ผู้เขียน: lalika69_admin

รวบอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว เอี่ยวทำทะเบียนเท็จช่วยผู้ต้องหาจีนคดีอาวุธสงคราม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวใหญ่จากภาคเหนือมาอัปเดตให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะ โดยเฉพาะคนที่ชอบติดตามข่าวอาชญากรรมและเรื่องราวเบื้องหลังที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสแกมในยุคนี้ กรณีรวบอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว เอี่ยวทำทะเบียนเท็จช่วยผู้ต้องหาจีนคดีอาวุธสงครามนี่แหละครับ ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาและสะท้อนปัญหาการทุจริตในระบบราชการไทยได้ชัดเจนมาก

รวบอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว เอี่ยวทำทะเบียนเท็จช่วยผู้ต้องหาจีนคดีอาวุธสงคราม

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 5 ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ เจ้าศักดิ์ชาย ไทยศักดิ์ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ได้แถลงข่าวปฏิบัติการสุดเด็ดชื่อ ‘เผยเงามังกร’ โดยชุด DOPA N.I.C.E. ซึ่งเป็นหน่วยพิเศษของกรมการปกครอง ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ บุกจับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาวและลูกจ้างอำเภอคนหนึ่ง ตามหมายจับจากศาลอาญาทุจริตภาค 5

ตัวการสำคัญคือ ‘หมิงเฉิน ซัน’ ชายชาวจีนที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้จากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อ 9 พฤษภาคม 2569 ในรถและบ้านพักของเขานั้น เจออาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และกระสุนเพียบ! แต่ที่ช็อกยิ่งกว่าคือ หมิงเฉิน ซัน ใช้บัตรประชาชนคนไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรสีชมพู โดยย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2565 ผ่านกระบวนการทุจริตที่อดีตปลัดอำเภอเป็นหัวโจก จัดทำเอกสารและประสานให้ทั้งหมด แม้เจ้าบ้านจะยืนยันว่าไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีคนนี้มาพักจริงๆ

นี่ไม่ใช่เคสเดี่ยวๆ นะครับ เจ้าหน้าที่ยังขุดเจอเครือข่ายสวมสิทธิ์จากกลุ่มชาติพันธุ์ในอำเภอเวียงแหงและเชียงดาว ซึ่งเคยโดนปฏิบัติการ ‘ตัดหมอกเวียงแหง’ และ ‘สลายหมอกเชียงดาว’ ไปแล้ว บางส่วนเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์และทุนจีนสีเทา ที่มักใช้เทคโนโลยี call center สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยมานักต่อนัก

ตัวเลขน่าตกใจจากอดีตปลัดอำเภอ

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง อดีตปลัดคนนี้จัดทำทะเบียนประวัติบุคคลไม่มีสถานะมากกว่า 445 รายเลยทีเดียว! และเบื้องต้นตรวจพบอย่างน้อย 18 รายที่เข้าข่ายผิดปกติชัดๆ ตอนนี้กรมการปกครองสั่งเพิกถอนทะเบียนเท็จทั้งหมดแล้ว พร้อมดำเนินวินัยเจ้าหน้าที่ และจะขยายผลจับคนอื่นๆ เพิ่ม รวมถึงเจ้าบ้านและผู้รับรองเอกสารด้วย

จากประสบการณ์ที่ผมติดตามข่าวพวกนี้มานาน จะเห็นว่าการทำทะเบียนเท็จแบบนี้เป็นช่องโหว่ใหญ่ในระบบ โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติที่อยากซ่อนตัวทำผิดกฎหมาย มันช่วยให้พวกสแกมเมอร์ใช้ IP ไทย เปิดบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่หลบหนีตำรวจได้ง่ายขึ้น ในยุคที่เทคโนโลยี AI และ deepfake กำลังมาแรง การมีตัวตนปลอมในระบบราชการยิ่งอันตราย เพราะเชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ได้ทั้งนั้น

  • ปัญหาหลัก: การทุจริตในระดับท้องถิ่น ทำให้ชาวต่างชาติเข้าถึงสิทธิ์ไทย
  • ผลกระทบ: เพิ่มความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น สแกมและอาวุธเถื่อน
  • แนวทางแก้: ใช้เทคโนโลยี blockchain ตรวจสอบทะเบียนบ้านให้โปร่งใส

ปฏิบัติการ ‘เผยเงามังกร’ ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำลังได้ผล และเป็นสัญญาณดีสำหรับอนาคต หากเรามีระบบดิจิทัลที่เข้มแข็งกว่านี้ ปัญหาแบบนี้จะลดลงแน่นอน

ส่วนตัวผมคิดว่าทุกคนควรตื่นตัว ถ้าพบพิรุธในทะเบียนบ้านหรือเอกสารราชการ รายงานได้เลยที่กรมการปกครองหรือ ป.ป.ช. ช่วยกันปราบปรามทุนสีกากับสแกมเมอร์พวกนี้ซะ! ติดตามอัปเดตข่าวเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ

ที่มา – รวบอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว เอี่ยวทำทะเบียนเท็จช่วยผู้ต้องหาจีนคดีอาวุธสงคราม

แคลิฟอร์เนียเสนอภาษีซอฟต์แวร์ยุคใหม่

รัฐแคลิฟอร์เนียกำลังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยงบประมาณใหม่มูลค่า 349.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ผู้ว่าการรัฐ กาวิน นิวซัม ได้ประกาศ แคลิฟอร์เนียเสนอภาษีซอฟต์แวร์ยุคใหม่ โดยกำหนดอัตราภาษีขายรัฐ 7.25% สำหรับซอฟต์แวร์บนคลาวด์ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีในยุคดิจิทัลนี้

แคลิฟอร์เนียเสนอภาษีซอฟต์แวร์ยุคใหม่: จากรูปแบบกายภาพสู่คลาวด์

ปัจจุบัน ภาษีขายจะเก็บเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ซื้อในรูปแบบกายภาพ เช่น ซอฟต์แวร์ที่มาพร้อมฮาร์ดแวร์ใหม่หรือสื่อที่จับต้องได้ แต่ซอฟต์แวร์บนคลาวด์และบริการ SaaS (Software as a Service) ยังไม่ถูกเก็บภาษีในลักษณะเดียวกัน การเสนอของนิวซัมจะทำให้ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft Office, Adobe, QuickBooks, Slack และ Workday ต้องเสียภาษีด้วย

ตามรายงานจาก KCRA ปัจจุบันมีราวครึ่งหนึ่งของรัฐในสหรัฐฯ ที่เก็บภาษี SaaS แล้ว นิวซัมมองว่าการนี้จะทำให้แคลิฟอร์เนียสอดคล้องกับรัฐอื่นๆ กว่า 20 รัฐ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐแคลิฟอร์เนียมีรายได้ภาษีเกินคาด 16.5 พันล้านดอลลาร์ จากตลาดหุ้นและเทคโนโลยีที่พุ่งสูง ดาวโจนส์ปิดที่ 50,063 จุดเมื่อวันพฤหัสบดี โดย S&P 500 และ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่

กำหนดการและรายได้ที่คาดหวังจากแคลิฟอร์เนียเสนอภาษีซอฟต์แวร์ยุคใหม่

หากกฎหมายผ่าน ภาษีนี้จะเริ่ม 1 มกราคม 2027 คาดว่าจะนำรายได้ 1.1 พันล้านดอลลาร์ในปีแรก และเพิ่มเป็น 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปีหลังจากนั้น ตามข้อมูลจาก Bloomberg ภาษีนี้จะกระทบบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Oracle มากที่สุด

นิวซัมยกตัวอย่างส่วนตัวว่า เขาไปซื้อซอฟต์แวร์ที่ Best Buy และจ่ายภาษี แต่เพื่อนที่ดาวน์โหลดออนไลน์ไม่ต้องจ่าย “ผมไป Best Buy บ่อย และจ่ายภาษีซอฟต์แวร์สำเร็จรูป แต่เพื่อนที่อยู่ไกล Best Buy ดาวน์โหลดแล้วไม่จ่าย อย่างนี้ไม่ยุติธรรม” เขากล่าวในงานแถลงข่าว ตามที่ Bloomberg รายงานจาก วิดีโอ

  • ภาษี 7.25% บนซอฟต์แวร์คลาวด์และ SaaS
  • เริ่มปี 2027 นำรายได้ 1.1 พันล้านดอลลาร์ปีแรก
  • กระทบ Microsoft, Adobe, Oracle เป็นหลัก
  • ทำให้แคลิฟอร์เนียสอดคล้องกับรัฐอื่นๆ

นิวซัมจะหมดวาระในเดือนมกราคม 2027 หลังครองตำแหน่งสองสมัย ปัจจุบันแคลิฟอร์เนียกำลังเลือกตั้งเบื้องต้น ซึ่งจะสิ้นสุด 2 มิถุนายน เพื่อหาผู้สมัครสองคนสู่การเลือกตั้งใหญ่ในพฤศจิกายน รัฐนี้เป็นฐานเดโมแครตเข้มข้น แต่มีโอกาสที่รีพับลิกันสองคนอย่าง Steve Hilton และ Chad Bianco จะเข้ารอบ เนื่องจากระบบ jungle primary ที่เอาสองคนนำหน้าไม่จำกัดพรรค

ผู้สมัครเดโมแครตมี Tom Steyer, Xavier Becerra, Katie Porter และ Matt Mahan โดยเงินจากซิลิคอนวัลเลย์สนับสนุน Mahan ที่定位ตัวเองเป็นนักแก้ปัญหา แต่โพลล่าสุดชี้ Becerra, Steyer และ Hilton นำ

การ แคลิฟอร์เนียเสนอภาษีซอฟต์แวร์ยุคใหม่ นี้สะท้อนถึงการปรับตัวของระบบภาษีให้เข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้รัฐอื่นๆ ตาม หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SaaS หรือใช้ซอฟต์แวร์คลาวด์ ควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต้นทุนและราคาบริการในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – California Proposes Software Tax More Suited to the Modern Era

ผู้สร้าง Widow’s Bay พูดถึงหนังสือช่วยเหลือตัวเองจากนรก

ในตอน “Beach Reads” ของซีรีส์สยองขวัญคอมเมดี้บน Apple TV+ Widow’s Bay ตัวละครแพทรีเซีย (รับบทโดย Kate O’Flynn) หมกมุ่นกับไอเดียจัดปาร์ตี้ที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นและได้รับความเมตตาจากกลุ่มสาวๆ ที่เคยรังแกเธอตั้งแต่สมัยมัธยมบนเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีที่หลบหนี

แผนใหญ่ “Sunset Cocktails” เกิดขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากหนังสือช่วยเหลือตัวเองลึกลับชื่อ Your Turn ที่โผล่มาจากกองบริจาค และดึงดูดแพทรีเซียเข้าหาเต็มๆ หนังสือดูเหมือนมีเคล็ดลับดีๆ และกำลังใจ แต่คืนปาร์ตี้กลับเผยธาตุแท้

Io9 2025 Spoiler

กลายเป็นว่าหนังสือ Your Turn คือหนังสือเวทมนตร์ปลอมตัว ไม่ใช่เวทมนตร์อบอุ่นแบบ Practical Magic แต่เป็นเวทที่ “สะกดให้คนทำเรื่องน่ากลัว” โชคดีที่แพทรีเซียเผาหนังสือทันก่อนปาร์ตี้กลายเป็นเหตุการณ์นองเลือด

ผู้สร้าง Widow’s Bay พูดถึงหนังสือช่วยเหลือตัวเองจากนรก

ผู้สร้าง Widow’s Bay Katie Dippold ให้สัมภาษณ์กับ The Wrap เผยที่มาของไอเดียสุดบ้าคลั่งนี้ “นักเขียนคนหนึ่งเสนอไอเดียหนังสือช่วยเหลือตัวเองที่ผิดพลาด แล้วจุดประกายการสนทนาว่า ‘แพทรีเซียกลัวอะไร?’ สิ่งที่ฉันคิดเสมอเกี่ยวกับแพทรีเซียคือ การตายอาจไม่น่ากลัวเท่าการตายแล้วไม่มีใครแคร์ นั่นนำไปสู่การใช้ trope สยองขวัญเพื่อเล่าเรื่องอารมณ์มนุษย์จริงๆ”

Dippold ต่อว่า “สนทนากลายเป็น ‘ถ้าเธอจัดปาร์ตี้ล่ะ?’ เราเข้าถึงความเครียดในการจัดปาร์ตี้และกลัวไม่มีใครมา ฉันเคยเจอแบบนั้นเอง ทุกคนในห้องเคยเจอ เราจึงยึดติดกับเรื่องนั้น แม้หนังสือจะน่ากลัว แต่สำหรับแพทรีเซีย ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าปาร์ตี้ว่างเปล่า”

ที่มาของตัวละครแพทรีเซียใน Widow’s Bay

ก่อนซีซั่นพรีเมียร์ io9 สัมภาษณ์ Dippold และโปรดิวเซอร์บริหาร Hiro Murai ผู้กำกับหลายตอน เกี่ยวกับแพทรีเซีย ตัวละครสุดแปลกที่ไม่เหมือนใครในทีวี “แพทรีเซียดั้งเดิมอิงจากแม่ฉันและ neuroses ของเธอ แต่ Kate O’Flynn—จากเทปของ Allison Jones—ไม่ใช่ภาพที่ฉันจินตนาการ แต่เธอคือแพทรีเซียเลย! เธอเอาน้ำหนักและความพิเศษมาที่ไม่เคยคิด ฉันรักเธอ เธอเป็นนักแสดงละครที่ตลกโดยธรรมชาติ” Dippold กล่าว

Murai เสริม “เธอหา register ที่เหมือนถูกผีสิงเอง เราคิด ‘ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ’ แต่รู้สึกสมบูรณ์แบบแล้ว” และ O’Flynn ยังดูเหมือนคนจากเกาะ Widow’s Bay จริงๆ “เหมือนคนที่อาศัยที่นั่นเลย” Dippold ยืนยัน Murai ตกลง 100%

ทำไมผู้สร้าง Widow’s Bay พูดถึงหนังสือช่วยเหลือตัวเองจากนรกถึงน่าติดตาม

ไอเดียนี้ผสมผสานความสยองกับอารมณ์จริงได้ลงตัว ทำให้ Widow’s Bay แตกต่างจากซีรีส์สยองขวัญทั่วไป มันสะท้อนความกลัวมนุษย์อย่างการโดดเดี่ยวและการถูกปฏิเสธ โดยใช้หนังสือช่วยเหลือตัวเองเป็นเครื่องมือสยองขวัญ สร้างความตึงเครียดที่ทั้งขำและน่าขนลุก

  • จุดเด่นตอน Beach Reads: การพัฒนาตัวละครแพทรีเซียผ่านปาร์ตี้
  • บทบาทหนังสือ Your Turn: จากแรงบันดาลใจสู่เวทมนตร์มืด
  • การแสดงของ Kate O’Flynn: ทำให้ตัวละครมีมิติ

ซีรีส์เรื่องนี้พิสูจน์ว่าสยองขวัญคอมเมดี้สามารถลึกซึ้งได้ หากคุณชอบเรื่องผีผสมดราม่า อย่าพลาด Widow’s Bay บน Apple TV+ ติดตามข่าว Marvel, Star Wars และอื่นๆ ได้ที่นี่ สนใจไอเดียแบบนี้ ลองจัดปาร์ตี้ของคุณเองแต่ระวังหนังสือลึกลับนะ!

ติดตาม Widow’s Bay เพื่อความบันเทิงสุดมันส์ และแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณกลัวอะไรที่สุด!

ที่มา – ‘Widow’s Bay’ Creator on That Self-Help Book From Hell

จุลพันธ์เผยเจรจาทูตเกาหลีใต้ เร่งตามตัว 30 แรงงานหลบหนีกลับไทย แนะให้รีบรายงานตัวด่วน ย้ำติดแบล็คลิสต์ห้ามทำงานแน่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยเรื่องราวร้อนๆ ในวงการแรงงานไทยไปทำงานเกาหลีใต้กันหน่อยนะครับ ซึ่งเป็นประเทศที่หลายคนใฝ่ฝัน ทั้ง K-pop สุดฮิตและเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ล่าสุดมีดราม่าหนัก เมื่อ จุลพันธ์เผยเจรจาทูตเกาหลีใต้ เร่งตามตัว 30 แรงงานหลบหนีกลับไทย แนะให้รีบรายงานตัวด่วน ย้ำติดแบล็คลิสต์ห้ามทำงานแน่ นี่แหละครับหัวข้อที่กำลังเป็นข่าวใหญ่โต

จุลพันธ์เผยเจรจาทูตเกาหลีใต้ เร่งตามตัว 30 แรงงานหลบหนีกลับไทย แนะให้รีบรายงานตัวด่วน ย้ำติดแบล็คลิสต์ห้ามทำงานแน่

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำไทย เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ที่เกาหลีใต้แบนแรงงานไทยจาก 4 จังหวัดหลักๆ คือ ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ และมหาสารคาม ไม่ให้ไปทำงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ MOU E-8 เป็นเวลา 1 ปีเต็ม สาเหตุหลักมาจากแรงงานบางส่วนหลบหนีนายจ้างครับ

จากข้อมูลที่คุณจุลพันธ์เปิดเผย ล็อตล่าสุดที่ส่งไปมี 51 คน แต่หายตัวไปถึง 30 คน คิดเป็น 59% เลยทีเดียว! ทางเกาหลีเลยตัดสินใจหยุดรับแรงงานจากกลุ่มนี้และ 4 จังหวัดดังกล่าว แต่ยังใจดีให้ล็อตใหม่ที่เพิ่งส่งไปเป็นล็อตสุดท้าย ทูตเกาหลีจะนำเรื่องนี้ไปคุยกับรัฐบาลเกาหลีต่อ และคุณจุลพันธ์พร้อมบินไปเจรจาด้วยตัวเอง

มาตรการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนจากกระทรวงแรงงาน

ไม่ใช่แค่คุยเฉยๆ นะครับ กระทรวงมีแผนระยะยาวชัดเจน เช่น:

  • เข้มงวดตรวจสอบพฤติกรรม ก่อนส่งไปทำงาน
  • ใช้ระบบสมาร์ท TOEA ติดตามตัวแรงงาน รายงานตัวทุกเดือน เหมือนแอปเทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วย track location แบบ real-time
  • จัดการ “ผีน้อย” ไทยในเกาหลีให้กลับเข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย อาจมีนโยบายต่ออายุวีซ่าทันทีโดยไม่ต้องกลับไทยก่อน

สำหรับ 30 คนที่หายไป กระทรวงมีรายชื่อครบแล้ว กำลังตามญาติที่จังหวัดต้นทาง ขอให้รีบกลับมารายงานตัวด่วน! ถ้าไม่กลับ โดนแบล็คลิสต์ห้ามทำงานเกาหลีแน่นอน และอาจกระทบประเทศอื่นด้วย มีข่าวลือเรื่องถูกลวนลาม แต่กำลังตรวจสอบ ไม่ใช่ทุกคนนะครับ

ในมุมมองของผมที่ติดตามเรื่องแรงงานต่างประเทศมานาน การหลบหนีแบบนี้ไม่ใช่ทางออกหรอกครับ โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่เป็นสวรรค์ของ tech และ entertainment ถ้าทำงานถูกกฎหมาย รายได้ดี มีโอกาสต่อยอดไปเป็น influencer K-pop หรือ tech worker ได้เลย แต่ถ้าหลบหนี กระทบทั้งตัวเองและพี่น้อง 4-5 ล้านคนใน 4 จังหวัด กระทรวงไม่ได้ยอมรับแบน แต่ยอมรับอำนาจประเทศปลายทาง เหมือนไทยแบนต่างชาติที่ผิดกฎ

ข้อแนะนำสำหรับแรงงานไทยที่อยากไปเกาหลี

จากประสบการณ์ ถ้าคุณสนใจไปทำงานเกาหลี แนะนำ:

  • เลือกนายจ้างดี ตรวจสอบรีวิวผ่านแอปและกลุ่มเฟซบุ๊ก
  • ใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น แอปแปลภาษา AI จาก Google หรือ Samsung Galaxy ที่เกาหลีฮิตมาก
  • อย่าหลบหนี! รายงานปัญหาทันทีผ่าน hotline กระทรวง

สรุปแล้ว จุลพันธ์เผยเจรจาทูตเกาหลีใต้ เร่งตามตัว 30 แรงงานหลบหนีกลับไทย แนะให้รีบรายงานตัวด่วน ย้ำติดแบล็คลิสต์ห้ามทำงานแน่ เป็นสัญญาณดีว่ากระทรวงจริงจัง แนวโน้มอนาคตคือใช้ tech มากขึ้น ลดปัญหาได้แน่ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเจอปัญหา รีบรายงานตัวเลยครับ จะได้ไม่พลาดโอกาสทองในแดนกิมจิ! ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่นะ

ที่มา – จุลพันธ์เผยเจรจาทูตเกาหลีใต้ เร่งตามตัว 30 แรงงานหลบหนีกลับไทย แนะให้รีบรายงานตัวด่วน ย้ำติดแบล็คลิสต์ห้ามทำงานแน่

ดีเอสไอรับลูกนายกฯ สางปมนอมินีสมุย-พะงัน ล็อกเป้า 34 ธุรกิจสินทรัพย์ร้อยล้าน จี้ ปปง. แก้กฎหมายเอาผิดฐานฟอกเงิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยเรื่องร้อนๆ จากเกาะสวยๆ อย่างสมุยและพะงันกันหน่อยนะครับ ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ ดีเอสไอรับลูกนายกฯ สางปมนอมินีสมุย-พะงัน ล็อกเป้า 34 ธุรกิจสินทรัพย์ร้อยล้าน จี้ ปปง. แก้กฎหมายเอาผิดฐานฟอกเงิน ครับ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว รีสอร์ต โรงแรม ที่เราชอบไปพักผ่อนกันนั่นแหละ ถ้าธุรกิจสะอาด โปร่งใส นักท่องเที่ยวอย่างเราก็เที่ยวสนุก มั่นใจได้เต็มที่!

ดีเอสไอรับลูกนายกฯ สางปมนอมินีสมุย-พะงัน ล็อกเป้า 34 ธุรกิจสินทรัพย์ร้อยล้าน จี้ ปปง. แก้กฎหมายเอาผิดฐานฟอกเงิน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมาแถลงความคืบหน้าแบบชัดเจนเลยครับ ล่าสุด DSI ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รับรายชื่อบริษัทต้องสงสัยถึง 34 แห่งในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ละแห่งมีสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท! หน่วยความมั่นคงลงพื้นที่ตรวจสอบไปแล้ว 21 ราย และกำลังสืบสวนเพิ่มเติมแบบรัดกุม เพื่อหาพยานหลักฐานให้แน่นๆ

นอมินีคืออะไร? และกฎหมายบอกว่าต้องพิสูจน์ยังไง?

เพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นเคย นอมินีคือการใช้คนไทยเป็น ‘ตัวแทนอำพราง’ ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ เพื่อลักลอบทำธุรกิจที่กฎหมายห้าม เช่น รีสอร์ต โรงแรม ร้านอาหาร ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 DSI ต้องพิสูจน์ 2 อย่างหลักๆ คือ 1) ธุรกิจนั้นห้ามต่างชาติทำจริง และ 2) ชาวไทยถือหุ้นเกิน 49% แทนต่างชาติ ถ้ามีแค่นอมินีแต่ธุรกิจไม่ใช่หมวดห้าม ก็ไม่ผิดนะครับ

  • ตรวจศักยภาพการเงินผู้ถือหุ้นไทยจริงๆ หรือเปล่า
  • ใครเป็นผู้บริหารตัวจริง
  • เงินลงทุนมาจากไหน ชาวไทยจ่ายเองหรือมีคนอื่นออกแทน

จากเบื้องต้น พบพิรุธชัดๆ เช่น ถือหุ้นไขว้กัน ชื่อกรรมการซ้ำหลายบริษัท แต่ต้องมีหลักฐานอื่นประกอบถึงจะดำเนินคดีได้ ในชั้นศาล

กรณีโรงเรียนพะงัน และสัญชาติกลุ่มทุน

ส่วนโรงเรียนอนุบาลบนเกาะพะงันที่เป็นข่าว ไม่เข้าเกณฑ์ 34 รายนี้ครับ เพราะสินทรัพย์ต่ำกว่าร้อยล้าน ตำรวจท้องที่จัดการเอง กลุ่มทุนมาจากหลายชาติ รวมถึงอิสราเอลด้วย DSI ยืนยัน ไม่เลือกปฏิบัติทุกชาติต้องเท่าเทียม ถ้าผิดก็โดนเต็มๆ

นายกฯ ลงพื้นที่สั่งการชัด คดีเกินร้อยล้าน DSI รับผิดชอบแบบโครงการพิเศษ คดีเล็ก สตช. จัดการ

จี้ ปปง. แก้กฎหมายฟอกเงิน สร้างอาวุธใหม่ปราบนอมินี

ปัญหาคือกฎหมายปัจจุบัน ความผิดนอมินียังไม่ใช่มูลฐานฟอกเงิน DSI จึงจี้ ปปง. แก้ไขด่วน ถ้าแก้ได้ จะสืบเงินได้ลึก ยึดทรัพย์เด็ดขาด ประสิทธิภาพพุ่งปรี๊ด! ในฐานะคนที่ติดตามข่าวธุรกิจท่องเที่ยวมานาน ผมเห็นด้วยมากครับ เพราะเกาะสมุย-พะงันคือแหล่ง entertainment ชั้นนำ ปาร์ตี้ฟูลมูน รีสอร์ต์หรู ถ้าสะอาด จะดึงดูดนักท่องเที่ยว tech-savvy ที่ชอบเช็ค review ออนไลน์มากขึ้น

เทรนด์อนาคต: การใช้ AI ตรวจข้อมูลบริษัทจะช่วย DSI เร็วขึ้น แต่วันนี้ การแก้กฎหมายคือกุญแจสำคัญ คุณคิดยังไง? แชร์ความเห็นใต้โพสต์นี้เลยครับ แล้วอย่าลืมติดตามอัพเดทเพิ่มเติม!

ที่มา – ดีเอสไอรับลูกนายกฯ สางปมนอมินีสมุย-พะงัน ล็อกเป้า 34 ธุรกิจสินทรัพย์ร้อยล้าน จี้ ปปง. แก้กฎหมายเอาผิดฐานฟอกเงิน

แว่น AR เกมมิ่ง 240Hz แห่งแรกของโลก ไม่ถูก

วันนี้เรามีข่าวใหญ่สำหรับสายเกมเมอร์ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีล้ำสมัย! แว่น AR เกมมิ่ง 240Hz แห่งแรกของโลก ไม่ถูก จาก Asus ROG ในชื่อ Xreal R1 ได้เปิดเผยราคาและวันจองล่วงหน้าแล้วครับ สิ่งนี้คือแว่น AR สมาร์ทแว่นที่สามารถฉายหน้าจอเสมือนขนาดยักษ์ตรงหน้ากับอัตรารีเฟรชสูงสุด 240Hz แบบสุดโหด!

แว่น AR เกมมิ่ง 240Hz แห่งแรกของโลก ไม่ถูก: ราคาและวัน preorder

Asus ROG ประกาศราคาของ Xreal R1 อยู่ที่ 849 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 28,000 บาทไทย (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ซึ่งแพงกว่า Xreal One Pro ที่ราคา MSRP 650 ดอลลาร์และรีเฟรชเรทสูงสุดแค่ 120Hz ถึง 200 ดอลลาร์เลยทีเดียว ตอนนี้สามารถสั่งจองได้แล้วที่ Best Buy เริ่มตั้งแต่วันนี้ 15 พฤษภาคม ส่วนที่ร้าน Xreal จะเปิด preorder วันที่ 17 พฤษภาคม เวลา 3 โมงเช้าตามเวลาตะวันออก หรือเที่ยงคืนตามเวลาฝั่งตะวันตก

ดู Asus ROG Xreal R1 ที่ Best Buy

สเปกเด็ดของแว่น AR เกมมิ่ง 240Hz แห่งแรกของโลก

สเปกของ Xreal R1 และ Xreal One Pro เหมือนกันเกือบหมด ยกเว้นรีเฟรชเรท 240Hz ที่สูงกว่าและดีไซน์ที่ดูเกมเมอร์มากขึ้น คุณจะได้หน้าจอเสมือนขนาด 171 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1,920 x 1,080) จากแผง micro-OLED มุมมองกว้าง 57 องศา เสียง Bose-tuned คุณภาพเยี่ยม ระบบติดตาม 3DoF สำหรับยึดหน้าต่างเสมือน และอื่นๆ อีกมากมาย Asus ROG เชื่อว่ารีเฟรชเรท 240Hz จะทำให้การเล่นเกมลื่นไหลสุดๆ โดยเฉพาะเกมที่ต้องการความเร็วสูง

  • หน้าจอเสมือน 171 นิ้ว Full HD micro-OLED
  • รีเฟรชเรท 240Hz – สูงที่สุดในโลกสำหรับแว่น AR เกมมิ่ง
  • มุมมอง 57 องศา
  • เสียง Bose-tuned
  • ติดตาม 3DoF
  • ดีไซน์ ROG แบบเกมเมอร์

จุดเด่นอีกอย่างคือแถม “ROG Control Dock” มาด้วย! สถานีเชื่อมต่อที่สลับระหว่างอุปกรณ์ได้ 3 ตัว (สองตัว HDMI 2.0 หนึ่งตัว DisplayPort 1.4) เช่น กดปุ่มเดียวสลับจาก PS5 ไป Switch 2 หรือ PC ได้เลย ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่ม แค่เสียบแว่นเข้า Dock เลือก input แล้วเล่นเกมบนหน้าจอเสมือนยักษ์ได้ทันที

นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับมือถือ แท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือเครื่องพกพาที่รองรับ display out ได้ง่ายๆ แต่สำหรับ Switch 2 ต้องใช้ Control Dock เพราะอะแดปเตอร์ Xreal Neo ถูกยกเลิกไปก่อนวางขาย

240Hz ในแว่น AR เกมมิ่งช่วยอะไร?

รีเฟรชเรท 240Hz หมายถึงภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลมาก โดยเฉพาะในเกม FPS หรือเกมแข่งรถที่ต้องการความแม่นยำสูง มันลด motion blur ทำให้ตอบสนองเร็วขึ้น 18% จาก 120Hz ถ้าเทียบกับจอมอนิเตอร์เกมมิ่งชั้นนำ แว่น AR อย่าง Xreal R1 นำพาคุณไปสู่ประสบการณ์ใหม่ ไม่ต้องลากจอใหญ่ไปไหนมาไหน แค่สวมแว่นก็ได้หน้าจอส่วนตัวขนาดยักษ์

แต่ราคา แว่น AR เกมมิ่ง 240Hz แห่งแรกของโลก ไม่ถูก แบบนี้ คงเหมาะกับเกมเมอร์ตัวจริงที่อยากได้ของล้ำสุด ถ้าคุณเล่นเกมบนคอนโซลหรือ PC บ่อยๆ นี่คือตัวเลือกที่น่าลองมาก

เราคิดว่ารีเฟรชเรทสูงขนาดนี้จะเปลี่ยนเกมการเล่นจริงๆ มั้ย? ต้องรอรีวิวจริงๆ แต่จากสเปกแล้ว น่าจะว้าวแน่ๆ ลองนึกภาพเล่น PS5 หรือ Switch 2 บนหน้าจอ 171 นิ้วแบบพกพาได้สิ!

สั่งจอง Asus ROG Xreal R1 ที่ Best Buy เดี๋ยวนี้

ถ้าคุณพร้อมอัพเกรดประสบการณ์เกมมิ่ง สั่งจองเลยครับ อย่าพลาด!

ที่มา – The World’s First 240Hz Video Smart Glasses for Gaming Aren’t Cheap

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ ขอ กกร. โชว์หลักฐานปมสินบนอันดับ 1 ย้ำหากพบมีหลักฐานไม่ละเว้นแน่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงสิ่งแวดล้อมกันหน่อยนะครับ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ชอบเรื่องความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ คงได้ยินข่าว อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ ขอ กกร. โชว์หลักฐานปมสินบนอันดับ 1 ย้ำหากพบมีหลักฐานไม่ละเว้นแน่ กันมาบ้างแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อธิบดีสุรินทร์ วรกิจธำรง พร้อมทีมผู้บริหาร ออกมาแถลงข่าวแบบจัดเต็ม เพื่อโต้แย้งผลสำรวจจากคณะทำงาน Zero Corruption (กกร.) ที่ชี้ว่ากรมควบคุมมลพิษติดอันดับ 1 มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงถึง 1 แสนบาทกว่าๆ!

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ ขอ กกร. โชว์หลักฐานปมสินบนอันดับ 1 ย้ำหากพบมีหลักฐานไม่ละเว้นแน่

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าดราม่านี้กระทบหนักมากนะครับ เพราะมันทำให้ความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่กรมฯ ที่ทำงานหนักเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของเราสั่นคลอน อธิบดีสุรินทร์ชี้แจงชัดเจนว่ากรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานเชิงวิชาการล้วนๆ มีหน้าที่กำกับดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อประชาชน แต่ไม่มีอำนาจอนุมัติหรืออนุญาตให้เอกชนเลยสักนิด ซึ่งนั่นคือช่องทางหลักที่มักเกิดสินบนในหน่วยงานอื่นๆ เขาตั้งคำถามถึงตัวเลขสินบน 102,160 บาท ว่ามันสมเหตุสมผลได้ยังไง ในเมื่อค่าปรับสูงสุดตามกฎหมายแค่ 60,000 บาทเท่านั้น ผู้ประกอบการจะยอมจ่ายใต้โต๊ะแพงกว่าค่าปรับจริงเหรอ? คำถามนี้ฮาดีครับ แต่จริงจังมาก!

อธิบดียังย้ำว่า “กรมควบคุมมลพิษอยู่ข้างพี่น้องประชาชน แต่การอยู่ข้างประชาชนอาจจะไม่ได้อยู่ข้างคนบางคนก็ได้” คำพูดนี้สะท้อนจุดยืนชัดเจนเลยนะครับ ท่านจบปริญญาเอก สงสัยในวิธีเก็บข้อมูลของ กกร. ว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นประสบการณ์ตรงหรือแค่นินทากันมา และมักสับสนกรมนี้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ผ่านมา ถ้าพบทุจริตจริง สั่งปลดไล่ออกทันที ไม่ละเว้นแน่นอน แต่ถ้าไม่จริง ต้องคืนศักดิ์ศรีที่สะสมมา 34 ปีให้กรมฯ ด้วย

จุดยืนสุดแกร่ง: ผมสู้นะครับ!

ฟังแล้วคึกคักเลยใช่มั้ยครับ อธิบดีบอกตรงๆ ว่า “ผมสู้นะครับ ท่านกล้าพูดเมื่อวาน ผมก็กล้าพูดต่อ ผมไม่กลัวใคร ผมโปร่งใส ชัดเจนตลอดไม่เคยหลบใคร” ให้เวลา กกร. 7 วันในการโชว์หลักฐาน ถ้าไม่ตอบ จะส่งหนังสือติดตามและขอพบผู้เกี่ยวข้องทันที แม้ยอมรับว่าตัวเองเป็นนักวิชาการ สื่อสารอาจไม่เก่ง แต่พร้อมตรวจสอบทุกอย่างแบบโปร่งใส ช่วงท้ายยังชูสัญลักษณ์ต่อต้านทุจริต ร่วมกับผู้บริหาร ถ้าผลสอบสะอาด จะฟ้องกฎหมายปกป้องขวัญกำลังใจข้าราชการที่ลงพื้นที่ลำบากเพื่อสิ่งแวดล้อม

  • ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบได้ง่าย เช่น AI วิเคราะห์ข้อมูล การทุจริตแบบเก่าควรหมดไป
  • บทเรียนสำหรับหน่วยงานรัฐ: ต้องโปร่งใส ใช้ดิจิทัลลดช่องโหว่
  • สำหรับประชาชน: สนับสนุนหน่วยงานดีๆ ด้วยการรายงานข้อมูลจริง

จากมุมมองของผมที่ติดตามข่าวการเมืองและสิ่งแวดล้อมมานาน พบว่าปัญหาสินบนในไทยยังเป็นเทรนด์ใหญ่ แต่เคสนี้แสดงให้เห็นว่ามีผู้นำที่กล้าต่อสู้คืนความจริงได้ หวังว่าทุกฝ่ายจะนำข้อมูลมาออกอากาศให้ชัด จะได้ไม่เสียชื่อเสียงโดยใช่เหตุ ในอนาคต หน่วยงานรัฐควรใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนหรือแอปพลิเคชันแจ้งเบาะแสแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดข่าวลือแบบนี้ครับ

สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยนะครับ! ช่วยกันผลักดันสังคมโปร่งใสเพื่อลูกหลานของเราด้วย ❤️

ที่มา – อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ ขอ กกร. โชว์หลักฐานปมสินบนอันดับ 1 ย้ำหากพบมีหลักฐานไม่ละเว้นแน่

ชัชชาติเตรียมเอกสารลาออกก่อนครบวาระ จ่อลงศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้า ทีมบริหารยันเตรียมจริงแต่ยังไม่ยื่น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชื่นชอบข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี! วันนี้เรามีข่าวการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ ในหมู่คนกรุงเทพฯ นั่นคือเรื่องของ ชัชชาติเตรียมเอกสารลาออกก่อนครบวาระ จ่อลงศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้า ทีมบริหารยันเตรียมจริงแต่ยังไม่ยื่น ครับ ข่าวนี้มาจากแหล่งข่าวระดับสูง ทำให้หลายคนตื่นเต้นและคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะสละเก้าอี้ก่อนกำหนดหรือไม่ และพร้อมลุยศึกเลือกตั้งรอบใหม่แล้วหรือยัง?

ชัชชาติเตรียมเอกสารลาออกก่อนครบวาระ จ่อลงศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้า ทีมบริหารยันเตรียมจริงแต่ยังไม่ยื่น

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 มีกระแสข่าวว่า ชัชชาติได้เตรียมเอกสารลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไว้แล้ว เพื่อยื่นต่อกระทรวงมหาดไทย โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเตรียมตัวลงสมัครเลือกตั้งสมัยหน้า และจัดการธุระส่วนตัวที่ต่างประเทศ ทีมข่าวของเราได้ตรวจสอบกับแหล่งข่าวในทีมบริหาร กทม. ซึ่งยืนยันชัดเจนว่ามีการเตรียมเอกสารจริง แต่ยังไม่ยื่นอะไรทั้งนั้น เป็นแค่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ก่อนครบวาระ 4 ปีในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569

ทีมคณะทำงานผู้ว่าฯ ยังย้ำว่าชัชชาติยังปฏิบัติหน้าที่ปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้เช้านี้จะไม่มีแถลงข่าวเพราะติดภารกิจด่วน แต่บ่ายนี้ก็มีกำหนดให้สัมภาษณ์สื่อตามปกติ ข่าวนี้ทำให้แฟนๆ ชัชชาติหลายคนโล่งใจ เพราะยังไม่ใช่การลาออกทันที แต่ก็ตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ในการชิงชัยรอบสอง

พื้นหลังของชัชชาติ: จากวิศวกร MIT สู่ผู้ว่าฯ เทคโนโลยี

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามเทคโนโลยี ชัชชาติไม่ใช่แค่ politician ธรรมดาครับ เขาเป็นวิศวกรจาก MIT มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเยอะมาก ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 ชัชชาติได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกรุงเทพฯ อย่างเห็นผลชัดเจน เช่น

  • แอปพลิเคชัน Traffy Fondue: ช่วยให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองได้ทันที ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาจราจรและน้ำท่วม
  • Smart City Initiative: พัฒนาระบบ CCTV อัจฉริยะ ตรวจจับความปลอดภัยและจราจรแบบเรียลไทม์
  • Digital Transformation: ยกระดับบริการสาธารณะ เช่น ระบบจองวัคซีนโควิดและการจัดการขยะอัจฉริยะ

ผลงานเหล่านี้ทำให้คะแนนนิยมของเขาสูงปรี๊ด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ทันสมัย ถ้าชัชชาติลงสมัยสอง กทม. คงได้เห็นนวัตกรรมเจ๋งๆ เพิ่มอีกเพียบ!

วิเคราะห์สถานการณ์: ทำไมต้องเตรียมลาออกตอนนี้?

ในมุมมองของผมที่ติดตามการเมืองและเทคโนโลยีมานาน การเตรียมเอกสารลาออกก่อนครบวาระแบบนี้ เป็นกลยุทธ์ฉลาดมากครับ มันช่วยให้ชัชชาติมีเวลาว่างเพื่อหาเสียง เตรียมทีมงาน และจัดการธุระส่วนตัว โดยไม่ต้องรอให้วาระหมดลงกะทันหัน นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยหรือกลุ่มที่สนับสนุนเขากำลังเคลื่อนไหวแล้ว

แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากฝั่งตรงข้าม ว่าอาจเป็นการสร้างกระแส แต่ทีมบริหารยันเต็มปากว่าเป็นเรื่องจริง ยังไม่ยื่น ผมมองว่ามันเป็นการวางแผนระยะยาว เหมาะกับสไตล์ชัชชาติที่เป็นคนมีระบบ

สำหรับแฟนบันเทิง การเมืองกทม. ก็สนุกไม่แพ้ดราม่าซีรีส์นะครับ เพราะผู้ว่าฯ ชัชชาติชอบใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารตรงๆ แบบ friendly อย่าง Twitter และ Facebook ทำให้ข่าวการเมืองกลายเป็น entertainment ได้ง่ายๆ

อนาคตกรุงเทพฯ กับศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ สมัยหน้า

ถ้าชัชชาติลงจริง สมัยหน้าจะเป็นสนามรบเดือดแน่ คู่แข่งอย่าง ส.ส. วิโรจน์ หรือคนอื่นๆ จากพรรคใหญ่ๆ กำลังจับตา ผมคาดว่าประเด็นหลักจะเป็น เศรษฐกิจ จราจร น้ำท่วม และเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ ซึ่งชัชชาติได้เปรียบจากผลงานเก่า

นอกจากนี้ เทรนด์โลกตอนนี้คือ Smart Cities ที่ผสมเทคโนโลยีเข้ากับการปกครอง กรุงเทพฯ ภายใต้ชัชชาติกำลังไปในทิศทางนั้น ถ้าเขาชนะ จะยิ่งเร่งเครื่อง เช่น 5G Infrastructure, EV Charging Stations และ AI สำหรับบริการสาธารณะ

ในฐานะนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์ ผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของชัชชาติจะนำพากรุงเทพฯ สู่ยุคใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คุณคิดยังไง? ชัชชาติสมัยสองจะปังไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวเทคโนโลยีและการเมืองท้องถิ่น ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวล่าสุดนะ!

ที่มา – ชัชชาติเตรียมเอกสารลาออกก่อนครบวาระ จ่อลงศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้า ทีมบริหารยันเตรียมจริงแต่ยังไม่ยื่น

กองทัพบกเผยใช้กลไก RBC ประสานกัมพูชา ช่วยเหลือชาวบ้านหาของป่ากลับไทยโดยปลอดภัย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! วันนี้ผมมีข่าวดีจากชายแดนไทย-กัมพูชามาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง เหมือนนั่งคุยกับเพื่อนเก่าๆ ที่ติดตามข่าวสารรอบตัว โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เราอาจไม่ค่อยได้ยินบ่อย แต่สำคัญมากๆ นะครับ หัวข้อหลักที่เราจะพูดถึงวันนี้คือ กองทัพบกเผยใช้กลไก RBC ประสานกัมพูชา ช่วยเหลือชาวบ้านหาของป่ากลับไทยโดยปลอดภัย เป็นเรื่องราวของชาวบ้านสุรินทร์ที่หลงเข้าไปหาของป่าใกล้ชายแดน แล้วถูกจับ แต่สุดท้ายกองทัพบกช่วยเหลือได้สำเร็จแบบปลอดภัย 100% มาดูรายละเอียดกันเลย!

กองทัพบกเผยใช้กลไก RBC ประสานกัมพูชา ช่วยเหลือชาวบ้านหาของป่ากลับไทยโดยปลอดภัย

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ชาวบ้านชื่อนายโยชน์ สายน้อย จากตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เข้าไปหาของป่าในพื้นที่ห้วยสำเริงใกล้ชายแดน แล้วหายตัวไป สุดท้ายทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาจับกุมและควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา ฟังดูตึงเครียดใช่ไหมล่ะครับ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะกองทัพบกของเราลงมือทันที!

พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ว่าตั้งแต่ทราบเรื่อง กองทัพภาคที่ 2 ได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศไทย ใช้กลไก RBC หรือ Regional Border Committee (คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค) ประสานงานทุกระดับกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด RBC นี่แหละครับ คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารชายแดนราบรื่น เหมือนมี ‘ทีมพิเศษ’ คอยเชื่อมโยงทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเรื่องช่วยเหลือประชาชน การค้าชายแดน หรือแม้กระทั่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ขั้นตอนการช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

  • วันที่ 14 พ.ค. 2569: กองทัพภาคที่ 2 ได้รับการประสานจาก พลจัตวา นิด นารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 และประธานกองเลขาฯ RBC ฝั่งกัมพูชา ฝ่ายนั้นรีบทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัยและกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา
  • ผลลัพธ์ทันใจ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาอนุมัติส่งตัวนายโยชน์กลับไทยทันที ผ่านกลไกทหารระดับพื้นที่
  • วันที่ 15 พ.ค. 2569 เวลา 10.30 น.: ได้รับตัวที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พล.ต. กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และประธาน RBC ฝั่งไทย เป็นหัวหน้าคณะ ร่วมกับหัวหน้าคณะฝั่งกัมพูชา อำนวยความสะดวกทุกขั้นตอน

สุดยอดไปเลยใช่ไหมครับ! จากหลงป่า ถูกจับ กลายเป็นกลับบ้านปลอดภัยในเวลาไม่กี่วัน นี่คือพลังของการประสานงานที่แนบแน่น กองทัพบกเผยใช้กลไก RBC ประสานกัมพูชา ช่วยเหลือชาวบ้านหาของป่ากลับไทยโดยปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

RBC คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวชายแดนมานาน ผมขอบอกเลยว่า RBC เป็นกลไกทวิภาคีที่ไทยและกัมพูชาตั้งขึ้นเพื่อจัดการปัญหาชายแดนโดยเฉพาะ มีคณะกรรมการระดับภูมิภาค คอยประชุมหารือประจำ เหมือน ‘hotline’ ชายแดนที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่ช่วยคนหาย แต่ยังป้องกันความขัดแย้ง ลดการลักลอบข้ามแดน และส่งเสริมความไว้วางใจ ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยสื่อสารเร็วขึ้น RBC ก็ปรับตัวใช้ดิจิทัลในการประสาน ทำให้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที เหมือนในหนังแอคชั่นที่ทีมพิเศษข้ามชาติช่วยกัน!

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กรณีแบบนี้เกิดบ่อยในพื้นที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ เพราะชายแดนยาวและป่ารกทึบ ชาวบ้านหาของป่าเพื่อเลี้ยงชีพ แต่เสี่ยงมาก กองทัพเราจึงมีกองกำลังป้องกันชายแดนที่พร้อมปกป้องอธิปไตยควบคู่ไปกับช่วยเหลือประชาชน นี่คือสมดุลที่ลงตัว

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่แค่ช่วยคนเดียว แต่สะท้อนประสิทธิภาพกลไกชายแดนทั้งระบบ ที่ไทยให้ความสำคัญต่อเนื่อง แนวโน้มในอนาคตคือจะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น เพราะทั้งสองประเทศมุ่งสันติภาพและเศรษฐกิจชายแดน เหมือนเทรนด์โลกที่เน้น cooperation มากกว่า conflict

เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง? ถ้าอยู่ใกล้ชายแดน อย่าลืมระวังตัวนะครับ อย่าเข้าไปหาของป่าคนเดียว และติดตามข่าวจากแหล่งเชื่อถือได้ ถ้าชอบเรื่องแบบนี้ แชร์ต่อให้เพื่อนๆ ด้วย และคอมเมนต์บอกผมว่าอยากรู้เรื่องชายแดนอะไรอีก! ช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยครับ

ที่มา – กองทัพบกเผยใช้กลไก RBC ประสานกัมพูชา ช่วยเหลือชาวบ้านหาของป่ากลับไทยโดยปลอดภัย