ผู้เขียน: lalika69_admin

ญาติถ้ำของเราเคยกินตัวหนอน? นักวิทย์ชี้นีแอนเดอร์ทัลอาจพึ่ง ‘ตัวหนอนเน่า’ เพื่อเอาชีวิตรอด

เมื่อพูดถึงมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่าง นีแอนเดอร์ทัล หลายคนคงนึกถึงภาพคนถ้ำร่างท้วม ดุดัน และล่าสัตว์ใหญ่ แต่คุณรู้ไหมว่า ความลับเบื้องหลังพลังงานและความแข็งแรงของพวกเขานั้น อาจมาจากสิ่งที่ดูน่าขยะแขยงอย่าง “ตัวหนอน”

นีแอนเดอร์ทัลอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกินตัวหนอน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดูและมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้ตีพิมพ์งานวิจัยใหม่ในวารสาร Science Advances ที่ชี้ว่า นีแอนเดอร์ทัล อาจเคยพึ่งพาตัวหนอนจากเนื้อสัตว์เน่าเพื่อเติมเต็มโภชนาการ โดยเฉพาะไนโตรเจนและไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย — และนี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีหลักฐานรองรับอย่างน่าสนใจ

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า เนื้อสัตว์ที่ถูกเก็บไว้นานจนมีตัวหนอนขึ้นนั้น กลับกลายเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะ ไนโตรเจน ซึ่งพบในตัวหนอนในปริมาณสูงมากเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์สด นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อที่เน่าเปื่อยพร้อมตัวหนอน 3 สายพันธุ์ และพบว่าตัวหนอนดูดซับไนโตรเจนออกมาจากเนื้อที่ย่อยสลายแล้ว และกลายเป็นก้อนโปรตีนเล็ก ๆ ที่กินแล้วให้พลังงานสูง

ทำไมถึงต้องกินตัวหนอน?

นักวิจัยเช่น เมลานี บีสลีย์ ผู้นำทีม ชี้ว่า นีแอนเดอร์ทัลอาจไม่ได้ล่าสัตว์ขนาดใหญ่ทุกวัน แต่จำเป็นต้องเก็บเนื้อไว้กินยามจำเป็น ซึ่งในยุคนั้นไม่มีตู้เย็น การเก็บเนื้อจึงมักกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลง แทนที่จะทิ้ง พวกเขาอาจเห็นตัวหนอนเป็นของดีที่ช่วยแปลงเนื้อผอม ๆ ให้กลายเป็นเมนูที่อิ่มท้องและมีประโยชน์

  • ตัวหนอนอุดมไปด้วยไขมันและโปรตีน
  • ใช้หามาได้ง่ายในธรรมชาติ
  • ไม่ต้องล่าหรือผลิตด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานจากวัฒนธรรมมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ยังบริโภคสิ่งคล้ายกัน เช่น ชุมชนชนพื้นเมืองอินูอิตที่ Knud Rasmussen นักสำรวจบันทึกไว้ว่า พวกเขาเคยกินตัวหนอนที่อยู่ในเนื้อเน่า “ด้วยความชื่นชอบอย่างชัดเจน”

หรือแม้แต่ในยุโรปยุคปัจจุบัน ก็ยังมี casu marzu ชีสจากซาร์ดิเนียที่ตั้งใจใส่ตัวหนอนแมลงวันลงไปเพื่อเร่งการหมัก ถึงแม้จะดูเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากบริโภคในฐานะ “อาหารแกล้มเหล้า”

ถ้าคิดตาม คำว่า นีแอนเดอร์ทัลอาจกินตัวหนอน ไม่ใช่เรื่องน่าขยะแขยงเกินไป แต่เป็นการปรับตัวอย่างชาญฉลาดในสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย

เรื่องนี้ยังทิ้งคำถามชวนคิดไว้ว่า วัฒนธรรมการกินของเราในปัจจุบันอาจกำลังหมุนกลับไปสู่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้อาหารจากแมลงเริ่มเป็นที่นิยม ในฐานะทางเลือกที่ยั่งยืนและมีโปรตีนสูง

หากคุณเคยกลัวแมลง หรือเห็นตัวหนอนแล้วรู้สึกคลื่นไส้ ลองเปลี่ยนมุมมองสักนิด บางทีนี่อาจเป็นเมนูแห่งอนาคต — หรืออย่างน้อยก็เป็นหนึ่งในเคล็ดลับเล็ก ๆ ที่ทำให้มนุษย์สายพันธุ์ต่าง ๆ อยู่รอดมาได้ทั้งนีแอนเดอร์ทัลและเรา อย่าลืม ความอยู่รอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ ‘ดูดี’ แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ ‘กินได้’ ต่างหาก

คำแนะนำ: ถ้าคุณสนใจวิวัฒนาการ การกินอย่างยั่งยืน หรือเรื่องแปลกจากโลกโบราณ อย่าลืมติดตามงานวิจัยใหม่ ๆ เพราะบางทีคำตอบของอนาคตอาจซ่อนอยู่ในอดีต

อาเมซอนเตรียมดึงเกม Wolfenstein มาสร้างเป็นซีรีส์ เติมทัพการ์ตูนดัดแปลงจากเกม

การดัดแปลงเกมเป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ดูจะเป็นเทรนด์ที่ไม่มีวันหมดแรงในยุคนี้ โดยเฉพาะเมื่อ อาเมซอน ประกาศเตรียมพัฒนาซีรีส์จากเกมสุดคลาสสิกอย่าง Wolfenstein เพื่อเพิ่มเข้าในแคตตาล็อกการ์ตูนดัดแปลงจากเกมของ Prime Video อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของยักษ์ใหญ่สตรีมมิ่งรายนี้ในการแข่งขันกับผู้เล่นรายอื่น เช่น Netflix และ Netflix ก็ตาม ข่าวนี้ถูกรายงานโดย Variety ระบุว่า Patrick Somerville ผู้สร้างซีรีส์ดังอย่าง Maniac จะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ ผู้เขียนบท และโปรดิวเซอร์ของโครงการนี้

อาเมซอนเตรียมดึงเกม Wolfenstein มาสร้างเป็นซีรีส์

นอกจากนี้ ยังมี James Altman จาก Keyframe Films และ Jerk Gustafsson จากทีมพัฒนาเกม MachineGames มาร่วมเป็นผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย แม้ว่าเรื่องราวในซีรีส์จะยังถูกเก็บเป็นความลับ แต่ Victory รายงานว่ามีการบรรยายแนวคิดของ Wolfenstein ว่า “การเล่าเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าทหารนาซีมีความทันสมัยเสมอ” — สั้น แต่คมชัด

สำหรับแฟนเกม Wolfenstein คงไม่แปลกใจกับแนวคิดนี้ เพราะซีรีส์เกมชุดนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1981 กับ Castle Wolfenstein เป็นเกมแนวฟิร์สเพอร์ซันชูเตอร์ที่ผู้เล่นรับบทเป็น William “B.J.” Blazkowicz ทหารที่ต้องแทรกซึมเข้าไปในฐานทัพของนาซีเพื่อต่อต้านการทดลองเหนือธรรมชาติและเทคโนโลยีล้ำยุค ซีรีส์เวอร์ชันรีบูตเมื่อปี 2014 โดย MachineGames ภายใต้ Bethesda Softworks ได้พลิกโฉมเรื่องราวให้อยู่ในจักรวาลสมมุติที่เยอรมนีนาซีชนะสงครามโลกครั้งที่สอง และครองโลกด้วยอาวุธไฮเทค

เหตุผลที่แฟน ๆ ตื่นเต้นกับ ‘อาเมซอนเตรียมดึงเกม Wolfenstein มาสร้างเป็นซีรีส์’

ความน่าสนใจของ Wolfenstein ไม่ได้มีแค่แอ็กชันระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่ยังเชื่อมกับประเด็นประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี และการต่อต้านเผด็จการ การดัดแปลงซีรีส์ครั้งนี้จึงมีศักยภาพสูงมากในการผสานความบันเทิงกับบริบททางสังคม เหมือนที่ Fallout ทำได้อย่างยอดเยี่ยมในซีซันแรก

นี่ถือเป็นโครงการที่สองจาก Bethesda ที่ Amazon ดัดแปลง โดยก่อนหน้านี้มี Fallout ที่ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ซีซัน 2 จะลงในเดือนธันวาคมและยืนยันว่ามีซีซัน 3 แน่นอน นอกจากนี้ Prime Video ยังพัฒนาซีรีส์อีกหลายเรื่องจากเกมดัง เช่น Mass Effect, God of War และ Warhammer 40,000 ที่มี เฮนรี แคแวลล์ รับบทนำ

ในมุมมองการแข่งขันอุตสาหกรรม ดูเหมือนว่า อาเมซอนเตรียมดึงเกม Wolfenstein มาสร้างเป็นซีรีส์ เพื่อสร้างจักรวาลร่วม (shared universe) จากเกม คล้ายกับที่ Marvel ทำกับ MCU การผสานเรื่องราวจาก Fallout, Wolfenstein หรือแม้แต่ Warhammer อาจเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความแปลกใหม่ในวงการซีรีส์จากเกม

เราอยากเห็น Alan Ritchson จาก Reacher มารับบท B.J. Blazkowicz เพราะภาพลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่งเข้ากับคาแรกเตอร์นี้อย่างเป๊ะ หากทำได้ดี ซีรีส์นี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งงานดัดแปลงเกมที่ตั้งแท่นเป็นมาตรฐานใหม่

เทรนด์การดัดแปลงเกมยังคงแรงไม่หยุด แต่สิ่งที่สำคัญคือ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” แฟน ๆ ควรตั้งความหวังสูง และติดตามผลงานเหล่านี้อย่างใกล้ชิด แล้วคุณล่ะ เห็นด้วยไหมว่า อาเมซอนเตรียมดึงเกม Wolfenstein มาสร้างเป็นซีรีส์ ควรใส่ใจทั้งการเล่าเรื่องและการผลิตให้สมศักดิ์ศรีของเกมต้นฉบับ?

อีลอน มัสก์ ตอบโต้ ทรัมป์ หลังเห็นทีท่าจะปลีกขึ้นคาน

หากคุณติดตามข่าวสารวงการเทคโนโลยีและการเมืองโลก คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ของโลก กับ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือหนึ่งในดราม่าที่น่าจับตาที่สุดของยุคนี้ และล่าสุด หลังจากดูเหมือนว่าทั้งคู่จะเริ่มต้นทางสายสัมพันธ์ใหม่ แต่ก็กลับกลายเป็นว่าความบาดหมางยังคงไม่จางหาย กลับยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อ อีลอน มัสก์ ตอบโต้ ทรัมป์ หลังเห็นทีท่าจะปลีกขึ้นคาน อย่างชัดเจน

อีลอน มัสก์ ตอบโต้ ทรัมป์ หลังเห็นทีท่าจะปลีกขึ้นคาน

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่ออดีตผู้นำทำเนียบขาวอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social คล้ายเป็นการยื่นมือยื่นไม้คืนดีกับมัสก์ ซึ่งเคยได้ฉายาว่า “เพื่อนรักคนแรก” ของเขามาแล้ว โดยระบุว่า “ผมไม่เคยคิดร้ายต่ออีลอนหรือบริษัทของเขาเลย” และ “ผมอยากให้ทุกธุรกิจในอเมริกาเจริญรุ่งเรือง รวมถึงอีลอนด้วย”

ทว่า ความพยายามปลีกขึ้นคานครั้งนี้กลับไม่ได้ผล เมื่ออีลอน มัสก์ ที่ตอนนี้มีสื่อของตัวเองอย่าง X (เดิมคือ Twitter) รีบออกมาโต้ทันควัน ด้วยการเขียนว่า “เงินอุดหนุนที่เขาพูดถึง ไม่มีอยู่จริงเลย” พร้อมชี้ว่ารัฐบาลภายใต้การบริหารของทรัมป์กลับตัดงบสนับสนุนพลังงานสะอาดทิ้งไปทั้งหมด แต่ยังคงให้เงินอุดหนุนด้านน้ำมันและก๊าซไว้เหมือนเดิม

สปาร์คที่ทำให้ไฟลุกอีกครั้ง

จุดเปลวไฟที่ทำให้ความสัมพันธ์ร้าวฉานยิ่งขึ้นคือ นโยบาย One Big Beautiful Bill (OBBB) ที่ทรัมป์ผลักดัน ซึ่งเลิกบังคับให้ผู้ผลิกรถยนต์ต้องผลิตรถไฟฟ้าตามมาตรฐาน ทำลายตลาดการขายเครดิตสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของ Tesla

ตลาดเครดิตนี้เกิดจากการที่บริษัทรถยนต์ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎด้านสิ่งแวดล้อมได้ จะต้องซื้อเครดิตจากบริษัทที่ทำได้ เช่น Tesla ซึ่งทำให้ Tesla มีรายได้หลายพันล้านเหรียญทุกปี แต่มาตรการของทรัมป์จะดับตลาดนี้ทิ้งไป จึงไม่แปลกที่มัสก์จะ “เจ็บใจ”

  • รัฐบาลทรัมป์พิจารณาตัดสัญญาของ SpaceX กับ NASA
  • มัสก์ยืนยันว่า SpaceX ได้งานเพราะมีต้นทุนต่ำและประสิทธิภาพสูง
  • การย้ายสัญญาอาจทำให้ยานอวกาศติดค้าง และรัฐต้องจ่ายแพงขึ้น

ประเด็นนี้ยังสะท้อนภาพใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับอำนาจทางการเมือง ที่เมื่อก่อนมัสก์อาจสนับสนุนทรัมป์เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ตอนนี้เมื่อผลประโยชน์ขัดแย้ง ความเป็น “เพื่อนรัก” ก็เปลี่ยนเป็น “คู่ขัดแย้ง”

ใครจะเชื่อว่าเรื่องราวของชายสองคน หนึ่งคืออดีตดาราทีวีที่ผันตัวเป็นประธานาธิบดี อีกคนคือมหาเศรษฐีเทคที่ประกาศตัวเป็นผู้เปลี่ยนโลก กลับกลายเป็นเหมือนบทละครแนวคอเมดี้ที่ Trey Parker และ Matt Stone ชาวบ้านก็ยังเขียนไม่ดราม่าเท่านี้

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ ดราม่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่คือสัญญาณว่ากลุ่มผู้มีอำนาจในโลกยุคใหม่จะร่วมมือหรือขัดแย้งกันตามผลประโยชน์เท่านั้น และหากคุณเป็นแฟนเทคโนโลยี พลังงานสะอาด หรือการสำรวจอวกาศ การติดตามการปะทะกันระหว่าง อีลอน มัสก์ ตอบโต้ ทรัมป์ หลังเห็นทีท่าจะปลีกขึ้นคาน คือเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

สรุป: แม้จะมีทีท่า “ปลีกขึ้นคาน” จากฝั่งทรัมป์ แต่ดูเหมือนมัสก์จะยังไม่เลิกโกรธ ความขัดแย้งครั้งนี้อาจยังไม่จบเร็วๆ นี้ ติดตามกันต่อว่าใครจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในเกมอำนาจและอิทธิพลครั้งนี้!

อีลอน มัสก์ ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังข้อเสนอทำให้ดีกัน

เมื่อวานนี้ ดูเหมือนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามยื่นมือยื่นแขนเสนอความปรองดองให้กับอดีตเพื่อนซี้คนสำคัญ อย่างอีลอน มัสก์ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างกัน โดยในโพสต์บน Truth Social ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้มีเจตนาทำร้ายมัสก์หรือธุรกิจของเขารวมทั้งหมดแต่อย่างใด: “ทุกคนบอกว่าผมจะทำลายบริษัทของอีลอนด้วยการถอดถอนเงินอุดหนุนสำคัญที่เขาได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งไม่จริงเลย! ข้าพเจ้าต้องการให้อีลอน และธุรกิจทุกแห่งในประเทศของเรา ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด กล่าวคือ เติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!”

อีลอน มัสก์ ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังข้อเสนอทำให้ดีกัน

ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์ อาจเป็นการตอบโต้รายงานจาก The Wall Street Journal ที่เปิดเผยว่า ทีมบริหารของทรัมป์เคยพิจารณาที่จะยกเลิกสัญญาบางฉบับกับบริษัท SpaceX ซึ่งเป็นบริษัทอวกาศของอีลอน มัสก์ โดยหนังสือพิมพ์ชี้ว่าไม่กี่วันหลังทรัมป์แสดงทีท่าตัดขาดจากมัสก์ ฝ่ายบริหารก็เริ่มตรวจสอบสัญญาของ SpaceX กับหน่วยงานรัฐบาลกลาง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานบริหารทั่วไป (GSA)

ปมขัดแย้งเรื่องเงินอุดหนุน

แต่ไม่นานมานัก อีลอน มัสก์ก็ออกมาโพสต์ตอบผ่านแพลตฟอร์ม X (อดีต Twitter): “เงินอุดหนุนที่เขาพูดถึงนั้น แท้จริงแล้วไม่มีอยู่จริง” มัสก์เขียนอย่างหนักแน่น และตอกกลับว่าทรัมป์กลับยกเลิกหรือตั้ง ‘วันหมดอายุ’ สำหรับนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดทั้งหลาย ขณะที่ยังคงปล่อยให้เงินอุดหนุนด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมูลค่ามหาศาลยังอยู่ต่อไป “SpaceX ได้รับสัญญาจาก NASA เพราะเราทำได้ดีกว่าและมีต้นทุนที่ต่ำกว่า หากย้ายสัญญาเหล่านี้ไปให้บริษัทอื่น นักบินอวกาศอาจถูกทิ้งไว้กลางอวกาศ และผู้เสียภาษีอาจต้องจ่ายเงินมากถึงสองเท่า!”

ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองจอมแตกตื่นกับจอมทุนเทคโนโลยีบ้าพลังกำลังย่ำแย่ลงทุกวัน การแตกหักกันของ อีลอน มัสก์ ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังข้อเสนอทำให้ดีกัน อาจกลายเป็นบทบาทใหม่ในหนังประวัติศาสตร์ยุคดิจิทัล ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันแบบมืดๆ

อีลอน มัสก์ ยังคงไม่ลืมว่าทรัมป์ยกเลิก กฎหมาย One Big Beautiful Bill ที่ทำลายมาตรการกำหนดให้รถยนต์ทุกคันต้องเป็นรถไฟฟ้า (EV Mandate) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของ Tesla ผ่านตลาดเครดิตด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทคู่แข่งที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะต้องซื้อเครดิตจาก Tesla โดย CNN ชี้ว่าร่างกฎหมายนี้จะทำให้รัฐต่างๆ สูญเสียอำนาจในการกำหนดมาตรฐานการปล่อยก๊าซเอง ส่งผลให้ตลาดเครดิตนี้หายไปในพริบตา

สงครามคำพูดครั้งนี้เป็นมากกว่าแย่งดีกรีความฮ็อตในข่าว มันสะท้อนถึงความขัดแย้งของอำนาจ: อำนาจการเมือง ปะทะ อำนาจเทคโนโลยีและนวัตกรรม การที่มัสก์ออกมาโพสต์ตอบอย่างรุนแรง แสดงว่าเขายังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความถูกต้องเชิงนโยบาย โดยเฉพาะในประเด็นด้านพลังงานสะอาดและอนาคตของการสำรวจอวกาศ

ในยุคที่ผู้นำโลกอาจถูกกำหนดไม่ใช่แค่ผ่านบัตรเลือกตั้ง แต่ผ่านอิทธิพลบนแพลตฟอร์มโซเชียล การปะทะกันของ “สองยักษ์ใหญ่” อย่าง อีลอน มัสก์ ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังข้อเสนอทำให้ดีกัน อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่เส้นแบ่งระหว่างธุรกิจ การเมือง และสื่อ ถูกรื้อถอนลงมาจนหมด

ข้อสังเกตสุดท้าย: ความรักอาจเริ่มต้นจากผลประโยชน์ร่วม แต่มักจบด้วยความขัดแย้งเมื่อผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน หากคุณตามข่าวโลกยุคใหม่ อย่าพลาดจับตาปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจทั้งสองกลุ่มนี้ เพราะมันจะไม่ใช่แค่เรื่องขำๆ แต่อาจเปลี่ยนอนาคตของโลกได้จริง

หลุดหมดแล้ว! Pixel Buds Pro 2 และ Pixel Watch 4 แรงมากจน spoiler งานเปิดตัว Google

ใกล้ถึงงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเข้าไปทุกที แต่ดูเหมือนว่า Pixel Buds Pro 2 และ Pixel Watch 4 หลุดหมดแล้ว เรียกว่าแทบไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์เลยทีเดียว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Google เองก็เผลอหลุดข้อมูล Pixel 10 และ ทั้งซีรีส์ ไปก่อนตัวจริง ตอนนี้ ข้อมูลใหม่จากนักปล่อยข่าวชื่อดังอย่าง Evan Blass (@evleaks) ก็ออกมาแล้ว โดยมีภาพและรายละเอียดของหูฟังไร้สายและสมาร์ทวอชตัวใหม่ของค่าย

Pixel Buds Pro 2 และ Pixel Watch 4 หลุดหมดแล้ว ยังน่าตื่นเต้นอยู่ไหม?

ภาพที่หลุดมาแสดงให้เห็นถึงดีไซน์ของ Pixel Buds Pro 2 ที่ยังคงรูปทรงคล้ายกับรุ่นก่อนอย่างมาก โดยจุดสังเกตที่เด่นชัดคือการเพิ่มสีใหม่ “สีเทาอมฟ้า” ซึ่งหากคุณชื่นชอบดีไซน์สไตล์นี้ ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ถึงแม้ส่วนตัวผมจะรู้สึกว่าเสียงอาจจะยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่ก็หวังว่าปีนี้ Google จะเพิ่ม driver ใหม่หรือปรับซอฟต์แวร์ให้ดูดีขึ้น

ตลาดหูฟังไร้สายปี 2025 นั้นคอขวดสุดๆ มีทั้ง แบรนด์ราคาประหยัด ไปจนถึงตัวท็อปอย่าง AirPods และ Galaxy Buds ดังนั้น ถ้า Google อยากให้ Buds Pro 2 ยืนหนึ่ง ต้องทำอะไรให้มันแตกต่างจริงๆ

Pixel Watch 4 เปลี่ยนจุดชาร์จ อาจถอดซ่อมง่ายขึ้น

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดอาจเป็น Pixel Watch 4 ที่หลุดข้อมูลเพิ่มเติมจาก Android Headlines ซึ่งเผยว่าจุดชาร์จกำลังจะย้ายจากด้านหลังเป็น “ด้านข้าง” ของตัวเรือน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ทำไมถึงสำคัญ?

  • ชาร์จเร็วขึ้น 25% – น่าจะเกิดจากโครงสร้างการเชื่อมต่อใหม่ที่อาจรองรับพลังงานได้ดีกว่า
  • ซ่อมบำรุงง่ายขึ้น – เพราะไม่ต้องลอกแบตเตอรี่ออกเพื่อเข้าถึงจุดชาร์จ
  • ต้องใช้แท่นชาร์จเฉพาะ – แฟนๆ ที่ใช้ Pixel Watch รุ่นเก่าควรเตรียมใจ ไม่น่าจะใช้แท่นเก่าได้

โดยรวมแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเป็นก้าวที่ชาญฉลาด โดยเฉพาะในด้านการซ่อมได้ ซึ่งสวนทางกับทิศทางของหลายแบรนด์ที่เน้นความบางจนแล็ปง่าย

งานใหญ่ของ Google ที่คาดว่าจะจัดในเดือนสิงหาคมยังคงต้องเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ตอนนี้ Pixel Buds Pro 2 และ Pixel Watch 4 หลุดหมดแล้ว และแทบไม่เหลือความลุ้น แต่ก็ยังเปิดช่องไว้สำหรับฟีเจอร์ “ลับ” ที่ยังไม่ถูกเปิดเผย เช่น การผสาน AI ล่าสุดของ Google หรือการเชื่อมต่อกับ Pixel Fold รุ่นใหม่ที่หลายคนก็คาดหวัง

จากมุมมองของคนติดตามเทรนด์ tech อย่างใกล้ชิด ผมมองว่าทั้ง Google และผู้ผลิตรายอื่นควรลดการรั่วไหลในอนาคต เพราะการ “หลุดทั้งหมดก่อนงานเปิดตัว” แม้จะสร้างกระแส แต่ก็อาจทำให้ประสบการณ์การเปิดตัวสูญเสียความตื่นเต้นไปอย่างสิ้นเชิง

ถ้าคุณรอ Pixel Buds Pro 2 หรือ Pixel Watch 4 อยู่ – ข่าวหลุดพวกนี้ก็แทบจะยืนยันทุกอย่างแล้ว รอลุ้นราคาและฟีเจอร์เสริมในงาน August ได้เลย!

‘Solar Opposites’ กลับมาครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนลาจออย่างเป็นทางการ

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของซีรีส์แอนิเมชันไซไฟสุดแปลกแต่แฝงด้วยเสน่ห์อย่าง Solar Opposites เตรียมตัวให้พร้อม แล้วก็เตรียมใจด้วย เพราะซีรีส์ที่สร้างความฮือฮาและเสียงหัวเราะให้เราตลอดห้าซีซั่นกำลังจะกลับมาครั้งสุดท้ายในซีซั่นที่หกที่กำลังจะฉายในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ทาง Hulu และ Hulu on Disney+ ซีซั่นนี้จะมีความยาว 10 ตอน และจะเป็นการปิดฉากอย่างเป็นทางการของซีรีส์ที่มีดีกรีความฮาแบบหยาบแต่มีมิติ ทั้งมุกทะลึ่ง ความแปลกประหลาด ทีเชิ้ตสุดปั่น ช่วงไฮไลต์วันหยุด และเรื่องราวอบอุ่นหัวใจเกี่ยวกับครอบครัวที่ถูกสร้างขึ้นจากมิตรภาพ

‘Solar Opposites’ กลับมาครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมนี้

การจากลาครั้งนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกแย่ แต่ก็ดีใจที่ทีมงานให้โอกาสแฟนๆ ได้ดูซีซั่นสุดท้ายอย่างเต็มรูปแบบ โดยในซีซั่นที่หก เรื่องราวจะเริ่มต้นเมื่อเครื่องทำอัญมณีของพวกเขาพังลง ทำให้กลุ่มเดินทางจากดาวเคราะห์อัลเตอร์เรียนต้องปรับตัวใช้ชีวิตแบบประหยัดครั้งแรกในชีวิต ซึ่งกลายเป็นบททดสอบที่ว่าพวกเขายังชอบตัวเองอยู่ไหมเมื่อต้องใช้ชีวิตโดยไม่ฟุ่มเฟือย โดยไม่ได้ตามใจสุดๆ เหมือนเคย

และแน่นอนว่าไปพร้อมกับเรื่องหลัก ก็คือบทสรุปของ “The Wall” เรื่องรองสุดลึกลับที่มีผู้ติดตามมานานหลายซีซั่น เรื่องราวของพวกเขาที่ถูกขังไว้หลังกำแพงกำลังจะถึงบทสรุปที่ถูกคาดการณ์ว่าจะทั้งตื่นเต้นและช็อกคนดูอย่างแน่นอน

นักแสดงรับเชิญระดับท็อปเพียบในซีซั่นสุดท้าย

แม้จะเป็นซีซั่นสุดท้าย แต่ทีมงานก็ไม่ย่อท้อในการยกระดับความอลังการของแขกรับเชิญ โดยซีซั่นนี้มีชื่อของดาราดังอย่าง Tiffany Haddish, Kieran Culkin, Christina Hendricks, Ken Marino, Alfred Molina, Natalie Morales, Jerry O’Connell และ Beck Bennett มาร่วมแสดง ซึ่งน่าจะช่วยยกระดับทั้งเสียงหัวเราะและความลึกซึ้งของเนื้อเรื่องได้อย่างแน่นอน

นำทีมโดย Dan Stevens (รับบท Korvo) และ Thomas Middleditch (รับบท Terry) พร้อมด้วย Mary Mack (Jesse) และ Sean Giambrone (Yumyulack) ที่คงคอนเสิร์ตเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ การสานต่อจักรวาลของพวกเขาในซีซั่นสุดท้ายยังได้ผู้อำนวยการสร้างมากฝีมืออย่าง Mike McMahan, Josh Bycel และ Sydney Ryan จาก 20th Television Animation คุมงานอย่างใกล้ชิด

‘Solar Opposites’ กลับมาครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมนี้ เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ย้อนดูวิวัฒนาการของตัวละครทั้งสี่และเห็นว่าเส้นทางของพวกเขากลับกลายเป็นอะไรไปบ้าง ซีซั่นนี้จึงไม่ใช่แค่การปิดฉาก แต่เป็นบทสรุปที่จงใจถูกวางแผนไว้ให้สมบูรณ์

  • ฉายวันที่: 13 ตุลาคม 2024
  • ช่องทางรับชม: Hulu และ Hulu on Disney+
  • จำนวนตอน: 10 ตอน
  • ประเภท: แอนิเมชัน, ไซไฟ, คอมเมดี้
  • ผู้ผลิต: 20th Television Animation

นี่เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ผสมผสานความบันเทิงกับความคิดไว้ได้อย่างลงตัว ทั้งยังกล้าที่จะแตกต่างจากซีรีส์แอนิเมชันเรื่องอื่นๆ การจากลาก็เลยไม่ใช่แค่การจบซีซั่น แต่เป็นการปิดยุคของสไตล์เล่าเรื่องแบบเฉพาะตัว

อย่าลืมตั้งเตือนดู ‘Solar Opposites’ กลับมาครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมนี้ แล้วคุณจะได้เห็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของครอบครัวเอเลี่ยนสุดป่วนที่เราทุกคนรัก

การถดถอยของ Intel ยังคงต่อเนื่อง: ปลดพนักงาน 15% และยกเลิกแผนก่อตั้งโรงงาน

การถดถอยของ Intel ยังคงต่อเนื่อง

หากคุณติดตามข่าวสารในวงการเทคโนโลยี คงจะสังเกตเห็นได้ว่าชื่อของ Intel ค่อย ๆ จางหายไปจากความสนใจของสาธารณชน โดยเฉพาะในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่หลายรายกำลังพุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีล้ำสมัย ล่าสุด การถดถอยของ Intel ยังคงต่อเนื่อง ด้วยการตัดสินใจปลดพนักงานราว 15% หรือกว่า 25,000 ตำแหน่งทั่วโลก พร้อมเลื่อนและยกเลิกแผนก่อสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง

แผนพลิกฟื้นที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด

ลิป-บู ถาน (Lip-Bu Tan) ซีอีโอของ Intel เผยในบันทึกภายในองค์กรว่า เป้าหมายคือลดจำนวนพนักงานทั่วโลกให้เหลือประมาณ 75,000 คนภายในสิ้นปีนี้ พร้อมตั้งเป้าปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความรับผิดชอบในทุกระดับขององค์กร

แม้ว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นเช่น Meta, Google และ Microsoft จะมีการปรับโครงสร้างทีมและปลดพนักงานในช่วงที่ผ่านมา แต่ต่างจาก Intel ที่กำลังประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างแต่เป็นการรอดพ้นจากการล้มหายตายจาก

พลาดทั้งยุคสมาร์ทโฟนและยุค AI

Intel ซึ่งเคยครองตำแหน่งผู้นำด้านชิปคอมพิวเตอร์มาอย่างยาวนาน กลับพลาดจังหวะสำคัญในสองยุคทองของเทคโนโลยี ทั้งยุคสมาร์ทโฟนที่ไม่สามารถขยายตลาดไปสู่มือถือได้สำเร็จ และล่าสุด ช้าเกินไปในการรุกเข้าสู่สนามการผลิตชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์

ผลประกอบการล่าสุดแสดงให้เห็นถึงปัญหาอย่างชัดเจน เมื่อบริษัทรายงานผลขาดทุนต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน ขณะที่คู่แข่งอย่าง NVIDIA และ AMD กลับเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดจากความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูง

ยกเลิกโรงงานใหม่ ปรับกลยุทธ์ผลิตชิป

นอกจากการปลดพนักงานแล้ว Intel ยังตัดสินใจยุติแผนการสร้างโรงงานผลิตชิปในเยอรมนีและโปแลนด์ และชะลอโครงการโรงงานยักษ์ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ ซึ่งเดิมคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้ แต่ตอนนี้อาจล่าช้าไปถึงหลังปี 2030

ถานกล่าวว่า การชะลอนี้เพื่อให้การใช้จ่ายสอดคล้องกับความต้องการของตลาดจริง ไม่มีการลงทุนแบบ “เช็คเปล่า” อีกต่อไป “เราจะลงทุนเฉพาะจุดที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจชัดเจน”

หวังพึ่ง Intel 18A และการสร้างระบบนิเวศทั้งชุด

แม้สถานการณ์จะน่าวิตก แต่ Intel ก็ยังคงเดิมพันกับเทคโนโลยีการผลิตชิปรุ่นใหม่ล่าสุด Intel 18A ที่คาดว่าจะใช้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นต่อไปอย่าง Panther Lake ได้ในปลายปีนี้

บริษัทยังประกาศแผนพัฒนารูปแบบ “ระบบนิเวศ” ของตัวเอง ทั้งชิป ซอฟต์แวร์ และระบบรวม พร้อมหันไปเน้นงานด้าน AI ที่ต้องใช้การคำนวณแบบ inference และ agentic AI ซึ่งระบบสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้ด้วยตัวเอง

“เราจะเริ่มจาก workload ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการ AI แล้วถอยกลับมาเพื่อออกแบบชิป ซอฟต์แวร์ และระบบให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีที่สุด” ถานกล่าว

สำหรับผู้ติดตามวงการเทคโนโลยีและผู้ใช้งานทั่วไป สิ่งที่น่าจับตามองคือ การถดถอยของ Intel ยังคงต่อเนื่อง หรือเพียงแค่กำลังเดินตามแนวทางที่เจ็บปวดแต่จำเป็นเพื่อกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง? คำตอบอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพลิกฟื้นครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในสภาวะที่ตลาดเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป

คำแนะนำจากเรา: ติดตามความคืบหน้าของ Intel อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเปิดตัวชิป Panther Lake และความร่วมมือกับลูกค้าภายนอก หากสำเร็จได้จริง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคฟื้นฟู แต่หากล้มเหลว ก็อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าแม้ยักษ์ใหญ่ก็อาจล้มได้หากไม่ทันยุค

ร้านพิซซ่าผุดสูตรลับโดยไม่ตั้งใจ! ลูกค้าเกือบร้อยคนได้กิน THC หลังสับสนน้ำมันทำอาหาร

เหตุการณ์ที่ฟังดูเหมือนฉากจากซีรีส์ตลก แต่เกิดขึ้นจริงในรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เมื่อร้านอาหารแห่งหนึ่งเผลอใช้น้ำมันที่ปนเปื้อนด้วย THC หรือสาร psychoactive จากกัญชา ทำให้ลูกค้าเกือบ 100 คนได้รับผลกระทบโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้อาจดูขบขันสำหรับบางคน แต่ก็เป็นเรื่องจริงจังที่ต้องจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อมีเด็ก 8 คนรวมอยู่ในผู้ที่ได้รับ THC โดยไม่ได้ตั้งใจ

ร้านพิซซ่าผุดสูตรลับโดยไม่ตั้งใจ!

ตามรายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) ที่ตีพิมพ์ในรายงาน Morbidity and Mortality Weekly Report เมื่อปลายตุลาคม ลูกค้าจำนวนมากเริ่มมีอาการเวียนหัว ง่วงนอน วิตกกังวล และบางคนถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลหลังรับประทานอาหารจากร้านนี้ไม่นาน เหตุผล? สืบเนื่องมาจากการใช้น้ำมันทำอาหารที่เต็มไปด้วย THC ซึ่งถูกเก็บร่วมกับน้ำมันปรุงอาหารทั่วไปในห้องครัวแบบแชร์กันกับธุรกิจอื่น

เจ้าของร้านไม่ได้ตั้งใจใช้น้ำมันชนิดนี้ แต่เมื่อของในครัวหมด พวกเขาตัดสินใจยืมน้ำมันจากพื้นที่ส่วนกลาง โดยคิดว่าเป็นแค่น้ำมันคาโนลาทั่วไป ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะน้ำมันดังกล่าวถูกใช้ทำอาหารเสริมจากกัญชาโดยบริษัทอื่นที่เช่าพื้นที่ครัวร่วมกัน

ผลกระทบต่อเด็กและผู้ใหญ่

จากผู้ป่วย 85 คนที่ได้รับผลกระทบ มีทั้งเด็กวัยเพียง 1 ขวบ ไปจนถึงผู้สูงอายุวัย 91 ปี ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า THC ไม่ได้มีผลเฉพาะผู้ใหญ่ที่เลือกสูบหรือกินสารเสพติด แต่ส่งผลกระทบได้แม้กับผู้ที่ไม่ได้ให้ความยินยอมหรือไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเด็ก 3 คนที่อาเจียน และอีกคนที่เริ่มเห็นภาพลวงตา แม้ไม่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่ก็ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าเป็นห่วง

โชคดีที่เจ้าหน้าที่สุขภาพและตำรวจตรวจสอบแล้วสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุโดยสิ้นเชิง ไม่มีเจตนา และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ร้านถูกปิดชั่วคราวสามวันเพื่อทำความสะอาดและตรวจสอบระบบ แล้วกลับมาเปิดใหม่ในวันที่ 26 ตุลาคม

ร้านพิซซ่าผุดสูตรลับโดยไม่ตั้งใจ! ควรระวังอะไรต่อไป?

กรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่สำคัญในระบบการจัดการพื้นที่ทำอาหารแบบร่วมกัน โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ THC หรือกัญชาระดับอุตสาหกรรมมีพื้นที่ใกล้กับร้านอาหารทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่น:

  • ติดฉลากวัตถุดิบที่มี THC อย่างชัดเจน
  • จัดเก็บในตู้ล็อกหรือพื้นที่แยกเฉพาะ
  • ให้การอบรมพนักงานร้านอาหารเกี่ยวกับความเสี่ยง
  • ติดตั้งระบบตรวจสอบวัตถุดิบจากภายนอก

ด้วยความนิยมของผลิตภัณฑ์กัญชาในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การควบคุมเรื่องความปลอดภัยของอาหารจึงต้องก้าวให้ทัน เหตุการณ์ ร้านพิซซ่าผุดสูตรลับโดยไม่ตั้งใจ! อาจดูเป็นข่าวแปลกประหลาดวันเดียวผ่าน แต่จริงๆ แล้วเป็นเสียงเตือนให้เราตระหนักว่าเทคโนโลยีและธุรกิจใหม่ๆ ต้องมาพร้อมกับมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด

สุดท้ายนี้ เรื่องนี้จบลงด้วยดี ไม่มีผู้บาดเจ็บสาหัส แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร หรือคิดจะแชร์พื้นที่ทำครัว ก็อย่าลืมตรวจสอบทุกขวด ทุกถัง และทุกวัตถุดิบให้ดี — ไม่งั้นอาจกลายเป็นร้านที่ ‘ปัง’ ไม่ใช่เพราะรสชาติ แต่เพราะลูกค้าสูงกันทั้งร้าน!

มาคุยกันเรื่องฉากหลังใน ‘โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก’ กันดีกว่า

มาคุยกันเรื่องฉากหลังใน ‘โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก’

จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (MCU) เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับทีม โฟร์ Fantastick หรือจะเรียกดีๆ ว่า ‘ห้า’ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะภาพยนตร์เรื่องล่าสุด โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก ที่มีนักแสดงนำอย่างเปโดร ปาสกาล, วาเนสซา เคอร์บี, อีบอน มอส-แบครัช และโจเซฟ ควินน์ ได้เปิดเผยว่าเรด ริชาร์ดส์และซู สตอร์มมีลูกชายชื่อ ฟรานคลิน ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวละครเสริม แต่คือกุญแจสำคัญของเรื่องราวนี้ทั้งหมด ทั้งในเนื้อเรื่องหลัก ฉากจบ และโดยเฉพาะใน ฉากหลังใน ‘โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก’ ที่สร้างคำถามไว้มากมาย

เหตุการณ์สำคัญในตอนจบก่อนจะได้เห็นฉากหลังใน ‘โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก’

หนึ่งในจุดไฮไลต์ของภาพยนตร์คือการที่กาแลกทัส ผู้กินดาวเคราะห์ ยอมแลกโลกทั้งใบเพื่อขอตัวฟรานคลินไป ด้วยเชื่อว่าเด็กคนนี้คือผู้สืบทอดบทบาทดาวร้ายขั้นจักรวาลในอนาคต แม้เรดและซูจะไม่เห็นว่าลูกชายของตนมีอะไรพิเศษ แต่เมื่อเห็นฟรานคลินใช้พลังลึกลับช่วยชีวิตซูหลังเธอหมดแรง พวกเขาก็เริ่มเข้าใจว่าลูกชายเกินจะเข้าใจได้ด้วยตรรกะมนุษย์ธรรมดา

แล้วสิ่งที่หลายคนรอคอยก็มาถึง… ฉากหลังใน ‘โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก’ ที่เปิดฉาก 4 ปีหลังเหตุการณ์หลัก ฟรานคลินโตขึ้นมาแล้ว กำลังนั่งเล่นอยู่ในตึกแบกสเตอร์กับแม่ของเขา ซูพยายามหยิบหนังสืออ่านให้เขาฟัง แต่ทันใดนั้น ก็มีใครบางคนล่องหนเข้ามาในห้อง

และเมื่อซูเดินไป กลับเห็นด็อกเตอร์ดูมยืนคุกเข่าอยู่ข้างลูกชายของเธอ พร้อมถอดหน้ากากเงินออก ก้มลงให้ฟรานคลินได้สัมผัสผิวหน้าของเขาโดยตรง โดยที่ตัวดูมเองยังไม่เผยใบหน้า — เพียงแต่เห็นเสื้อสีเขียวและหน้ากากในมือ

ด็อกเตอร์ดูมและคำถามที่ตามมาในฉากหลังใน ‘โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก’

  • ดูมต้องการอะไรจากฟรานคลิน?
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและทีมโฟร์คืออะไร?
  • ฟรานคลินมีพลังอะไรที่อาจเปลี่ยนแปลงมัลติเวิร์สได้?

ในคอมมิค ฟรานคลินมีพลังควบคุมอวกาศและเวลาได้ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมดูมจะสนใจเขาเป็นพิเศษ อาจไม่ใช่แค่ความต้องการอำนาจ แต่เป็นแผนการครอบครองจักรวาลข้ามมิติ หรือแม้แต่หลบหนีจากโฟร์ทีมเองก็เป็นไปได้

อย่าลืมว่าหลัง ทันเดอบอลต์ส จบ มีซีนปริศนาเรือลำหนึ่งที่มีเลข ‘4’ โผล่เข้ามาในโลก MCU ซึ่งทุกคนคาดว่าคือทีมโฟร์ แต่ตอนนี้หลายคนเริ่มสงสัย: หรือนั่นจะเป็นยานของดูมที่อพยพฟรานคลินออกมา?

นอกจากนี้ แม้จะมีเพียงฉากหลังหนึ่งเดียวที่สำคัญต่อเรื่องราว แต่ยังมีอีกฉากท้ายๆ หลังคำพูดจากแจ็ค เคอร์บี ผู้ร่วมสร้างโฟร์ ที่เราได้เห็นอนิเมชั่นตอนเปิดของการ์ตูนในจักรวาล MCU เวอร์ชันที่เบ็น กริมไม่ชอบนัก แต่แฟนๆ คงถูกใจ!

สรุปคือ ฉากหลังใน ‘โฟร์ Fantastick: ก้าวแรก’ ทิ้งคำถามไว้มากกว่าคำตอบ — และนั่นแหละคือสิ่งที่เราจะได้รับคำตอบใน อเวนเจอร์ส: ดูมเดย์ ที่กำหนดเข้าฉาย ธันวาคมปีหน้า

คุณคิดว่าด็อกเตอร์ดูมต้องการฟรานคลินเพื่ออะไร? แล้วคุณตื่นเต้นแค่ไหนกับการกลับมาของทั้งทีมโฟร์และศัตรูตลอดกาลนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารมาร์เวลต่อไปได้เลย!