ChatGPT อ้างว่ามีปริมาณการค้นหา 20% ของ Google

วงการค้นหาข้อมูลออนไลน์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อ ChatGPT อ้างว่ามีปริมาณการค้นหา 20% ของ Google ตัวเลขนี้สร้างความสนใจให้กับทั้งผู้ใช้งาน นักการตลาด และบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก เพราะ Google ครองตลาดเสิร์ชเอนจินมานาน โดยมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกมากกว่า 90% อย่างไรก็ตาม หากนับรวมเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่ผู้คนใช้ค้นหาคำตอบ ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้ภาพรวมของตลาดเปลี่ยนไปอย่างมาก

ข้อมูลนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ Adam Fry ผู้นำผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคของ OpenAI กับสื่อ Big Technology โดยเขาอธิบายว่า ChatGPT มีการใช้งานในลักษณะ “การค้นหา” หรือ search-like queries ในปริมาณสูงขึ้นเรื่อย ๆ คำดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการพิมพ์คำค้นลงในช่องค้นหาแบบเดิมเท่านั้น แต่รวมถึงคำถามที่ผู้ใช้เคยนำไปถาม Google แล้วปัจจุบันเลือกถาม ChatGPT แทน

ChatGPT อ้างว่ามีปริมาณการค้นหา 20% ของ Google

แนวคิดเรื่องการค้นหาของ ChatGPT มีความแตกต่างจากการค้นหาทั่วไป ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องป้อนคีย์เวิร์ดสั้น ๆ เช่น “ร้านอาหารใกล้ฉัน” หรือ “วิธีซ่อมโทรศัพท์” แต่สามารถพิมพ์คำถามยาว ๆ อธิบายบริบท และขอให้ระบบสรุปข้อมูลพร้อมเสนอทางเลือกได้ทันที หากคำถามนั้นนำไปสู่การค้นข้อมูลบนเว็บภายนอก ก็อาจถูกนับเป็นการค้นหาในมุมมองของ OpenAI

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ Google reportedly จัดการคำค้นประมาณ 16,000 ล้านครั้งต่อวัน ตัวเลข 20% จะเท่ากับประมาณ 3,200 ล้านปฏิสัมพันธ์ต่อวัน ตัวเลขนี้ดูมีความเป็นไปได้เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้ ChatGPT ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังต้องตีความด้วยความระมัดระวัง เพราะ OpenAI ไม่ได้เปิดเผยสูตรคำนวณหรือรายละเอียดทั้งหมดว่าอะไรถือเป็น search-like query

ChatGPT อ้างว่ามีปริมาณการค้นหา 20% ของ Google วัดจากอะไร

Adam Fry อธิบายแบบกว้าง ๆ ว่า ทุกครั้งที่ผู้ใช้ถามคำถามและระบบเข้าไปค้นเว็บ นั่นถือเป็นการค้นหา แต่ ChatGPT สามารถเข้าถึงข้อมูลจากเว็บได้ในหลายสถานการณ์ แม้ผู้ใช้อาจไม่ได้ตั้งใจใช้ระบบเป็นเสิร์ชเอนจินโดยตรง ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้อาจขอให้ช่วยเปรียบเทียบสินค้า ตรวจสอบข่าวล่าสุด สรุปบทความ หรือวางแผนการเดินทาง กิจกรรมเหล่านี้มีลักษณะคล้ายการค้นหา แม้ประสบการณ์การใช้งานจะเป็นบทสนทนามากกว่าการเปิดดูหน้าผลลัพธ์

ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การถาม ChatGPT หนึ่งครั้งควรนับเป็นการค้นหากี่ครั้ง หากระบบไปค้นข้อมูลจากหลายเว็บไซต์ ค้นหาหลายรอบ หรือสร้างคำตอบจากทั้งฐานข้อมูลเดิมและข้อมูลแบบเรียลไทม์ การนับแบบใดจึงจะสะท้อนพฤติกรรมของผู้ใช้อย่างถูกต้อง ดังนั้น ตัวเลข 20% จึงควรมองเป็นการประเมินของบริษัท ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันโดยหน่วยงานอิสระ

ตัวเลขผู้ใช้และบริการอื่นของ ChatGPT

นอกจากตัวเลขเกี่ยวกับการค้นหาแล้ว OpenAI ยังเปิดเผยข้อมูลการใช้งานอื่นที่น่าสนใจ โดย ChatGPT มีผู้ใช้งานต่อสัปดาห์ประมาณ 1,200 ล้านคน และมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นประมาณ 200 ล้านคนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา หากตัวเลขนี้ถูกต้อง จะสะท้อนว่าเครื่องมือ AI ยังมีแรงส่งสูงมาก และกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของผู้คนในหลายประเทศ

โมเดลของ OpenAI ยังมีรายงานว่าสร้างภาพให้ผู้ใช้งานประมาณ 1,500 ล้านภาพต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ChatGPT Voice มีผู้ใช้งานประมาณ 250 ล้านคน ฟีเจอร์เสียงช่วยให้ผู้ใช้สนทนากับ AI ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่ต้องพิมพ์ทุกคำถาม การใช้งานลักษณะนี้อาจยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างการค้นหา การสนทนา และการขอคำแนะนำเลือนรางลง

  • ผู้ใช้งานรายสัปดาห์: ประมาณ 1,200 ล้านคน ตามข้อมูลที่ให้สัมภาษณ์
  • การสร้างภาพ: ประมาณ 1,500 ล้านภาพต่อสัปดาห์
  • ผู้ใช้ ChatGPT Voice: ประมาณ 250 ล้านคน
  • ผู้สมัครสมาชิกแบบชำระเงิน: ตัวเลขสาธารณะล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านคน

ทำไมตัวเลขนี้จึงสำคัญต่อธุรกิจและ SEO

หาก ChatGPT มีปริมาณการค้นหาใกล้เคียง 20% ของ Google จริง นักการตลาดอาจต้องปรับแนวทาง SEO ครั้งใหญ่ การทำคอนเทนต์ในอนาคตอาจไม่ได้มุ่งหวังเพียงการติดอันดับหน้าแรกของ Google แต่ต้องทำให้ข้อมูลมีความชัดเจน น่าเชื่อถือ และมีโครงสร้างที่ AI สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายด้วย เว็บไซต์ที่อธิบายหัวข้ออย่างละเอียด มีแหล่งอ้างอิง และตอบคำถามผู้ใช้ได้ตรงประเด็น อาจมีโอกาสถูกนำไปใช้ประกอบคำตอบของ AI มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับกลยุทธ์ไม่ได้หมายความว่าควรละทิ้ง Google เพราะ Google ยังมีฐานผู้ใช้งานและระบบโฆษณาขนาดใหญ่ ผู้บริโภคจำนวนมากยังต้องการดูเว็บไซต์หลายแห่ง เปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว และตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง ขณะที่ ChatGPT เหมาะกับการสรุปข้อมูล ช่วยคิด และตอบคำถามแบบมีบริบทมากกว่า นักการตลาดจึงควรสร้างเนื้อหาที่รองรับทั้งสองพฤติกรรม

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การใช้หัวข้อที่ชัดเจน การตอบคำถามที่ผู้ใช้ถามจริง การอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการอัปเดตเนื้อหาให้ทันสมัย นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเขียนเนื้อหาที่เต็มไปด้วยคีย์เวิร์ดแต่ไม่มีประโยชน์ เพราะทั้งเครื่องมือค้นหาและระบบ AI ต่างให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์ของผู้อ่านมากขึ้น

ข้อจำกัดของการอ้างตัวเลข 20%

แม้ข่าวนี้จะน่าสนใจ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ประการแรก OpenAI ไม่ได้ระบุจำนวนคำถามทั้งหมดที่เข้าข่ายการค้นหาอย่างชัดเจน ประการที่สอง ผู้ใช้งาน ChatGPT จำนวนมากอาจใช้ระบบเพื่อเขียนข้อความ สร้างภาพ เขียนโค้ด หรือระดมความคิด ซึ่งไม่ใช่การค้นหาโดยตรง ประการที่สาม จำนวนผู้ใช้งานรายสัปดาห์ไม่ได้เท่ากับจำนวนคนที่ค้นหาข้อมูล และจำนวนการสนทนาก็ไม่ได้บอกว่าผู้ใช้พึงพอใจกับคำตอบมากน้อยเพียงใด

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ OpenAI เคยมีแนวคิด SearchGPT ซึ่งเป็นเครื่องมือค้นหาแยกต่างหาก ก่อนนำฟังก์ชันดังกล่าวมารวมเข้ากับ ChatGPT นอกจากนี้ยังเคยมี ChatGPT Atlas ซึ่งพยายามเข้ามาแข่งขันในตลาดเบราว์เซอร์ แต่ไม่ได้รับความสนใจในวงกว้างมากนัก เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้ใช้ AI สูงไม่ได้หมายความว่าทุกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจะประสบความสำเร็จ

ในด้านรายได้ OpenAI เปิดเผยว่ามีสมาชิกแบบชำระเงินประมาณ 50 ล้านราย และระบุว่าตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้บอกจำนวนที่แน่นอน หากบริษัทเพิ่มสมาชิกได้อีก 10 ล้านราย อัตราการเปลี่ยนผู้ใช้ทั้งหมดเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินก็ยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก ผู้สมัครจำนวนหนึ่งใช้แพ็กเกจรายเดือนและสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่งได้ทุกเมื่อ

บทสรุป: ChatGPT อ้างว่ามีปริมาณการค้นหา 20% ของ Google ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนการเติบโตของ AI และพฤติกรรมผู้ใช้ออนไลน์ที่กำลังเปลี่ยนไป แต่ควรใช้ข้อมูลนี้เป็นสัญญาณของแนวโน้ม ไม่ใช่ข้อสรุปเด็ดขาด ธุรกิจและผู้สร้างคอนเทนต์ควรติดตามตัวเลขจากหลายแหล่ง พร้อมพัฒนาเนื้อหาที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์มนุษย์ และพร้อมรองรับการค้นหาในยุค AI หากคุณทำเว็บไซต์อยู่ นี่คือเวลาที่ควรเริ่มปรับเนื้อหาให้ตอบคำถามได้ดีขึ้น เพราะอนาคตของการค้นหาอาจไม่ได้อยู่ที่ลิงก์เพียงอย่างเดียว แต่คือคำตอบที่ผู้ใช้ได้รับทันที

ที่มา – ChatGPT Claims to Have Achieved 20% of Google’s Search Volume

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *