ผู้เขียน: lalika69_admin

สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ

สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ เพื่อเตรียมระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้นในปีงบประมาณ 2570 แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดสรรงบประมาณ การจ่ายเงินให้หน่วยบริการ การตรวจสอบการเบิกจ่าย และการพัฒนาสิทธิประโยชน์ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพบริการและการเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เปิดเผยทิศทางการบริหารกองทุนบัตรทองในกิจกรรมพบสื่อมวลชน ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อการบริหารจัดการงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2570 โดยกำหนดวงเงินรวมไว้ที่ 289,113.05 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าแรงของหน่วยบริการภาครัฐจำนวน 74,968.64 ล้านบาท งบประมาณทั้งหมดจะดูแลประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47.17 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว 4,669.44 บาทต่อคน

สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า แนวทางสำคัญของปี 2570 คือการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด หรือ Value for Money โดยพิจารณาทั้งความประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความเสมอภาค ไม่ใช่ดูเพียงว่างบประมาณถูกใช้ไปมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องประเมินด้วยว่าประชาชนได้รับบริการที่จำเป็น มีคุณภาพ และเหมาะสมกับทรัพยากรที่ใช้หรือไม่

อีกหนึ่งกลไกที่ถูกยกระดับคือระบบกำกับตรวจสอบแบบ 3 Lines of Defense ซึ่งช่วยแบ่งหน้าที่การควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่หน่วยงานผู้ปฏิบัติ ฝ่ายกำกับติดตาม ไปจนถึงการตรวจสอบที่เป็นอิสระ แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การใช้งบประมาณตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพงบผู้ป่วยในและลดการส่งต่อที่ไม่จำเป็น

คณะกรรมการ สปสช. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เห็นชอบแนวทางบริหารงบบริการผู้ป่วยใน โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10.5 ล้าน Sum AdjRW และกำหนดอัตราจ่าย 10,000 บาทต่อ AdjRW การใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวช่วยสะท้อนความซับซ้อนและต้นทุนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละประเภทได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับภาระงานจริงของแต่ละพื้นที่

สปสช. ยังเตรียมนำข้อมูลผลงานในอดีตมาใช้กำหนดเป้าหมายระดับเขตและจังหวัด เพื่อให้หน่วยบริการวางแผนได้แม่นยำมากขึ้น แนวทางนี้มีเป้าหมายลดการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น และสนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถดูแลประชาชนได้ใกล้บ้าน หากหน่วยบริการมีศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม ประชาชนก็จะลดภาระค่าเดินทางและรอรับบริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

หัวใจของแผนบริหารกองทุนปี 2570 จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินกองทุนเชื่อมโยงกับระบบบริการจริง ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ การจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และลดความเสี่ยงที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณจะกระทบต่อสิทธิในการรักษา

ดูแลทั้งผู้ป่วยนอก การป้องกันโรค และสภาพคล่องโรงพยาบาล

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การบริหารงบประมาณปี 2570 จะครอบคลุมบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค หรือ PP รวมถึงบริการกรณีเฉพาะ โดยงบสำหรับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอยู่ที่ 30,113.958 ล้านบาท และเปิดให้คนไทยทุกคนได้รับประโยชน์จากบริการที่จำเป็น

นอกจากนี้ สปสช. เตรียมนำร่องการจ่ายเงินล่วงหน้าใน 2 เขต เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้โรงพยาบาล พร้อมโอนงบผู้ป่วยนอกและงบ PP ล่วงหน้า 25% ให้หน่วยบริการกลุ่มที่กำหนด มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อโรงพยาบาลที่ต้องบริหารค่าใช้จ่ายประจำ ค่าบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย หากมีเงินหมุนเวียนที่เพียงพอ หน่วยบริการก็สามารถเดินหน้ารักษาผู้ป่วยได้อย่างไม่สะดุด

กรณีที่การบริหารงบผู้ป่วยในมีประสิทธิภาพและมีเงินเหลือ สปสช. จะพิจารณาจัดสรรให้หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามข้อตกลงร่วมกัน แนวทางนี้สะท้อนการบริหารงบแบบยืดหยุ่น โดยพยายามนำเงินไปใช้ในจุดที่มีความจำเป็นและสร้างประโยชน์ต่อระบบบริการมากที่สุด

ใช้ AI Audit ตรวจสอบการเบิกจ่ายและปกป้องสิทธิประชาชน

ประเด็นที่น่าจับตาคือการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบทั้งก่อนและหลังการจ่ายเงิน โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายและนำเทคโนโลยี AI Audit เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติ เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยคัดกรองข้อมูลจำนวนมาก ตรวจจับรูปแบบการเบิกจ่ายที่อาจมีความเสี่ยง และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ระบบตัดสินใจแทนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และเพิ่มความแม่นยำ โดยต้องควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส และการเปิดช่องทางให้หน่วยบริการชี้แจงเมื่อพบข้อสงสัย ที่สำคัญคือระบบตรวจสอบต้องไม่ทำให้ประชาชนถูกปฏิเสธหรือชะลอการรักษาในกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์

เพิ่มสิทธิประโยชน์และเทคโนโลยีการรักษาใหม่

สำหรับรายการสิทธิประโยชน์และบริการใหม่ในปี 2570 สปสช. เตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 1,348.97 ล้านบาท ครอบคลุมบริการที่ช่วยยกระดับการรักษาและลดความสูญเสียจากโรครุนแรง ตัวอย่างเช่น วัคซีน PCV สำหรับเด็กเล็ก หัตถการใส่ลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน หรือ TAVI เทคโนโลยี MR Linac การใช้ 3D Printing การปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยตับวายเฉียบพลัน การปลูกถ่ายปอดและปอด–หัวใจ รวมถึงการจัดการวัณโรคเชิงรุก

สิทธิประโยชน์เหล่านี้สะท้อนทิศทางระบบสุขภาพไทยที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การวินิจฉัยที่รวดเร็ว และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็น การเพิ่มบริการใหม่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพราะทำให้ประชาชนในระบบบัตรทองมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีต้นทุนสูงโดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตนเอง

โดยสรุป สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ ถือเป็นแผนที่พยายามมองระบบสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่เงินกองทุน หน่วยบริการ บุคลากร เทคโนโลยี ไปจนถึงประสบการณ์ของผู้ป่วย สิ่งที่ประชาชนควรติดตามต่อคือการนำแผนไปปฏิบัติจริงในแต่ละพื้นที่ และความรวดเร็วในการพัฒนาบริการใหม่

มุมมองที่น่าสนใจคือ ในอนาคตระบบบัตรทองจะไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่จะแข่งขันกันด้วยคุณภาพข้อมูล ความเร็วในการจ่ายเงิน ความโปร่งใส และความสามารถในการป้องกันโรค ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจง่าย เปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และรับฟังเสียงของประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมกันตรวจสอบและใช้สิทธิอย่างรู้เท่าทัน เงินกองทุนทุกบาทก็มีโอกาสเปลี่ยนเป็นบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น

ที่มา – สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ

ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs

ในวันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานและการทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่าจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ได้มากเพียงใด ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองว่า ไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐาน AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ หรือโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงได้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยจะลงทุน AI มากแค่ไหน แต่อยู่ที่การเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างสินค้าและบริการใหม่ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น แนวคิด ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs จึงเป็นมุมมองที่น่าสนใจสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และคนทำงานที่กำลังปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวม 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการด้านดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท หรือราว 76% ของการลงทุนทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์ ไปจนถึงการพัฒนาโมเดล AI และ AI Agents ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้งานได้ในหลายขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อธุรกิจสามารถนำ AI ไปช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการทำงาน เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ ซึ่ง SMEs ถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมาก เพราะธุรกิจไทย 99.5% เป็น SMEs และมีสัดส่วนการจ้างงานประมาณ 69.5% ของตลาดแรงงาน แม้จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 35.3% ของ GDP

ในบรรดา SMEs ทั้งหมด ประมาณ 85% เป็นธุรกิจรายย่อยหรือ Micro SME ที่มีพนักงานไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ธุรกิจกลุ่มนี้มักมีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน บุคลากร ความรู้ และเวลาสำหรับทดลองเทคโนโลยี แต่ในอีกมุมหนึ่ง ธุรกิจรายเล็กมีความคล่องตัวสูง รู้จักลูกค้าในพื้นที่เป็นอย่างดี และสามารถตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานได้เร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่

AI ช่วยให้ธุรกิจเล็กแข่งขันได้อย่างไร

ปัจจุบัน SMEs ไทยเริ่มใช้ AI มากขึ้น โดยข้อมูลจาก Salesforce ระบุว่า ประมาณ 70% ของ SMEs ไทยใช้งานหรืออยู่ระหว่างทดลองใช้ AI ขณะที่รายงาน Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 ของ AWS พบว่า ในกลุ่มธุรกิจที่ใช้ AI ราว 74% ยังใช้ในระดับพื้นฐาน เช่น แชตบอต เครื่องมือค้นหาข้อมูล การสรุปเอกสาร และการช่วยเขียนข้อความ มีเพียง 17% ที่ใช้งานในระดับกลาง และ 9% ที่นำ AI ไปใช้ในระดับสูง

การแบ่งระดับดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นเส้นทางการพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น ระดับแรกคือ AI-assisted หรือการใช้ AI ช่วยงาน เช่น ช่วยเขียนคำบรรยายสินค้า ตกแต่งภาพ ตอบคำถามลูกค้า และจัดทำเอกสาร ระดับที่สองคือ AI-operated ซึ่งเป็นการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้ AI เชื่อมโยงข้อมูลและทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่รวมยอดขาย คาดการณ์สินค้า จัดการคลัง และวางแผนการตลาด ส่วนระดับสูงสุดคือ AI-native หรือธุรกิจที่มี AI เป็นแกนกลางของสินค้าและบริการ

3 กลยุทธ์ที่ SMEs ควรเริ่มลงมือทำ

1. Reimagine คิดใหม่ว่า AI เปิดโอกาสอะไร

ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการมองปัญหาและโอกาสของธุรกิจใหม่ ไม่ใช่เพียงนำ AI ไปเติมในขั้นตอนเดิม ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารอาจใช้ AI วิเคราะห์เมนูที่ลูกค้านิยม คาดการณ์วัตถุดิบ และสร้างคอนเทนต์สำหรับสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ร้านค้าออนไลน์สามารถใช้ AI ช่วยตอบแชต สร้างภาพสินค้า และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็ว

AI ยังมีบทบาทต่อเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น ลูกค้าอาจใช้ AI ค้นหา เปรียบเทียบ และขอคำแนะนำสินค้าแทนการเปิดดูเว็บไซต์ทีละแห่ง ดังนั้น SMEs ควรจัดเตรียมข้อมูลสินค้า ราคา จุดเด่น รีวิว และบริการหลังการขายให้ชัดเจน เพื่อให้แบรนด์มีโอกาสปรากฏในคำแนะนำของระบบ AI รายงานจาก BCG ที่ซิกเว่อ้างถึงระบุว่า ประมาณ 63% ของการซื้อที่มี AI ช่วยนำผู้บริโภคไปรู้จักแบรนด์ที่ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกมาก่อน นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการรายเล็ก

2. Transform เปลี่ยนกระบวนการให้ AI สร้างผลลัพธ์

การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทดลองใช้แชตบอตหรือเครื่องมือช่วยเขียนเท่านั้น ธุรกิจควรสำรวจว่าขั้นตอนใดใช้เวลามาก เกิดข้อผิดพลาดบ่อย หรือทำให้ลูกค้าต้องรอนาน จากนั้นจึงเลือกใช้ AI แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ อาจเริ่มจากงานเล็ก ๆ ที่วัดผลได้ เช่น ลดเวลาตอบลูกค้า ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล หรือเพิ่มยอดขายจากการแนะนำสินค้าที่ตรงความสนใจ

เมื่อทีมงานมีความเข้าใจและเห็นผลลัพธ์แล้ว จึงค่อยขยับไปสู่การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างช่องทางขาย การพยากรณ์ความต้องการสินค้า การจัดการสต็อก และการวางแผนโฆษณา สิ่งสำคัญคือเจ้าของธุรกิจยังต้องกำกับดูแล ตรวจสอบความถูกต้อง และกำหนดขอบเขตการตัดสินใจของ AI อย่างเหมาะสม

3. Lead กำหนดทิศทางและพาคนในองค์กรไปด้วยกัน

AI จะสร้างประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อคนในองค์กรพร้อมใช้งานและเข้าใจเป้าหมาย ผู้นำจึงควรสื่อสารให้ชัดเจนว่าเหตุใดธุรกิจต้องใช้ AI งานส่วนใดจะเปลี่ยนแปลง และพนักงานจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านใด การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้จะช่วยลดความกังวล และทำให้ทีมมอง AI เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพ มากกว่าจะมองว่าเป็นคู่แข่งที่เข้ามาแทนที่คน

SMEs มีข้อได้เปรียบด้านความเร็วในการตัดสินใจ หากผู้นำเห็นโอกาสและเริ่มทดลองอย่างมีแผน ก็สามารถเรียนรู้จากผลลัพธ์และปรับกลยุทธ์ได้รวดเร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่ การเริ่มต้นจากโครงการเล็กที่มีตัวชี้วัดชัดเจนจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เช่น วัดจำนวนชั่วโมงที่ประหยัดได้ อัตราการตอบกลับลูกค้า ยอดขายต่อแคมเปญ หรือความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ

โครงสร้างสนับสนุนต้องเดินไปพร้อมกัน

ทั้งสามกลยุทธ์จะเกิดผลได้ดีเมื่อมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ AI ที่มีราคาเข้าถึงได้ ข้อมูลที่มีคุณภาพ อินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ ตลอดจนหลักสูตรพัฒนาทักษะที่เน้นการใช้งานจริง ภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันสร้างพื้นที่ทดลอง หรือ AI Sandbox เพื่อให้ SMEs สามารถทดสอบนวัตกรรมอย่างปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในวงกว้าง

ทรูระบุว่า ต้องการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กให้เข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น ผ่าน True AI Hub ซึ่งรวมโมเดล AI มากกว่า 50 ตัวไว้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมแพ็กเกจเริ่มต้น 399 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือน แนวทางนี้ช่วยลดภาระการลงทุนก้อนใหญ่ และลดความยุ่งยากในการสมัครใช้บริการจากหลายแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ Arise Ventures Group AWS และ Amazon เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ให้คนไทยจำนวน 3 ล้านคน

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือธรรมาภิบาล AI ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว ความถูกต้องของเนื้อหา และความโปร่งใสในการใช้ระบบอัตโนมัติ กติกาที่ดีควรคุ้มครองผู้ใช้งานโดยไม่ปิดกั้นนวัตกรรม เพราะเทคโนโลยีมักพัฒนาเร็วกว่ากฎระเบียบเสมอ

Access Partnership ประเมินว่า การนำ AI มาใช้อาจสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจไทยได้อย่างน้อย 2.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 แต่ตัวเลขดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อผลประโยชน์กระจายไปถึงธุรกิจทุกขนาด การลงทุน AI จึงควรมองไกลกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูล โดยต้องเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานกับทักษะ ข้อมูล เครื่องมือ และโอกาสทางตลาด

โดยสรุป แนวคิด ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs สะท้อนว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการจำนวนมากในการนำ AI ไปต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและความเข้าใจลูกค้าให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่แข่งขันได้

สำหรับ SMEs การเริ่มต้นวันนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง ขอเพียงเลือกปัญหาที่ชัดเจน ทดลองเครื่องมือที่เหมาะสม วัดผลอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาทีมไปพร้อมกัน ธุรกิจที่เริ่มเรียนรู้ก่อนย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในวันที่ AI กลายเป็นมาตรฐานของทุกอุตสาหกรรม ดังนั้นผู้ประกอบการควรเริ่มสำรวจว่า AI จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ หรือเปิดตลาดใหม่ให้ธุรกิจได้อย่างไร แล้วลงมือทดลองให้เร็วที่สุด

ที่มา – ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs [PR NEWS]

กิลฟอยล์บอกทำเนียบขาว ข้อความผู้บริจาคสร้างโดย AI

ประเด็นของ กิลฟอยล์บอกทำเนียบขาว ข้อความผู้บริจาคสร้างโดย AI กำลังกลายเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนความสับสนของโลกข่าวสารยุคดิจิทัล รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า คิมเบอร์ลี กิลฟอยล์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรีซ อาจแจ้งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า ข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าเธอส่งถึงผู้บริจาครายใหญ่ถูกสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า กิลฟอยล์ถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความผ่านแอป Signal เพื่อขอให้ผู้บริจาครายหนึ่งช่วยชำระหนี้บัตร American Express มูลค่า 100,000 ดอลลาร์ ก่อนการพิจารณารับรองตำแหน่งของเธอ รายละเอียดดังกล่าวสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างมาก และกลายเป็นข่าวที่ทำให้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องเผชิญคำถามต่อเนื่อง

กิลฟอยล์บอกทำเนียบขาว ข้อความผู้บริจาคสร้างโดย AI

ตามรายงานของ Wall Street Journal กิลฟอยล์ติดต่อเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวไม่นานหลังข่าวเกี่ยวกับข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ โดยบอกว่าข้อความอาจเป็นภาพหน้าจอปลอมที่สร้างด้วย AI อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวไม่เชื่อคำกล่าวอ้างนี้ และยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันว่าข้อความถูกสร้างขึ้นโดยระบบปัญญาประดิษฐ์จริง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือ คำกล่าวอ้างไม่ได้หมายความว่า AI เป็นผู้ส่งข้อความหรือมีเจตนากลั่นแกล้งบุคคลใดโดยอิสระ แต่มีความเป็นไปได้ว่าผู้กล่าวอ้างกำลังสื่อว่า มีคนใช้เครื่องมือ AI เพื่อสร้างภาพหน้าจอปลอมขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้น คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้สร้างภาพดังกล่าว และสร้างขึ้นด้วยเหตุผลใด

กิลฟอยล์บอกทำเนียบขาว ข้อความผู้บริจาคสร้างโดย AI สะท้อนอะไร

กรณีนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมข้อมูลข่าวสาร นั่นคือ ผู้คนเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นบนหน้าจอเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ในอดีต การปฏิเสธข้อความหรือเอกสารที่มีรายละเอียดชัดเจนอาจต้องอาศัยคำอธิบายที่ซับซ้อน แต่ปัจจุบันการพูดว่า “AI ทำ” หรือ “ภาพถูกสร้างด้วย AI” อาจกลายเป็นข้ออ้างที่หลายคนหยิบมาใช้ได้ทันที

แน่นอนว่า AI สามารถสร้างภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความปลอมได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่สังคมต้องระมัดระวังกับหลักฐานดิจิทัล แต่การอ้างถึง AI เพียงอย่างเดียวไม่ควรทำให้ผู้คนหยุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะคำกล่าวอ้างทุกประเภทควรมีหลักฐานสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาหรือการปฏิเสธ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มา: ควรพิจารณาว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ภาพหน้าจอ และเผยแพร่ผ่านช่องทางใด
  • ตรวจสอบบริบท: ข้อความหนึ่งชุดอาจถูกตัดออกจากบทสนทนาเต็ม ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงได้
  • ค้นหาหลักฐานประกอบ: ควรเปรียบเทียบกับข้อมูลจากสื่อหลายสำนัก เอกสารต้นฉบับ หรือคำให้การจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • แยกข้อเท็จจริงจากความเห็น: รายงานที่อ้างแหล่งข่าวนิรนามไม่ควรถูกนำเสนอเป็นข้อสรุปที่ยืนยันแล้ว

อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือ ผู้บริจาคที่เกี่ยวข้องกับข่าวอาจเป็นผู้ส่งต่อข้อความให้สื่อหลายราย หากข้อมูลนี้ถูกต้อง การอธิบายว่าภาพหน้าจอเป็นของปลอมยิ่งต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะสาธารณชนย่อมอยากรู้ว่า ผู้ใดมีแรงจูงใจในการสร้างหลักฐานปลอม และเหตุใดจึงเลือกสร้างข้อความที่อาจทำให้เกิดความเสียหายทางการเมือง

ทำไมข้ออ้างเรื่อง AI จึงยังไม่เพียงพอ

การใช้ AI เป็นคำอธิบายไม่ได้ตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล หากภาพหน้าจอเป็นของปลอม ผู้ที่กล่าวเช่นนั้นควรนำเสนอหลักฐานทางเทคนิค เช่น ข้อมูลไฟล์ ต้นทางของภาพ ประวัติการแก้ไข หรือการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล การปฏิเสธแบบกว้าง ๆ โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุนอาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามมากกว่าเดิม

ในทางกลับกัน ผู้ที่เผยแพร่ภาพหน้าจอก็ควรรับผิดชอบไม่แพ้กัน การนำข้อความส่วนตัวมาใช้เป็นหลักฐานทางการเมืองจำเป็นต้องคำนึงถึงความครบถ้วนของบทสนทนา วิธีการได้มาซึ่งข้อมูล และความเป็นไปได้ที่ไฟล์จะถูกตัดต่อ หากสื่อหรือผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียเร่งเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ ก็อาจช่วยขยายข่าวลวงโดยไม่ตั้งใจ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมากเตือนว่า ปัญหาในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่การแยกแยะว่าเนื้อหาใดสร้างโดย AI เท่านั้น แต่อยู่ที่การที่ผู้คนใช้คำว่า AI เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของหลักฐานจริงด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีเอกสารหรือภาพซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด ฝ่ายนั้นอาจอ้างว่าเป็นของปลอม แม้ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นระบบ

ผลกระทบต่อการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชน

รายงานระบุว่า การลาออกของกิลฟอยล์เกิดขึ้นในช่วงที่พรรครีพับลิกันกำลังเตรียมรับมือกับการเลือกตั้งกลางเทอม ความสนใจจากสาธารณชนจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องค่าใช้จ่ายหรือข้อความส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลและความสามารถในการควบคุมประเด็นทางการเมือง

เมื่อเรื่องอื้อฉาวกลายเป็นข่าวต่อเนื่อง ผู้นำทางการเมืองอาจตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสียหายและไม่ให้ประเด็นดังกล่าวบดบังวาระสำคัญอื่น ๆ รายงานบางส่วนอ้างว่า ทรัมป์ไม่ต้องการเห็นข่าวนี้ปรากฏต่อไป เพราะกลายเป็นสิ่งรบกวนในช่วงเวลาที่พรรคต้องการความเป็นเอกภาพ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจทางการเมืองไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าข้อความนั้นจริงหรือปลอม ประชาชนจึงควรแยกสองประเด็นออกจากกัน ได้แก่ การประเมินความเหมาะสมของเจ้าหน้าที่ และการพิสูจน์ความถูกต้องของหลักฐานดิจิทัล การลาออกอาจสะท้อนความรับผิดชอบทางการเมือง แต่ไม่ได้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับภาพหน้าจอหรือการใช้ AI

