ขยายผลจับ 24 ผู้ต้องหาเครือข่ายพ่อไทยทิพย์

ประเด็น เครือข่ายพ่อไทยทิพย์ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการเฟส 3 เพื่อขยายผลและกวาดล้างขบวนการสวมสิทธิ์ทางทะเบียนที่อาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 24 คน จากหมายจับทั้งหมด 31 หมายจับ และเข้าตรวจค้นเป้าหมายในจังหวัดสมุทรปราการ 2 แห่ง

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธการตัดบทพ่อไทยทิพย์ ซึ่งเริ่มจากการสืบสวนของคณะทำงานเฉพาะกิจ DOPA N.I.C.E. เจ้าหน้าที่พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตทางทะเบียนราษฎร โดยหญิงชาวต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน อาจว่าจ้างชายไทยให้รับรองว่าเป็นบิดาของเด็กที่เกิดในโรงพยาบาลเอกชน จุดประสงค์สำคัญคือการทำให้เด็กได้รับสัญชาติไทย ทั้งที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดจริง

ขยายผลจับ 24 ผู้ต้องหาเครือข่ายพ่อไทยทิพย์

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีเด็กที่ถูกเรียกว่า “กุมารทิพย์” และอยู่ในกลุ่มต้องสงสัยประมาณ 1,483 คน เชื่อมโยงกับโรงพยาบาล 8 แห่ง เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่สะท้อนช่องโหว่ของระบบเอกสาร การรับรองบุตร และการตรวจสอบตัวตนที่อาจถูกใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการมาแล้ว 2 เฟสในเดือนเมษายนและกรกฎาคม 2569 โดยสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาว่ารับจดแจ้งข้อมูลทะเบียนโดยมิชอบ การเดินหน้าสู่เฟส 3 จึงเป็นการต่อยอดจากหลักฐานและข้อมูลเส้นทางเครือข่ายที่รวบรวมได้ก่อนหน้านี้

DNA เปิดความจริงของการรับรองบุตร

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของคดีนี้คือการเก็บตัวอย่าง DNA จากเด็กเป้าหมาย 24 ราย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มชายไทยที่รับรองว่าเป็นบิดา ผลตรวจเบื้องต้นพบว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด จึงมีการขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 46 หมายจับ ครอบคลุมหลายกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แม่ชาวต่างด้าว พ่อไทยทิพย์ พ่อที่แท้จริง ไปจนถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็ก

การใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้การตรวจสอบมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ในทางกฎหมาย ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังมีสิทธิชี้แจง ต่อสู้คดี และได้รับการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม การรายงานข่าวจึงควรแยกให้ชัดระหว่างข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่แถลงกับผลคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว

ตัวอย่างคดีสะท้อนผลกระทบระยะยาว

  • กรณีชายวัย 27 ปี: ชายคนหนึ่งจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ผลตรวจ DNA ระบุว่าบิดามารดาที่แท้จริงเป็นชาวจีน แม้บางส่วนอาจพ้นอายุความทางอาญา แต่เจ้าตัวอาจต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและเพิกถอนสถานะทางทะเบียนหรือสัญชาติ
  • กรณีฝาแฝดนักศึกษาแพทย์และโปรแกรมเมอร์: ชายฝาแฝดวัย 23 ปี คนหนึ่งกำลังเรียนแพทย์ปีที่ 5 ส่วนอีกคนทำงานด้านโปรแกรมเมอร์ โดยชายไทยที่รับรองเป็นบิดาปัจจุบันถูกจำคุกในคดียาเสพติด ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและเตรียมดำเนินการทางกฎหมาย
  • กรณีเด็กอายุ 7 ขวบและ 3 ขวบ: พบชายไทยที่รับรองเป็นบิดาได้รับค่าจ้าง 5,000 บาทในรายหนึ่ง ส่วนอีกรายเป็นเจ้าของธุรกิจถึง 10 บริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการเป็นนอมินีหรือไม่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวชายชาวจีนที่เชื่อว่าเป็นบิดาตัวจริงได้

สิ่งที่น่ากังวลคือ เด็กอาจไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของผู้ใหญ่ แต่กลับต้องรับผลกระทบจากสถานะทางกฎหมายและเอกสารประจำตัว หากมีการยกเลิกสูติบัตรหรือเพิกถอนสัญชาติจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อไม่ให้เด็กกลายเป็นผู้รับเคราะห์จากขบวนการที่ตนเองไม่ได้เลือก

เชื่อมโยงธุรกิจนอมินีและอาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การใช้เด็กที่มีสถานะเป็นคนไทยอาจถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการซ่อนตัวตน ฟอกเงิน ถือครองอสังหาริมทรัพย์ หรือจัดตั้งบริษัทนอมินีในประเทศไทย ดังนั้นการสืบสวนจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การตรวจ DNA หรือการจับกุมพ่อไทยทิพย์เท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน ผู้รับผลประโยชน์ และความเชื่อมโยงกับธุรกิจต่าง ๆ อย่างละเอียด

จากปฏิบัติการทั้ง 3 เฟส มีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องแล้ว 74 หมายจับ และจับกุมได้ 67 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เครือข่ายพ่อไทยทิพย์ อาจดำเนินการมานานหลายปี และมีผู้เกี่ยวข้องหลายระดับ การขยายผลจึงจำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบ โปร่งใส และไม่สร้างผลกระทบเกินจำเป็นต่อเด็กหรือบุคคลที่อาจถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่รู้เรื่อง

ในมุมของประชาชน เรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ตรวจสอบเอกสารสำคัญและขั้นตอนการรับรองบุตรอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันภาครัฐควรพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล สำนักทะเบียน และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย หากพบความผิดปกติ ควรแจ้งหน่วยงานรัฐและหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของเด็ก เพราะการปกป้องผู้ได้รับผลกระทบควรเดินควบคู่กับการปราบปรามผู้กระทำผิด

แนวโน้มต่อจากนี้น่าจะอยู่ที่การตรวจสอบธุรกรรม บริษัท และทรัพย์สินที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายดังกล่าว ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการโดยตรง และสังคมควรเรียกร้องให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม เพราะการแก้ปัญหา เครือข่ายพ่อไทยทิพย์ จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อสามารถปิดช่องโหว่ของระบบ พร้อมคุ้มครองสิทธิของเด็กและผู้บริสุทธิ์อย่างจริงจัง

ที่มา – ขยายผลรวบ 24 ผู้ต้องหาเครือข่าย ‘พ่อไทยทิพย์’ สวมสัญชาติ ‘กุมารทิพย์’ เตรียมเพิกถอนสูติบัตร-ผลักดันกลับจีน พร้อมฟันธุรกิจนอมินี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *