ผู้เขียน: lalika69_admin

จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเราโดยตรงมาเล่าสู่กันฟังครับ หลายคนอาจจะสังเกตเห็นว่าช่วงนี้ภาคธุรกิจ ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงงานบริการ เริ่มบ่นกันอุบว่าหาคนทำงานยากมาก ยิ่งเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานคนเยอะๆ ยิ่งขาดแคลนหนักจนน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากทางภาครัฐ เมื่อคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบรับข้อเสนอจาก กกร. หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เพื่อเตรียมแนวทางในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างเร่งด่วน

จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่

ปัจจุบันปัญหาขาดแคลนแรงงานไทยกำลังสะสมตัวจนเข้าขั้นวิกฤต โดยตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ราว 5 แสนคน ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากทั้งปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดน และการแย่งชิงแหล่งแรงงานกับประเทศคู่แข่ง ทำให้แรงงานดั้งเดิมโดยเฉพาะจากเมียนมาไหลเข้าไทยน้อยลง ทาง กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาการจุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการในระยะสั้นก่อน

แผนการจัดการแรงงานต่างด้าวในระยะยาว

นอกจากมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการต่อใบอนุญาตให้แรงงาน 4 สัญชาติเดิม (เมียนมา, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม) แล้ว ทางกระทรวงแรงงานยังมองถึงการขยายฐานไปสู่ประเทศใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแรงงานเพียงไม่กี่แหล่ง ประเทศที่เป็นเป้าหมายใหม่ ได้แก่:

  • ศรีลังกา
  • บังกลาเทศ
  • ฟิลิปปินส์
  • อินโดนีเซีย

การขยายความร่วมมือผ่านการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เหล่านี้ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมากครับ เพราะถ้าเรามีฐานแรงงานที่หลากหลายขึ้น นอกจากจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนได้อย่างไม่สะดุดแล้ว ยังเป็นการสร้างสมดุลเชิงโครงสร้างแรงงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

มุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

การแก้ปัญหาแรงงานในยุคที่จำนวนวัยทำงานของไทยเราลดลงเรื่อยๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ทางคุณจุลพันธ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด และจะพยายามจัดการเคสแรงงานที่ค้างคาให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้องถูกกฎหมาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าต่อได้โดยไม่ติดขัดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ รัฐบาลจะสามารถเจรจา MOU กับประเทศใหม่ๆ ได้รวดเร็วแค่ไหน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งหวังจะเห็นผลนั้น จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการได้เพียงใด

ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ: ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐหันมาฟังเสียงเอกชนอย่างจริงจัง ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นระบบการนำเข้าแรงงานที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น หรือมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ในภาคส่วนที่แรงงานหายาก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวทันเพื่อนบ้านครับ สุดท้ายนี้ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านสวัสดิการและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้กับเราให้นานที่สุดครับ

ที่มา – จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่

ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ที่พวกเราต้องหันมาจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ เมื่อทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การไลฟ์สดเนื้อหาลามกอนาจารที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยล่าสุดทางภาครัฐได้ร่วมกันจัดงาน ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคมและยกระดับมาตรการป้องกันให้เข้มข้นยิ่งขึ้นครับ

ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สั่นสะเทือนวงการโซเชียลมีเดียอย่างมากครับ เพราะมีการไลฟ์สดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 ชั่วโมงโดยไม่มีการระงับ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าระบบการคัดกรองของแพลตฟอร์มอยู่ที่ไหน? ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ จึงได้เร่งเรียกตัวแทนจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่มาหารือเพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีนี้ซ้ำรอยอีก

เบื้องหลังการทำงานของรัฐและบทลงโทษที่ต้องเจอ

จากการตรวจสอบพบว่ามีบัญชีผู้ใช้งานมากกว่า 30 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าว โดยบางส่วนมีการนำภาพบุคคลอื่นมาแอบอ้างทำเป็นบัญชีอวตารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วแฝงลิงก์ฟิชชิงหรือโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ไว้ ซึ่งนี่ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปีเลยทีเดียว

สิ่งที่ทางภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้แก่:

  • การขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มเพื่อระบุตัวตนตัวการผู้อยู่เบื้องหลังอย่างจริงจัง
  • การปรับปรุงกฎเกณฑ์การแจ้งลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แทนการรอคอยในกรอบเวลา 24 ชั่วโมงแบบเดิมที่อาจไม่ทันการณ์
  • การพิจารณาความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม หากพบว่ามีการละเลยในการระงับเนื้อหาตามมาตรา 15

บทเรียนสำคัญสำหรับพวกเราชาวเน็ต

สำหรับเพื่อนๆ ชาวโซเชียล ผมอยากย้ำเตือนไว้ตรงนี้เลยว่า การกดไลก์ แชร์ หรือส่งต่อเนื้อหาที่มีลักษณะลามกอนาจารนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมเท่านั้น แต่มันมีความผิดตามกฎหมายด้วย การที่ ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ดังนั้น ก่อนจะพิมพ์หรือคลิกอะไรลงไปในโซเชียลมีเดีย ต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนนะครับ

ในอนาคต ผมมองว่าเทคโนโลยีการตรวจจับด้วย AI จะถูกนำมาใช้มากขึ้น และความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์มกับรัฐบาลจะเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นผู้ใช้งานทุกคนควรใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับเราทุกคนครับ

ที่มา – ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศที่เปราะบาง ความเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้มหาศาล ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาสร้างความฮือฮาด้วยการกำชับคณะผู้แทนเจรจาของตนว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นท่าทีที่น่าสนใจมากหลังจากที่หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าข้อตกลงจะสำเร็จลงในเร็ววัน

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

เหตุผลที่ทรัมป์เลือกเบรกเกมในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอารมณ์ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการให้ทุกอย่างรอบคอบและถูกต้องที่สุด ผลประโยชน์ที่วางอยู่บนโต๊ะเจรจามีมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของโลก ไปจนถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ทั่วโลกจับตามอง

แม้หลายคนจะมองว่าการเจรจาเดินหน้าไปไกลแล้ว ทรัมป์กลับย้ำผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ทั้งสองฝ่ายต้องใช้เวลาและทำให้ถูกต้อง” การตัดสินใจเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งหากเราวิเคราะห์จากรายงานข่าวเบื้องลึก จะพบว่าประเด็นสำคัญที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้เต็มที่ ได้แก่:

  • การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
  • การปล่อยคืนเงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้
  • ข้อจำกัดที่ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านปฏิบัติตามเรื่องโครงการนิวเคลียร์

ความเห็นต่างภายในพรรครีพับลิกัน

ความใจเย็นของทรัมป์สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในพรรครีพับลิกันเอง ฝ่ายที่คัดค้านมองว่านี่คือความผิดพลาดที่อาจทำให้อิหร่านได้ใจและมองว่าสหรัฐฯ อ่อนข้อให้ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งกลับมองว่าเป็นโอกาสในการบีบให้อิหร่านเข้าสู่เวทีการเจรจาอย่างจริงจังเสียที เพื่อปิดฉากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ในการเจรจาระดับโลก “ความเร็ว” อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป แต่เป็น “ความแม่นยำและการทำข้อตกลงที่ยั่งยืน” ที่จะช่วยลดความขัดแย้งในระยะยาวได้มากกว่า ทรัมป์เองดูเหมือนจะเข้าใจดีว่า หากรีบตัดสินใจผิดพลาด ผลกระทบที่ตามมาต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพในตะวันออกกลางจะหนักหนาสาหัสเพียงใด

บทสรุปและมุมมองต่อสถานการณ์นี้: ความใจเย็นของทรัมป์ในรอบนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป อาจเป็นก้าวสำคัญที่สุดในรอบหลายปี เรายังคงต้องจับตามองว่าการเจรจาจะคลี่คลายไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ คือ หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในแบบที่ยอมรับได้ทั้งคู่ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าการรีบร้อนทำข้อตกลงแบบลวกๆ อย่างแน่นอน ติดตามสถานการณ์นี้กันต่อไปให้ดี เพราะผลลัพธ์ของมันจะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนและค่าครองชีพของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองเกี่ยวกับสถานะการพักโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ล่าสุดทางทนายความได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์

ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายทนายความแจ้งว่ามีเหตุจำเป็นต้องขอเลื่อนการรายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จากกำหนดการเดิมคือวันที่ 25 พฤษภาคม ไปเป็นวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 แทน ซึ่งทางกรมคุมประพฤติเองก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ตามระเบียบปกติ หากมีเหตุจำเป็นที่แจ้งล่วงหน้าอย่างชัดเจน

นอกเหนือจากเรื่องวันนัดหมาย อีกประเด็นที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมากคือข่าวลือเรื่องการถอดกำไล EM หลังจากที่มีภาพการเดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลพระราม 9 ปรากฏว่า ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM โดยกรมฯ ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยื่นคำร้องใดๆ เพื่อขอปลดกำไลข้อเท้าดังกล่าวเลยครับ

หลักเกณฑ์เรื่องกำไล EM ที่ควรทราบ

หลายคนอาจสงสัยว่าการขอปลดกำไลอิเล็กทรอนิกส์มีขั้นตอนอย่างไร? ทางกรมคุมประพฤติได้อธิบายว่าการปลดกำไลนั้นแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก คือ:

  • การปลดชั่วคราว: หากผู้ถูกคุมประพฤติมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ซับซ้อน สามารถใช้เอกสารทางการแพทย์ประกอบการยื่นขอได้ โดยจะต้องกลับมาสวมใส่ตามเดิมเมื่อภารกิจทางการแพทย์เสร็จสิ้น
  • การปลดถาวร: กรณีนี้มีความเข้มงวดสูงกว่า เพราะต้องยื่นเรื่องไปถึงคณะอนุกรรมการฯ เพื่อวินิจฉัย เนื่องจากเงื่อนไขการสวม EM เป็นมติเฉพาะของทางคณะอนุกรรมการนั้นๆ

สำหรับคุณทักษิณนั้น เงื่อนไขการพักโทษครั้งนี้ถือเป็นกรอบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยมีกำหนดรายงานตัวทั้งหมด 4 ครั้ง คือ วันที่ 28 พฤษภาคม, 27 มิถุนายน, 29 กรกฎาคม และ 31 สิงหาคม 2569 ตามลำดับ

ในมุมมองของผม การที่หน่วยงานภาครัฐออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนแบบนี้ ถือเป็นการช่วยลดแง่มุมความเข้าใจผิดในโลกโซเชียลได้ดีมากครับ เพราะเรื่องกำไล EM เป็นเรื่องทางกฎหมายที่มีขั้นตอนชัดเจน การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ติดตามข่าวสาร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง

ท้ายที่สุด การเข้าสู่ระบบการพักโทษตามขั้นตอนของกฎหมายแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนก็ต้องยึดถือระเบียบเดียวกัน หากใครตามข่าวอยู่ก็อดใจรออัปเดตกันต่อไปนะครับ เชื่อว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะเข้าสู่ช่วงปกติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ครับ

ที่มา – ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM

รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวเศรษฐกิจที่น่าตื่นเต้นมากมาอัปเดตให้ฟังกันครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศไทยในฐานะฮับสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อรัฐบาลไทยได้เดินหน้าเจรจาธุรกิจครั้งใหญ่กับกลุ่มบริษัทชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อดึงการลงทุนเข้ามาตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยานและขยายธุรกิจพลังงานสะอาดครับ

ทำไม รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมอุตสาหกรรมเหล่านี้ถึงเป็นกุญแจสำคัญ คำตอบคือเพราะเทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่การเดินทางที่รวดเร็วและการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครับ การที่ รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดึงเงินลงทุนเข้ามาเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Ecosystem หรือระบบนิเวศน์ทางธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การซ่อมบำรุงเครื่องบินไปจนถึงการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยในสายงานเทคโนโลยีชั้นสูงอีกด้วย

รายละเอียดความร่วมมือที่น่าสนใจ

  • ด้านอุตสาหกรรมการบิน: บริษัทอย่าง Rotortrade และ Satys สนใจจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมบำรุงและทำสีอากาศยานในไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในระดับภูมิภาค
  • ด้านพลังงานสะอาด: การขยายการลงทุนของ Virya Energy ตอกย้ำว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทของการผลักดัน FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยลดกำแพงภาษีและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดระดับโลกได้ง่ายขึ้น เมื่อมีมาตรการสนับสนุนจาก BOI มาเสริมทัพ การใช้ไทยเป็นฐานการผลิตจึงเป็นดีลที่คุ้มค่าสำหรับฝรั่งเศส และเป็นโอกาสทองของเศรษฐกิจไทยครับ

ในมุมมองของผม เชื่อว่านี่คือสัญญาณที่ดีมากครับ หากเราสามารถดึงดูดเทคโนโลยีจากยุโรปเข้ามาได้สำเร็จ ไทยจะไม่ใช่แค่ประเทศทางผ่าน แต่จะเป็นศูนย์กลางทางนวัตกรรมและการผลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากมองในแง่ของเทรนด์ ถ้าเราปรับตัวเข้าหาพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมอากาศยานได้ก่อนใคร ประเทศไทยจะมีแต้มต่อในตลาดโลกอีกมหาศาลครับ

จับตามองกันให้ดีนะครับว่าโครงการนี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานและนวัตกรรมใหม่ๆ อะไรตามมาบ้างในอนาคตอันใกล้ ใครที่ทำงานในสายวิศวกรรมหรือเทคโนโลยี เตรียมอัปเกรดทักษะตัวเองไว้เลยครับ ยุคสมัยของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตกำลังจะมาถึงแล้ว!

ที่มา – รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป

‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา คงจะรู้สึกตกอกตกใจไม่น้อยกับรายงานข่าวที่ระบุว่า ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ท่านกำลังปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดอุดรธานีครับ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในระหว่างการเตรียมตัวลงพื้นที่ ทีมงานใกล้ชิดได้พบว่าท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มีอาการหมดสติอยู่ภายในห้องพักของโรงแรม จึงได้รีบดำเนินการนำตัวส่งโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานีด้วยความรวดเร็วที่สุด ซึ่งในจังหวะนั้นเหตุการณ์ค่อนข้างวิกฤตจนถึงขั้นที่ทีมแพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจเพื่อให้ชีพจรกลับมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

สถานการณ์ล่าสุด: ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน

หลังจากที่ทีมแพทย์ได้ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีรายงานข่าวออกมาแล้วว่า ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน โดยท่านมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน สามารถสื่อสารโต้ตอบกับทีมงานได้แล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยและเฝ้าระวังอาการอย่างละเอียด ท่านยังคงต้องรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

สาเหตุเบื้องต้นที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันนั้น มาจากการที่ท่านได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าภารกิจของรัฐมนตรีนั้นต้องใช้พลังงานสูง ทั้งการเดินทาง การประชุม และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับประชาชน ทำให้ร่างกายอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพในที่สุด

ข้อคิดจากเหตุการณ์สุขภาพของคนทำงานหนัก

มองในมุมของคนทำงานในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหาร หรือเหล่าคนรุ่นใหม่ที่ทุ่มเทให้กับงาน เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีมาก ๆ ครับว่า:

  • สุขภาพต้องมาก่อน: ต่อให้มีภารกิจล้นมือแค่ไหน ร่างกายเราไม่ใช่เครื่องจักรครับ ต้องรู้จักฟังเสียงเตือนของร่างกาย
  • การพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของงาน: การหักโหมจนเกินไปไม่ได้กัลยาณมิตรหรือประโยชน์ในระยะยาว หากเราล้มป่วย งานที่ตั้งใจทำไว้ก็อาจไม่สำเร็จเท่าที่ควร
  • การตรวจสุขภาพประจำปี: เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนทุกวัย ไม่ควรละเลยเด็ดขาด

ท้ายที่สุดนี้ ผมในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เชื่อมั่นว่าทีมแพทย์จะให้การดูแลท่านเป็นอย่างดี และพวกเราทุกคนขอส่งกำลังใจให้ท่านสุริยะหายจากอาการป่วยและกลับมาแข็งแรงในเร็ววันนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากฝากไว้ให้ทุกคนคือ อย่าลืมแบ่งเวลาพักผ่อนให้เป็นนิสัย เพราะสุขภาพเป็นอาภรณ์ที่ดีที่สุดของชีวิตครับ หากคุณรู้สึกเหนื่อยล้า อย่าฝืนจนเกินไป เพราะไม่มีงานไหนมีค่ายิ่งกว่าชีวิตของคุณเองครับ

ที่มา – ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน

เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากเมืองเหนือกันมาบ้างแล้วนะครับ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แฟนๆ กิจกรรมสายความหลากหลายต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะ เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม อย่างเป็นทางการใจกลางข่วงประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ครับ

เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม

บรรยากาศภายในงาน Chiang Mai Pride 2026 เต็มไปด้วยพลังงานบวกและความสดใส แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นไม่ใช่แค่สีสันของขบวนพาเหรดที่จัดเต็มถึง 37 ขบวน แต่คือการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ภายใต้แนวคิด Chiang Mai Pride Inclusive City ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากการแสดงออกของภาคประชาชนไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายอย่างจริงจังครับ

ก้าวต่อไปสู่การเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียมที่ยั่งยืน

การที่เมืองอย่างเชียงใหม่ลุกขึ้นมาประกาศจุดยืนเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสีสันในช่วงเดือนมิถุนายนเท่านั้นนะครับ แต่เป็นการปูทางสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมีความหลากหลายในรูปแบบใด ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสและพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือสิ่งที่น่าชื่นชมเพราะเป็นการทำให้คำว่า ‘ความหลากหลาย’ ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นรากฐานของเมือง

  • วิสัยทัศน์ระดับโลก: ไม่เพียงแค่งานในพื้นที่ แต่เชียงใหม่ยังมุ่งเป้าไปที่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 อีกด้วย ซึ่งถือเป็นความทะเยอทะยานที่น่าจับตามองในเชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
  • พลังรวมใจ: งานนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายสิทธิมนุษยชน ยืนยันได้ว่าเรื่องความเท่าเทียมไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
  • พื้นที่ปลอดภัย: การมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดสองข้างทางที่เป็นสักขีพยาน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเชียงใหม่พร้อมที่จะเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อทุกเพศสภาพอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผม การที่เมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ประกาศตัวเป็นทัพหน้าผ่านเทศกาลนี้ คือการสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนไปมาก นี่คือทิศทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่มองหาจุดหมายปลายทางที่ยินดีต้อนรับความแตกต่าง หากใครมีโอกาสในช่วงเดือน Pride นี้ การได้ลองไปสัมผัสบรรยากาศที่เชียงใหม่จะทำให้คุณเห็นว่า พลังของการยอมรับตัวตนนั้นสร้างความเข้มแข็งให้สังคมได้มากเพียงใด

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม ในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทยได้เดินตามรอย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจในตัวตนของตัวเองครับ มาร่วมกันติดตามว่า Road to The World Pride ต่อจากนี้จะมีเซอร์ไพรส์อะไรให้เราได้เห็นกันอีก

ที่มา – เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม

สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย

สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมภารกิจสำคัญในการเดินทางไปร่วมประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ณ มหานครนิวยอร์ก ตามคำเชิญของจีน ซึ่งเป็นประธานในวาระนี้ โดยประเด็นหลักที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือการพบปะหารือกับ ปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เพื่อสานต่อความร่วมมือหลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงร่วมกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ที่ผ่านมาครับ

แม้ว่าการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศภายใต้บทบาทของ สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย จะมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือและการสร้างความไว้วางใจ แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางนี้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว เนื่องจากฝ่ายไทยเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของกัมพูชาในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะการที่ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติยังคงมีการนำประเด็นทวิภาคีไปกล่าวอ้างในที่ประชุม UNSC ซึ่งขัดกับข้อตกลงเดิมที่ผู้นำทั้งสองชาติได้หารือกันไว้ว่าจะมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาผ่านการพูดคุยทวิภาคีโดยตรง แทนที่จะนำประเด็นข้อพิพาทไปขยายผลในเวทีโลกระดับนี้ครับ

ทำไมต้องเร่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ?

คุณสีหศักดิ์ได้ย้ำอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความจริงใจในการดำเนินความสัมพันธ์ และเรายึดมั่นในข้อตกลงที่ผู้นำระดับสูงได้วางรากฐานเอาไว้ การที่กัมพูชายังคงใช้วิธีการแบบเดิมในการกล่าวหาหรือใส่ร้ายประเทศไทยนั้น นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์ให้กับใครแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนบรรยากาศความร่วมมือที่ควรจะเป็น การดำเนินงานภายใต้กรอบของ UNCLOS เพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกันมากกว่าการเผชิญหน้ากันด้วยข้อมูลทางเดียวครับ

  • ไทยพร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทางการทูตเสมอ
  • กัมพูชาควรปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมที่เคยตกลงกันไว้
  • การใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อโจมตีฝ่ายเดียวเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า

ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่า นี่คือบททดสอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลข่าวสารวิ่งไวถึงกันทั่วโลก หากกัมพูชายังเดินหน้าในแนวทางเดิม นอกจากความสัมพันธ์ของสองประเทศจะหยุดชะงักแล้ว ผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝั่งเองนั่นแหละครับที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ การที่ สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากฝั่งไทยว่า เราพร้อมร่วมมือแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและเกียรติภูมิของประเทศ

มุมมองทิ้งท้าย: เทรนด์ของการทูตสมัยใหม่เปลี่ยนไปมากครับ ทุกวันนี้ ‘Soft Power’ หรือความน่าเชื่อถือในระดับสากลสำคัญพอๆ กับการเจรจาโต๊ะกลม การรักษาคำพูดและการสร้างบรรยากาศที่ดีจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต หากเราต้องการเห็นการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งสองประเทศต้องเปลี่ยนผ่านจากการ ‘ขัดแย้ง’ ไปสู่การ ‘แบ่งปัน’ ผลประโยชน์ร่วมกันให้ได้ครับ

ที่มา – สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย

กรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์สุขภาพที่น่าสนใจมาฝากกันครับ หลังจากที่หลายคนเริ่มคลายกังวลเรื่องโควิด-19 ไปแล้ว แต่ล่าสุดทางกรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าติดตามเพื่อให้เราปรับตัวใช้ชีวิตได้แบบปลอดภัยและรู้เท่าทันสถานการณ์ครับ

กรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

จากการรายงานล่าสุด พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 กำลังระบาดในไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยครองสัดส่วนกว่า 50.95% ของตัวอย่างที่ตรวจพบทั้งหมด ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังระบุด้วยว่า เชื้อตัวนี้มีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม ซึ่งช่วยให้มันแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาบ้างคือ ถึงแม้จะติดง่ายขึ้น แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการรุนแรงหนักกว่าเดิมครับ

ทำไมเราถึงต้องจับตามอง NB.1.8.1?

เหตุผลที่หน่วยงานสาธารณสุขยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะพฤติกรรมการระบาดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 มีแนวโน้มแปรผันตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลที่คนมักป่วยกันบ่อยขึ้น แม้สถานการณ์ภาพรวมในไทยจะยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา แต่การประมาทก็อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางได้ครับ

สำหรับแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวในฐานะที่เราต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ในรูปแบบของโรคประจำถิ่น หรือโรคติดต่อตามฤดูกาล ทางกรมควบคุมโรคยังคงเน้นย้ำเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นสำคัญครับ ดังนี้:

  • ล้างมือให้เป็นนิสัย: ไม่ว่าจะเป็นก่อนทานอาหาร หรือหลังสัมผัสพื้นผิวสาธารณะ เช่น ปุ่มกดลิฟต์ หรือราวบันได
  • ไอหรือจามอย่างถูกวิธี: ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากและจมูกเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด: หากจำเป็นต้องไปสถานที่ปิดหรือคนเยอะ การสวมหน้ากากอนามัยยังคงเป็นวิธีที่เวิร์กที่สุดครับ
  • เฝ้าระวังกลุ่ม 608: ดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ หากเรามีอาการป่วยเล็กน้อย ควรแยกตัวเพื่อป้องกันการนำเชื้อไปติดคนในบ้าน
  • ใช้ ATK ตรวจเช็กตัวเอง: ถ้ามีไข้ น้ำมูก หรือไอ อย่าชะล่าใจ ให้รีบหาชุดตรวจมาลองเช็กดูก่อน ถ้าผลเป็นบวกจะได้วางแผนปรึกษาแพทย์ได้ทันท่วงทีครับ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่าถึงแม้ข่าวการพบสายพันธุ์ใหม่จะฟังดูน่ากังวล แต่ถ้าเรามีสติและคอยดูแลสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ การมีความรู้ที่ถูกต้องช่วยลดความตื่นตระหนกได้มากจริงๆ สำหรับใครที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอดครับ

อย่าลืมสุขภาพที่ดีเริ่มที่ตัวเรา และหมั่นอัปเดตข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อยู่เสมอ เพื่อให้เราก้าวทันไวรัสได้ทุกสถานการณ์ครับ

ที่มา – กรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น