่างยั่งยืน และถ้าดูในภาพรวม นี่อาจเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบบการบริจาคเพื่อการกุศลในเมืองไทย

ถ้าคุณเป็นผู้บริจาค หรือวัดที่ยังไม่ได้ใช้ระบบ e-Donation อย่าลืมจองเวลาเช็กข้อมูลกับกรมสรรพากรเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ในการบริจาคในปีใหม่ปีหน้า

ลงทะเบียนวันนี้ เพื่อความสะดวกและโปร่งใสในการบริจาคในปี 2569 🙏✨

ที่มา – บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร มีผล 1 ม.ค. 2569

คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

เมื่อไม่นานมานี้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินรอบที่ 8 ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 21-25 กรกฎาคม 2568 ผลปรากฎว่า คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประเทศ

คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

จากการตรวจสอบ พบว่าแม่น้ำสายหลักหลายสายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายมีค่าระดับสารหนู (Arsenic: As) สูงผิดปกติ โดยเฉพาะแม่น้ำกก ซึ่งได้รับผลกระทบตั้งแต่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เกือบทุกจุดตรวจวัดมีปริมาณสารหนูในระดับ 0.010 – 0.018 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 0.010 มก./ล. บ่งชี้ว่าสถานการณ์เริ่มมีความน่าเป็นห่วงในระดับหนึ่ง

ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือแม่น้ำสาย ซึ่งถูกตรวจพบว่าสารหนูสูงถึง 0.052 – 0.055 มก./ล. ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดถึงมากกว่า 5 เท่า! ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของมลพิษที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้น้ำในระยะยาว

  • แม่น้ำกก: สารหนูสูงเกินมาตรฐานที่เกือบทุกจุด ทั้งในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย
  • แม่น้ำสาย: สารหนูสูงสุดถึง 5 เท่าของมาตรฐาน พบเกินทุกจุดตรวจวัด
  • แม่น้ำรวก: พบสารหนูเกินมาตรฐานที่สถานีสูบน้ำอำเภอแม่สาย เป็นปริมาณ 0.040 มก./ล.
  • แม่น้ำโขง: มีจุดตรวจวัดหนึ่งแห่งที่พบสารหนูเกินมาตรฐาน ที่อำเภอเชียงแสน

ในทางกลับกัน แม่น้ำสาขาบางสายอย่างแม่น้ำฝาง แม่น้ำลาว แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำสรวย กลับมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้การศึกษาและเปรียบเทียบเพื่อหาต้นตอของปัญหานี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

วิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญและแนวทางป้องกัน

การตรวจพบสารหนูในปริมาณสูงในแหล่งน้ำหลักถือเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ใช้น้ำจากแหล่งดังกล่าวในการบริโภค ทำครัว หรือการเกษตร ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วงหน้ากับการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

แม้การรายงานในครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปชัดเจนได้ว่าสารหนูเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรือจากธรรมชาติ แต่ทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง และป้องกันปัญหานี้ในระยะยาว

และในมุมของผู้บริโภค ควรมีความรอบคอบในการเลือกใช้น้ำจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือหากต้องพึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้เป็นหลัก ควรติดตั้งระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพหรือใช้น้ำบรรจุภัณฑ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับสารอันตรายเหล่านี้

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของคุณ ร่วมเป็นคนรักน้ำสะอาดเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของทุกคน

ที่มา – คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC กองทัพภาคที่ 2 เป็น 27 ส.ค.นี้

ในวันนี้ (16 สิงหาคม) ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือที่เรารู้จักกันในนาม ศบ.ทก. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางฝ่ายกัมพูชามีความประสงค์จะขอเลื่อนการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ภาคพื้นที่รับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แทน เพื่อให้มีเวลาเพิ่มมากขึ้นในการเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC กองทัพภาคที่ 2 เป็น 27 ส.ค.นี้

การเลื่อนการประชุมในครั้งนี้ได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากฝ่ายไทย โดย พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ทำการรายงานต่อ พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้ว และได้รับการอนุมัติว่าไม่มีปัญหาในการเลื่อนวันประชุมตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอมา

ด้วยเหตุนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้ประกาศกำหนดการใหม่ในการประชุมเพื่อความชัดเจน ดังนี้:

  • วันที่ 25-26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขานุการ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่: บริเวณกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ

เหตุใดจึงต้องเลื่อน?

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมีการประเมินว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการเวลาเพิ่มในการเตรียมเอกสาร นโยบาย และประเด็นต่างๆ ที่คาดว่าจะถูกหยิบขึ้นมาหารือในการประชุมครั้งนี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องให้ความร่วมมือและปรับเปลี่ยนกำหนดการเพื่อสนองตอบต่อความต้องการในการทำงานอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ

ประชุม RBC เป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เพื่อรักษาเสถียรภาพบนแนวชายแดน และสนับสนุนการทำงานร่วมกัน尤其是在ด้านความมั่นคง การค้า และการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

แม้จะมีการเลื่อนกำหนดการ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการรักษาความสงบสุขและความสัมพันธ์อันดีต่อเนื่องในภูมิภาค การประชุมในครั้งใหม่จะเป็นโอกาสใหม่ให้แนวทางต่างๆ ได้ถูกตั้งคำถาม แก้ไข และวางแผนร่วมกันอย่างรอบด้าน

หากคุณกำลังติดตามเรื่องความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและการบริหารจัดการชายแดน ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศในสายตานานาชาติ อย่าลืมติดตามข่าวความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดสถานการณ์ที่สำคัญ!

ที่มา – กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC กองทัพภาคที่ 2 เป็น 27 ส.ค.นี้

กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

ถ้าคุณเคยนึกถึงภาพถนนในเมืองไทยอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจพบว่าเสียงเครื่องยนต์เบนซินที่เคยคุ้นหูจะค่อยๆ จางหายไป แทนที่จะเป็นเสียงเงียบของมอเตอร์ไฟฟ้า รถยนต์แบบ EV ที่ไม่มีท่อไอเสีย ไม่มีควันดำ และไม่มีเสียงดังก่อกวน จะกลายเป็นภาพปกติใหม่ของสังคมไทย และไม่ใช่แค่ความฝัน

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยทะลุ 280,000 คันในปี 2568

ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนแรกของปี 2568 การจดทะเบียนรถ EV ในไทยได้ทะลุไปแล้วกว่า 53,000 คัน โดยเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 43,000 คัน หากเทียบกับปี 2567 ที่มียอดตลอดทั้งปีอยู่ที่ราว 96,000 คัน แสดงให้เห็นว่าเราใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็สามารถไล่ทันยอดของปีก่อนได้แบบง่ายดาย

ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยอดสะสมของการมียานยนต์ไฟฟ้าในระบบตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงพฤษภาคม 2568 มีรวมกว่า 280,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 200,000 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีก 80,000 คัน

EV ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรถ แต่คือการเปลี่ยนระบบ

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้า แต่มันสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจ พลังงาน และพฤติกรรมของคนไทย การใช้ EV ไม่ได้แค่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน แต่ยังส่งผลเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคขนส่ง

กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าอาจไปได้ไม่ไกลเลย หากไม่มีพื้นฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะการมีสถานีชาร์จที่เพียงพอ ซึ่งในเรื่องนี้ “คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน” หรือ กกพ. เข้ามามีบทบาทอย่างน่าสนใจ

จริง ๆ แล้ว กกพ. มีหน้าที่หลัก 3 ด้านที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อระบบร้านชาร์จ EV คือ การอนุญาตให้เปิดสถานีชาร์จ การกำกับอัตราค่าบริการ และการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย

  • สถานีชาร์จขนาดใหญ่กว่า 1,000 กิโลวัตต์ ต้องผ่านการอนุญาตใช้เวลา 75 วัน แต่ถ้าเป็นขนาดเล็กกว่านั้นจะใช้ระบบ e-Licensing เพียง 15 วัน
  • อัตราค่าบริการ “Low Priority Rate” อยู่ที่ประมาณ 2.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับผู้ใช้และดึงดูดนักลงทุน
  • ความปลอดภัย กกพ. ทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานีมีมาตรฐานเทียบเท่ากับปั๊มน้ำมัน

วันนี้สถานีชาร์จ EV ในไทยมีกี่หัวแล้ว?

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568มีผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV รวม 20 แบรนด์ มีสถานีกว่า 3,720 แห่ง และหัวชาร์จทั้งสิ้น 11,622 หัว โดยแบ่งเป็น DC CCS2: 6,103 หัว, DC CHAdeMO: 421 หัว และ AC Type 2: 5,098 หัว

การเลือกใช้ EV ควรคำนึงอะไรบ้าง?

รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะนำว่าการเลือกใช้ EV ควรคำนึงถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน เช่น หากคุณวิ่งในเมืองวันละ 50-100 กิโล และมีจุดชาร์จใกล้บ้าน ตัวเลือก EV ถือว่าเหมาะ แต่หากต้องขับรถไกลบ่อย ๆ คุณอาจต้องวางแผนการชาร์จล่วงหน้า และเลือกแบรนด์ที่มีความมั่นคงมากกว่าราคาเฉย ๆ

กกพ. ผู้โพลาร์ของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อโลกหมุนเร็วไปกับเทคโนโลยี EV การสร้างระบบรองรับอย่างมั่นคงจึงต้องอาศัยหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบระยะยาว ซึ่ง กกพ. คือหน่วยงานหลักที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน นักลงทุน และประชาชนทั่วไป ให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าระบบพลังงานในยุคใหม่มีความปลอดภัย และเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนในทิศทางนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเป้าหมายปริมาณ และไม่ใช่แค่อยู่กับเทคโนโลยีระดับหยาบ ๆ แต่เป็นการวาง “โครงสร้างนโยบาย” ที่เชื่อมโยงระบบพลังงาน สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30 คือกุญแจสำคัญที่ช่วยเติมแรงผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพภายในปี 2030

หากคุณคือหนึ่งในผู้ริเริ่มใช้พลังงานทางเลือกใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามให้ตัวเองก่อนว่า “การใช้ EV คือสิ่งที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของฉันรึยัง?”

หากคุณพร้อมแล้ว ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจกลายเป็นประเดิมของแรงผลักดันในภาครถยนต์ไทย และประเทศของเราอาจกลายเป็นศูนย์กลางของรถยนต์ EV ในระดับภูมิภาค

“EV คือรถในอนาคต แต่ กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30 คือผู้วางถนนให้เราเดินไปถึงอนาคตอย่างมั่นคง”

เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นในการอยู่ร่วมกับยุคพลังงานใหม่ อย่าพลาดโอกาสเป็นหนึ่งในรุ่นพ่อแม่ของสังคมพลังงานสะอาด!

ที่มา – กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

กสทช. ออกกฎให้สแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันสวมรอยลงทะเบียนซิมการ์ด เริ่มวันนี้ทั่วประเทศ

วันนี้ (18 สิงหาคม) ถือเป็นวันสำคัญสำหรับวงการโทรคมนาคมของไทย เพราะทั่วประเทศได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยี การสแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ หรือที่เรียกว่า Liveness Detection ในการลงทะเบียนซิมการ์ดอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเป็นมาตรการที่ออกโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อป้องกันการสวมรอยตัวตน ลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมไซเบอร์ และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ

กสทช. ออกกฎให้สแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันสวมรอยลงทะเบียนซิมการ์ด

พล.ต.อ. ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า เทคโนโลยี Liveness Detection ถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันว่าผู้ลงทะเบียนเป็น “คนจริง” ไม่ใช่รูปถ่าย วิดีโอ หรือหน้ากากสามมิติ ที่เคยถูกใช้ในการฉ้อโกงอย่างแพร่หลายในอดีต การสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้จริงในเวลาเดียวกัน ทำให้ระบบรู้ว่าผู้ใช้งานมีชีพจร สามารถเคลื่อนไหวได้ เช่น การกะพริบตา หรือหยุดนิ่งตามคำสั่ง คล้ายกับการยืนยันตัวตนที่ใช้ในแอปพลิเคชันธนาคาร

ใครบ้างที่ต้องลงทะเบียนใหม่

มาตรการนี้ครอบคลุมทั้งผู้ใช้บริการรายใหม่ทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน รวมถึงผู้ใช้เดิมที่ต้องการเปลี่ยนซิมแต่ยังใช้เบอร์เดิม ซึ่งแนวปฏิบัติจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของการใช้งานโทรศัพท์มือถร่วมกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • สำหรับบุคคลสัญชาติไทย: ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงที่ยังไม่หมดอายุ
  • สำหรับบุคคลต่างประเทศ: ต้องใช้หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง
  • สำหรับนิติบุคคล: ต้องมีหนังสือรับรองนิติบุคคล พร้อมเอกสารแสดงตนของผู้มีอำนาจ

ใช้งานได้ที่ไหนบ้าง?

คุณสามารถลงทะเบียนและยืนยันตัวตนได้หลากหลายช่องทาง ทั้งผ่านแอปพลิเคชันของค่ายโทรศัพท์มือถือ ศูนย์บริการของแต่ละผู้ให้บริการ รวมถึงร้านค้าตัวแทนและร้านค้าย่อยทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลของคุณจะได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัยตามนโยบายของ กสทช. และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวงการโทรคมนาคมของไทย ที่ทำให้กระบวนการลงทะเบียนซิมการ์ดได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และลดโอกาสในการฉ้อโกงผ่านการแอบอ้างตัวตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางนี้ถือเป็นก้าวแรกของการสร้าง Smart Society ที่มีความปลอดภัยสูง ขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่ควรละเลยในการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ควรดูแลเอกสารที่ใช้ในการลงทะเบียนให้ดี และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลแก่บุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ

ท้ายสุด ขอให้ทุกคนเข้าใจและร่วมมือปฏิบัติตามขั้นตอนใหม่นี้ เพื่อความปลอดภัยของระบบทั้งประเทศ และตัวคุณเองด้วย

ที่มา – กสทช. ออกกฎให้สแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันสวมรอยลงทะเบียนซิมการ์ด เริ่มวันนี้ทั่วประเทศ

คณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองจากเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีการนำคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนจำนวน 8 ประเทศ มาเยือนพื้นที่ชายแดนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นเวลา 3 วัน ภายใต้ชื่อ คณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เพื่อตรวจสอบสถานการณ์จริงบนพื้นดิน และข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน

คณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) ประกอบด้วยตัวแทนจากประเทศบรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำกรุงเทพฯ เดินทางมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากฝั่งกัมพูชา และประเด็นเสริมเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากการเหยียบกับระเบิดที่เกิดขึ้นกับกำลังพลของเรา

ในการเดินทางครั้งนี้ คณะสังเกตการณ์ได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน และผามออีแดง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีการฟังบรรยายสรุปประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากฝั่งกัมพูชา

ในช่วงบ่ายของวันถัดมา คณะเดินทางไปยังฐานกฤษณาและฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมชมการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการหุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการขจัดวัตถุระเบิดที่ยังคงแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเก็บยุทธปัจจัยในอดีต

วันสุดท้ายของการชมพื้นที่: ผลกระทบจากจรวด BM-21

วันสุดท้ายของคณะการเดินทางในวันพุธที่ 20 สิงหาคม เริ่มต้นด้วยการเข้าเยี่ยมชมเชลยศึก จากนั้นเดินทางต่อไปโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังสรุปสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21

จุดหมายสุดท้ายของคณะคือการเดินทางไปยังช่องจุ๊ปตะโมก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ กำลังพลหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 (ร้อย.ทพ.2601) เหยียบกับระเบิด โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงและผลกระทบของสงครามต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยตรง

การแสดงออกของความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกถึงความตั้งใจของไทยที่ต้องการความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน และพร้อมรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดการลดความตึงเครียดอย่างสันติ

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของไทยในเวทีอาเซียนและนโยบายต่างประเทศ เพื่อเข้าใจบริบทของปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค อย่าลืมแชร์ข่าวที่เป็นประโยชน์ให้เพื่อน ๆ รับรู้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ

ที่มา – คณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง