อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ ขอ กกร. โชว์หลักฐานปมสินบนอันดับ 1 ย้ำหากพบมีหลักฐานไม่ละเว้นแน่
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงสิ่งแวดล้อมกันหน่อยนะครับ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ชอบเรื่องความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ คงได้ยินข่าว อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ ขอ กกร. โชว์หลักฐานปมสินบนอันดับ 1 ย้ำหากพบมีหลักฐานไม่ละเว้นแน่ กันมาบ้างแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อธิบดีสุรินทร์ วรกิจธำรง พร้อมทีมผู้บริหาร ออกมาแถลงข่าวแบบจัดเต็ม เพื่อโต้แย้งผลสำรวจจากคณะทำงาน Zero Corruption (กกร.) ที่ชี้ว่ากรมควบคุมมลพิษติดอันดับ 1 มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงถึง 1 แสนบาทกว่าๆ!
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ ขอ กกร. โชว์หลักฐานปมสินบนอันดับ 1 ย้ำหากพบมีหลักฐานไม่ละเว้นแน่
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าดราม่านี้กระทบหนักมากนะครับ เพราะมันทำให้ความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่กรมฯ ที่ทำงานหนักเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของเราสั่นคลอน อธิบดีสุรินทร์ชี้แจงชัดเจนว่ากรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานเชิงวิชาการล้วนๆ มีหน้าที่กำกับดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อประชาชน แต่ไม่มีอำนาจอนุมัติหรืออนุญาตให้เอกชนเลยสักนิด ซึ่งนั่นคือช่องทางหลักที่มักเกิดสินบนในหน่วยงานอื่นๆ เขาตั้งคำถามถึงตัวเลขสินบน 102,160 บาท ว่ามันสมเหตุสมผลได้ยังไง ในเมื่อค่าปรับสูงสุดตามกฎหมายแค่ 60,000 บาทเท่านั้น ผู้ประกอบการจะยอมจ่ายใต้โต๊ะแพงกว่าค่าปรับจริงเหรอ? คำถามนี้ฮาดีครับ แต่จริงจังมาก!
อธิบดียังย้ำว่า “กรมควบคุมมลพิษอยู่ข้างพี่น้องประชาชน แต่การอยู่ข้างประชาชนอาจจะไม่ได้อยู่ข้างคนบางคนก็ได้” คำพูดนี้สะท้อนจุดยืนชัดเจนเลยนะครับ ท่านจบปริญญาเอก สงสัยในวิธีเก็บข้อมูลของ กกร. ว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นประสบการณ์ตรงหรือแค่นินทากันมา และมักสับสนกรมนี้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ผ่านมา ถ้าพบทุจริตจริง สั่งปลดไล่ออกทันที ไม่ละเว้นแน่นอน แต่ถ้าไม่จริง ต้องคืนศักดิ์ศรีที่สะสมมา 34 ปีให้กรมฯ ด้วย
จุดยืนสุดแกร่ง: ผมสู้นะครับ!
ฟังแล้วคึกคักเลยใช่มั้ยครับ อธิบดีบอกตรงๆ ว่า “ผมสู้นะครับ ท่านกล้าพูดเมื่อวาน ผมก็กล้าพูดต่อ ผมไม่กลัวใคร ผมโปร่งใส ชัดเจนตลอดไม่เคยหลบใคร” ให้เวลา กกร. 7 วันในการโชว์หลักฐาน ถ้าไม่ตอบ จะส่งหนังสือติดตามและขอพบผู้เกี่ยวข้องทันที แม้ยอมรับว่าตัวเองเป็นนักวิชาการ สื่อสารอาจไม่เก่ง แต่พร้อมตรวจสอบทุกอย่างแบบโปร่งใส ช่วงท้ายยังชูสัญลักษณ์ต่อต้านทุจริต ร่วมกับผู้บริหาร ถ้าผลสอบสะอาด จะฟ้องกฎหมายปกป้องขวัญกำลังใจข้าราชการที่ลงพื้นที่ลำบากเพื่อสิ่งแวดล้อม
- ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบได้ง่าย เช่น AI วิเคราะห์ข้อมูล การทุจริตแบบเก่าควรหมดไป
- บทเรียนสำหรับหน่วยงานรัฐ: ต้องโปร่งใส ใช้ดิจิทัลลดช่องโหว่
- สำหรับประชาชน: สนับสนุนหน่วยงานดีๆ ด้วยการรายงานข้อมูลจริง
จากมุมมองของผมที่ติดตามข่าวการเมืองและสิ่งแวดล้อมมานาน พบว่าปัญหาสินบนในไทยยังเป็นเทรนด์ใหญ่ แต่เคสนี้แสดงให้เห็นว่ามีผู้นำที่กล้าต่อสู้คืนความจริงได้ หวังว่าทุกฝ่ายจะนำข้อมูลมาออกอากาศให้ชัด จะได้ไม่เสียชื่อเสียงโดยใช่เหตุ ในอนาคต หน่วยงานรัฐควรใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนหรือแอปพลิเคชันแจ้งเบาะแสแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดข่าวลือแบบนี้ครับ
สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยนะครับ! ช่วยกันผลักดันสังคมโปร่งใสเพื่อลูกหลานของเราด้วย ❤️
