อังกฤษถอดเสาเรือระเบิด WWII แต่ทิ้งระเบิดไว้

เรื่องราวของ อังกฤษถอดเสาเรือระเบิด WWII แต่ทิ้งระเบิดไว้ ฟังดูเหมือนพาดหัวข่าวที่ไม่น่าเกิดขึ้นจริง แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณปากแม่น้ำเทมส์ของสหราชอาณาจักร เรือสินค้า SS Richard Montgomery ซึ่งบรรทุกกระสุนและวัตถุระเบิดจำนวนมหาศาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จมลงตั้งแต่ปี 1944 และยังคงอยู่ใต้น้ำมานานกว่าแปดทศวรรษ

ล่าสุด ทางการอังกฤษดำเนินการนำเสากระโดงทั้งสามต้นของเรือออกได้สำเร็จ โดยให้เหตุผลว่าเสากระโดงและโครงสร้างที่เสื่อมสภาพอาจพังลงไปกระแทกกับสินค้าระเบิดภายในเรือ จนก่อให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม ภารกิจครั้งนี้ยังไม่ได้แตะต้องกระสุนจำนวนมากที่อยู่ในซากเรือ ทำให้ประเด็น อังกฤษถอดเสาเรือระเบิด WWII แต่ทิ้งระเบิดไว้ กลายเป็นเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยและแนวทางจัดการในอนาคต

อังกฤษถอดเสาเรือระเบิด WWII แต่ทิ้งระเบิดไว้

SS Richard Montgomery สร้างขึ้นในปี 1943 ที่เมืองแจ็กสันวิลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทางมายังอังกฤษพร้อมกระสุนประมาณ 7,000 ตัน แผนเดิมคือให้เรือทอดสมอใกล้เมืองเชียร์เนสส์ หลังแล่นผ่านปากแม่น้ำเทมส์ แต่เรือกลับลากสมอและเกยตื้นบนสันดอนทราย ลูกเรือสามารถขนถ่ายสินค้าออกมาได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ทว่ารอยร้าวที่ตัวเรือทำให้เรือจมลงในที่สุด

เอกสารและรายงานหลายฉบับระบุว่า ภายในเรือยังมีอุปกรณ์ระเบิดราว 13,700 ชิ้น แม้ตัวระเบิดจะมีคุณสมบัติกันน้ำ แต่ชนวนอาจไม่สามารถป้องกันน้ำทะเลได้ หากน้ำซึมเข้าไปถึงชนวนเพียงชิ้นเดียว ก็อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงตามมาได้ นี่จึงไม่ใช่เพียงซากเรือเก่า แต่เป็นแหล่งวัตถุอันตรายที่อยู่ใกล้ชุมชนและเส้นทางเดินเรือสำคัญ

ทำไมการนำเสากระโดงออกจึงสำคัญ

ผู้เชี่ยวชาญพบว่าเรือเริ่มเอียงและมีสภาพทรุดโทรมมากขึ้น โครงสร้างรอบฐานเสากระโดงบางจนแทบเหมือนกระดาษ หากเสากระโดงล้มลงบนพื้นที่บรรทุกกระสุน อาจทำให้เกิดแรงกระแทกและเพิ่มความเสี่ยงต่อการระเบิด ด้วยเหตุนี้ การนำเสากระโดงออกจึงเป็นมาตรการลดความเสี่ยงเร่งด่วน แม้จะยังไม่ใช่การแก้ปัญหาซากเรือทั้งหมด

ทีมกู้ภัยทางทะเลใช้เลื่อยลวดเพชรในการตัดเสากระโดง เพราะเครื่องมือชนิดนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนน้อยกว่าอุปกรณ์ทั่วไป นักประดาน้ำต้องผลัดกันทำงานและเคลื่อนที่อย่างระมัดระวังบนดาดฟ้าที่เปราะบางเป็นพิเศษ เสากระโดงบางส่วนกลับอยู่ในสภาพดีกว่าที่คาดไว้ แต่โครงสร้างโดยรอบกลับเสื่อมสภาพอย่างหนัก การทำงานแต่ละขั้นจึงต้องอาศัยทั้งการวางแผน เครื่องมือเฉพาะทาง และการประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด

  • เสากระโดงทั้งสามต้น ถูกนำออกจากซากเรือสำเร็จ
  • วัตถุระเบิดประมาณ 13,700 ชิ้น ยังคงอยู่ใต้น้ำ
  • พื้นที่โดยรอบ ยังคงมีข้อจำกัดด้านการบินและการเข้าถึง
  • เจ้าหน้าที่ จะติดตามสภาพซากเรืออย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงจากวัตถุระเบิดยังไม่หายไป

แม้การนำเสากระโดงออกจะช่วยลดโอกาสที่ชิ้นส่วนขนาดใหญ่จะพังทับห้องเก็บกระสุน แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงทั้งหมดหมดไป รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าวัตถุระเบิดภายในมีสภาพอย่างไร ชนวนแต่ละชิ้นเสื่อมสภาพไปมากแค่ไหน หรือมีน้ำทะเลแทรกซึมเข้าไปแล้วหรือไม่ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การตัดสินใจว่าจะกู้ระเบิดออกทั้งหมดหรือปล่อยให้ซากเรืออยู่ใต้น้ำยังเป็นเรื่องซับซ้อน

ในอดีต เคยมีข้อเสนอหลายแนวทาง เช่น การกลบซากเรือด้วยทรายหรือคอนกรีต การสร้างคูป้องกันรอบบริเวณ หรือการนำสินค้าออกทีละส่วน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีแนวทางใดถูกนำมาใช้จนเสร็จสมบูรณ์ บางส่วนของชุมชนมองว่าเรือลำนี้กลายเป็นอนุสรณ์สงครามทางทะเล ขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่ามันคือระเบิดเวลาที่ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีแผนระยะยาว

รายงานบางฉบับเคยประเมินว่า หากเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แรงระเบิดอาจทำให้กระจกแทบทุกบานในเมืองเชียร์เนสส์แตก และส่งน้ำ โคลน โลหะ รวมถึงเศษกระสุนขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนฉุกเฉินเตือนว่าการประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไม่ควรถูกนำเสนอโดยปราศจากข้อมูลสำรวจที่แม่นยำ เพราะระดับความเสี่ยงจริงยังต้องอาศัยการตรวจสอบซากเรือและสินค้าภายในอย่างเป็นระบบ

บทเรียนจากภารกิจกู้ซากเรือ

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุบัติเหตุจากสงครามสามารถทิ้งปัญหาไว้ยาวนานกว่าหลายชั่วอายุคน การดูแลซากเรือที่มีวัตถุระเบิดไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของประชาชน และการสื่อสารกับชุมชนโดยตรง หากตัดสินใจกู้ขึ้นมา อาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างปฏิบัติการ แต่หากปล่อยไว้นานเกินไป โครงสร้างเรือและชนวนระเบิดก็อาจเสื่อมสภาพจนควบคุมไม่ได้

หลังจากนำเสากระโดงออกแล้ว ชิ้นส่วนดังกล่าวถูกส่งไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์ Historic Dockyard Chatham ในเคนต์ ส่วนซากเรือยังอยู่ที่เดิมและจะได้รับการเฝ้าระวังต่อไป ทางการยังไม่ได้ประกาศแผนชัดเจนสำหรับการนำวัตถุระเบิดออกทั้งหมด ดังนั้น ประเด็น อังกฤษถอดเสาเรือระเบิด WWII แต่ทิ้งระเบิดไว้ จึงยังคงเป็นคำถามสำคัญว่า มาตรการลดความเสี่ยงครั้งนี้เพียงพอแล้วหรือเป็นเพียงการเลื่อนปัญหาออกไป

สำหรับประชาชน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าโบราณวัตถุจากสงครามอาจมีทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์และอันตรายที่ซ่อนอยู่ การติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการและสนับสนุนการสำรวจที่โปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณสนใจเรื่องประวัติศาสตร์สงครามและความปลอดภัยทางทะเล ควรติดตามแผนการจัดการซากเรือลำนี้ต่อไป เพราะการตัดสินใจในวันนี้อาจกำหนดความปลอดภัยของคนในพื้นที่ไปอีกหลายทศวรรษ

ที่มา – UK Finally Removes Masts From Sunken WWII Bomb Ship—and Leaves the Explosives

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *