สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ

สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ เพื่อเตรียมระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้นในปีงบประมาณ 2570 แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดสรรงบประมาณ การจ่ายเงินให้หน่วยบริการ การตรวจสอบการเบิกจ่าย และการพัฒนาสิทธิประโยชน์ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพบริการและการเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เปิดเผยทิศทางการบริหารกองทุนบัตรทองในกิจกรรมพบสื่อมวลชน ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อการบริหารจัดการงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2570 โดยกำหนดวงเงินรวมไว้ที่ 289,113.05 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าแรงของหน่วยบริการภาครัฐจำนวน 74,968.64 ล้านบาท งบประมาณทั้งหมดจะดูแลประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47.17 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว 4,669.44 บาทต่อคน

สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า แนวทางสำคัญของปี 2570 คือการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด หรือ Value for Money โดยพิจารณาทั้งความประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความเสมอภาค ไม่ใช่ดูเพียงว่างบประมาณถูกใช้ไปมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องประเมินด้วยว่าประชาชนได้รับบริการที่จำเป็น มีคุณภาพ และเหมาะสมกับทรัพยากรที่ใช้หรือไม่

อีกหนึ่งกลไกที่ถูกยกระดับคือระบบกำกับตรวจสอบแบบ 3 Lines of Defense ซึ่งช่วยแบ่งหน้าที่การควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่หน่วยงานผู้ปฏิบัติ ฝ่ายกำกับติดตาม ไปจนถึงการตรวจสอบที่เป็นอิสระ แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การใช้งบประมาณตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพงบผู้ป่วยในและลดการส่งต่อที่ไม่จำเป็น

คณะกรรมการ สปสช. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เห็นชอบแนวทางบริหารงบบริการผู้ป่วยใน โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10.5 ล้าน Sum AdjRW และกำหนดอัตราจ่าย 10,000 บาทต่อ AdjRW การใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวช่วยสะท้อนความซับซ้อนและต้นทุนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละประเภทได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับภาระงานจริงของแต่ละพื้นที่

สปสช. ยังเตรียมนำข้อมูลผลงานในอดีตมาใช้กำหนดเป้าหมายระดับเขตและจังหวัด เพื่อให้หน่วยบริการวางแผนได้แม่นยำมากขึ้น แนวทางนี้มีเป้าหมายลดการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น และสนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถดูแลประชาชนได้ใกล้บ้าน หากหน่วยบริการมีศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม ประชาชนก็จะลดภาระค่าเดินทางและรอรับบริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

หัวใจของแผนบริหารกองทุนปี 2570 จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินกองทุนเชื่อมโยงกับระบบบริการจริง ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ การจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และลดความเสี่ยงที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณจะกระทบต่อสิทธิในการรักษา

ดูแลทั้งผู้ป่วยนอก การป้องกันโรค และสภาพคล่องโรงพยาบาล

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การบริหารงบประมาณปี 2570 จะครอบคลุมบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค หรือ PP รวมถึงบริการกรณีเฉพาะ โดยงบสำหรับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอยู่ที่ 30,113.958 ล้านบาท และเปิดให้คนไทยทุกคนได้รับประโยชน์จากบริการที่จำเป็น

นอกจากนี้ สปสช. เตรียมนำร่องการจ่ายเงินล่วงหน้าใน 2 เขต เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้โรงพยาบาล พร้อมโอนงบผู้ป่วยนอกและงบ PP ล่วงหน้า 25% ให้หน่วยบริการกลุ่มที่กำหนด มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อโรงพยาบาลที่ต้องบริหารค่าใช้จ่ายประจำ ค่าบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย หากมีเงินหมุนเวียนที่เพียงพอ หน่วยบริการก็สามารถเดินหน้ารักษาผู้ป่วยได้อย่างไม่สะดุด

กรณีที่การบริหารงบผู้ป่วยในมีประสิทธิภาพและมีเงินเหลือ สปสช. จะพิจารณาจัดสรรให้หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามข้อตกลงร่วมกัน แนวทางนี้สะท้อนการบริหารงบแบบยืดหยุ่น โดยพยายามนำเงินไปใช้ในจุดที่มีความจำเป็นและสร้างประโยชน์ต่อระบบบริการมากที่สุด

ใช้ AI Audit ตรวจสอบการเบิกจ่ายและปกป้องสิทธิประชาชน

ประเด็นที่น่าจับตาคือการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบทั้งก่อนและหลังการจ่ายเงิน โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายและนำเทคโนโลยี AI Audit เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติ เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยคัดกรองข้อมูลจำนวนมาก ตรวจจับรูปแบบการเบิกจ่ายที่อาจมีความเสี่ยง และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ระบบตัดสินใจแทนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และเพิ่มความแม่นยำ โดยต้องควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส และการเปิดช่องทางให้หน่วยบริการชี้แจงเมื่อพบข้อสงสัย ที่สำคัญคือระบบตรวจสอบต้องไม่ทำให้ประชาชนถูกปฏิเสธหรือชะลอการรักษาในกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์

เพิ่มสิทธิประโยชน์และเทคโนโลยีการรักษาใหม่

สำหรับรายการสิทธิประโยชน์และบริการใหม่ในปี 2570 สปสช. เตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 1,348.97 ล้านบาท ครอบคลุมบริการที่ช่วยยกระดับการรักษาและลดความสูญเสียจากโรครุนแรง ตัวอย่างเช่น วัคซีน PCV สำหรับเด็กเล็ก หัตถการใส่ลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน หรือ TAVI เทคโนโลยี MR Linac การใช้ 3D Printing การปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยตับวายเฉียบพลัน การปลูกถ่ายปอดและปอด–หัวใจ รวมถึงการจัดการวัณโรคเชิงรุก

สิทธิประโยชน์เหล่านี้สะท้อนทิศทางระบบสุขภาพไทยที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การวินิจฉัยที่รวดเร็ว และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็น การเพิ่มบริการใหม่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพราะทำให้ประชาชนในระบบบัตรทองมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีต้นทุนสูงโดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตนเอง

โดยสรุป สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ ถือเป็นแผนที่พยายามมองระบบสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่เงินกองทุน หน่วยบริการ บุคลากร เทคโนโลยี ไปจนถึงประสบการณ์ของผู้ป่วย สิ่งที่ประชาชนควรติดตามต่อคือการนำแผนไปปฏิบัติจริงในแต่ละพื้นที่ และความรวดเร็วในการพัฒนาบริการใหม่

มุมมองที่น่าสนใจคือ ในอนาคตระบบบัตรทองจะไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่จะแข่งขันกันด้วยคุณภาพข้อมูล ความเร็วในการจ่ายเงิน ความโปร่งใส และความสามารถในการป้องกันโรค ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจง่าย เปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และรับฟังเสียงของประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมกันตรวจสอบและใช้สิทธิอย่างรู้เท่าทัน เงินกองทุนทุกบาทก็มีโอกาสเปลี่ยนเป็นบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น

ที่มา – สปสช. กางแผนบริหารกองทุนบัตรทองปี 70 วงเงินกว่า 2.89 แสนล้านบาท จับมือ สธ. ยกระดับบริการและระบบตรวจสอบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *