ชาวอเมริกัน 71% บอกว่าหมดแรงอย่างสิ้นเชิง

ความรู้สึกเหนื่อยล้าอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ผลสำรวจสุขภาพล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ หรือ CDC สะท้อนภาพที่น่ากังวลกว่านั้น เมื่อพบว่าชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่จำนวนมากเคยรู้สึกเหนื่อยหรือหมดแรงในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา โดยตัวเลขรวมสูงถึง 71.5% หรือคิดเป็นประมาณ 190 ล้านคนทั่วประเทศ

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายถึงการง่วงนอนหลังทำงานหนักเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เพราะคำว่าอ่อนเพลียหรือหมดแรงในการศึกษานี้หมายถึงความรู้สึกเหนื่อยมากจนกระทบต่อการใช้ชีวิต และอาจไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแม้จะพักผ่อนหรือนอนหลับแล้วก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นว่าอาการเหนื่อยล้าเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้อย่างกว้างขวาง และไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

ชาวอเมริกัน 71% บอกว่าหมดแรงอย่างสิ้นเชิง

จากกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 54.9% ระบุว่ารู้สึกเหนื่อยบางวัน ขณะที่ 10.7% รู้สึกเหนื่อยเกือบทุกวัน และอีก 5.9% มีอาการเหนื่อยทุกวัน เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ที่มีอาการบ่อย คนส่วนใหญ่บอกว่าอาการดังกล่าวกินเวลานานหลายชั่วโมงในแต่ละวัน บางรายรู้สึกหมดแรงเกือบตลอดทั้งวันจนไม่สามารถทำกิจกรรมตามปกติได้

นักวิจัยใช้ข้อมูลจาก National Health Interview Survey ประจำปี 2024 ซึ่งเป็นการสำรวจสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ ข้อมูลนี้ครอบคลุมทั้งโรคประจำตัว การเข้าถึงบริการสุขภาพ พฤติกรรมด้านสุขภาพ และความรู้สึกเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้จึงช่วยให้เห็นแนวโน้มของความเหนื่อยล้าในประชากรทั่วไป ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ป่วยโรคใดโรคหนึ่ง เช่น โรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรังบางประเภท

ชาวอเมริกัน 71% บอกว่าหมดแรงอย่างสิ้นเชิง และอาการไม่ได้เกิดเท่ากันทุกกลุ่ม

ผลสำรวจยังพบว่าความเสี่ยงของอาการเหนื่อยล้าแตกต่างกันไปตามเพศ อายุ รายได้ เชื้อชาติ และพื้นที่อยู่อาศัย ผู้หญิงมีแนวโน้มรายงานอาการเหนื่อยบ่อยมากกว่าผู้ชาย โดยอยู่ที่ประมาณ 20% เทียบกับ 13% ส่วนคนวัยหนุ่มสาวอายุ 18-34 ปีมีอัตราอาการเหนื่อยบ่อยราว 19% ขณะที่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีอยู่ที่ประมาณ 13%

กลุ่มชนพื้นเมืองมีอัตรารายงานอาการเหนื่อยบ่อยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มเชื้อชาติอื่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มพบอาการดังกล่าวมากกว่า นอกจากนี้ ผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทมีอัตราเหนื่อยล้าสูงกว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มรายได้สูงหรืออาศัยในเมืองขนาดใหญ่ ความแตกต่างเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาระงาน ความเครียด ค่าใช้จ่ายในการรักษา การเข้าถึงบริการสุขภาพ และสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต

ความเหนื่อยล้าส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร

อาการหมดแรงที่เกิดขึ้นบ่อยไม่ได้กระทบแค่พลังงานในแต่ละวันเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความสามารถในการใช้ชีวิตหลายด้าน นักวิจัยพบว่าเกือบ 90% ของผู้ที่มีอาการเหนื่อยบ่อยประสบปัญหาอย่างน้อยหนึ่งด้านจากการทำงานของร่างกายและจิตใจทั้งหมดเก้าด้าน ตัวอย่างเช่น มีปัญหาในการจดจ่อ ไม่สามารถดูแลความต้องการพื้นฐานของตัวเองได้ หรือมีอาการทางอารมณ์อย่างภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอาการเหนื่อยบ่อยระบุว่าพวกเขาประสบปัญหาตั้งแต่สามด้านขึ้นไป ขณะที่ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้มีอาการเหนื่อยบ่อยและรายงานปัญหาในระดับเดียวกันมีเพียงประมาณ 17% เท่านั้น ผู้ที่มีอาการเหนื่อยบ่อยประมาณ 29% ยังมีข้อจำกัดในการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และอีก 36% ระบุว่าความเหนื่อยล้าส่งผลต่อการทำงาน

  • ด้านสมาธิ: อาจอ่านหนังสือ ทำงาน หรือสนทนาได้ยากขึ้น เพราะสมองประมวลผลข้อมูลช้าลง
  • ด้านอารมณ์: ความเหนื่อยสะสมอาจทำให้หงุดหงิด เครียด หรือทำให้อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลเด่นชัดขึ้น
  • ด้านการดูแลตัวเอง: บางคนอาจไม่มีแรงพอที่จะอาบน้ำ แต่งตัว ทำอาหาร หรือจัดการกิจวัตรพื้นฐาน
  • ด้านการทำงานและสังคม: อาจขาดงาน ทำงานได้ช้าลง หรือหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนเนื่องจากไม่มีพลังงาน

หมดแรงบ่อยไม่ควรรีบสรุปว่าเกิดจากการนอนน้อย

แม้การนอนหลับไม่เพียงพอ การทำงานหนัก และความเครียดจะเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แต่อาการเหนื่อยล้าอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพอื่นด้วย เช่น ภาวะโลหิตจาง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ การติดเชื้อ โรคเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือกลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือที่รู้จักกันในชื่อ myalgic encephalomyelitis หรือ chronic fatigue syndrome

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาพรวมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และใช้ข้อมูลจากการรายงานความรู้สึกของผู้เข้าร่วมด้วยตัวเอง จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของอาการเหนื่อยล้าโดยตรง ตัวอย่างเช่น ภาวะซึมเศร้าอาจทำให้เหนื่อยมากขึ้น หรือโรคบางอย่างอาจเป็นต้นเหตุของทั้งอาการเหนื่อยและปัญหาสุขภาพด้านอื่นในเวลาเดียวกัน

หากรู้สึกหมดแรงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ อาการรบกวนการทำงานหรือการใช้ชีวิต หรือมีสัญญาณร่วมอย่างน้ำหนักลดผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว การจดบันทึกเวลานอน ระดับพลังงาน อาหาร ความเครียด และอาการร่วมต่าง ๆ อาจช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุได้ละเอียดขึ้น

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อต้องเผชิญความเหนื่อยล้า

การดูแลเบื้องต้นควรเริ่มจากการจัดเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ ลดการใช้หน้าจอก่อนเข้านอน และสร้างบรรยากาศห้องนอนให้เหมาะกับการพักผ่อน ควรรับประทานอาหารให้ครบหมู่ ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และขยับร่างกายเบา ๆ ตามความเหมาะสม หากมีงานจำนวนมาก ลองแบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ และพักระหว่างกิจกรรมแทนการฝืนทำต่อเนื่องจนหมดแรง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรเปรียบเทียบพลังงานของตัวเองกับคนอื่น และไม่ควรรู้สึกผิดหากจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัว เพื่อน หรือที่ทำงาน ความเหนื่อยล้าเป็นสัญญาณจากร่างกายและจิตใจที่ควรได้รับการรับฟัง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องอดทนเงียบ ๆ เสมอไป

โดยสรุป ตัวเลขชาวอเมริกัน 71% บอกว่าหมดแรงอย่างสิ้นเชิง แสดงให้เห็นว่าอาการเหนื่อยล้าเป็นปัญหาสุขภาพระดับสังคมที่กระทบทั้งการทำงาน ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิต แม้งานวิจัยยังไม่สามารถชี้สาเหตุได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราใส่ใจกับอาการของตัวเองมากขึ้น หากความเหนื่อยไม่หายไปหลังพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์คือทางเลือกที่ปลอดภัยและช่วยค้นหาสาเหตุได้ตรงจุด

อย่ามองข้ามความเหนื่อยที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพราะการสังเกตตัวเองตั้งแต่วันนี้อาจช่วยให้พบปัญหาได้เร็วขึ้นและกลับมามีพลังในการใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

ที่มา – 71% of Americans Say They’re Completely Exhausted

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *