ผู้เขียน: lalika69_admin

เขาวงกตข้าวโพดชวนขนหัวลุกในงาน Comic-Con กับประสบการณ์สยอง ‘Clown in a Cornfield’

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในความสยองขวัญแบบจัดเต็ม ห้ามพลาดกิจกรรมสุดหลอนที่งาน San Diego Comic-Con ปีนี้ เพราะ Clown in a Cornfield ภาพยนตร์แนวสยองจากผู้กำกับ Eli Craig ได้ถูกถ่ายทอดเป็นประสบการณ์เสมือนจริงผ่านเขาวงกตข้าวโพดสุดหลอน ที่จะพาคุณย้อนกลับไปสู่เมืองเล็กๆ ในรัฐมิสซูรี่ อย่าง Kettle Springs ก่อนที่หนังจะออกฉายทาง Shudder และ AMC+ ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้

เขาวงกตข้าวโพดสุดหลอนจาก ‘Clown in a Cornfield’

ชื่อเรื่อง Clown in a Cornfield หรือในภาษาไทยที่เราใช้เป็นโฟกัสคีย์เวิร์ดหลัก อย่าง เขาวงกตข้าวโพดสุดหลอนจาก ‘Clown in a Cornfield’ นั้นฟังดูน่าสะพรึงผู้เดียวแล้ว และประสบการณ์ที่จัดขึ้นในงาน Comic-Con ก็ไม่ทำให้ชื่อนี้ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

กิจกรรมนี้จัดขึ้นในร่ม แต่บรรยากาศมืด มืดมนชวนขนลุก เริ่มตั้งแต่แถวเข้าคิวที่จำลองบรรยากาศงาน Founder’s Day Parade ในเมือง Kettle Springs ก่อนจะนำผู้เข้าร่วมเดินผ่านประตูรูปปากตัวตลกเข้าสู่เขาวงกตข้าวโพด ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของรองเท้าขนาดใหญ่ แตรรถที่ดังออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เสียงหัวเราะแบบผิดธรรมชาติ และบางจุดก็มีเสียงเลื่อยโซ่ยนท์ดังขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว

ประสบการณ์ที่มากกว่าการเดินชม

จุดเด่นของกิจกรรมนี้คือการออกแบบให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง โดยเฉพาะช่วงท้ายของเขาวงกตที่คุณจะต้องเผชิญกับ ห้องหลบหนี (escape room) ที่ตัวละคร ‘Frendo’ จะวางนาฬิกานับถอยหลังโอกาสในการรอดชีวิตของคุณเอาไว้ ความตื่นเต้นจึงไม่ใช่แค่การเดินผ่านสถานที่ แต่คือการมีปฏิสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

แม้กิจกรรมนี้จะไม่ใช่แนว “ผีกระโดดใส่” หรือมีคนแต่งตัวมาจับคุณ แต่ระดับความน่ากลัวก็เหมาะสมกับผู้ชมอายุ 13 ปีขึ้นไป ดังนั้น ผู้ปกครองควรตัดสินใจตามพัฒนาการและความกล้าของเด็กแต่ละคน

หลังจาก “เอาชีวิตรอด” จากเขาวงกตแล้ว คุณจะถูกนำส่งไปยังพื้นที่คาสิโนเคลื่อนที่ที่จัดธีมตาม Clown in a Cornfield และซีรีส์สยองอื่นๆ จาก Shudder และ AMC+ คุณสามารถเล่นเกมรับตั๋วแลกของรางวัล เช่น ลูกอม และเครื่องดื่มน้ำเชื่อมเย็นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์

  • สถานที่: Hilton Gaslamp, หน้าทางขึ้นบันได (มีป้ายชัดเจน)
  • ที่อยู่: 401 K Street, San Diego
  • เวลาเปิด: 25-26 กรกฎาคม, เวลา 12:00 – 20:00 น.
  • ตั๋ว: คิวหน้างาน (ตอนนี้ไม่รับจองล่วงหน้าแล้ว)

หากคุณกำลังเดินทางไปงาน Comic-Con อย่าลืมแวะไปสัมผัส เขาวงกตข้าวโพดสุดหลอนจาก ‘Clown in a Cornfield’ สักครั้ง มันไม่ใช่แค่การโปรโมตหนังธรรมดา แต่คือการยกระดับคอนเทนต์สยองให้กลายเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่จับต้องได้

เทรนด์ immersive experience กำลังมาแรงในวงการบันเทิง และงานแบบนี้ก็แสดงให้เห็นว่า แฟนๆ ไม่ต้องการแค่ดูเรื่องราว แต่อยาก รู้สึก มันด้วยตัวเอง อย่าพลาดก่อนที่มันจะจากไป!

ตัวอย่างใหม่จากเรื่อง ‘The Long Walk’ พร้อมเล่าเรื่องสยองขวัญการเอาชีวิตรอดสไตล์สตีเฟน คิง

ถ้าคุณเป็นแฟนนิยายแนวเขย่าขวัญที่เด็กต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้าย สิ่งที่เกิดขึ้นกับ The Long Walk อาจทำให้คุณทั้งตื่นเต้นและขนลุกไปพร้อมกัน ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนิยายดิสโทเปียปี 1979 โดยสตีเฟน คิง เรื่องนี้กำกับโดย ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ The Hunger Games ทั้งชุด ซึ่งแน่นอนว่าเขามีประสบการณ์สูงในการถ่ายทอดเรื่องราวของเยาวชนที่ถูกโยนเข้าไปในเกมเอาชีวิตรอดที่ไร้ความปรานี

ตัวอย่างใหม่จากเรื่อง ‘The Long Walk’ เปิดมุมมองชัดเจนยิ่งขึ้น

The Long Walk เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน San Diego Comic-Con ด้วยการฉายตัวอย่างใหม่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนลุก พร้อมด้วยการปรากฏตัวของเหล่านักแสดงนำอย่าง เดวิด จอนส์สัน, ตัท นิวอท, การ์เร็ต แวร์ริ่ง และการกลับมาคืนจอในบทที่ไม่เหมือนเคยของ มาร์ค แฮมิลล์ ในบท เสนาธิการ หรือ The Major ผู้ควบคุมการเดินที่ไร้จุดสิ้นสุดและดูเหมือนเป็น เทวดาความตาย ของเหล่าเยาวชน

ตัวอย่างใหม่นี้เพิ่มความกดดันและกลิ่นอายของความหวังที่ค่อย ๆ ดับสลายลง มันไม่ใช่แค่การเดิน แต่เป็นการทำลายจิตใจและความสามารถในการยืนหยัดของมนุษย์ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ที่รอด แต่เป็นผู้ที่ทนทานต่อความมืดในจิตใจได้มากที่สุด

เรื่องย่อที่ฟังดูง่าย แต่ซ่อนความน่ากลัวไว้ล้ำลึก

ภายในโลกดิสโทเปียของสหรัฐอเมริกาภายใต้ระบอบเผด็จการ หนังเล่าถึงการแข่งขันที่เรียกว่า The Long Walk ซึ่งมีเยาวชนจำนวน 50 คน สมัครเข้าร่วมเพื่อเดินด้วยความเร็ว 3 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยจะไม่หยุดจนกว่าจะเหลือผู้ชนะเพียงคนเดียว ถ้าใครเดินช้าหรือหยุด พวกเขาจะถูกลงโทษทันที… และนั่นคือจุดจบ

นักแสดงร่วมรายอื่น ๆ ยังมี คูเปอร์ ฮอฟแมน, จูดี้ แกรีร์, เบน หวาง และชาร์ลี พลัมเมอร์ ที่จะมาเติมเต็มสีสันให้กับเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่ซับซ้อนทางจิตวิทยาอย่างมาก

  • ชื่อเรื่อง: The Long Walk
  • เขียนโดย: สตีเฟน คิง (ดัดแปลงจากนิยายปี 1979)
  • กำกับโดย: ฟรานซิส ลอว์เรนซ์
  • นักแสดงนำ: มาร์ค แฮมิลล์, เดวิด จอนส์สัน, การ์เร็ต แวร์ริ่ง
  • เข้าฉาย: 12 กันยายน

การที่ฟรานซิส ลอว์เรนซ์มารับหน้าที่กำกับทำให้เรามั่นใจได้ว่า The Long Walk จะไม่ใช่แค่หนังไซไฟทั่วไป แต่จะเจาะลึกเรื่องอำนาจ ความกลัว และการสูญเสียจิตวิญญาณในระบบที่ปราศจากความเมตตา

สตีเฟน คิง เองก็ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างตัวละครเยาวชนที่ต้องเผชิญกับความสยองขวัญระดับปรามาส เช่นใน It ที่เด็กกลุ่มเล็ก ๆ ต้องต่อสู้กับปีศาจผู้ซ่อนตัวในรูปลักษณ์ของตัวตลก และในกรณีของ The Long Walk ความน่าสะพรึงกลัวนั้นมาจากมนุษย์ด้วยกันเอง จากระบบที่โหดเหี้ยม

ถ้าคุณยังไม่ได้ดูตัวอย่าง ควรรีบหาดู เพราะ ตัวอย่างใหม่จากเรื่อง ‘The Long Walk’ ไม่ได้แค่เล่า plot แต่สร้างอารมณ์กดดันที่กัดกินจิตใจ ตั้งแต่เสียงฝีเท้าเรียงราย ไปจนถึงใบหน้าของมาร์ค แฮมิลล์ที่ดูเหมือนกำลังเพลิดเพลินกับความทุกข์ของผู้เข้าแข่งขัน

ในยุคที่หนังแนว dystopian กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ตัวอย่างใหม่จากเรื่อง ‘The Long Walk’ อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของหนังแนวเอาชีวิตรอดที่เน้นจิตวิทยาและการเสียดสีสังคมมากขึ้น

Call to Action: ถ้าคุณรักหนังที่ท้าทายจิตใจ และไม่กลัวที่จะเผชิญกับความจริงที่โหดร้าย เราขอแนะนำให้คุณจับตา The Long Walk อย่างใกล้ชิด มันอาจกลายเป็นหนึ่งในหนังที่พูดถึงมากที่สุดในปีนี้

ต้นฉบับใหม่ของ ‘The Toxic Avenger’: หัวใจที่อบอุ่นภายใต้กองเลือดและเครื่องใน

เมื่อคุณได้ยินชื่อ Troma Entertainment แล้วนึกถึงอะไร? แน่นอนว่าต้องเป็นหนังแนวโลว์บัดเจ็ต แหวกเหลือเชื่อ รวมไปถึงฉากแกะเครื่องในสุดสะพรึงที่ดูแล้วทั้งตะหงิดใจและหัวเราะออกมาราวกับเผลอเมาข้าวเหนียวตอนทำบุญบ้านเพื่อน แต่ไม่ว่าจะซับซ้อนแค่ไหน หนึ่งชื่อที่ยังคงตราตรึงในใจแฟนหนังสายโหดคือ ‘The Toxic Avenger’ หรือในภาษาไทยที่เราขอเรียกว่า ‘ทหารอาวุโสพิฆาตพิษ’ — ไอเดียบ้าบอสุดพิลึกที่กลายเป็นตำนานในวัฒนธรรมป๊อป

‘ทหารอาวุโสพิฆาตพิษ’: เมื่อความโหดมาพร้อมความรัก

ในปี 2025 ณ ห้อง Hall H ของ San Diego Comic-Con — พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปกติจะเต็มไปด้วยแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลหรือสตาร์วอร์ส — กลับกลายเป็นพื้นที่ของ ทหารอาวุโสพิฆาตพิษ ที่ขึ้นเวทีด้วยความภาคภูมิใจจากผู้กำกับ Macon Blair ร่วมด้วย Lloyd Kaufman ผู้ก่อตั้ง Troma ตัวจริงเสียงจริง และทีมนักแสดงอย่าง Peter Dinklage, Elijah Wood, Taylour Paige และ Jacob Tremblay

งานนี้ไม่ใช่แค่หยิบเอาความบ้าเดิมมาปัดฝุ่น แต่เป็นการรีบูตที่ใส่ ‘หัวใจ’ เข้าไปอย่างจริงจัง แม้จะเต็มไปด้วยเลือดเนื้อ ฉากกระดูกหัก และเครื่องในปริศนาที่ปลิวว่อน — Blair อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าเขาอยากได้วิญญาณดั้งเดิมของหนัง ไม่ใช่แค่เลียนแบบฉากเดิมทุกอย่าง

หัวใจสำคัญที่ไม่ยอมถอยให้ CGI

“เราต้องการให้รู้สึกเหมือน ทหารอาวุโสพิฆาตพิษ ตัวจริง — คนใส่อยู่ข้างใน ไม่ใช่ตัวการ์ตูนดิจิทัล” Blair กล่าวอย่างยืนยัน “มันต้องมีตัวสวมชุด ต้องมีถุงน่องแน่นอน แล้วก็ไม้กวาดเขี่ยขยะ เพราะนั่นคือสิ่งที่คนคาดหวัง”

เขาเลือกให้หนังฉายแบบ Unrated R เพื่อรักษาความ “เหนียวหนึบ” ของเลือดเนื้อ ฉากการต่อสู้สุดสะบัด และอารมณ์ขันนอกรีต แต่ที่น่าประหลาดใจคือ Blair ย้ำว่าหนังต้นฉบับนั้นมี ‘ความน่ารัก’ ซ่อนอยู่ — ตัวเอกที่เคยเป็นคนถูกล้อ กลายเป็นฮีโร่ที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้มันจะดูน่าขยะแขยงแค่ไหนก็ตาม

Peter Dinklage ผู้ให้เสียงและแสดงเป็น Winston Gooze ยังเผยถึงความร่วมมือกับสตั้นต์ดับเบิล Luisa Guerriero ที่สวมชุด Toxie นานกว่า 3 เดือนในอากาศร้อน 100 องศาฟาเรนไฮต์ที่บัลแกเรีย “เธอทำทั้งหมดที่คุณเห็นในหนัง ผมแค่ให้เสียงและวางท่าเริ่มต้น” Dinklage บอกด้วยรอยยิ้ม “เธอเลียนแบบผมได้ดีกว่าตัวผมเองอีก”

ด้าน Elijah Wood ในบท Fritz ตัวละครผู้มีรูปลักษณ์สุดแปลก ก็ตื่นเต้นกับการแปลงโฉม “ผมเห็นภาพดราฟต์ครั้งแรก แล้วรู้สึกตื่นเต้นทันที — ผมจะได้เป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เลย มันคือการเล่นอย่างเต็มที่ในสนามเด็กเล่นสุดบ้าคลั่งที่ผู้กำกับสร้างให้”

ฉากที่ยากที่สุด? อาจจะ ‘ถูกปั่นในเครื่องยนต์’

เมื่อถูกถามถึงสตั้นที่ถ่ายทำยากที่สุด Blair หลีกเลี่ยงการเปิดเผยชื่อตัวละคร แต่แย้มว่า “มีฉากหนึ่งที่… สมมติว่าหัวของคน ๆ หนึ่งไปติดอยู่ในเครื่องยนต์ แล้วรถถูกสตาร์ท กลายเป็นเหมือนเครื่องปั่นเนื้อ” เขาหัวเราะ “เราต้องออกแบบระบบส่งเลือด ชิ้นส่วน และของเหลวรัว ๆ ต้องลองผิดลองถูกหลายรอบ กว่าจะได้ภาพที่สมบูรณ์”

และแน่นอน ไม่มีใครจะพูดถึง ทหารอาวุโสพิฆาตพิษ ได้โดยไม่พูดถึง Lloyd Kaufman ผู้เป็นพ่อของทั้งจักรวาล Troma เขาเน้นย้ำว่า “Troma คือบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยแฟน ๆ ทุกคนที่มาทำงานกับเรา ล้วนเป็นแฟนตัวยง เราโชคดีที่ยังยืนอยู่ได้จนถึงวันนี้ เพราะคนดูยังรักสิ่งที่เราก่อกำเนิด”

เดือนสิงหาคม 2025 นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ — ยุคที่ ทหารอาวุโสพิฆาตพิษ พร้อมกลับมาพร้อมทั้งความขบขันสุดรุนแรง ความรุนแรงสุดดิบ และหัวใจที่ไม่พังตามสภาพร่างกาย หากคุณรักหนังที่กล้าพูด กล้าทำ และไม่กลัวจะสกปรก — อย่าได้พลาด

Call to Action: ติดตามการฉายของ ‘ทหารอาวุโสพิฆาตพิษ’ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ และเตรียมตัวให้พร้อม: คุณอาจจะหัวเราะ งง หรืออ้วก — หรืออาจทั้งหมดนี้พร้อมกัน!

รายการไซไฟใหม่ของ Vince Gilligan จาก Apple TV+ เรื่อง ‘Pluribus’ จะมาเร็ว ๆ นี้

แฟน ๆ ของวงการซีรีส์และไซไฟเตรียมตัวให้พร้อม เพราะหนึ่งในผู้สร้างที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการอย่าง Vince Gilligan ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Breaking Bad และ Better Call Saul กำลังกลับมาพร้อมโปรเจกต์ใหม่ที่หลายคนรอคอย — Pluribus ซีรีส์ไซไฟแนวใหม่ทาง Apple TV+ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงงาน San Diego Comic-Con พร้อมกับการต่ออายุซีซัน 2 แบบไม่ต้องลุ้น!

รายการไซไฟใหม่ของ Vince Gilligan จาก Apple TV+ เรื่อง ‘Pluribus’ จะมาเร็ว ๆ นี้

แม้ Pluribus จะเป็นผลงานไซไฟเรื่องแรกอย่างเป็นทางการของ Gilligan แต่เขาก็ไม่ได้มาเพียงลำพัง เพราะเขาได้ดึงนักแสดงหนึ่งในที่แฟน ๆ ชื่นชอบจาก Better Call Saul อย่าง Rhea Seehorn มาร่วมแสดงในบทบาทใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ตามที่ตัว Gilligan เองกล่าวไว้ว่า การแสดงของเธอในเรื่องนี้จะไม่เหมือนกับ Kim Wexler แม้แต่นิดเดียว

น่าสนใจตรงที่ Gilligan ได้อธิบายว่า Pluribus อาจไม่ใช่ไซไฟหนัก ๆ แต่เป็นไซไฟแนว “เบามือ” หรือที่เขาเรียกว่า mild science fiction โดยมีองค์ประกอบหลักของไซไฟแฝงอยู่ในเรื่องราว แต่จะไม่มีการทำผิดกฎหมาย หรือธีมเกี่ยวกับยาเสพติดเหมือนผลงานก่อน ๆ ของเขา

พล็อตเรื่องที่ชวนขนลุกและน่าคิด

จากคำโปรยสั้น ๆ โดย Apple TV+ ระบุว่าซีรีส์นี้ตั้งอยู่ในโลกที่ “คนที่ทุกข์ที่สุดในโลกต้องช่วยกู้โลกจากความสุข” — เส้นเรื่องฟังดูแปลกประหลาด แต่กลับมีความคมในเชิงปรัชญาและวิพากษ์สังคมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อผูกเข้ากับตัวอย่างทีเซอร์ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังใช้ลิ้นเลียด้านล่างของโดนัททุกชิ้นก่อนจะวางกลับคืนกล่อง ฉากนี้ดูขัดเขินและน่าเวียนหัว แต่เล่นกับแนวคิดเรื่อง “การแพร่” ได้อย่างชั่วร้าย ยิ่งไปกว่านั้น ทวีตจากบัญชีทางการของ Breaking Bad ที่เขียนว่า “ความสุขมีติดต่อได้” ก็ยิ่งเพิ่มความลึกลับและเซอร์เรียลให้กับเนื้อเรื่อง

นอกจาก Rhea Seehorn แล้ว ซีรีส์ยังมีนักแสดงมากความสามารถมาร่วมงาน ได้แก่ Karolina Wydra จาก Sneaky Pete, Carlos-Manuel Vesga จาก The Hijacking of Flight 601, Miriam Shor จาก American Fiction, และ Samba Schutte จาก Our Flag Means Death ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างเป็นนักแสดงมากประสบการณ์ที่จะช่วยเสริมมิติให้กับจักรวาลที่แตกต่างแต่คุ้นเคยอย่างแน่นอน

  • ผู้สร้าง: Vince Gilligan
  • นำแสดงโดย: Rhea Seehorn และนักแสดงมากฝีมือ
  • จำนวนตอน: 9 ตอน
  • วันที่ฉาย: สองตอนแรกวันที่ 7 พฤศจิกายน
  • ออกอากาศทุกวันศุกร์ จนถึง 26 ธันวาคม ทาง Apple TV+

ความน่าสนใจอีกอย่างคือ Apple TV+ ตัดสินใจต่ออายุซีซัน 2 ของ รายการไซไฟใหม่ของ Vince Gilligan จาก Apple TV+ เรื่อง ‘Pluribus’ จะมาเร็ว ๆ นี้ ก่อนที่ซีซันแรกจะทันได้ออกอากาศเลยด้วยซ้ำ ซึ่งบ่งบอกถึงความมั่นใจสูงมากในตัวโปรเจกต์

เริ่มถ่ายทำในเดือนมีนาคม 2025 และตั้งอยู่ในเมืองอัลเบอร์คูเออร์กี้ (เหมือนกับเรื่อง Breaking Bad) แต่ Gilligan ย้ำว่า Pluribus ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับจักรวาลเดิม นี่เป็นโลกใหม่ทั้งใบ ทั้งในแง่เรื่องราวและอารมณ์

ถ้าคุณเป็นแฟนของ The X-Files ซึ่ง Gilligan เคยมีบทบาทสำคัญ คุณอาจจับทางได้ว่าเขาน่าจะนำเอาบรรยากาศแนวลึกลับ กึ่งเหนือธรรมชาติ และการตั้งคำถามต่อความจริงกลับมาใช้ใน รายการไซไฟใหม่ของ Vince Gilligan จาก Apple TV+ เรื่อง ‘Pluribus’ จะมาเร็ว ๆ นี้ อีกครั้ง

อย่าลืมตั้งค่าแจ้งเตือนบน Apple TV+ ตั้งแต่วันนี้ เพราะสองตอนแรกจะเปิดตัวพร้อมกันในวันที่ 7 พฤศจิกายน ตามด้วยการอัปโหลดตอนใหม่ทุกวันศุกร์ หากคุณชื่นชอบซีรีส์ที่ผสมผสานไซไฟ เรื่องราวมนุษย์ และการวิพากษ์สังคมไว้ได้อย่างลงตัว Pluribus คือซีรีส์ที่คุณห้ามพลาด

กฎใหม่ของสหราชอาณาจักรในการตรวจสอบอายุถูกหลีกเลี่ยงได้ง่ายที่สุดเท่าที่จินตนาการได้

เมื่อไม่กี่วันก่อน สหราชอาณาจักรได้เริ่มใช้มาตรการใหม่ที่ต้องให้ผู้ใช้งานยืนยันอายุก่อนเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งส่งผลให้แม้แต่แพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Pornhub, Reddit หรือ Discord ก็ต้องแสดงหน้า การตรวจสอบอายุ ก่อนที่ผู้ใช้จะสามารถดูเนื้อหาใดๆ ได้ แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่น่าสนใจ: มันถูกหลีกเลี่ยงได้ง่ายมาก เพียงแค่ใช้งาน VPN ก็เพียงพอแล้ว

กฎใหม่ของสหราชอาณาจักรในการตรวจสอบอายุถูกหลีกเลี่ยงได้ง่ายที่สุดเท่าที่จินตนาการได้

สำนักงานควบคุมการสื่อสารสหราชอาณาจักร (Ofcom) เป็นหน่วยงานที่ริเริ่มข้อกำหนดนี้ โดยต้องการให้แพลตฟอร์มออนไลน์ยืนยันได้ว่า ผู้ใช้ที่เข้าถึงเว็บไซต์ที่เผยแพร่หรืออนุญาตให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาความรุนแรงหรือลามกนั้น มีอายุเกิน 18 ปี วิธีเดิมที่เคยใช้แค่กดปุ่ม “ฉันอายุเกิน 18 แล้ว” ก็ผ่านไปได้ แต่ตอนนี้ต้องใช้วิธีที่ “มั่นคงและมีประสิทธิภาพสูง” ซึ่งรวมถึงการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลบัตรเครดิต การอัปโหลดรูปบัตรประชาชน หรือการใช้ “การประเมินอายุจากใบหน้า” โดยการถ่ายเซลฟี่เพื่อให้ AI พิจารณาว่าคุณดูแก่พอหรือไม่

ความยุ่งยากและเรื่องของความเป็นส่วนตัว

สำหรับหลายคน เครื่องมือเหล่านี้ดูเหมือนจะก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป บางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องให้ข้อมูลบังคับแบบนี้ก่อนดูเว็บไซต์ แม้จะเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาหลักของระบบคือ การระบุว่าผู้ใช้อยู่ในสหราชอาณาจักรหรือไม่ ทำได้ผ่าน IP Address เท่านั้น ซึ่งแปลว่า ถ้าคุณเปลี่ยน IP ผ่านการใช้ VPN ก็สามารถเลี่ยงการตรวจสอบอายุได้ในทันที

ความจริงข้อนี้ถูกเปิดเผยอย่างกว้างขวาง ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มหันไปใช้บริการ VPN มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจาก Google Trends แสดงให้เห็นว่า คำค้นหา “VPN” ในสหราชอาณาจักรมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้

ปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องการเข้าถึง

Ofcom ก็รู้ถึงช่องโหว่นี้ และได้ออกกฎว่าแพลตฟอร์มห้ามส่งเสริมหรือแชร์เนื้อหาที่สนับสนุนการใช้ VPN เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้ปกครองจำกัดการใช้ VPN ของเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดรอดจากระบบตรวจจับอายุ

แน่นอนว่าจุดประสงค์ของการควบคุมเนื้อหาเหล่านี้คือการคุ้มครองเยาวชน การวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การเปิดรับสื่อสำหรับผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุน้อย อาจก่อให้เกิดแนวคิดที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เพศสภาพ และความรุนแรงทางเพศ

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ แทนที่จะป้องกันเด็กได้จริง กลับกลายเป็นว่า กฎหมายนี้ดันเพิ่มความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้ทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เพราะการขอข้อมูลละเอียดอ่อนอย่างใบหน้าหรือข้อมูลทางการเงินนั้น อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ควร

ในเมื่อวิธีการป้องกันมีมากกว่าการใช้ VPN เช่น การตั้งค่า parental control หรือใช้ browser ที่มีระบบกรองเนื้อหาได้ดีกว่า แล้วทำไมต้องบังคับให้ผู้ใหญ่ทุกคนต้องเสียสละความเป็นส่วนตัวเพื่ออะไรบางอย่างที่หลีกเลี่ยงได้ง่ายขนาดนี้?

ข้อเสนอแนะ: ถ้าคุณเป็นผู้ปกครอง ควรศึกษาเครื่องมือกรองเนื้อหาในอุปกรณ์ของลูกมากกว่าพึ่งกฏหมาย แต่ถ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่อยากเปิดเผยข้อมูลตัวเอง การใช้ VPN อาจกลายเป็นหนทางที่ “รักษาโมเมนต์” ได้ดีที่สุดในยุคนี้

‘อินวินซิเบิล เวอร์ซัส’ จะกลายเป็นมุมพิเศษเฉพาะตัวในจักรวาล ‘อินวินซิเบิล’

‘อินวินซิเบิล เวอร์ซัส’ จะกลายเป็นมุมพิเศษเฉพาะตัวในจักรวาล ‘อินวินซิเบิล’

หลังจากร่วมสร้าง The Walking Dead ให้กลายเป็นจักรวาลมัลติมีเดียที่ยิ่งใหญ่ โรเบิร์ต เคอร์กแมน (Robert Kirkman) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเขากำลังผลักดัน Invincible ให้ก้าวไกลไปในทิศทางเดียวกัน แม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับซีรีส์แอนิเมชันสุดมันส์บน Prime Video และหนังสือการ์ตูนต้นฉบับ แต่ในปี 2026 แฟน ๆ จะได้สัมผัสกับมิติใหม่ของ Invincible ผ่านเกมวิดีโอเต็มรูปแบบครั้งแรกในชื่อ ‘อินวินซิเบิล เวอร์ซัส’ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเกมที่แฟน ๆ ตั้งตารออย่างมาก

ทำไมต้องเป็นเกมต่อสู้ 3v3?

Invincible Vs. เป็นเกมต่อสู้แนว 3 ต่อ 3 พัฒนาโดย Skybound Games ร่วมกับผู้พัฒนาใหม่ไฟแรงอย่าง Quarter Up ก่อนหน้านี้ มีการเปิดตัวรายชื่อตัวละครบางส่วนในเดือนมิถุนายน และในงาน San Diego Comic-Con ก็มีการประกาศเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการถึงการเข้าร่วมของ Battle Beast ตัวละครที่เพิ่งปรากฏตัวเด่นในซีซัน 3 ของซีรีส์ทีวีอีกด้วย

เคอร์กแมนเปิดเผยว่า เขามีแรงบันดาลใจจากเกมไฟท์ติ้งยุค 90 มาโดยตลอด “ผมรักเกมต่อสู้มาก ผมอยู่ที่สนามอาร์เคดตอนที่ Mortal Kombat ภาคแรกออกมา หรือแม้แต่ Street Fighter II ผมเคยได้เครื่อง Super Nintendo กับ Genesis เพื่อเล่น Mortal Kombat เวอร์ชันที่มีเลือด ผมเล่นทั้ง Primal Rage และ Time Killers ผมอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น”

เขาย้ำว่า เกมต่อสู้เหมาะกับการให้แฟน ๆ ได้สัมผัสกับตัวละครหลากหลายในจักรวาล Invincible มากกว่าเกมแนวเปิดโลกที่มักจำกัดให้เล่นเป็นตัวเอกคนเดียว “เกมต่อสู้สามารถโชว์ตัวละครได้เยอะ และให้แฟน ๆ เล่นเป็นใครก็ได้ที่พวกเขาชื่นชอบ — นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกมันเป็นเกมใหญ่ระดับมาสเตอร์พีซเกมแรกของแฟรนไชส์”

เกมที่ไม่ใช่แค่ต่อยตี

‘อินวินซิเบิล เวอร์ซัส’ จะไม่ใช่แค่เกมที่เน้นการต่อสู้อย่างเดียว เพราะเคอร์กแมนย้ำว่ามีองค์ประกอบของเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจ “เกมนี้มีมิติด้านเล่าเรื่องที่เสริมเข้ามากับโลกหลัก อาจมีความเชื่อมโยงแบบตรงหรือไม่ตรงก็ได้ แต่รับรองว่าทุกอย่างถูกคิดมาอย่างมีเหตุผล”

ด้วยความที่จักรวาล Invincible มีแนวคิดมัลติเวิร์ส เขาจึงมองว่าเป็นโอกาสทองในการนำตัวละครที่ไม่เคยพบกันในคอมิกหรือซีรีส์มาเจอกัน เช่น Atom Eve กับ Battle Beast — “แฟน ๆ จะได้เห็นการโต้ตอบที่แปลกใหม่และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งทำให้มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะถ้าคุณเข้าใจทั้งฮิสตอรีและความสัมพันธ์ของตัวละครในจักรวาล”

  • วางจำหน่ายบน: PC, PlayStation 5, และ Xbox Series X|S
  • รูปแบบการเล่น: 3v3 แบบทีม
  • ค่ายพัฒนา: Skybound Games x Quarter Up
  • กำหนดวางขาย: ปี 2026

แม้เคอร์กแมนจะไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ DLC, การมีตัวละครจากเกมอื่นโผล่มา หรือโหมดออนไลน์ แต่เขาย้ำว่า ‘อินวินซิเบิล เวอร์ซัส’ จะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง — ไม่ใช่แค่ภาคเสริม แต่เป็น “มุมพิเศษเฉพาะตัวในจักรวาล Invincible อย่างแท้จริง

การเลือกทำเกมต่อสู้อาจดูเสี่ยง แต่ในยุคที่เกมแนวโอเพ่นเวิร์ดกินงบสร้างสูงลิ่ว (เคอร์กแมนถึงกับเปรียบเทียบกับงบ Grand Theft Auto 6 ที่ใช้เงินเท่ากับดีลของ South Park สามฉบับ!) การเน้นที่เกมที่มีความเฉพาะตัว แต่เต็มไปด้วยเนื้อเรื่องและโอกาสในการสร้างสรรค์นั้น กลับดูชาญฉลาดยิ่งกว่า

‘อินวินซิเบิล เวอร์ซัส’ จึงไม่ใช่แค่เกมแฟนเซอร์วิส — แต่คือโอกาสในการเปิดหน้าใหม่ให้กับแฟรนไชส์ โดยไม่ต้องแข่งกับจักรวาลเกมยักษ์ใหญ่โดยตรง

สรุปแล้ว: หากคุณเป็นแฟนตัวยงของจักรวาล Invincible อย่าพลาดติดตามเกมนี้ไว้ให้ดี เพราะนี่อาจเป็นช่องทางใหม่ที่ให้คุณได้สัมผัสโลกที่คุณรักในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แอปหาคู่ที่ให้ผู้หญิง ‘ให้คะแนน’ ผู้ชายขึ้นอันดับ 1 บน App Store แล้วโดนขโมยข้อมูลทันที

คุณจะเชื่อมั้ยว่าแค่แอปหาคู่ตัวหนึ่งกล้าให้ผู้หญิง ‘ให้คะแนน’ และ ‘รีวิว’ ผู้ชายที่เคยคบด้วย ถึงขั้นทำให้ชื่อเสียงพุ่งแรงขึ้นเป็นอันดับ 1 บน App Store ได้ในพริบตา แต่แล้วไม่กี่วันต่อมากลับพบว่าถูกเจาะระบบจนข้อมูลผู้ใช้รั่วไหลอย่างรุนแรง — และข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งต่อไปยัง 4chan แหล่งรวมของกลุ่มชายที่โกรธแค้นผู้หญิงและมีแนวคิดหัวรุนแรงออนไลน์

แอปหาคู่ที่ให้ผู้หญิง ‘ให้คะแนน’ ผู้ชายขึ้นอันดับ 1 บน App Store แล้วโดนขโมยข้อมูลทันที

แอปที่พูดถึงชื่อว่า Tea ซึ่งโปรยให้เป็น ‘แอปเพื่อความปลอดภัยของผู้หญิง’ โดยอนุญาตให้ผู้ใช้เพศหญิงโพสต์ภาพ ชื่อจริง และความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ชายที่เคยเดท รวมถึงปัญหาที่พบตั้งแต่พฤติกรรมน่ารังเกียจไปจนถึงเรื่องที่ดูเป็นแค่อาการหึงหรืออกหัก แอปนี้ระเบิดความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนดาวน์โหลดกว่าล้านครั้ง และได้รับความสนใจจากสื่อใหญ่อย่าง Forbes, Business Insider และ The Washington Post

ข้อมูลผู้ใช้รั่วไหลกว่า 72,000 ไฟล์

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อเว็บไซต์ 404 Media รายงานว่าพบว่าฐานข้อมูลของ Tea ถูกทิ้งไว้เปิดเผยบน Firebase แพลตฟอร์มด้านพัฒนาแอปของ Google โดยไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ทำให้ผู้ใช้บน 4chan อ้างว่าสามารถเข้าถึงรูปภาพส่วนตัว ทั้งภาพเซลฟี่และเอกสารยืนยันตัวตนได้จริง

Tea ได้ยืนยันกับ Gizmodo ว่าเกิดเหตุ ข้อมูลรั่วไหล ขึ้นในเวลา 6:44 น. ตามเวลาแปซิฟิก เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม โดยระบุว่าเป็นข้อมูลจากระบบจัดเก็บแบบเก่าที่มีอายุมากกว่า 2 ปี ซึ่งรวมถึงภาพกว่า 72,000 รูป — ในจำนวนนี้ 13,000 รูปเป็นภาพเซลฟี่และเอกสารยืนยันตัวตน ส่วนที่เหลือเป็นภาพจากโพสต์ ความคิดเห็น และข้อความส่วนตัวภายในแอป

  • ข้อมูลมาจากฐานข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
  • มีการอ้างอิงถึงความจำเป็นในการเก็บข้อมูลเพื่อป้องกันการข่มขู่ออนไลน์
  • บริษัทระบุว่า ไม่พบหลักฐาน ว่าข้อมูลปัจจุบันถูกเข้าถึงเพิ่มเติม

ที่น่าขบขันคือ Tea เคยบอกว่าจัดเก็บข้อมูลตาม ข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ทั้งที่ตัวแอปกลับเปิดช่องให้กลั่นแกล้งกันเองได้โดยตรง การให้คะแนนคนอื่นด้วยชื่อจริงและหน้าตา แม้จะมีจุดประสงค์ดีก็อาจกลายเป็นเครื่องมือในการทำร้ายได้เช่นกัน

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ข้อมูลเหล่านี้ไปโผล่อยู่บน 4chan — พื้นที่ดิจิทัลที่รู้จักกันในเรื่องการปลุกปั่น แนวคิดชายเป็นใหญ่ และการแพร่ข้อมูลที่ตั้งใจทำให้อับอาย นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่คือการ เสี่ยงต่อความปลอดภัยจริงจัง ของผู้หญิงผู้ใช้แอป

แม้ Tea จะอ้างว่าเหตุการณ์นี้เกิดกับข้อมูลเก่า แต่ผู้ใช้หลายหมื่นคนยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัย เนื่องจากภาพและเอกสารบางส่วนอาจยังใช้ได้ในการก่ออาชญากรรม เช่น การปลอมแปลงตัวตน

บทเรียนสำหรับการใช้แอปพลิเคชันใหม่ ๆ

กรณีของ Tea เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเข้าร่วมเทรนด์แอปยอดฮิต แม้จะดูน่าสนใจแค่ไหน ควรมีความระมัดระวังเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูล ทุกครั้งที่คุณอัปโหลดภาพหรือให้ข้อมูลส่วนตัว คุณกำลังวางเดิมพันกับบริษัทที่อาจไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ

อย่าลืมว่าเขาสัญญากับคุณว่า ‘ปลอดภัย’ จริงหรือ? และถ้าเกิดรั่ว คุณจะทำอย่างไรเมื่อภาพคุณไปโผล่อยู่บนกระดาน 4chan?

ดังนั้น คำแนะนำสุดท้ายคือ: ก่อนจะโหลดแอปใหม่ที่ ‘ไวรัล’ ควรตรวจสอบว่ามีนโยบายความเป็นส่วนตัวที่โปร่งใส มีรายงานความปลอดภัย หรือได้รับการตรวจสอบจากสื่อที่น่าเชื่อถือหรือไม่ — และอย่าลังเลที่จะถามตัวเองว่า ‘ฉันยินดีจะเสี่ยงแค่ไหน?’ เพราะในโลกออนไลน์ ความนิยมวันนี้ อาจกลายเป็นภัยคุกคามได้พรุ่งนี้

ริคแอนด์มอร์ตี้ เปิดตัวซีรีส์แยกย่อย ‘ประธานาธิบดีเคอร์ทิส’ นำแสดงโดยเคธ์ ดีเวิด

แฟนๆ ของซีรีส์แอนิเมชันสุดฮิตอย่าง ริคแอนด์มอร์ตี้ เตรียมดีใจให้เต็มที่ เพราะตอนนี้ทาง Adult Swim ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ประธานาธิบดีเคอร์ทิส — ซีรีส์สปินออฟที่เน้นเรื่องราวของตัวละครรองสุดเด็ดอย่างประธานาธิบดีเคอร์ทิส — กำลังจะเกิดขึ้นจริง! และแน่นอนว่า เคธ์ ดีเวิด (Keith David) ผู้ให้เสียงตัวละครนี้จะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งด้วยเสียงที่หนักแน่นและมีเสน่ห์แบบที่แฟนๆ คุ้นเคย

ประธานาธิบดีเคอร์ทิส กลับมาสร้างความวุ่นวายในซีรีส์แยกต่างหาก

ประธานาธิบดีเคอร์ทิส เป็นหนึ่งในตัวละครที่แฟนๆ ชื่นชอบมายาวนาน แม้จะโผล่มาไม่บ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่ปรากฏ นั่นหมายถึงความปั่นป่วนระดับโลก! ความขัดแย้งของเคอร์ทิสกับริคเริ่มตั้งแต่ซีซัน 2 ในตอน Get Schwifty และตั้งแต่นั้นมา เขาไม่เคยทำให้แฟนๆ เบื่อเลย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่กลายร่างเป็นไก่งวง หรือตอนที่เหวี่ยงแสงเลเซอร์ผิดมุมจนเกือบทำลายแกนโลก ล่าสุดยังทดลองเป็นสิ่งมีชีวิตที่รวมจิตใจกันเป็นกลุ่ม (hive mind) เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมอีกต่างหาก

อย่าคิดแม้แต่จะขอถ่ายรูปคู่กับเขา แค่เสนอชื่อก็อาจถูกฉายออกไปในอีกมิติแล้ว!

ขุมพลังเบื้องหลังความมัน

  • ซีรีส์นี้ถูกสร้างสรรค์โดยแดน ฮาร์มอน (Dan Harmon) และเจมส์ ซิซิเลียโน (James Siciliano) ทั้งสองผู้อำนวยการสร้างของ ริคแอนด์มอร์ตี้
  • ด้วยแนวคิดที่ว่า นี่จะเป็นเรื่องราวของผู้นำโลกที่พบเจอปัญหาระดับจักรวาลที่ “ริค ซานเชซ” เองยังไม่เคยสนใจ
  • ตัวเรื่องจะพาแฟนๆ เข้าสู่ภารกิจต่างๆ ตั้งแต่การทูตข้ามมิติ การสืบสวนสิ่งเหนือธรรมชาติ ไปจนถึงปรากฏการณ์ลึกลับที่ไม่มีคำอธิบาย

นอกจากเคธ์ ดีเวิดแล้ว ทีมนักพากยังมีจิม แรช (Jim Rash) จาก Community และสเตฟานี บีทริซ (Stephanie Beatriz) จาก Brooklyn Nine-Nine มาร่วมเสริมความมันให้ทัพงานสร้าง

ข่าวดีนี้ถูกประกาศในงาน San Diego Comic-Con โดยเคธ์ ดีเวิดเองที่เผยความตื่นเต้นสุดๆ ว่า “เล่นเป็นประธานาธิบดีเคอร์ทิสดูเหมือนเป็นความสนุกเสมอ การได้ขยายโลกของเขาในซีรีส์ใหม่นี้เป็นความฝันที่เป็นจริง ผมรอไม่ไหวแล้วที่จะให้แฟนๆ ได้เห็นว่าเมื่อริคไม่อยู่ เขาจะก่อความวุ่นวายได้แค่ไหน”

แดน ฮาร์มอน และเจมส์เองก็เสริมว่า “เคอร์ทิสคือหนึ่งในตัวละครที่เราชอบเขียนที่สุด เขาคือคนเดียวในจักรวาลที่สามารถยืนสู้กับริคได้โดยยังรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีไว้ได้ ตอนนี้เราจะได้เห็นมุมมองของภารกิจแฟนตาซีวิทยาศาสตร์จากมุมมองของเขา — และได้เคธ์ ดีเวิด นำทัพ มันจะเป็นการผจญภัยที่บ้าคลั่งแน่นอน”

สำหรับแฟนคลับที่กำลังติดตาม ริคแอนด์มอร์ตี้ ซีซัน 8 แล้วล่ะก็ ข่าวเรื่อง ประธานาธิบดีเคอร์ทิส น่าจะทำให้ความลุ้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว นี่ไม่ใช่แค่การยกระดับตัวละครรอง แต่คือการยืนยันว่า จักรวาล ริคแอนด์มอร์ตี้ ยังมีอะไรให้ขุดค้นอีกมากมาย

เคล็ดลับสุดท้าย: ถ้าจะดูหนังแนวสเก็ตช์คอมเมดี้มีความบ้าระเริงและแฝงปรัชญาไว้ลึกๆ อย่าง ริคแอนด์มอร์ตี้ อย่าลืมเปิดใจให้กับตัวละครเล็กๆ ที่อาจกลายมาเป็นฮีโร่ในเรื่องราวของตัวเองได้เสมอ!

หุ้นมีมกลับมาอีกครั้ง และอาจพบผู้นำคนใหม่แห่งยุคอย่าง ‘Roaring Kitty’

ดูเหมือนว่ากระแสนิยม หุ้นมีม จะกลับมาแรงอีกครั้งในตลาดหุ้น โดยครั้งนี้เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ จากการเคลื่อนไหวของผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชาวแคนาดาคนหนึ่งที่ชื่อว่า เอริก แจ็คสัน

หุ้นมีมกลับมาอีกครั้ง และอาจพบผู้นำคนใหม่แห่งยุคอย่าง ‘Roaring Kitty’

เมื่อประมาณสามสัปดาห์ก่อน บริษัท EMJ Capital ซึ่งก่อตั้งโดยเอริก แจ็คสัน ได้ซื้อหุ้นบริษัท Opendoor Technologies ซึ่งเป็นบริษัทจากซานฟรานซิสโกที่ทำธุรกิจซื้อ-ขายบ้านผ่านออนไลน์ ในราคาเพียงหุ้นละราว 0.70 ดอลลาร์เท่านั้น และนับจากนั้น ราคาก็พุ่งขึ้นกว่า 600% จนแตะระดับสูงสุดในช่วงเวลาหนึ่งที่เกือบ 5 ดอลลาร์ในวันที่ 21 กรกฎาคม ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.40 ดอลลาร์ ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นถึง 250% เมื่อเทียบกับก่อนหน้า

“ผมคิดว่า Opendoor เป็นธุรกิจที่จริงจังนะ” แจ็คสันให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก “ผมไม่เคยคาดคิดเลยว่าหุ้นนี้จะกลายเป็นหุ้นมีม”

หุ้นมีมคืออะไร และทำไมมันถึงกลับมาเป็นที่พูดถึง?

หุ้นมีม คือ หุ้นของบริษัทที่อาจไม่ได้มีผลประกอบการแข็งแกร่ง หรือถูกนักลงทุนรายใหญ่ซื้อขายในเชิงลบ (shorted) อย่างหนัก แต่กลับพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากแรงหนุนของกระแสในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากชุมชนใน Reddit หรือ X (เดิมคือทวิตเตอร์) โดยที่ราคามักไม่สัมพันธ์กับพื้นฐานของบริษัท

ปรากฏการณ์นี้เริ่มโด่งดังครั้งแรกในช่วงต้นปี 2021 เมื่อกลุ่มนักลงทุนรายย่อยร่วมแรงร่วมใจกันขับราคาหุ้น GameStop และ AMC ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้การนำของ เคธ จิลล์ นักลงทุนจากยูทูบในนาม “Roaring Kitty” ตอนนี้ เอริก แจ็คสัน ก็กำลังถูกดึงเข้าสู่ตำนานเดียวกันนี้ จนมีคนนำภาพหน้าเขาไปตัดต่อใส่ลงในภาพ Roaring Kitty ไปเสียแล้ว

เส้นทางของชายผู้ท้าทายเวทีใหญ่

เอริก แจ็คสัน เองไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เขาเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี 2015 จากการนำเสนอเอกสาร 99 หน้าต่อสภาบริหาร Yahoo เรียกร้องให้ปลดประธานเจ้าหน้าที่บริหารในขณะนั้น อย่างมาริสสา เมเยอร์ ออกจากตำแหน่ง ข้อเรียกร้องนี้ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จนในที่สุดเมเยอร์ก็ลาออกไปเองในปี 2017 หลังจาก Verizon เข้าซื้อบริษัท

ผ่านไป 10 ปี แจ็คสันกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจากที่เขาเริ่มโพสต์ความเห็นต่อ Opendoor บน X โดยเขาอธิบายว่าหุ้นดังกล่าวอาจ พุ่งถึง 82 ดอลลาร์ภายในปี 2028 และเรียกมันว่า “หุ้นร้อยเท่า” หรือ hundred bagger ซึ่งหมายถึงหุ้นที่ให้ผลตอบแทนถึง 100 เท่า

เขาระบุว่าในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เขาได้รับโทรศัพท์และอีเมลจากนักลงทุนกว่า 600 ครั้ง เพื่อสอบถามแนวคิดการลงทุนของเขา

ไม่เพียงเท่านี้ หุ้นอื่นในพอร์ตของเขาก็ได้รับความสนใจตามไปด้วย เช่น Iren และ Cipher Mining ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต โดย Iren พุ่งขึ้น 49% ในเดือนนี้ ส่วน Cipher ทะยานถึง 65%

แต่ความคลั่งไคล้ หุ้นมีม ยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หุ้นบริษัทอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับแจ็คสันเลยก็ถูกดึงเข้ามาในกระแส เช่น Kohl’s ที่ขึ้น 58% ในเดือนนี้ GoPro พุ่ง 78% และ Krispy Kreme เพิ่มขึ้น 67% ขณะที่นักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อหุ้นที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หวังได้กำไรมหาศาลเหมือนในปี 2021

บทสรุป: กระแสนี้แสดงให้เห็นว่าอำนาจของชุมชนออนไลน์และความเชื่อใน “เรื่องเล่า” ของการลงทุนยังคงมีผลอย่างมากต่อตลาด นักลงทุนควรจับตา แต่ต้องมีสติ อย่าให้ความอยากได้กำไรเร็วบดบังการวิเคราะห์พื้นฐาน ถ้าคุณสนใจหุ้นมีม อย่าลืมศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ—เพราะบางครั้ง ความคลั่งไคล้อาจพัดพาหุ้นขึ้นได้ แต่ก็ทำให้ร่วงได้เช่นกัน