จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวต่างประเทศจะเห็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก เรื่องของการเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนจะวนกลับมาที่ปัญหาเดิมแต่เข้มข้นกว่าเดิม นั่นคือประเด็นไต้หวันครับ วันนี้ผมเลยอยากชวนมาวิเคราะห์กันว่า จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ นั้นส่งผลกระทบต่อพวกเราอย่างไร
จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’
หลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใครหลายคนคาดว่าอุณหภูมิความขัดแย้งจะลดลง กลับกลายเป็นว่าความตึงเครียดพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีการส่งสัญญาณถึงการพูดคุยโดยตรงระหว่างทรัมป์และไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ซึ่งจีนตอบโต้ทันทีว่านี่คือการ ‘เล่นกับไฟ’ สำหรับปักกิ่งแล้ว ไต้หวันไม่ใช่เรื่องของพรมแดนเท่านั้น แต่เป็นความชอบธรรมทางการเมืองที่ยอมไม่ได้
ความน่าสนใจอยู่ที่ท่าทีของสถานทูตจีนในหลายประเทศ รวมถึงในไทย ที่เริ่มเดินเกมเชิงรุกมากขึ้นในการย้ำถึงหลักการ ‘จีนเดียว’ ไม่ใช่แค่ในเชิงทูต แต่เป็นการสร้างกรอบรับรู้ให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงจุดยืนของพวกเขา เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไทยที่ต้องวางตัวให้ดีในท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตราย
ยุทธศาสตร์ไม้แข็งและไม้อ่อน
ปักกิ่งใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนครับ ในส่วนของไม้แข็งคือการประกาศย้ำชัดเรื่องรวมชาติ ส่วนไม้อ่อนคือการเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองในไต้หวันที่เห็นพ้องไปเยือนจีนได้ กลยุทธ์นี้สะท้อนว่าจีนต้องการกดดันทั้งระดับผู้นำและระดับประชาชนไต้หวันควบคู่กันไป โดยมีเรื่องเทคโนโลยีชิปและการค้าเป็นหัวใจหลัก
ทำไมเราถึงต้องจับตาเป็นพิเศษ?
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าเราถอยห่างจากเรื่องนี้ไม่ได้ครับ เพราะจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเรา ในขณะที่สหรัฐฯ ก็เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ขาดไม่ได้ การแสดงตัวหรือเลือกข้างอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในยุคที่การทูตนักรบหมาป่ากำลังทำงานอย่างเต็มสูบ
มุมมองและแนวโน้มในอนาคต
ในมุมมองของผม โอกาสเกิดสงครามใหญ่ในระยะสั้นนั้นค่อนข้างต่ำ เพราะจีนยังคงเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และการปะทะด้วยอาวุธจะเป็นหายนะทางการค้าสำหรับทุกฝ่าย แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘พื้นที่สีเทา’ ทางการทูตจะแคบลงเรื่อยๆ ประเทศอย่างไทยต้องใช้ความยืดหยุ่นสูงมากในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ อย่าให้อารมณ์ของมหาอำนาจสองขั้วมาบีบให้เราต้องเสียประโยชน์ในฐานะจุดเชื่อมต่อของโลก
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามข่าวสาร คือต้องจับตามองดีลการค้าและนโยบายเทคโนโลยีชิปให้ดีครับ เพราะนั่นคือเครื่องชี้วัดที่แม่นยำกว่าคำขู่ใดๆ ในอนาคตเราอาจเห็นการแข่งขันที่ไม่ได้อยู่แค่ในสนามรบ แต่อยู่ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเต็มตัวครับ
