Smartwatch เก็บข้อมูลสุขภาพได้ดี แต่ต้องทำงานกับหมอให้ได้
ในยุคที่เทคโนโลยีสวมใส่รุ่งเรืองสุดๆ อุปกรณ์อย่าง Apple Watch Series 11 หรือ Oura Ring 5 กลายเป็นเพื่อนคู่ใจที่เก็บข้อมูลสุขภาพของเราได้ละเอียดจนน่าทึ่ง แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ Smartwatch เก็บข้อมูลสุขภาพได้ดี แต่ต้องทำงานกับหมอให้ได้ จริงหรือไม่? เพราะจากผลสำรวจโดย American Medical Association (AMA) พบว่าแม้หมอจะเห็นประโยชน์ของข้อมูลเหล่านี้ แต่มีเพียง 6% เท่านั้นที่นำไปใช้ในกระบวนการรักษาจริงจัง
ทำไม Smartwatch เก็บข้อมูลสุขภาพได้ดี แต่ต้องทำงานกับหมอให้ได้ในอนาคต?
ปัญหาที่ Dr. John Whyte จาก AMA ได้สะท้อนออกมาคือ แม้ข้อมูลจะมีมหาศาล แต่กลับไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริง เพราะระบบการจัดการข้อมูลในคลินิกยังไม่รองรับ อีกทั้งอุปกรณ์เหล่านี้ยังขาดการทดสอบทางคลินิกที่เข้มงวดพอที่จะทำให้แพทย์มั่นใจได้ว่าข้อมูลนั้นแม่นยำแค่ไหนเมื่อเทียบกับเครื่องมือการแพทย์เฉพาะทาง
ความท้าทายเมื่อ Smartwatch เก็บข้อมูลสุขภาพได้ดี แต่ต้องทำงานกับหมอให้ได้
- การเชื่อมต่อข้อมูล: ระบบบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ยังเข้าถึงข้อมูลจากอุปกรณ์เหล่านี้ได้ยาก
- ความเชื่อมั่น: ฟีเจอร์วัดค่าสุขภาพส่วนใหญ่เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรอง ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค
- ปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย: ในสหรัฐฯ และหลายประเทศ หมอยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ส่วนบุคคลเหล่านี้
การที่อุปกรณ์เหล่านี้ใช้งานได้ดีเพียงแค่การติดตามสุขภาพทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าจะมาแทนที่การวินิจฉัยโดยแพทย์ได้ และถ้าเราไม่ได้ปรับระบบกฎหมายหรือการเบิกจ่ายประกันให้รองรับ Smartwatch เก็บข้อมูลสุขภาพได้ดี แต่ต้องทำงานกับหมอให้ได้ ก็จะเป็นเพียงความฝันที่ไกลเกินเอื้อม
ในอนาคตอันใกล้นี้ เรากำลังจะได้เห็นสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่จาก Samsung, Google และ Apple เปิดตัวอีกเพียบ แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุข หากปราศจากการปรับปรุงเชิงระบบที่เอื้อให้แพทย์สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้จริง เราคงต้องรอดูความเปลี่ยนแปลงการทำงานระหว่างเทคโนโลยีกับบุคลากรทางการแพทย์กันต่อไปว่าจะเป็นไปในทิศทางใด
ที่มา – Smartwatches Are Good at Collecting Data—Now They Need to Actually Work With Doctors
