ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs

ในวันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานและการทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่าจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ได้มากเพียงใด ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองว่า ไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐาน AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ หรือโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงได้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยจะลงทุน AI มากแค่ไหน แต่อยู่ที่การเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างสินค้าและบริการใหม่ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น แนวคิด ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs จึงเป็นมุมมองที่น่าสนใจสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และคนทำงานที่กำลังปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวม 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการด้านดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท หรือราว 76% ของการลงทุนทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์ ไปจนถึงการพัฒนาโมเดล AI และ AI Agents ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้งานได้ในหลายขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อธุรกิจสามารถนำ AI ไปช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการทำงาน เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ ซึ่ง SMEs ถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมาก เพราะธุรกิจไทย 99.5% เป็น SMEs และมีสัดส่วนการจ้างงานประมาณ 69.5% ของตลาดแรงงาน แม้จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 35.3% ของ GDP

ในบรรดา SMEs ทั้งหมด ประมาณ 85% เป็นธุรกิจรายย่อยหรือ Micro SME ที่มีพนักงานไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ธุรกิจกลุ่มนี้มักมีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน บุคลากร ความรู้ และเวลาสำหรับทดลองเทคโนโลยี แต่ในอีกมุมหนึ่ง ธุรกิจรายเล็กมีความคล่องตัวสูง รู้จักลูกค้าในพื้นที่เป็นอย่างดี และสามารถตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานได้เร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่

AI ช่วยให้ธุรกิจเล็กแข่งขันได้อย่างไร

ปัจจุบัน SMEs ไทยเริ่มใช้ AI มากขึ้น โดยข้อมูลจาก Salesforce ระบุว่า ประมาณ 70% ของ SMEs ไทยใช้งานหรืออยู่ระหว่างทดลองใช้ AI ขณะที่รายงาน Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 ของ AWS พบว่า ในกลุ่มธุรกิจที่ใช้ AI ราว 74% ยังใช้ในระดับพื้นฐาน เช่น แชตบอต เครื่องมือค้นหาข้อมูล การสรุปเอกสาร และการช่วยเขียนข้อความ มีเพียง 17% ที่ใช้งานในระดับกลาง และ 9% ที่นำ AI ไปใช้ในระดับสูง

การแบ่งระดับดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นเส้นทางการพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น ระดับแรกคือ AI-assisted หรือการใช้ AI ช่วยงาน เช่น ช่วยเขียนคำบรรยายสินค้า ตกแต่งภาพ ตอบคำถามลูกค้า และจัดทำเอกสาร ระดับที่สองคือ AI-operated ซึ่งเป็นการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้ AI เชื่อมโยงข้อมูลและทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่รวมยอดขาย คาดการณ์สินค้า จัดการคลัง และวางแผนการตลาด ส่วนระดับสูงสุดคือ AI-native หรือธุรกิจที่มี AI เป็นแกนกลางของสินค้าและบริการ

3 กลยุทธ์ที่ SMEs ควรเริ่มลงมือทำ

1. Reimagine คิดใหม่ว่า AI เปิดโอกาสอะไร

ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการมองปัญหาและโอกาสของธุรกิจใหม่ ไม่ใช่เพียงนำ AI ไปเติมในขั้นตอนเดิม ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารอาจใช้ AI วิเคราะห์เมนูที่ลูกค้านิยม คาดการณ์วัตถุดิบ และสร้างคอนเทนต์สำหรับสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ร้านค้าออนไลน์สามารถใช้ AI ช่วยตอบแชต สร้างภาพสินค้า และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็ว

AI ยังมีบทบาทต่อเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น ลูกค้าอาจใช้ AI ค้นหา เปรียบเทียบ และขอคำแนะนำสินค้าแทนการเปิดดูเว็บไซต์ทีละแห่ง ดังนั้น SMEs ควรจัดเตรียมข้อมูลสินค้า ราคา จุดเด่น รีวิว และบริการหลังการขายให้ชัดเจน เพื่อให้แบรนด์มีโอกาสปรากฏในคำแนะนำของระบบ AI รายงานจาก BCG ที่ซิกเว่อ้างถึงระบุว่า ประมาณ 63% ของการซื้อที่มี AI ช่วยนำผู้บริโภคไปรู้จักแบรนด์ที่ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกมาก่อน นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการรายเล็ก

2. Transform เปลี่ยนกระบวนการให้ AI สร้างผลลัพธ์

การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทดลองใช้แชตบอตหรือเครื่องมือช่วยเขียนเท่านั้น ธุรกิจควรสำรวจว่าขั้นตอนใดใช้เวลามาก เกิดข้อผิดพลาดบ่อย หรือทำให้ลูกค้าต้องรอนาน จากนั้นจึงเลือกใช้ AI แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ อาจเริ่มจากงานเล็ก ๆ ที่วัดผลได้ เช่น ลดเวลาตอบลูกค้า ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล หรือเพิ่มยอดขายจากการแนะนำสินค้าที่ตรงความสนใจ

เมื่อทีมงานมีความเข้าใจและเห็นผลลัพธ์แล้ว จึงค่อยขยับไปสู่การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างช่องทางขาย การพยากรณ์ความต้องการสินค้า การจัดการสต็อก และการวางแผนโฆษณา สิ่งสำคัญคือเจ้าของธุรกิจยังต้องกำกับดูแล ตรวจสอบความถูกต้อง และกำหนดขอบเขตการตัดสินใจของ AI อย่างเหมาะสม

3. Lead กำหนดทิศทางและพาคนในองค์กรไปด้วยกัน

AI จะสร้างประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อคนในองค์กรพร้อมใช้งานและเข้าใจเป้าหมาย ผู้นำจึงควรสื่อสารให้ชัดเจนว่าเหตุใดธุรกิจต้องใช้ AI งานส่วนใดจะเปลี่ยนแปลง และพนักงานจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านใด การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้จะช่วยลดความกังวล และทำให้ทีมมอง AI เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพ มากกว่าจะมองว่าเป็นคู่แข่งที่เข้ามาแทนที่คน

SMEs มีข้อได้เปรียบด้านความเร็วในการตัดสินใจ หากผู้นำเห็นโอกาสและเริ่มทดลองอย่างมีแผน ก็สามารถเรียนรู้จากผลลัพธ์และปรับกลยุทธ์ได้รวดเร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่ การเริ่มต้นจากโครงการเล็กที่มีตัวชี้วัดชัดเจนจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เช่น วัดจำนวนชั่วโมงที่ประหยัดได้ อัตราการตอบกลับลูกค้า ยอดขายต่อแคมเปญ หรือความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ

โครงสร้างสนับสนุนต้องเดินไปพร้อมกัน

ทั้งสามกลยุทธ์จะเกิดผลได้ดีเมื่อมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ AI ที่มีราคาเข้าถึงได้ ข้อมูลที่มีคุณภาพ อินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ ตลอดจนหลักสูตรพัฒนาทักษะที่เน้นการใช้งานจริง ภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันสร้างพื้นที่ทดลอง หรือ AI Sandbox เพื่อให้ SMEs สามารถทดสอบนวัตกรรมอย่างปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในวงกว้าง

ทรูระบุว่า ต้องการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กให้เข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น ผ่าน True AI Hub ซึ่งรวมโมเดล AI มากกว่า 50 ตัวไว้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมแพ็กเกจเริ่มต้น 399 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือน แนวทางนี้ช่วยลดภาระการลงทุนก้อนใหญ่ และลดความยุ่งยากในการสมัครใช้บริการจากหลายแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ Arise Ventures Group AWS และ Amazon เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ให้คนไทยจำนวน 3 ล้านคน

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือธรรมาภิบาล AI ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว ความถูกต้องของเนื้อหา และความโปร่งใสในการใช้ระบบอัตโนมัติ กติกาที่ดีควรคุ้มครองผู้ใช้งานโดยไม่ปิดกั้นนวัตกรรม เพราะเทคโนโลยีมักพัฒนาเร็วกว่ากฎระเบียบเสมอ

Access Partnership ประเมินว่า การนำ AI มาใช้อาจสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจไทยได้อย่างน้อย 2.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 แต่ตัวเลขดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อผลประโยชน์กระจายไปถึงธุรกิจทุกขนาด การลงทุน AI จึงควรมองไกลกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูล โดยต้องเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานกับทักษะ ข้อมูล เครื่องมือ และโอกาสทางตลาด

โดยสรุป แนวคิด ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs สะท้อนว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการจำนวนมากในการนำ AI ไปต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและความเข้าใจลูกค้าให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่แข่งขันได้

สำหรับ SMEs การเริ่มต้นวันนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง ขอเพียงเลือกปัญหาที่ชัดเจน ทดลองเครื่องมือที่เหมาะสม วัดผลอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาทีมไปพร้อมกัน ธุรกิจที่เริ่มเรียนรู้ก่อนย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในวันที่ AI กลายเป็นมาตรฐานของทุกอุตสาหกรรม ดังนั้นผู้ประกอบการควรเริ่มสำรวจว่า AI จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ หรือเปิดตลาดใหม่ให้ธุรกิจได้อย่างไร แล้วลงมือทดลองให้เร็วที่สุด

ที่มา – ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ไทยต้องต่อยอดการลงทุน AI แนะ 3 กลยุทธ์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs [PR NEWS]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *