เปิดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ชู 3 วาระใหญ่ ‘ฮีลใจคนรุ่นใหม่-วัยเริ่มทำงาน-สุขภาวะด้วยธรรมชาติ’ เตรียมชง ครม. ขับเคลื่อนนโยบาย
ในวันที่ชีวิตของผู้คนต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่เจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วย นี่คือเหตุผลที่การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ได้รับความสนใจ เพราะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ และประชาชน เข้ามาร่วมกันออกแบบนโยบายสุขภาพที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เปิดเผยว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการมีส่วนร่วมตามแนวทางประชาธิปไตย โดยทุกภาคส่วนสามารถร่วมสะท้อนปัญหา กำหนดเป้าหมาย พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้ช่วยให้ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับนโยบาย แต่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ
เปิดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ชู 3 วาระใหญ่ ‘ฮีลใจคนรุ่นใหม่-วัยเริ่มทำงาน-สุขภาวะด้วยธรรมชาติ’ เตรียมชง ครม. ขับเคลื่อนนโยบาย
แนวคิดหลักของการประชุมครั้งนี้คือ “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ซึ่งสะท้อนการมองเห็นศักยภาพของผู้คนมากกว่าการมองปัญหาเพียงด้านเดียว นโยบายสุขภาพที่ดีควรเกิดจากการรับฟังความต้องการของประชาชนอย่างจริงใจ เข้าใจความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่มีคุณภาพ
สำหรับการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 มี 3 วาระสำคัญที่เตรียมนำเข้าสู่การพิจารณา โดยแต่ละประเด็นเชื่อมโยงกับความท้าทายในชีวิตประจำวันของคนไทยโดยตรง
1. การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ
ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อนหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังมีบทบาทต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ การมีพื้นที่สีเขียว อากาศที่ดี แหล่งน้ำสะอาด และชุมชนที่เอื้อต่อการเดินหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง สามารถช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างสมดุล วาระนี้จึงมุ่งผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ มองธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ
ในทางปฏิบัติ การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติอาจเริ่มได้ตั้งแต่การเพิ่มสวนสาธารณะในเมือง การพัฒนาพื้นที่สีเขียวใกล้ชุมชน การดูแลระบบนิเวศท้องถิ่น ไปจนถึงการส่งเสริมกิจกรรมที่ทำให้ผู้คนกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับกระแสการออกแบบเมืองเพื่อสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น
2. ยกระดับระบบนิเวศช่วงเริ่มต้นทำงาน
ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเรียนเข้าสู่โลกการทำงานเป็นระยะสำคัญของชีวิต หลายคนต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขัน รายได้ไม่แน่นอน ภาระหนี้สิน การทำงานล่วงเวลา และความคาดหวังจากครอบครัวหรือสังคม ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและความมั่นคงในการใช้ชีวิต หากไม่มีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม
วาระการยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน จึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนวัยเริ่มทำงานปรับตัวได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำด้านอาชีพ สิทธิแรงงาน การเข้าถึงบริการสุขภาพจิต การสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย และการส่งเสริมให้องค์กรมีนโยบายดูแลพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นนี้มีความสำคัญมากในยุคที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล
3. ฮีลใจคนรุ่นใหม่ด้วยระบบสุขภาวะทางจิตเชิงรุก
สุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้าม ความเครียดจากการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ ข่าวสารบนโลกออนไลน์ และความไม่แน่นอนในอนาคต ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจของคนในแต่ละวัน การดูแลจิตใจจึงไม่ควรรอให้เกิดวิกฤตก่อน แต่ควรมีระบบเชิงรุกที่ช่วยป้องกัน ให้คำปรึกษา และสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย
แนวทางที่น่าสนใจคือการทำให้บริการสุขภาพจิตเข้าถึงง่าย ลดความรู้สึกตีตรา และเชื่อมโยงความช่วยเหลือเข้ากับโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน ชุมชน รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยคนรุ่นใหม่ควรมีส่วนร่วมในการออกแบบบริการด้วย เพราะพวกเขาเข้าใจภาษา รูปแบบการสื่อสาร และปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุด
พลังสามด้านเพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดขึ้นจริง
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า หลักการสำคัญของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติคือการใช้กระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมผ่านการถกแถลง เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ ยอมรับ และเข้าใจความแตกต่าง นอกจากนี้ยังใช้ยุทธศาสตร์ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งประกอบด้วยพลังทางปัญญา พลังทางสังคม และพลังจากภาครัฐกับการเมือง
การรวมพลังทั้งสามด้านช่วยให้ข้อเสนอเชิงนโยบายมีความรอบด้านมากขึ้น พลังทางปัญญาช่วยสร้างข้อมูลและองค์ความรู้ พลังทางสังคมช่วยสะท้อนเสียงของประชาชน ส่วนพลังภาครัฐและการเมืองช่วยเปลี่ยนข้อเสนอให้กลายเป็นแผนงานหรือมาตรการที่ดำเนินการได้จริง
หากที่ประชุมรับรองทั้ง 3 วาระโดยฉันทมติ ข้อเสนอจะถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปใช้เป็นกรอบการทำงานในระดับปฏิบัติ การติดตามผลหลังจากนี้จึงมีความสำคัญไม่แพ้การรับรองนโยบาย เพราะจะช่วยให้เห็นว่านโยบายสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด
ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 สะท้อนเทรนด์สำคัญของโลกยุคใหม่ นั่นคือสุขภาพต้องเกิดจากความร่วมมือ ไม่ใช่หน้าที่ของโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์เพียงกลุ่มเดียว ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่การดูแลใจตัวเอง การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ไปจนถึงการเสนอความคิดเห็นต่อทิศทางนโยบาย หากข้อเสนอทั้งสามวาระถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสช่วยสร้างสังคมที่ดูแลคนทุกช่วงวัยได้จริง
ผู้อ่านสามารถติดตามความคืบหน้าและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสุขภาพจิต ชีวิตการทำงาน และการใช้ธรรมชาติสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเสียงของประชาชนคือส่วนสำคัญที่จะทำให้นโยบายสาธารณะตอบโจทย์ชีวิตจริงมากที่สุด
