ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ ยึดทรัพย์กว่า 3.5 หมื่นล้าน
ข่าวการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับ ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงการเงิน เทคโนโลยี และประชาชนทั่วไป หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบเส้นทางเงินและยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 35,808 ล้านบาท คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการฟอกเงินในยุคดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบัญชีธนาคาร แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับกองทุนต่างประเทศ หุ้น บริษัทบังหน้า และสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย
ปฏิบัติการดังกล่าวนำโดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศอตอ.ตร. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า เครือข่ายนี้ใช้เส้นทางการเงินหลายชั้นเพื่อเปลี่ยนเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดให้มีภาพลักษณ์เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ ก่อนนำกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ เบน สมิธ-ยิม เลียก กับเส้นทางเงินซับซ้อน
จากข้อมูลการสืบสวน เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ถูกระบุว่าเป็นผู้สั่งการเครือข่าย ขณะที่ ยิม เลียก ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมธนาคารและกองทุนในต่างประเทศ ทั้งสองถูกกล่าวถึงว่าใช้โครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อนในการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างกัมพูชา ไทย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ รายละเอียดทั้งหมดอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ที่ถูกกล่าวหายังมีสิทธิพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล
รายงานระบุว่า เบน สมิธ เคยมีประวัติถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี อีกทั้งยังมีหมายจับจากศาลอาญาและหมายแดงขององค์การตำรวจสากลในคดีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยเมื่อปี 2559 นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่ามีการร่วมมือกับ ยิม เลียก ในการจัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในกัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นช่องทางสำคัญในการส่งต่อเงินของเครือข่าย
แบ่งหน้าที่ชัดเจน ตั้งแต่ผู้สั่งการถึงผู้ประสานงาน
เครือข่ายที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบมีการแบ่งหน้าที่เป็นลำดับ โดยมีบุคคล 7 รายที่ถูกระบุว่ามีบทบาทแตกต่างกัน เบน สมิธ ทำหน้าที่สั่งการ ยิม เลียก ดูแลธนาคารและกองทุน ส่วนแคทรียาและสุภารัตน์ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน ยูจีนรับผิดชอบการบริหารกองทุนในสิงคโปร์ ขณะที่ไคปิงและณัฐกรทำหน้าที่ประสานงานด้านกองทุนและเอกสาร
ตามข้อมูลล่าสุด ผู้ต้องหา 6 รายอยู่ระหว่างการหลบหนีในต่างประเทศ ส่วนณัฐกรถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ เพราะคดีการเงินสมัยใหม่มักไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น และผู้เกี่ยวข้องอาจใช้บริษัท บัญชีธนาคาร หรือกองทุนที่ตั้งอยู่คนละเขตอำนาจศาลเพื่อทำให้การตรวจสอบมีความซับซ้อนมากขึ้น
3 ช่วงเวลาของเส้นทางฟอกเงิน
เจ้าหน้าที่แบ่งรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินออกเป็น 3 ช่วงหลัก ช่วงแรกระหว่างปี 2556-2564 มีการใช้บัญชีส่วนตัวและบัญชีนิติบุคคลของภรรยาเบน สมิธเป็นทางผ่านเงินที่ถูกกล่าวหาว่ามาจากการฉ้อโกง ต่อมาในช่วงปี 2565-2566 มีการโอนเงินจากกัมพูชาเข้าสู่เครือข่ายในไทย ก่อนส่งต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์
ช่วงที่สามระหว่างปี 2567-2568 ถูกระบุว่าเป็นช่วงที่มีการใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทเข้าสู่กองทุน CAI ในสิงคโปร์ โดยพยายามทำให้ธุรกรรมมีลักษณะเหมือนการลงทุนตามปกติ อย่างไรก็ตาม การประสานข้อมูลกับ Monetary Authority of Singapore หรือ MAS ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของเงินได้มากขึ้น
กรณีนี้ยังสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีในการสืบสวนการเงิน โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดอุปกรณ์ Ledger ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเอกสารสัญญากู้ยืม สัญญาซื้อขายหุ้น และเอกสารกองทุน หลักฐานเหล่านี้อาจช่วยเชื่อมโยงธุรกรรมในโลกออนไลน์กับทรัพย์สินในโลกจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด และพบหลักฐานหลายรายการที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งอายัดหุ้นไทยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายมูลค่า 14,808 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีการยึดหรืออายัดเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน รวมมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท
เมื่อรวมทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว การทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ ครั้งนี้มีมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดกว่า 35,808 ล้านบาท หรือมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท โดยสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อนำเงินและทรัพย์สินกลับคืนสู่ผู้เสียหายที่มีสิทธิได้รับการเยียวยา
บทเรียนสำหรับนักลงทุนและผู้ใช้งานเทคโนโลยี
สำหรับประชาชนทั่วไป ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงหรือมีโครงสร้างซับซ้อนควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ นักลงทุนควรเช็กใบอนุญาตของบริษัท ผู้ให้บริการ และกองทุนกับหน่วยงานกำกับดูแลก่อนโอนเงิน ไม่ควรเชื่อคำโฆษณาที่รับประกันกำไร และควรเก็บหลักฐานการสนทนา สัญญา และรายการโอนเงินไว้เสมอ
ในมุมเทคโนโลยี อาชญากรรมทางการเงินมีแนวโน้มใช้สินทรัพย์ดิจิทัล บัญชีออนไลน์ และระบบโอนเงินข้ามประเทศมากขึ้น หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินจึงต้องพัฒนาระบบตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ พร้อมยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานเองก็ควรเพิ่มความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์และการเงินเพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ
ข้อคิดเห็นส่งท้าย: การทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ เป็นสัญญาณว่าหน่วยงานไทยให้ความสำคัญกับการติดตามเงินที่ไหลผ่านหุ้น กองทุน และสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เทรนด์ต่อไปคือการใช้ข้อมูลอัจฉริยะและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อตรวจจับธุรกรรมผิดปกติได้รวดเร็วกว่าเดิม นักลงทุนควรติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีหากพบพฤติกรรมน่าสงสัย