บทเรียนจากกรณีข้อความที่อ้างว่าสร้างด้วย AI

กรณี กิลฟอยล์บอกทำเนียบขาว ข้อความผู้บริจาคสร้างโดย AI ทำให้เห็นว่า สังคมจำเป็นต้องมีมาตรฐานใหม่ในการตรวจสอบข้อมูล การกล่าวอ้างว่าเนื้อหาถูกสร้างด้วย AI ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบค้น ไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย ผู้รับข่าวควรถามว่า ใครเป็นผู้กล่าวอ้าง มีหลักฐานอะไร และมีแหล่งข้อมูลอิสระยืนยันหรือไม่

สื่อเองก็ควรระบุระดับความแน่นอนของข่าวอย่างชัดเจน คำว่า “มีรายงานว่า” “แหล่งข่าวระบุ” และ “ยังไม่มีการยืนยัน” มีความสำคัญต่อการทำให้ผู้อ่านเข้าใจสถานะของข้อมูล ขณะเดียวกัน นักการเมืองและบุคคลสาธารณะควรให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หากต้องการโต้แย้งหลักฐาน ไม่ใช่เพียงใช้คำว่า AI เป็นเกราะป้องกันคำถาม

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้เตือนเราว่า เทคโนโลยีไม่ได้ทำให้ความจริงหมดความหมาย แต่ทำให้ทุกคนต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ก่อนแชร์ข่าวหรือเชื่อคำกล่าวอ้างใด ๆ ลองหยุดตรวจสอบที่มา เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง และเปิดใจยอมรับว่ายังมีบางประเด็นที่ไม่มีคำตอบชัดเจน นี่คือวิธีที่ผู้อ่านสามารถช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและรักษาความน่าเชื่อถือของพื้นที่สาธารณะได้

ความคิดเห็น: การอ้างว่า AI อยู่เบื้องหลังควรนำไปสู่การตรวจสอบที่จริงจัง ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นทางลัดเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หากเราต้องการให้ข่าวสารยังมีคุณค่า ทุกฝ่ายต้องนำเสนอหลักฐานอย่างโปร่งใส และผู้อ่านต้องไม่รีบตัดสินจากข้อความสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว

ที่มา – Kimberly Guilfoyle Reportedly Told the White House the Donor Texts Were AI-Generated

น้ำใกล้บ้าน อันตรายใกล้ตัว? รู้ทันสารเคมีปนเปื้อน กับ 5 วิธีป้องกันตัวก่อนยืนยันความปลอดภัย

แหล่งน้ำใกล้บ้านอาจดูใส สงบ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ความจริงแล้วความเสี่ยงบางอย่างอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะกรณีพบสารปนเปื้อนกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในบริเวณแหล่งน้ำท้ายบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้หลายครอบครัวเกิดคำถามว่า น้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวันยังปลอดภัยหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไรระหว่างรอผลตรวจยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้สรุปแนวทางเบื้องต้นที่ประชาชนควรรู้ โดยเน้นการลดความเสี่ยงแบบทำได้จริง ไม่ตื่นตระหนกเกินเหตุ และไม่ประมาท เพราะสารเคมีบางชนิดอาจไม่มีกลิ่นหรือสีชัดเจน การใช้ประสาทสัมผัสเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอสำหรับตัดสินว่าน้ำปลอดภัยหรือไม่

น้ำใกล้บ้าน อันตรายใกล้ตัว? รู้ทันสารเคมีปนเปื้อน กับ 5 วิธีป้องกันตัวก่อนยืนยันความปลอดภัย

1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากพื้นที่เสี่ยง

หากมีประกาศเตือนหรือพบว่าแหล่งน้ำอยู่ใกล้พื้นที่ที่อาจปนเปื้อน ควรงดใช้น้ำดังกล่าวชั่วคราว ทั้งการดื่ม ทำอาหาร แปรงฟัน ล้างผัก ล้างภาชนะ และอาบน้ำ หากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัย ควรใช้น้ำบรรจุขวดหรือน้ำจากแหล่งที่ผ่านการรับรองแทน การต้มน้ำอาจช่วยลดเชื้อโรคบางชนิดได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าจะกำจัดสารเคมีทุกประเภทได้

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสตะกอนและดินริมแหล่งน้ำ

สารปนเปื้อนบางชนิดอาจสะสมอยู่ในตะกอน ดิน หรือคราบที่ติดตามริมตลิ่ง ประชาชนจึงควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำ เดินลุยโคลน หรือตักตะกอนขึ้นมาสัมผัสโดยตรง หากจำเป็นต้องเข้าใกล้พื้นที่ ควรสวมรองเท้าบูต ถุงมือ และเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนัง หลังจากนั้นควรล้างมือและทำความสะอาดอุปกรณ์ทันที ไม่ควรนำเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่สัมผัสพื้นที่เสี่ยงไปใช้ร่วมกับสมาชิกในบ้าน

3. งดจับและบริโภคสัตว์น้ำจากพื้นที่ได้รับผลกระทบ

แม้ปลาหรือสัตว์น้ำจะดูปกติ แต่ก็อาจสะสมสารเคมีจากน้ำและตะกอนได้ การจับ นำมาปรุงอาหาร หรือแจกจ่ายสัตว์น้ำจากพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจึงมีความเสี่ยง ควรงดบริโภคจนกว่าจะมีผลตรวจอย่างเป็นทางการ หากเผลอรับประทานไปแล้ว ไม่ควรตกใจ แต่ควรสังเกตอาการและแจ้งข้อมูลให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบเมื่อเข้ารับการตรวจ

4. สังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย

อาการที่ควรเฝ้าระวังอาจแตกต่างกันตามชนิด ปริมาณ และระยะเวลาที่สัมผัสสารเคมี เช่น ระคายเคืองผิวหนัง แสบตา คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หายใจไม่สะดวก หรือมีผื่นขึ้น หากมีอาการรุนแรง หมดสติ หายใจติดขัด หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที พร้อมแจ้งประวัติว่าอาจสัมผัสน้ำ ตะกอน หรือสัตว์น้ำจากพื้นที่ใด

5. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้

ในช่วงที่มีข่าวสารจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย ควรตรวจสอบข้อมูลจากกรมอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมโดยตรง ไม่ควรแชร์ภาพหรือข้อความที่ยังไม่มีแหล่งอ้างอิง เพราะอาจทำให้ชุมชนเข้าใจผิดและตื่นตระหนกเกินจำเป็น หากพบกลิ่นผิดปกติ คราบน้ำมัน หรือปลาตายจำนวนมาก ควรบันทึกภาพ ระบุพิกัด และแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยในการตรวจสอบ

สำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ กลุ่มคนเหล่านี้อาจไวต่อผลกระทบจากสารเคมีมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ควรแยกภาชนะเก็บน้ำให้ชัดเจน ไม่ใช้น้ำจากแหล่งเสี่ยงมาผสมกับน้ำสะอาด และทำความสะอาดบ้านหากมีฝุ่นหรือดินจากบริเวณดังกล่าวเข้ามาภายในที่พัก

ประเด็น น้ำใกล้บ้าน อันตรายใกล้ตัว? รู้ทันสารเคมีปนเปื้อน กับ 5 วิธีป้องกันตัวก่อนยืนยันความปลอดภัย สะท้อนว่าความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด แม้ยังไม่มีผลตรวจขั้นสุดท้าย การป้องกันไว้ก่อนด้วยการหลีกเลี่ยงน้ำและอาหารจากพื้นที่เสี่ยง ถือเป็นทางเลือกที่รอบคอบและช่วยลดความกังวลได้

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่เร็วไม่ต่างจากข่าวบันเทิงหรือเทคโนโลยี ผู้บริโภคควรใช้หลักเดียวกันคือเช็กแหล่งที่มา อ่านรายละเอียด และไม่ด่วนสรุปจากโพสต์สั้นๆ การดูแลแหล่งน้ำไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนด้วย หากพบความผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และติดตามประกาศอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีการยืนยันความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ

อย่ารอให้เกิดอาการก่อนป้องกันตัว งดใช้น้ำจากพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงการสัมผัสตะกอน งดสัตว์น้ำจากแหล่งที่ได้รับผลกระทบ และช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว เพื่อให้ทุกคนในชุมชนปลอดภัยมากที่สุด

ที่มา – น้ำใกล้บ้าน อันตรายใกล้ตัว? รู้ทันสารเคมีปนเปื้อน กับ 5 วิธีป้องกันตัวก่อนยืนยันความปลอดภัย

‘สุชาติ’ สั่ง คพ. ตรวจเข้มน้ำดำคลองรังสิตฯ คาดน้ำท่วมขังพาสารซักล้างลงแหล่งน้ำ

ปัญหาน้ำสีดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นในคลองรังสิตประยูรศักดิ์กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ หลังพบความผิดปกติบริเวณประตูระบายน้ำหลายจุด โดยล่าสุด สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของน้ำเปลี่ยนสีหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบระบายน้ำในเขตชุมชน โดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง และมีการเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ลงสู่คลอง หากมีสารอินทรีย์ สารซักล้าง หรือสิ่งปฏิกูลปะปนอยู่ ก็อาจทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

‘สุชาติ’ สั่ง คพ. ตรวจเข้มน้ำดำคลองรังสิตฯ คาดน้ำท่วมขังพาสารซักล้างลงแหล่งน้ำ

สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 6 นนทบุรี หรือ สคพ. 6 ได้ลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำในจุดสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ประตูระบายน้ำชุมชนสุขเกษม และสถานีสูบน้ำคลองเปรมใต้ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าน้ำมีสีดำคล้ำ มีฟองสีขาว และมีกลิ่นเหม็นเน่าในทุกจุด

แม้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบสิ่งมีชีวิตในน้ำตาย แต่ค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ หรือ DO อยู่ในระดับต่ำ โดยวัดได้ 1.18, 1.80 และ 1.50 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ ค่าดังกล่าวอยู่ในระดับแหล่งน้ำผิวดินประเภทที่ 5 หรือแหล่งน้ำที่มีสภาพเสื่อมโทรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อปลา สัตว์น้ำขนาดเล็ก และระบบนิเวศโดยรวม หากปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน

สาเหตุเบื้องต้นอาจมาจากน้ำท่วมขังและสารซักล้าง

สำหรับสาเหตุของน้ำดำและฟองสีขาว เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับภาวะน้ำท่วมขังในช่วงที่ผ่านมา น้ำที่ท่วมตามบ้านเรือน ถนน และชุมชนอาจชะล้างสารอินทรีย์ ขยะตกค้าง น้ำเสียจากครัวเรือน รวมถึงสารซักล้างลงสู่คลอง เมื่อรวมกับการระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ก็อาจทำให้เกิดการกวนผสมและเพิ่มการสัมผัสอากาศจนเกิดฟองสะสมบริเวณหน้าประตูระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานดังกล่าวยังต้องผ่านการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพราะแหล่งกำเนิดมลพิษอาจมีหลายปัจจัย ทั้งน้ำเสียจากชุมชน กิจกรรมทางธุรกิจ การระบายน้ำจากพื้นที่อุตสาหกรรม หรือสารเคมีที่ไหลมากับน้ำฝน การเก็บตัวอย่างจากหลายตำแหน่งจึงมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ต้นเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด

เจ้าหน้าที่เตรียมตรวจโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สคพ. 6 จะลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมจากบริเวณเหนือประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ประตูระบายน้ำชุมชนสุขเกษม และสถานีสูบน้ำคลองเปรมใต้ ก่อนส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่โลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs เพื่อประเมินว่ามีสารปนเปื้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมหรือไม่

นอกจากการตรวจวิเคราะห์ เจ้าหน้าที่เตรียมแจกจ่ายน้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยบรรเทากลิ่นเหม็น และสนับสนุนน้ำดื่มให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ขณะที่การแก้ไขระยะยาวจำเป็นต้องติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบแหล่งปล่อยน้ำเสียและวางระบบป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ

คำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่

ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำในคลองโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีความจำเป็นต้องเข้าใกล้พื้นที่ ควรสวมถุงมือ รองเท้าบูท หรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม หลังสัมผัสน้ำควรล้างมือและร่างกายด้วยน้ำสะอาดทันที รวมถึงหลีกเลี่ยงการนำน้ำในคลองมาใช้ประกอบอาหาร อาบน้ำ หรือล้างภาชนะ

  • งดสัมผัสหรือเล่นน้ำในคลองจนกว่าจะมีประกาศยืนยันความปลอดภัย
  • ไม่ทิ้งขยะ น้ำมัน หรือสารซักล้างลงท่อระบายน้ำและคลอง
  • สังเกตกลิ่น สี และสิ่งผิดปกติของน้ำในบริเวณใกล้บ้าน
  • ถ่ายภาพหรือบันทึกข้อมูลเมื่อพบจุดต้องสงสัย เพื่อใช้ประกอบการแจ้งหน่วยงาน
  • แจ้งเหตุหรือขอคำแนะนำได้ที่ สคพ. 6 นนทบุรี โทร. 0 2968 8065 หรือสายด่วนกรมควบคุมมลพิษ 1650

กรณี ‘สุชาติ’ สั่ง คพ. ตรวจเข้มน้ำดำคลองรังสิตฯ คาดน้ำท่วมขังพาสารซักล้างลงแหล่งน้ำ เป็นเรื่องที่สะท้อนว่าการจัดการน้ำในเมืองต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เพียงการเร่งระบายน้ำเมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่ควรมีระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ การตรวจแหล่งปล่อยมลพิษ และการสื่อสารกับชุมชนอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของผู้ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อม แนวโน้มสภาพอากาศสุดขั้วและฝนตกหนักอาจทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม ชุมชนจึงควรมีส่วนร่วมในการดูแลคลองตั้งแต่ต้นทาง ขณะที่หน่วยงานรัฐควรเปิดเผยผลตรวจอย่างต่อเนื่องและเข้าแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หากพบความผิดปกติ อย่านิ่งเฉย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อช่วยกันปกป้องสุขภาพของคนในชุมชนและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาแข็งแรง

ที่มา – ‘สุชาติ’ สั่ง คพ. ตรวจเข้มน้ำดำคลองรังสิตฯ คาดน้ำท่วมขังพาสารซักล้างลงแหล่งน้ำ

สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง

สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงสื่อ หน่วยงานรัฐ และประชาชนทั่วไป หลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เปิดเผยผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขความเสียหายเกือบ 85 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับแนวทางบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำงานในวงการโทรทัศน์และสื่อดิจิทัลควรติดตาม เพราะสะท้อนให้เห็นว่าการผลิตคอนเทนต์ในองค์กรสาธารณะจำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับความโปร่งใสและความคุ้มค่า

สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง

สุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการตรวจสอบการดำเนินงานของไทยพีบีเอส โดยยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้เกิดจากการรับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร ไม่ใช่การตอบโต้ระหว่างหน่วยงาน และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อดำเนินการทางการเมืองกับองค์กรสื่อสาธารณะ

สตง. ระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 โดยเนื้อหาสำคัญเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินที่อาจไม่เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี จากนั้นจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การจัดหาผู้ทำข่าว ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร รวมถึงความรับผิดเฉพาะเจาะจงของบุคคล

งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทกับโจทย์การวัดผล

ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท โดยประมาณครึ่งหนึ่งถูกใช้สำหรับการจัดหาและผลิตสื่อ สตง. พบว่าตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์บางส่วนยังไม่สามารถสะท้อนคุณภาพและประโยชน์ของรายการได้อย่างแท้จริง อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการประเมินผล

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การนำข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมมาใช้วางแผนจัดรายการยังไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งที่ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์มีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เช่น ระยะเวลาการรับชม อัตราการรับชมจนจบ และความสนใจของผู้ชมแต่ละกลุ่ม หากนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้จริง จะช่วยให้องค์กรสามารถผลิตรายการได้ตรงกับความต้องการและใช้เงินอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

สตง. ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบบริหารจัดการบางส่วนให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย มากกว่าการวัดว่าผลงานสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะได้มากน้อยเพียงใด สำหรับองค์กรสื่อในยุคดิจิทัล การวัดผลไม่ควรดูเฉพาะจำนวนรายการหรือยอดการใช้เงิน แต่ควรพิจารณาคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ การเข้าถึงผู้ชม และผลกระทบต่อสังคมร่วมด้วย

ปัญหาการจ้างผลิตรายการและค่าตอบแทน

หนึ่งในประเด็นหลักของรายงานคือการจ้างผลิตรายการข่าว ‘เจาะย่อโลก’ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงในช่วงปี 2560-2568 สตง. มองว่าแนวทางดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรมตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เนื่องจากการจ้างผลิตรายการควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบเหตุผลของการคัดเลือกผู้รับจ้างได้

นอกจากนี้ยังพบข้อสังเกตเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญในช่วงปี 2566-2568 โดยบางรายการไม่มีระเบียบหรือกฎหมายรองรับที่ชัดเจน การอนุมัติอาศัยกรอบทางการเงินหรือคำสั่งมอบอำนาจเป็นหลัก และเมื่อมีการประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในปี 2567 การเบิกจ่ายในปี 2568 จึงถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามระเบียบ

จากการประเมินเบื้องต้น สตง. ระบุว่าความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาท ขณะที่ความเสียหายจากการจ้างบุคลากรมีมูลค่ากว่า 65 ล้านบาท รวมแล้วเกือบ 85 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ประเด็นรถประจำตำแหน่งของผู้บริหาร

อีกเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือการใช้รถของผู้บริหารย้อนหลังระหว่างปี 2559-2564 โดยไทยพีบีเอสมีระเบียบเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายรถประจำตำแหน่ง แต่ยังไม่มีแนวทางการใช้รถส่วนกลางที่ชัดเจน สตง. จึงพบข้อเท็จจริงว่ามีผู้บริหารบางรายรับเงินค่ารถประจำตำแหน่ง ขณะเดียวกันยังใช้รถส่วนกลางขององค์กร

กรณีนี้ถูกมองว่าอาจขัดต่อหลักการใช้ทรัพย์สินของรัฐ และอาจเกี่ยวข้องกับวินัยการเงินการคลัง ขณะนี้คณะทำงานได้สรุปความเห็นแล้ว และคาดว่าจะเสนอให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินลงนามเพื่อแจ้งผลต่อไทยพีบีเอสต่อไป

สตง. ยืนยันตรวจสอบตามหลักฐาน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง

ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อสงสัยในสังคม โฆษก สตง. ย้ำว่าการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามหน้าที่และพยานหลักฐาน ไม่ได้เกิดจากความโกรธแค้น หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การแถลงข่าวมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หลังมีเอกสารบางส่วนถูกเผยแพร่จนทำให้เกิดความเข้าใจไปในหลายทิศทาง

สำหรับเอกสารผลการตรวจสอบที่มีรายชื่อบุคคลเกี่ยวข้องนั้น สตง. ระบุว่าเป็นหนังสือลับ หากพบว่ามีการเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่ ก็จะต้องตรวจสอบและดำเนินการทางวินัยตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบในระยะนี้ยังไม่ใช่คำตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิดเด็ดขาด ทุกฝ่ายยังมีสิทธิชี้แจงและเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง จึงควรถูกติดตามด้วยความระมัดระวัง โดยผู้อ่านควรแยกแยะระหว่างข้อสังเกตจากการตรวจสอบกับข้อยุติทางกฎหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้คือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสม การปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้าง และการสร้างหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนที่ชัดเจน

ในมุมของวงการสื่อ แนวโน้มสำคัญต่อจากนี้คือองค์กรสาธารณะจะต้องใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อวัดผลรายการอย่างจริงจัง พร้อมจัดทำระบบฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน หากไทยพีบีเอสนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการยกระดับธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือของสื่อสาธารณะได้ ประชาชนจึงควรติดตามรายงานฉบับต่อไป และร่วมตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง

กทม. แจงปมเงินเยียวยาน้ำท่วม โอนช้า พร้อมแก้คิวแน่น

กทม. แจงปมเงินเยียวยาน้ำท่วมได้ไม่เท่ากัน-โอนช้า อนุมัติแล้ว 1.6 แสนราย ดึง ‘เขตบัดดี้’ สางปัญหาคิวแน่น เป็นความคืบหน้าที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด หลังหลายครัวเรือนยื่นขอรับความช่วยเหลือจากเหตุอุทกภัย แต่ยังมีข้อสงสัยว่าเหตุใดบางบ้านได้รับเงินไม่เท่ากัน หรือบางรายยังเห็นสถานะอยู่ระหว่างดำเนินการ

ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ขณะนี้ กทม. ได้อนุมัติและส่งข้อมูลผู้ประสบอุทกภัยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้ว 169,625 ราย จากนั้น ปภ. ได้ส่งข้อมูลต่อไปยังธนาคารออมสินเพื่อดำเนินการโอนเงิน โดยมีประชาชนได้รับเงินสำเร็จแล้ว 92,167 ครัวเรือน รวมวงเงินกว่า 676.083 ล้านบาท ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2569

กทม. แจงปมเงินเยียวยาน้ำท่วมได้ไม่เท่ากัน-โอนช้า อนุมัติแล้ว 1.6 แสนราย ดึง ‘เขตบัดดี้’ สางปัญหาคิวแน่น

ประเด็นสำคัญของข่าวนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ได้รับเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาและขั้นตอนตรวจสอบเอกสาร ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละครัวเรือนได้รับเงินแตกต่างกัน รวมถึงทำให้ระยะเวลาการโอนเงินไม่เท่ากันด้วย

ทำไมเงินเยียวยาน้ำท่วมแต่ละบ้านไม่เท่ากัน

กรุงเทพมหานครอธิบายว่า การจ่ายเงินพิจารณาจากลักษณะความเสียหายและระยะเวลาที่น้ำท่วมขังตามมติคณะรัฐมนตรี แม้บ้านจะอยู่ในซอยหรือชุมชนเดียวกัน แต่ระดับพื้นที่ ความสูงของตัวบ้าน และระดับน้ำภายในบ้านอาจแตกต่างกัน จึงทำให้วงเงินช่วยเหลือไม่เหมือนกัน

  • รับเงิน 5,000 บาท สำหรับกรณีน้ำท่วมขังหรือน้ำล้อมรอบบริเวณบ้านจนเดินทางเข้าออกลำบาก แต่น้ำยังไม่ไหลเข้าสู่ตัวอาคาร
  • รับเงิน 9,000 บาท สำหรับกรณีน้ำไหลเข้าภายในบ้านหรืออาคาร และทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

ดังนั้น ผู้ยื่นคำขอควรตรวจสอบข้อมูลความเสียหายให้ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมเตรียมเอกสารและรูปถ่ายประกอบให้ครบถ้วน เพราะหลักฐานเหล่านี้มีผลต่อการพิจารณาสิทธิ์และวงเงินที่ได้รับ

4 สาเหตุที่ทำให้เงินโอนล่าช้า

จากการทำงานที่ผ่านมา กทม. พบปัญหาหลักที่ทำให้เงินเยียวยาเข้าบัญชีช้าอยู่หลายประการ ผู้ยื่นเรื่องสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ดังนี้

  1. ผูกพร้อมเพย์ไม่ตรงเงื่อนไข ผู้ขอรับเงินจำนวนหนึ่งผูกพร้อมเพย์ไว้กับหมายเลขโทรศัพท์แทนเลขบัตรประชาชน ทำให้ระบบโอนไม่สำเร็จและธนาคารส่งเงินกลับ ผู้ยื่นควรผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน แล้วตรวจสอบข้อมูลก่อนยื่นใหม่
  2. มีการยื่นคำขอซ้ำ หลักเกณฑ์กำหนดให้หนึ่งหลังคาเรือนหรือหนึ่งครัวเรือนยื่นขอรับเงินได้หนึ่งครั้ง หากสมาชิกหลายคนยื่นซ้ำ ระบบอาจปฏิเสธรายการที่เข้ามาภายหลัง
  3. เอกสารความเสียหายไม่ครบ หากเป็นพื้นที่ที่เขตมีข้อมูลน้ำท่วมชัดเจน การตรวจสอบอาจทำได้เร็ว แต่กรณีขอรับเงินจากทรัพย์สินเสียหาย จำเป็นต้องมีรูปภาพหรือหลักฐานเพิ่มเติม ผู้ยื่นสามารถใช้ระบบ claim.bangkok.go.th เพื่อแนบข้อมูลและช่วยให้เจ้าหน้าที่จับคู่รายละเอียดได้สะดวกขึ้น
  4. เป็นบ้านเช่า ผู้เช่าต้องมีสัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองการเช่าจริง เพื่อยืนยันว่าพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

‘เขตบัดดี้’ ลดคิวแน่นและช่วยประชาชนได้เร็วขึ้น

เพื่อแก้ปัญหาประชาชนจำนวนมากเดินทางไปสำนักงานเขตพร้อมกัน กทม. นำแนวคิด ‘เขตบัดดี้’ มาใช้ โดยส่งเจ้าหน้าที่จากเขตที่มีผู้ยื่นคำขอน้อยหรือไม่ได้รับผลกระทบหนัก ไปช่วยปฏิบัติงานในเขตที่มีคิวหนาแน่น วิธีนี้ช่วยเพิ่มกำลังคนในการตรวจเอกสาร คัดกรองข้อมูล และให้คำแนะนำแก่ประชาชนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการขยายจุดบริการไปยังศาลาประชาคมและพื้นที่เต็นท์ด้านนอกสำนักงานเขต พร้อมจัดโต๊ะคัดกรองเพื่อช่วยตรวจเอกสารและกรอกข้อมูลก่อนเข้าคิว ซึ่งน่าจะช่วยลดเวลารอและลดความแออัดได้อย่างเป็นระบบ โดยพื้นที่ที่เตรียมเพิ่มจุดบริการ ได้แก่ เขตสะพานสูง ร่มเกล้า และเขตลาดกระบัง

สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ แล้ว และมีข้อมูลความเสียหายชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยื่นเอกสารซ้ำที่สำนักงานเขต เจ้าหน้าที่จะแจ้งกลับหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ประชาชนสามารถติดตามสถานะผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ หรือเว็บไซต์ relief.disaster.go.th

โดยสรุป กทม. แจงปมเงินเยียวยาน้ำท่วมได้ไม่เท่ากัน-โอนช้า อนุมัติแล้ว 1.6 แสนราย ดึง ‘เขตบัดดี้’ สางปัญหาคิวแน่น สะท้อนว่าการช่วยเหลือกำลังเดินหน้า แต่ความถูกต้องของข้อมูลผู้ยื่นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ประชาชนควรตรวจสอบการผูกพร้อมเพย์ ใช้ชื่อและเลขบัตรประชาชนให้ตรงกัน ไม่ยื่นซ้ำ และเตรียมหลักฐานความเสียหายให้ครบ เทคโนโลยีและระบบบริการแบบกระจายจุดจะช่วยให้การเยียวยาในอนาคตคล่องตัวขึ้น แต่การสื่อสารที่ชัดเจนและการติดตามสถานะอย่างต่อเนื่องก็ยังเป็นหัวใจสำคัญเช่นกัน

ที่มา – กทม. แจงปมเงินเยียวยาน้ำท่วมได้ไม่เท่ากัน-โอนช้า อนุมัติแล้ว 1.6 แสนราย ดึง ‘เขตบัดดี้’ สางปัญหาคิวแน่น

กทม. ฟื้นถนนปลอดภัยหลังน้ำลด ซ่อมแซมชั่วคราว 112 จุดทั่วกรุงฯ พร้อมประเมินแผนทำใหม่ระยะยาว

หลังสถานการณ์น้ำท่วมขังเริ่มคลี่คลาย กรุงเทพมหานครเดินหน้าภารกิจ “ร่วมแรงฟื้นกรุง” เพื่อฟื้นฟูถนนและผิวจราจรที่ได้รับความเสียหายอย่างเร่งด่วน โดยพบจุดที่ต้องซ่อมแซมทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 112 จุด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้นครบทุกจุดแล้ว เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้เส้นทางได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ภารกิจ กทม. ฟื้นถนนปลอดภัยหลังน้ำลด ซ่อมแซมชั่วคราว 112 จุดทั่วกรุงฯ พร้อมประเมินแผนทำใหม่ระยะยาว ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะหลังน้ำลด ผิวถนนมักได้รับผลกระทบหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหลุมบ่อ รอยแตกร้าว ถนนหลุดร่อน หรือพื้นผิวที่ทรุดตัว ปัญหาเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยเมื่อมองจากภาพรวม แต่สำหรับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถโดยสาร ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้

กทม. ฟื้นถนนปลอดภัยหลังน้ำลด ซ่อมแซมชั่วคราว 112 จุดทั่วกรุงฯ พร้อมประเมินแผนทำใหม่ระยะยาว

วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จุดซ่อมแซมทั้ง 112 จุดกระจายอยู่บนถนนสายหลักและสายรองในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร การซ่อมแซมเบื้องต้นมีเป้าหมายเพื่อคืนสภาพการสัญจรโดยเร็ว ลดอุปสรรคบนท้องถนน และช่วยให้ประชาชนเดินทางไปทำงาน เรียนหนังสือ หรือทำธุระประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในที่ได้รับการดูแล

พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในมีถนนสำคัญหลายสายที่อยู่ในแผนซ่อมแซม เช่น ถนนพระรามที่ 4 ถนนพระราม 9 ถนนเพชรบุรี ถนนรัชดาภิเษก ถนนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ถนนดินแดง ถนนราชวิถี ถนนพระรามที่ 6 ถนนเจริญกรุง และถนนรามคำแหง รวมถึงบริเวณแยกราชปรารภ ซึ่งเป็นจุดที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่นและมีผู้ใช้เส้นทางจำนวนมากในแต่ละวัน

พื้นที่ฝั่งเหนือและตะวันออกของกรุงเทพฯ

สำหรับพื้นที่ฝั่งเหนือและตะวันออก เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการในถนนพหลโยธิน ถนนงามวงศ์วาน ถนนกำแพงเพชร ถนนนวมินทร์ ถนนนวลจันทร์ ถนนเสรีไทย ถนนสุขาภิบาล 5 ถนนสายไหม ถนนวัชรพล ถนนสวนสยาม ถนนนิมิตใหม่ ถนนหทัยราษฎร์ ถนนลาดกระบัง และถนนเจ้าคุณทหาร นอกจากนี้ยังมีถนนเชื่อมสัมพันธ์ รวมถึงถนนลาดพร้าวและซอยสำคัญ เช่น ลาดพร้าว 80, 84, 101 และ 122

พื้นที่ฝั่งธนบุรีและฝั่งตะวันตก

ฝั่งธนบุรีและพื้นที่ตะวันตกก็ได้รับการดูแลเช่นกัน โดยมีจุดซ่อมแซมบนถนนเพชรเกษมหลายบริเวณ ทั้งปากซอย 51, 63, 69 และ 88 ช่วงสถานี BTS บางหว้า รวมถึงบริเวณไฟแดงหมู่บ้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนสิรินธร ถนนบรมราชชนนี ถนนบางแวก ถนนบางพรม ถนนสวนผัก ถนนชัยพฤกษ์ และถนนพุทธมณฑลสาย 1, 2 และ 3

ถนนสายสำคัญอื่น ๆ ที่อยู่ในภาพรวมการฟื้นฟู ได้แก่ ถนนกาญจนาภิเษก ถนนศรีนครินทร์ ถนนศรีนครินทร์–ร่มเกล้า ถนนพัฒนาการ ถนนเทพรักษ์ และถนนสรงประภา การกระจายงานไปยังหลายพื้นที่สะท้อนให้เห็นว่า ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะย่านใดพื้นที่หนึ่ง แต่ส่งผลต่อโครงข่ายการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม การซ่อมแซมครั้งนี้ยังเป็นการแก้ไขเบื้องต้น ไม่ใช่การปรับปรุงโครงสร้างถนนแบบถาวร หลังจากนี้สำนักการโยธาจะลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพผิวจราจรแต่ละจุดอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดจำเป็นต้องทำโครงการปรับปรุงเพิ่มเติม โดยจะพิจารณาทั้งระดับความเสียหาย อายุการใช้งานของถนน ระบบระบายน้ำ ปริมาณการจราจร และความเหมาะสมของวัสดุที่จะนำมาใช้

ในมุมของผู้ใช้ถนน การซ่อมแซมชั่วคราวช่วยลดความเสี่ยงได้ในระยะสั้น แต่สิ่งที่ควรติดตามต่อคือแผนงานระยะยาว เพราะหากโครงสร้างใต้ผิวถนนยังมีปัญหา หรือระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้เพียงพอ ความเสียหายอาจกลับมาเกิดซ้ำเมื่อมีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมอีกครั้ง การทำงานเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญไม่แพ้การซ่อมหลังเกิดเหตุ

ประชาชนสามารถช่วยสนับสนุนการดูแลถนนได้ด้วยการขับรถด้วยความระมัดระวัง ลดความเร็วเมื่อผ่านบริเวณที่เพิ่งซ่อมแซม และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบหลุมบ่อหรือผิวทางผิดปกติ การส่งข้อมูลพร้อมภาพถ่ายและพิกัดที่ชัดเจนจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและจัดลำดับความเร่งด่วนได้รวดเร็วขึ้น

โดยสรุป กทม. ฟื้นถนนปลอดภัยหลังน้ำลด ซ่อมแซมชั่วคราว 112 จุดทั่วกรุงฯ พร้อมประเมินแผนทำใหม่ระยะยาว เป็นมาตรการที่ช่วยคืนความปลอดภัยให้ผู้ใช้เส้นทางในทันที แต่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างถนนและพัฒนาระบบระบายน้ำควบคู่กันไป เทรนด์การบริหารเมืองยุคใหม่จึงควรใช้ข้อมูลจากการสำรวจจริง เทคโนโลยีติดตามความเสียหาย และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้กรุงเทพฯ เดินทางได้ปลอดภัยแม้ต้องเผชิญฝนตกหนักในอนาคต หากพบถนนชำรุด อย่ามองข้าม ควรแจ้งหน่วยงานทันทีเพื่อช่วยกันทำให้ถนนทุกสายในเมืองปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – กทม. ฟื้นถนนปลอดภัยหลังน้ำลด ซ่อมแซมชั่วคราว 112 จุดทั่วกรุงฯ พร้อมประเมินแผนทำใหม่ระยะยาว

NIDA ออกแถลงการณ์ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ชี้การแสดงความเห็นส่วนบุคคลต้องไม่ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

NIDA ออกแถลงการณ์ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ชี้การแสดงความเห็นส่วนบุคคลต้องไม่ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง หลังมีเสียงสะท้อนต่อบทบาทของสถาบันการศึกษาและการแสดงความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานในประเด็นเกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA ระบุว่า สถาบันได้รับทราบถึงข้อห่วงใย คำถาม และความคิดเห็นจากประชาชนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานด้านการอุดมศึกษาของสถาบันยึดหลักธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคม และค่านิยมประชาธิปไตยเป็นสำคัญ

NIDA ออกแถลงการณ์ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ชี้การแสดงความเห็นส่วนบุคคลต้องไม่ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สาระสำคัญของแถลงการณ์อยู่ที่การยืนยันว่า ผู้ปฏิบัติงานทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นในฐานะบุคคลได้ แต่การแสดงออกนั้นควรอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อผู้แสดงความคิดเห็นมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรหรือสถาบันที่สังคมให้ความเชื่อถือ การสื่อสารทุกช่องทางจึงอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความเข้าใจของสาธารณชน และความรู้สึกของผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน

NIDA เน้นว่าการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลต้องไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่ก้าวล่วงสิทธิส่วนบุคคล ไม่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่สร้างบรรยากาศที่ปิดกั้นหรือกดทับความคิดเห็นของคนอื่น หลักการนี้ถือว่าสอดคล้องกับแนวคิดประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงการมีสิทธิพูดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับฟัง การโต้แย้งอย่างสุภาพ และการยอมรับความหลากหลายทางความคิดด้วย

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

ในยุคที่ผู้คนสามารถเผยแพร่ความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียได้ทันที เส้นแบ่งระหว่างความคิดเห็นส่วนตัวกับความรับผิดชอบต่อสังคมอาจไม่ชัดเจนเหมือนในอดีต ข้อความหนึ่งอาจถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว ถูกตีความในหลายมุม และส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือองค์กรได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ดังนั้น การใช้เสรีภาพจึงควรพิจารณาทั้งเนื้อหา น้ำเสียง บริบท และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับสถาบันการศึกษา ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะมหาวิทยาลัยและสถาบันระดับอุดมศึกษามีบทบาทในการสร้างพื้นที่เรียนรู้ เปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียง และพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพ การส่งเสริมประชาธิปไตยจึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่การจัดกิจกรรมหรือการเรียนการสอน แต่ควรสะท้อนผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่ให้เกียรติสิทธิ เสรีภาพ และความแตกต่างของทุกคน

  • เคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือแสดงความคิดเห็น
  • หลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • เปิดพื้นที่ให้ผู้เห็นต่างสามารถสื่อสารได้อย่างปลอดภัย
  • แยกแยะความคิดเห็นส่วนตัวออกจากจุดยืนอย่างเป็นทางการขององค์กร

แถลงการณ์ยังระบุอย่างชัดเจนว่า NIDA ไม่สนับสนุนการแสดงความคิดเห็นหรือการสื่อสารใด ๆ ที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนตามหลักประชาธิปไตย เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ เมื่อประชาชนสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีและได้รับการรับฟัง สังคมก็มีโอกาสพัฒนาบนพื้นฐานของข้อมูลและความเข้าใจที่รอบด้านมากขึ้น

อีกประเด็นที่น่าติดตามคือ การบริหารจัดการกรณีดังกล่าวหลังจากนี้ โดยสถาบันระบุว่าจะพิจารณาผ่านกลไกและกระบวนการด้านจริยธรรมตามความเหมาะสม จุดยืนนี้สะท้อนว่าการรับผิดชอบต่อข้อกังวลของสังคมควรดำเนินไปอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ไม่ควรตัดสินจากกระแสออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

มองในภาพรวม NIDA ออกแถลงการณ์ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ชี้การแสดงความเห็นส่วนบุคคลต้องไม่ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นข้อความที่สะท้อนความท้าทายของสังคมยุคดิจิทัลได้อย่างตรงประเด็น นั่นคือ ทุกคนมีสิทธิพูด แต่ทุกคนก็ควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในองค์กรสาธารณะหรือสถาบันการศึกษา ซึ่งการสื่อสารอาจมีน้ำหนักและผลกระทบมากกว่าความเห็นทั่วไป

ท้ายที่สุด ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ และเคารพสิทธิของผู้ที่คิดต่าง เทรนด์สำคัญของการสื่อสารในอนาคตจะไม่ใช่เพียงการพูดให้ดังที่สุด แต่คือการพูดอย่างรับผิดชอบ พร้อมเปิดใจรับฟังผู้อื่น เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่มา – NIDA ออกแถลงการณ์ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ชี้การแสดงความเห็นส่วนบุคคลต้องไม่ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์