VisionQuest ไม่จำเป็นต้องใช้ GenAI จริงหรือ?
ข่าวของซีรีส์ Marvel เรื่องใหม่กำลังได้รับความสนใจจากแฟน ๆ ทั่วโลก เมื่อ Terry Matalas ผู้จัดและผู้ดูแลการผลิตเปิดเผยว่า VisionQuest ไม่จำเป็นต้องใช้ GenAI ในกระบวนการสร้างซีรีส์ แม้เรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับ Vision ตัวละครที่มีเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนสำคัญก็ตาม คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเยี่ยมชมกองถ่าย และถือเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทีมงานเลือกใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เป็นหลัก
ประเด็นนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์กำลังถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้ Generative AI หรือ GenAI ตั้งแต่การสร้างภาพ การออกแบบฉาก ไปจนถึงการผลิตงานศิลป์ประกอบเรื่อง หลายฝ่ายมองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดเวลาและต้นทุน แต่ก็มีคำถามเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ ความเป็นต้นฉบับ และบทบาทของศิลปินอยู่เสมอ ดังนั้น การที่ผู้สร้างยืนยันว่า VisionQuest ไม่จำเป็นต้องใช้ GenAI จึงสะท้อนแนวทางการผลิตที่ต้องการให้ผลงานมีเอกลักษณ์และควบคุมได้ด้วยทีมงานจริง
VisionQuest ไม่จำเป็นต้องใช้ GenAI เพราะอะไร
Matalas อธิบายว่าทีมงานไม่ได้มีเหตุผลที่จำเป็นต้องพึ่งพา GenAI ในการสร้างซีรีส์ แม้เนื้อหาจะมีแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูงก็ตาม สำหรับผู้สร้าง การออกแบบโลกของ VisionQuest สามารถทำได้ผ่านการวางแผน งานศิลป์ และความร่วมมือของฝ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่นักออกแบบงานสร้าง นักออกแบบเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงทีมวิชวลเอฟเฟกต์
แทนที่จะใช้ GenAI เพื่อสร้างภาพโดยตรง ทีมงานกลับนำลักษณะข้อผิดพลาดของภาพที่สร้างด้วย AI มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบฉาก วิธีนี้ทำให้ซีรีส์สามารถพูดถึง AI ได้อย่างมีชั้นเชิง โดยไม่ต้องนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จริงในกระบวนการผลิต ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะผู้ชมจะได้เห็นแนวคิดเกี่ยวกับ AI ผ่านภาษาภาพและรายละเอียดในฉาก มากกว่าการรับรู้ว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน
แนวคิด GenAI ถูกซ่อนอยู่ในงานออกแบบ
Will Hughes-Jones ผู้ออกแบบงานสร้างและทีมของเขาได้จำลองลักษณะภาพที่ AI มักสร้างผิดพลาดเอาไว้ใน Mindspace ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในจิตใจของ Vision ตัวอย่างที่น่าสนใจคือราวบันไดบางส่วนไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เฟอร์นิเจอร์และกรอบรูปมีองค์ประกอบของดอกทานตะวันและผลไม้ปรากฏอยู่ในรูปแบบที่ดูแปลกตา รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเหมือนความผิดพลาดเมื่อมองผ่าน ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นการออกแบบอย่างตั้งใจ
การนำข้อผิดพลาดของภาพ AI มาใช้เป็นภาษาศิลป์ช่วยสร้างบรรยากาศที่ไม่มั่นคงและเหนือจริงให้กับ Mindspace ผู้ชมอาจรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ทำงานตามกฎของโลกปกติ ซึ่งเหมาะกับเรื่องราวของ Vision ที่ต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับตัวตน ความทรงจำ และความเป็นมนุษย์ ในแง่นี้ การที่ VisionQuest ไม่จำเป็นต้องใช้ GenAI ไม่ได้หมายความว่าซีรีส์จะละเลยประเด็น AI ตรงกันข้าม ทีมงานกลับนำแนวคิดดังกล่าวมาสร้างเป็นรายละเอียดสำคัญของเรื่อง
รายละเอียดใน VisionQuest เชื่อมโยงเทคโนโลยีและตัวละคร
งานออกแบบของซีรีส์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การอ้างอิง GenAI เท่านั้น ภาพรวมของ VisionQuest ยังผสมผสานสัญลักษณ์จากเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน เช่น ไอคอน Wi-Fi แบตเตอรี่ และภาพพื้นหลังสไตล์ Windows XP องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยทำให้โลกของ Vision ดูคุ้นเคย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความผิดปกติแฝงอยู่ การเลือกใช้สัญลักษณ์ที่ผู้ชมจำนวนมากรู้จักยังช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวไซไฟเข้ากับประสบการณ์ร่วมของผู้ชมยุคดิจิทัล
Mind Stone ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในประวัติของ Vision ก็ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในงานภาพเช่นกัน การใช้สี รูปทรง และแสงที่ชวนให้นึกถึง Mind Stone อาจทำให้แฟน Marvel มองเห็นความเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ผ่านมา แม้ซีรีส์จะพยายามพาตัวละครไปสู่เส้นทางใหม่ก็ตาม รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้การออกแบบฉากไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงาม แต่ยังช่วยเล่าเรื่องและสะท้อนสภาพจิตใจของตัวละครด้วย
เครื่องแต่งกายก็มีเรื่องราวของตัวเอง
Sarah Young ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเปิดเผยว่าเสื้อผ้าของตัวละครถูกใส่รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์และโค้ดเข้าไปด้วย ในชุดสูทลายทางของ Vision มีการฝังแนวคิดเกี่ยวกับโค้ดหุ่นยนต์ไว้ตามแนวตะเข็บ ทำให้เสื้อผ้าดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและประวัติของตัวละคร ขณะเดียวกัน เสื้อคลุมของร่างมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ Ultron ก็มีเส้นโครงที่สะท้อนรูปร่างแบบหุ่นยนต์ซ่อนอยู่
แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่าทีมงานให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องผ่านภาพ แม้ผู้ชมอาจไม่สังเกตเห็นทุกรายละเอียดในครั้งแรก แต่เสื้อผ้า ฉาก และวัตถุต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่เป็นเบาะแสเกี่ยวกับตัวละครได้ การออกแบบลักษณะนี้ยังทำให้ VisionQuest แตกต่างจากผลงานที่ใช้ภาพจาก AI แบบสำเร็จรูป เพราะทุกองค์ประกอบมีแนวคิดและความหมายรองรับ
- Mindspace: ใช้ภาพที่เลียนแบบข้อผิดพลาดจากการสร้างภาพด้วย AI เพื่อสื่อถึงโลกภายในของ Vision
- สัญลักษณ์เทคโนโลยี: แทรกไอคอน Wi-Fi แบตเตอรี่ และภาพพื้นหลังคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างบรรยากาศร่วมสมัย
- Mind Stone: เชื่อมโยงภาพลักษณ์ของ VisionQuest เข้ากับประวัติของตัวละครในจักรวาล Marvel
- เครื่องแต่งกาย: ซ่อนโค้ดและเส้นโครงหุ่นยนต์ไว้ในเสื้อผ้าของ Vision และตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ Ultron
VisionQuest อยู่ตรงไหนในจักรวาล Marvel
VisionQuest จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ Vision ลูกชายของเขาอย่าง Tommy และเหตุการณ์จาก WandaVision รวมถึง Agatha All Along ซีรีส์จึงไม่ได้เป็นเพียงการกลับมาของตัวละครเก่า แต่ยังทำหน้าที่ขยายประเด็นเกี่ยวกับครอบครัว ความทรงจำ และการสร้างตัวตนขึ้นใหม่ การเชื่อมโยงกับผลงานก่อนหน้าอาจทำให้แฟน ๆ ต้องย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์สำคัญในจักรวาล Marvel เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์และแรงจูงใจของตัวละคร
การยืนยันว่า VisionQuest ไม่จำเป็นต้องใช้ GenAI ยังทำให้เกิดคำถามว่าซีรีส์จะนำเสนอเทคโนโลยีในมุมใด เรื่องราวอาจไม่ได้ตัดสินว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งดีหรือเลวร้ายเพียงด้านเดียว แต่เลือกสำรวจว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างไร วิธีเล่าเช่นนี้เปิดโอกาสให้ซีรีส์มีเนื้อหาที่ลึกกว่าการเป็นเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป
ก่อนหน้านี้ ผลงาน Marvel บางเรื่องเคยถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้ AI โดยเฉพาะ Secret Invasion ที่มีการใช้ GenAI ในไตเติลเปิด ขณะที่ผลงานอื่นอย่าง Spider-Man: Brand New Day และ Marvel’s Wolverine ก็เคยถูกพูดถึงในประเด็นคล้ายกัน แม้ข้อกล่าวหาบางส่วนจะยังมีการถกเถียงกันอยู่ก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ จุดยืนของ VisionQuest จึงน่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นว่าการเล่าเรื่องเกี่ยวกับ AI ไม่จำเป็นต้องมาจากการใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างงานเสมอไป
VisionQuest มีกำหนดฉายวันที่ 14 ตุลาคมทาง Disney+ แฟน Marvel น่าจะได้เห็นว่ารายละเอียดด้านภาพที่ทีมงานเตรียมไว้จะช่วยเสริมเนื้อหาและอารมณ์ของเรื่องได้มากเพียงใด หากซีรีส์ทำให้ผู้ชมสังเกตเห็นความหมายของฉาก เครื่องแต่งกาย และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้สำเร็จ ก็อาจกลายเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ความคิดสร้างสรรค์มนุษย์เพื่อพูดถึงเทคโนโลยีอย่างมีรสนิยม ความเห็นส่วนตัวคือแนวทางของ VisionQuest น่าสนใจ เพราะพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับงานสร้างสรรค์อาจไม่ใช่เครื่องมือใหม่ล่าสุดเสมอไป แต่คือความตั้งใจและจินตนาการของทีมงานที่รู้ว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูจดจำ
ที่มา – ‘VisionQuest’ Had ‘No Need’ to Use GenAI, Says Showrunner
