ผู้เขียน: lalika69_admin

นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองระหว่างประเทศที่น่าสนใจมาก เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเปิดเผยถึงบทสนทนาสำคัญกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยให้ความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในหัวข้อ นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย ที่ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่เฉียบขาดของรัฐบาลไทยในเวทีโลก

นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย

ในการพบปะระดับผู้นำครั้งสำคัญนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงด้วยความมั่นใจว่า ประเทศไทยไม่ได้มีนโยบายเป็นผู้รุกรานใคร แต่เรามีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ โดยท่านได้ใช้ประสบการณ์จากการลงพื้นที่จริงตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา มาเป็นข้อมูลยืนยัน ไม่ใช่แค่การฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว การที่ท่านนำหลักฐานภาพถ่ายจากมือถือส่วนตัวมาแสดงให้ผู้นำฝรั่งเศสเห็น สะท้อนถึงความตั้งใจจริงและการเตรียมตัวที่เหนือชั้นในการปกป้องชื่อเสียงของประเทศไทย

ประเด็นมรดกโลกและความสมเหตุสมผล

ประเด็นที่น่าจับตามองอีกเรื่องคือการหารือกับ UNESCO เกี่ยวกับการสำรวจความเสียหายของมรดกโลก เมื่อฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้มีการสำรวจฝั่งของตน ท่านนายกฯ จึงตอบกลับด้วยความจริงใจและเป็นธรรมว่า นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย ซึ่งเป็นการเสนอความเท่าเทียมให้ UNESCO มาสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นในฝั่งไทยด้วยเช่นกัน เพื่อให้ภาพรวมของสถานการณ์มีความกระจ่างชัดเจน ไม่เอนเอียงฝ่ายเดียว

สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจในมุมมองของคนรุ่นใหม่และผู้ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคือ:

  • การใช้ Data จริงในการสื่อสาร: การที่ผู้นำลงพื้นที่และมีฐานข้อมูลภาพถ่ายด้วยตัวเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงสไตล์การบริหารที่น่าชื่นชม
  • ความโปร่งใสในเวทีโลก: การกล้าเผชิญหน้ากับคำถามจากผู้นำต่างชาติด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศได้มาก
  • การรักษาสมดุลทางการทูต: การพูดคุยกับฝรั่งเศสเป็นกุศโลบายที่ดีในการดึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างยูเนสโกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างยุติธรรม

ในมุมมองของผม การที่ผู้นำยึดมั่นในความถูกต้องและแสดงออกอย่างโปร่งใสเช่นนี้ คือหัวใจสำคัญของการรักษาอธิปไตยในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลข่าวสารส่งผ่านได้รวดเร็ว หากไทยเราสื่อสารโดยใช้หลักฐานชัดเจนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่านานาชาติจะเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ สุดท้ายแล้วความสงบสุขที่เกิดจากการเจรจาบนพื้นฐานความจริง คือสิ่งดีที่สุดที่พวกเราทุกคนต้องการ

ที่มา – นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย

มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’

เชื่อว่าหลายคนตอนนี้คงกำลังตื่นเต้นกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ล่าสุดอย่าง ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ กันอยู่ใช่ไหมครับ แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาด้านเทคนิคต่างๆ ก็กลายเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการสแกนใบหน้าบนแอปฯ เป๋าตังไม่ผ่าน หรือความสับสนในการใช้งานแอปฯ ถุงเงิน จนทำให้ธนาคารหลายแห่งเกิดความแออัดอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’

ล่าสุดมีข่าวดีครับ เพราะทางกรมการปกครองได้เล็งเห็นถึงความยากลำบากนี้ จึงได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้สั่งการให้อำเภอและฝ่ายปกครอง ไม่ว่าจะเป็นปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือทีมกรรมการหมู่บ้าน ลงพื้นที่แบบเชิงรุกเพื่อเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าโดยตรงถึงที่บ้านและที่ร้าน เพื่อให้ทุกคนสามารถลงทะเบียน มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ ได้อย่างราบรื่นและไม่ต้องไปนั่งรอคิวที่ธนาคารจนเหนื่อยครับ

สำหรับพี่น้องร้านค้าที่กำลังกังวลว่าจะทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงโครงการนี้ได้ ผมสรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้มาให้ดังนี้ครับ:

  • สำหรับร้านค้าเดิม: หากท่านเคยร่วมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ มาแล้ว สามารถกดยืนยันสิทธิได้ทันทีผ่านแอปฯ ถุงเงิน โดยมีกำหนดเวลาถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้ครับ
  • สำหรับร้านค้าใหม่: ท่านสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อย่าลืมตรวจสถานะการยืนยันเงื่อนไขบนแอปฯ ให้เรียบร้อยด้วยนะครับ

ทำไมต้องรีบลงทะเบียน มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’

การที่ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยถึงระดับพื้นที่แบบนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีมากครับ เพราะโครงการนี้ไม่ได้แค่ช่วยเรื่องลดภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว ซึ่งหากใครที่ยังสับสนเรื่องการสแกนใบหน้า หรือติดปัญหาการใช้งานแอปฯ ผมแนะนำให้สอบถามกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ของท่านได้เลยครับ เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมสนับสนุนเต็มที่

มุมมองทิ้งท้าย: ผมมองว่าโครงการในลักษณะนี้เป็นก้าวสำคัญของการปรับตัวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลระดับฐานราก แม้ในช่วงแรกจะมีอุปสรรคทางเทคนิคบ้าง แต่การที่ภาครัฐปรับตัวมารุกเข้าหาประชาชนแบบนี้แสดงถึงความตั้งใจจริงครับ แนะนำว่าหากใครที่ยังมีข้อสงสัยให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพราะการได้รับสิทธิก่อนย่อมได้เปรียบในการต่อยอดธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปนะครับ รีบไปลงทะเบียนให้สำเร็จกันตั้งแต่วันนี้เลยครับ

ที่มา – มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’

จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวต่างประเทศจะเห็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก เรื่องของการเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนจะวนกลับมาที่ปัญหาเดิมแต่เข้มข้นกว่าเดิม นั่นคือประเด็นไต้หวันครับ วันนี้ผมเลยอยากชวนมาวิเคราะห์กันว่า จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ นั้นส่งผลกระทบต่อพวกเราอย่างไร

จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’

หลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใครหลายคนคาดว่าอุณหภูมิความขัดแย้งจะลดลง กลับกลายเป็นว่าความตึงเครียดพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีการส่งสัญญาณถึงการพูดคุยโดยตรงระหว่างทรัมป์และไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ซึ่งจีนตอบโต้ทันทีว่านี่คือการ ‘เล่นกับไฟ’ สำหรับปักกิ่งแล้ว ไต้หวันไม่ใช่เรื่องของพรมแดนเท่านั้น แต่เป็นความชอบธรรมทางการเมืองที่ยอมไม่ได้

ความน่าสนใจอยู่ที่ท่าทีของสถานทูตจีนในหลายประเทศ รวมถึงในไทย ที่เริ่มเดินเกมเชิงรุกมากขึ้นในการย้ำถึงหลักการ ‘จีนเดียว’ ไม่ใช่แค่ในเชิงทูต แต่เป็นการสร้างกรอบรับรู้ให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงจุดยืนของพวกเขา เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไทยที่ต้องวางตัวให้ดีในท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตราย

ยุทธศาสตร์ไม้แข็งและไม้อ่อน

ปักกิ่งใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนครับ ในส่วนของไม้แข็งคือการประกาศย้ำชัดเรื่องรวมชาติ ส่วนไม้อ่อนคือการเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองในไต้หวันที่เห็นพ้องไปเยือนจีนได้ กลยุทธ์นี้สะท้อนว่าจีนต้องการกดดันทั้งระดับผู้นำและระดับประชาชนไต้หวันควบคู่กันไป โดยมีเรื่องเทคโนโลยีชิปและการค้าเป็นหัวใจหลัก

ทำไมเราถึงต้องจับตาเป็นพิเศษ?

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าเราถอยห่างจากเรื่องนี้ไม่ได้ครับ เพราะจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเรา ในขณะที่สหรัฐฯ ก็เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ขาดไม่ได้ การแสดงตัวหรือเลือกข้างอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในยุคที่การทูตนักรบหมาป่ากำลังทำงานอย่างเต็มสูบ

มุมมองและแนวโน้มในอนาคต

ในมุมมองของผม โอกาสเกิดสงครามใหญ่ในระยะสั้นนั้นค่อนข้างต่ำ เพราะจีนยังคงเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และการปะทะด้วยอาวุธจะเป็นหายนะทางการค้าสำหรับทุกฝ่าย แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘พื้นที่สีเทา’ ทางการทูตจะแคบลงเรื่อยๆ ประเทศอย่างไทยต้องใช้ความยืดหยุ่นสูงมากในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ อย่าให้อารมณ์ของมหาอำนาจสองขั้วมาบีบให้เราต้องเสียประโยชน์ในฐานะจุดเชื่อมต่อของโลก

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามข่าวสาร คือต้องจับตามองดีลการค้าและนโยบายเทคโนโลยีชิปให้ดีครับ เพราะนั่นคือเครื่องชี้วัดที่แม่นยำกว่าคำขู่ใดๆ ในอนาคตเราอาจเห็นการแข่งขันที่ไม่ได้อยู่แค่ในสนามรบ แต่อยู่ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเต็มตัวครับ

ที่มา – จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’

สมาคมทีวีดิจิทัลจี้ กสทช. คลอดแผนแม่บทหลังหมดอายุใบอนุญาตปี 72 ด้าน กสทช. ยันพิจารณาทันกำหนด-เล็งใช้วิธีประมูลพร้อมปรับราคาให้สอดคล้องเศรษฐกิจ

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารวงการสื่อและเทคโนโลยีคงเริ่มสงสัยกันแล้วว่า หลังจากปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลงนั้น อนาคตของช่องรายการโปรดที่เราดูอยู่ทุกวันนี้จะเป็นอย่างไร? ล่าสุดประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องร้อนที่สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. เร่งวางกติกาให้ชัดเจนเสียที

สมาคมทีวีดิจิทัลจี้ กสทช. คลอดแผนแม่บทหลังหมดอายุใบอนุญาตปี 72 ด้าน กสทช. ยันพิจารณาทันกำหนด-เล็งใช้วิธีประมูลพร้อมปรับราคาให้สอดคล้องเศรษฐกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางตัวแทนสมาคมฯ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เพื่อแสดงความเป็นห่วงว่า ความไม่ชัดเจนในเรื่องแผนแม่บทและโรดแมปหลังปี 2572 นั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ และอาจลุกลามต่อเนื่องไปถึงคุณภาพของเนื้อหาที่ส่งไปถึงมือประชาชน รวมถึงการปรับตัวของสถาบันการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตจบใหม่ด้วย

ทำไมต้องเร่งรีบ? ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แค่การต่อใบอนุญาต แต่อยู่ที่การปรับตัวให้ทันโลกดิจิทัล นี่คือประเด็นหลักที่ทางสมาคมฯ เน้นย้ำ:

  • ต้องการความชัดเจนในโครงสร้างการทำธุรกิจทุกแพลตฟอร์ม
  • การกำกับดูแลผู้เล่นในตลาด OTT ให้มีความเท่าเทียม
  • มาตรการการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงฟรีทีวีของประชาชน
  • การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่จะต้องมีหลักเกณฑ์รองรับ

ในมุมของ กสทช. เอง ทางตัวแทนได้ออกมายืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกเมินเฉย แต่อยู่ในขั้นตอนการนำเข้าสู่วาระการประชุม เพียงแต่มีประเด็นระดับประเทศเรื่องการค้าระหว่างประเทศเข้ามาแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ทาง กสทช. ได้ส่งสัญญาณบวกว่า สมาคมทีวีดิจิทัลจี้ กสทช. คลอดแผนแม่บทหลังหมดอายุใบอนุญาตปี 72 ด้าน กสทช. ยันพิจารณาทันกำหนด-เล็งใช้วิธีประมูลพร้อมปรับราคาให้สอดคล้องเศรษฐกิจ จะเป็นหัวข้อสำคัญที่จะถูกนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบแน่นอน

แนวโน้มและความคาดหวังในอนาคต: เป็นที่น่าจับตามองว่า กสทช. มีแนวคิดที่จะใช้การประมูลรอบใหม่โดยเน้นไปที่การ “ปรับราคา” ให้สมเหตุสมผลกับเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ เพราะหากต้นทุนใบอนุญาตสอดรับกับรายได้และพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนไปอยู่บนมือถือ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมากขึ้น เราก็น่าจะเห็นทีวีดิจิทัลปรับตัวเข้าสู่ทิศทางใหม่ที่แข่งขันได้และยั่งยืนกว่าเดิม

สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว ผมมองว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญมากของวงการสื่อ ไม่ว่า กสทช. จะเลือกใช้วิธีการแบบไหน ความชัดเจนคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการต้องการเพื่อให้นำเงินลงทุนไปพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพสูง แทนที่จะต้องมานั่งกังวลกับความเสี่ยงเชิงนโยบาย การปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ากติกาชัดเจน เราในฐานะคนดูก็มีโอกาสที่จะได้รับเนื้อหาที่สนุกและเข้าถึงง่ายมากขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – สมาคมทีวีดิจิทัลจี้ กสทช. คลอดแผนแม่บทหลังหมดอายุใบอนุญาตปี 72 ด้าน กสทช. ยันพิจารณาทันกำหนด-เล็งใช้วิธีประมูลพร้อมปรับราคาให้สอดคล้องเศรษฐกิจ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่อิสราเอลประกาศยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์โลกที่กำลังร้อนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์กันหน่อยครับ เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวใหญ่ที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือการที่ กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่อิสราเอลประกาศยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องหันมามองความมั่นคงในตะวันออกกลางกันใหม่อีกครั้ง

สถานการณ์ตึงเครียด: กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่อิสราเอลประกาศยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สถานการณ์ล่าสุดรายงานว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นของอิหร่านบริเวณเมืองบันดาร์อับบาส โดยระบุว่าเป็นการป้องกันตนเองหลังจากพบภัยคุกคามต่อกองกำลังของสหรัฐฯ ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าหนทางสู่การยุติข้อพิพาทจะยังคงอีกยาวไกล เนื่องจากรายละเอียดในบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายหารือกันนั้นมีความซับซ้อน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

ความเคลื่อนไหวในเลบานอนและแรงกดดันระดับภูมิภาค

ในขณะที่ฝั่งอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังตึงเครียด ทางด้านอิสราเอลได้ประกาศยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างหนักหน่วง โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้สั่งให้เพิ่มความเข้มข้นของการปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้การโจมตีจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งถือว่าสถานการณ์นี้มีความซับซ้อนมาก เพราะเลบานอนเองก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ปัญหาผู้พลัดถิ่นกว่าล้านคน

เหตุการณ์ที่ กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่อิสราเอลประกาศยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจโลกหลายประการ:

  • ราคาพลังงาน: ความผันผวนในช่องแคบฮอร์มุซมักส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
  • ความเชื่อมั่นนักลงทุน: ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวนและมีความระมัดระวังมากขึ้น
  • เทคโนโลยีและการสื่อสาร: การแทรกแซงทางทหารส่งผลต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงได้ในเร็ววัน การเจรจาทางการทูตมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เต็มไปด้วยอุปสรรคจากท่าทีที่แข็งกร้าวของทุกฝ่าย ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการเดินเรือขนส่งสินค้า เพราะอาจส่งผลต่อต้นทุนในการใช้ชีวิตและธุรกิจของเราไม่มากก็น้อยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรในสินทรัพย์ปลอดภัยหรือการปรับแผนธุรกิจให้ยืดหยุ่นถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็วเช่นนี้

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่อิสราเอลประกาศยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนนและระบบรางมาฝากกันครับ จากกรณีเหตุการณ์รถไฟชนรถประจำทางที่สร้างความสะเทือนใจเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการที่น่าสนใจและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีก

รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ

ประเด็นที่หลายคนต้องรีบปรับพฤติกรรมด่วนเลยคือ การที่ รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ อย่างจริงจังครับ โดยทางกรมการขนส่งทางรางได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ที่จอดรถทับจุดตัดรางรถไฟ ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างชัดเจนและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง การกระทำนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของชีวิตที่ไม่มีใครอยากให้สูญเสีย

ยกระดับความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่กระทรวงคมนาคมกำลังเร่ง รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ เพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาจุดตัดที่เป็นทางลัดชุมชน โดยจะมีการนำงบประมาณจากกองทุนเลขทะเบียนสวยมาติดตั้งระบบความปลอดภัย ทั้งไฟเตือน เสียงหวูด และไม้กั้นอัตโนมัติ พร้อมระบบตรวจจับเพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากมนุษย์ (Human Error)

นอกจากนี้ ในส่วนของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทาง ขสมก. และการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และทางกระทรวงก็ได้ถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงระบบบริหารจัดการรางรถไฟให้มีความปลอดภัยสูงสุดโดยเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมแทนการพึ่งพาบุคลากรเพียงอย่างเดียว

  • ตรวจสอบกฎจราจรและป้ายเตือนเสมอเมื่อขับรถผ่านจุดตัดรางรถไฟ
  • ไม่ควรหยุดรถทับรางรถไฟเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  • เตรียมพบกับระบบไม้กั้นอัตโนมัติและไฟเตือนที่ทันสมัยขึ้นในเขต กทม. และปริมณฑล

มุมมองของเรา: การนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดถือเป็นก้าวสำคัญของระบบคมนาคมไทยครับ ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล เราไม่ควรต้องสูญเสียเพราะความประมาทหรือความขาดแคลนอุปกรณ์ความปลอดภัยอีกต่อไป การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติจะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นให้กับทุกคนบนท้องถนน

สุดท้ายนี้ ฝากถึงเพื่อนๆ นักขับทุกท่านนะครับ การเคารพกฎจราจรไม่ใช่แค่เพื่อเลี่ยงค่าปรับ แต่คือการดูแลชีวิตของทั้งตัวเรา เพื่อนร่วมทาง และลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นครับ หากเห็นจุดตัดรางรถไฟ โปรดสังเกตสัญญาณเตือนเสมอ และห้ามจอดรถทับรางเด็ดขาดครับ!

ที่มา – รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ

‘เอพี’ จับมือ ‘มหิดล’ ยกระดับ ‘หย่อมป่า’ ชู Biodiversity สร้าง Living Quality ให้คนและเมือง

เชื่อไหมครับว่า ทุกวันนี้เวลาเรามองหาที่อยู่อาศัยสักแห่ง นอกจากทำเลหรือดีไซน์ที่สวยงามแล้ว สิ่งที่หลายคนเริ่มมองหามากขึ้นคือ “พื้นที่สีเขียว” ที่ช่วยให้เราหายใจได้เต็มปอดท่ามกลางเมืองใหญ่ แต่วันนี้ เอพี ไทยแลนด์ ได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ไปไกลกว่าแค่การปลูกต้นไม้ทั่วไป ด้วยการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อขยายแนวคิด ‘เอพี’ จับมือ ‘มหิดล’ ยกระดับ ‘หย่อมป่า’ ชู Biodiversity สร้าง Living Quality ให้คนและเมือง ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่จับต้องได้จริงในทุกโครงการครับ

แนวคิด ‘หย่อมป่า’ ของเอพีนั้น ไม่ใช่แค่การจัดสวนสวยๆ เพื่อถ่ายรูปอัปโซเชียลนะครับ แต่มันคือการสร้างระบบนิเวศจำลองที่เชื่อมโยงคนเข้ากับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง หลังจากได้รับรางวัลการันตีระดับโลกอย่าง G-Mark จากโครงการ Life สาทร เซียร์รา เอพีก็ไม่หยุดนิ่ง โดยมองว่าความยั่งยืนในที่อยู่อาศัยต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจระบบนิเวศเมืองอย่างแท้จริง

ทำไม ‘เอพี’ จับมือ ‘มหิดล’ ยกระดับ ‘หย่อมป่า’ ชู Biodiversity สร้าง Living Quality ให้คนและเมือง ถึงสำคัญต่อชีวิตคนเมือง?

หลายคนอาจสงสัยว่าการดึง Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพมาไว้ในโครงการมันดีอย่างไร? คำตอบคือมันช่วยสร้าง Living Quality หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ ลองจินตนาการว่าในวันหยุดพักผ่อน แทนที่จะอยู่กับคอนกรีตเย็นๆ เรากลับได้ยินเสียงนก มีลมพัดผ่านแมกไม้ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี และที่สำคัญคือระบบนิเวศเหล่านี้ช่วยลดอุณหภูมิรอบบ้านได้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์จากการออกแบบโดยมีผู้เชี่ยวชาญจากมหิดลเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเชิงวิชาการ

3 แนวทางสร้างเสน่ห์ให้คนเมืองรักธรรมชาติ

  • Design for Ecosystem: ออกแบบให้หย่อมป่าทำหน้าที่เป็นปอดที่ดักจับฝุ่นละออง PM2.5 และลดปัญหาเกาะความร้อนในเมืองใหญ่
  • Multi-tiered Planting: จัดลำดับชั้นพืชพรรณ ทั้งไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม ไปจนถึงไม้คลุมดิน เพื่อจำลองโครงสร้างป่าธรรมชาติให้สัตว์ตัวเล็กๆ และแมลงผสมเกสรได้อยู่อาศัย
  • Urban Fit & Native Resilient: คัดเลือกต้นไม้ท้องถิ่นที่ทนทานต่อสภาพเมือง ดูแลรักษาง่าย และไม่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำเกินจำเป็น

ปรากฏการณ์ที่ ‘เอพี’ จับมือ ‘มหิดล’ ยกระดับ ‘หย่อมป่า’ ชู Biodiversity สร้าง Living Quality ให้คนและเมือง ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโครงการคอนโดมิเนียมเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปพัฒนาต่อยอดในโครงการแนวราบอย่าง ‘THE CITY บางนา 3’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน เอพีก็ยังคงให้ความสำคัญกับความสมดุลของสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้ง

ผมมองว่านี่คือเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เพราะนอกจากความสวยงามแล้ว การมอบคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนผ่าน ‘โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว’ จะกลายเป็นมาตรฐานหลักที่ลูกบ้านในอนาคตจะเรียกร้องมากขึ้น ใครที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ใส่ใจโลกและใส่ใจสุขภาพของคุณไปพร้อมๆ กัน ลองแวะเข้าไปสัมผัสแนวคิดการพัฒนาที่เหนือชั้นจากเอพี ไทยแลนด์ ได้แล้ววันนี้ แล้วคุณจะเห็นว่าชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้นั้น เริ่มต้นจากสภาพแวดล้อมที่ตั้งใจสร้างจริงๆ ครับ

ที่มา – ‘เอพี’ จับมือ ‘มหิดล’ ยกระดับ ‘หย่อมป่า’ ชู Biodiversity สร้าง Living Quality ให้คนและเมือง [Advertorial]

ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 สภาพัฒน์แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับแรงงานเสี่ยง 1.1 แสนคน

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเทคโนโลยีและคนที่ติดตามความเคลื่อนไหวในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ช่วงนี้ถ้าเราพูดถึงเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) บอกเลยว่านี่คือกระแสที่มาแรงแบบหยุดไม่อยู่จริงๆ ครับ ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองมากเมื่อประเทศไทยของเราประกาศเป้าหมายชัดเจนว่า ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับโฉมหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเลยทีเดียว

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดในครั้งนี้ แน่นอนว่ามันไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องของนวัตกรรมหรือยอดขายรถยนต์เท่านั้น แต่มันสะเทือนไปถึงโครงสร้างการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 1.1 แสนคน หรือคิดเป็นประมาณ 16.3% ของแรงงานทั้งหมด กำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงครับ

เจาะลึก ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 กับผลกระทบแรงงาน

ทำไมตัวเลขแรงงานถึงน่ากังวลขนาดนั้น? คำตอบคือความแตกต่างทางเทคนิคครับ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) แบบเดิมที่เราใช้กันอยู่ ประกอบด้วยชิ้นส่วนนับพันรายการ แต่สำหรับรถยนต์ EV นั้น ชิ้นส่วนลดลงมหาศาลจาก 2,000 ชิ้น เหลือเพียงไม่กี่สิบชิ้นเท่านั้น ดังนั้นโรงงานที่เคยผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบดั้งเดิมจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวครั้งใหญ่

ทางออกที่สภาพัฒน์แนะนำเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน

เพื่อให้ ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 เป็นไปได้อย่างราบรื่นและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สภาพัฒน์จึงได้เสนอแนะว่าภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจังครับ โดยแนวทางที่น่าสนใจประกอบด้วย:

  • สนับสนุนการปรับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ EV
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีการเติบโต เช่น ชิ้นส่วนทางการแพทย์ หรือนวัตกรรมพลังงานสะอาด
  • สร้างมาตรการเยียวยาและสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่ม Tier 1 และ Tier 2 ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหายไปของชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาป

หากเรามองในมุมของเทรนด์โลก การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ หากไทยไม่เร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะสูญเสียสถานะ ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ไปได้ง่ายๆ แต่ถ้ามองในแง่บวก นี่คือโอกาสที่เราจะยกระดับทักษะแรงงานไทยให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ความคิดเห็นส่งท้าย: การที่รัฐบาลพยายามผลักดันเป้าหมายนี้ถือเป็นเรื่องดีครับ แต่กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 50% เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ ‘เปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม’ (Just Transition) ที่ต้องมั่นใจว่าแรงงานกว่าหนึ่งแสนคนที่อยู่ในจุดเสี่ยง จะมีงานใหม่รองรับและสามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างภาคภูมิใจครับ หากใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ผมแนะนำว่าถึงเวลาต้องเริ่มพัฒนาทักษะตนเองในด้านซอฟต์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์กันตั้งแต่วันนี้แล้วครับ

ที่มา – ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 สภาพัฒน์แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับแรงงานเสี่ยง 1.1 แสนคน

ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายข่าวการเมืองและเทคโนโลยีทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจระดับอินเตอร์มาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดหมุดหมายสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส เมื่อทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69 โดยเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้ให้การต้อนรับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยอย่างอบอุ่นครับ

ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69

การพบปะกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วไปนะครับ แต่เป็นการยกระดับความร่วมมือในแบบที่คนทำงานสาย Tech และธุรกิจต้องจับตามอง โดยมีสาระสำคัญแบ่งเป็น 4 ด้านหลักๆ ที่จะส่งผลต่ออนาคตของพวกเรา:

1. การเจาะตลาดเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอนาคต: ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งพลังงานสะอาด, ระบบการบินและอวกาศ, ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และ Data Center ซึ่งปัจจุบันฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญระดับโลก นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจมากสำหรับสตาร์ทอัพไทยครับ

2. การเร่งปิดดีล FTA ไทย-สหภาพยุโรป: หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาให้จบภายในปีนี้ ซึ่งถ้าทำได้จริง จะเป็นการเปิดประตูโอกาสครั้งใหญ่ให้สินค้าไทยเข้าไปตีตลาดในยุโรปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

3. ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์: ในยุคที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ระบาด ไทยกำลังมองหาความร่วมมือระดับสากลกับฝรั่งเศสเพื่อปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติระดับมืออาชีพ

4. จุดยืนภูมิรัฐศาสตร์: ในประเด็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับเพื่อนบ้าน ไทยเลือกใช้หลักกฎหมายสากลอย่าง UNCLOS เป็นตัวตั้ง เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

นอกจากบรรยากาศที่ดูเป็นกันเองแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้วางแผนปฏิบัติการร่วม 2026-2028 เพื่อยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับ Tech Infrastructure จะเป็นปัจจัยหนุนชั้นดีให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในภูมิภาค

มุมมองส่วนตัวและข้อแนะนำ: การที่ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69 สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังขยับตัวเข้าสู่มาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่ในเชิงนโยบาย แต่รวมถึงการดึงดูดเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในประเทศ สำหรับนักลงทุนและคนไอที ผมแนะนำให้ศึกษาโอกาสจากบริษัทในเครือ MEDEF ไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะการที่ยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสจ้องจะขยายการลงทุนในไทย หมายความว่าเราจะได้เห็นความต้องการแรงงานทักษะสูง (High-skilled labor) พุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69