ผู้เขียน: lalika69_admin

ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมีประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยการประชุมในครั้งนี้มีมติเห็นชอบให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร และอีก 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ได้รับการประกาศให้เป็น เขตควบคุมมลพิษ เพื่อร่วมกันต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5

การประกาศพื้นที่ให้เป็น เขตควบคุมมลพิษ นี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินมาตรการเร่งด่วนในการลดปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีแนวโน้มเกิดหมอกควันจากไฟป่าในภาคเหนือ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

พื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษจะได้รับการสนับสนุนทางนโยบาย เช่น การควบคุมการเผาในที่โล่ง การส่งเสริมใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศ ซึ่งเป็นมาตรการที่คาดว่าจะส่งผลลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน และช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

มูลค่าเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากการลดผลกระทบจากมลพิษแล้ว ยังมีการประเมินว่าพื้นที่ที่ประกาศเป็น เขตควบคุมมลพิษ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับกรุงเทพฯ ได้มากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะจากการส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

  • ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูแล้ง – ฤดูหนาว
  • เพิ่มมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่ง
  • สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอย่างกว้างขวาง
  • ฟื้นฟูคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน

ด้วยการร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป การประกาศพื้นที่ทั้งหมดให้เป็น เขตควบคุมมลพิษ จึงเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน และเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมจากผู้นำเมืองอย่าง “ชัชชาติ” ที่ไม่เพียงแค่ใส่ใจในเรื่องความเจริญ แต่ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนเมืองอีกด้วย

นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหาที่ไม่ใช่แค่เรื่องของวันใดวันหนึ่ง แต่เป็นการวางแผนระยะยาวเพื่ออนาคตของลูกหลาน หากคุณเป็นหนึ่งในคนเมืองที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แบบนี้แหละคือการเริ่มต้นที่ดี

ร่วมกันสร้างสังคมที่มีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น คือหน้าที่ของเราทุกคน!

ที่มา – ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5

‘ทักษิณ’ เดินทางกลับไทยแล้ว พร้อมรับฟังคำตัดสินคดีชั้น 14 ในวันพรุ่งนี้

ในวันนี้ (8 กันยายน) เมื่อเวลา 15.03 น. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยใช้เครื่องบินส่วนตัวรุ่น Bombardier Global 7500 ลงจอดที่ท่าอากาศยาน MJets ดอนเมือง นับเป็นครั้งแรกรวมถึงเป็นโอกาสสำคัญที่ ทักษิณ จะเผชิญหน้ากับคำตัดสินของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่มักถูกเรียกกันทั่วไปว่า “คดีชั้น 14”

‘ทักษิณ’ เดินทางกลับไทยแล้ว พร้อมรับฟังคำตัดสินคดีชั้น 14 ในวันพรุ่งนี้

การเดินทางกลับประเทศไทยในครั้งนี้ของ ทักษิณ เป็นไปตามกำหนดการเดิมที่นายทักษิณได้ประกาศไว้ล่วงหน้า โดยก่อนหน้านี้ ได้เดินทางไปตรวจสุขภาพกับแพทย์ประจำตัวในประเทศสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้แผนการต้องมีการเปลี่ยนแปลง จึงต้องเปลี่ยนจุดหมายมาอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ชั่วคราวก่อนจะเดินทางกลับไทยอีกครั้ง

จุดประสงค์หลักของการกลับมายังประเทศไทยครั้งนี้คือ เพื่อเตรียมตัวเข้ารับฟังคำตัดสินคดีของศาลฎีกา ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญทั้งในเชิงนิติเวช การเมือง และปัญหาทางสังคม มีกำหนดการนัดหมายของศาลในวันพรุ่งนี้ (9 กันยายน) เวลา 10.00 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดย ทักษิณ ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะเดินทางมารับฟังคำตัดสินด้วยตนเอง แม้สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้มีความตึงเครียดสูงมากก็ตาม

  • การกลับไทยของ ทักษิณ สร้างความตื่นตัวให้กับสังคมและการเมือง
  • หลายฝ่ายให้ความสนใจกับคำตัดสินที่ศาลฯ จะมีต่อกรณีนี้
  • กระแสออนไลน์ยังคงพูดถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับคดีชั้น 14 อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าพรรคทักษิณ และมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน มีข่าวลือและข่าวสารเกี่ยวกับอาการป่วย รวมไปถึงสถานะทางกฎหมายของเขามากมาย โดยเฉพาะกับคดีเก่าที่ยังมีผลระงับอยู่หลายประเด็น

ทิศทางอนาคตภายหลังคำตัดสิน

ไม่ว่าผลของคำตัดสินในวันพรุ่งนี้จะออกมาเช่นใด ผลกระทบทั้งในเชิงกฎหมายและสังคมคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ ทักษิณ ยังคงมีฐานเสียงสนับสนุนจำนวนมากจากกลุ่มคนทั่วไป และยังมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง

ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ สิ่งที่ชัดเจนคือ ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงจังหวะและทิศทางใหม่ ทั้งในวงการการเมืองไทยและต่อสังคมโดยรวม แม้ตอนนี้อาจจะยังมีคำถามว่าความรับผิดชอบจริงๆ ของบุคคลที่มีอำนาจมีลักษณะอย่างไร แต่คำตัดสินหนึ่งครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนเล็กหรือใหญ่ของระบบความยุติธรรมไทยได้เช่นกัน

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เราขอเชิญชวนให้ติดตามกิจกรรมในวันพรุ่งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าผลการตัดสินจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างไร

หากสนใจติดตามข่าวการเมืองไทยและข่าวเด่นต่างๆ คลิก 👉 อัปเดตข่าวล่าสุดได้ที่นี่

ที่มา – ‘ทักษิณ’ เดินทางกลับไทยแล้ว พร้อมรับฟังคำตัดสินคดีชั้น 14 ในวันพรุ่งนี้

ฝันร้ายของชาวไทยริมน้ำกก คือแม่น้ำปนเปื้อนสารหนูหรือความเพิกเฉยของภาครัฐ?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่น้ำกกและแม่น้ำสายในจังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองสายถูกปนเปื้อนด้วย “สารหนู” ซึ่งมาจากกิจกรรมของการทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา สารพิษเหล่านี้ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ฝันร้ายของชาวไทยริมน้ำกก คือแม่น้ำปนเปื้อนสารหนูหรือความเพิกเฉยของภาครัฐ?

ข้อมูลจากหลายหน่วยงานระบุว่า การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำเกิดจากกระบวนการสกัดทองคำที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในรัฐฉาน โดยสารเคมีที่ใช้นั้นส่วนมากคือ สารหนู ซึ่งเมื่อถูกลมพาไปหรือไหลตามน้ำ ก็ปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำในประเทศไทย เดิมพันกับระบบนิเวศที่อ่อนไหวและส่งอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์น้ำ

ผลกระทบจากการปนเปื้อนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องกล่าวเล่น เนื่องจากสารหนูเป็นโลหะหนักที่หากสะสมในร่างกายในปริมาณมาก สามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอาการอาเจียน ปวดท้อง หรือความเสียหายต่อระบบประสาท ผิวหนัง และแม้กระทั่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด

ไม่เพียงแต่สุขภาพของมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงและแม่น้ำอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันก็ได้รับผลกระทบรุนแรง สัตว์น้ำบางชนิดเริ่มมีความผิดปกติทางพันธุกรรม และมีนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่สารพิษเหล่านี้เป็นสาเหตุโดยตรง

วิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน สิ่งที่ภาครัฐไทย “อาจ” มองข้าม

คำถามหนึ่งที่หลายฝ่ายตั้งขึ้นคือ ความเพิกเฉยของภาครัฐไทยในประเด็นนี้เป็นเพียงการมองข้าม หรือเป็นส่วนหนึ่งของ “ฝันร้ายของชาวไทยริมน้ำกก” เนื่องจากยังไม่มีมาตรการหรือแนวทางการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนจากภาครัฐ เพื่อปกป้องประชาชนภายนอกจากการเสี่ยงต่อสุขภาพจากแหล่งน้ำที่มีมลพิษ

ในขณะที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตโดยตรงจากสัมผัสสารหนูในแม่น้ำ แต่ความเสี่ยงระยะยาวอาจส่งผลเป็นระยะเวลานับสิบปีข้างหน้า ซึ่งหากไม่มีการบรรเทาหรือควบคุมอย่างจริงจัง สังคมจะต้องจ่ายราคาสูงในอนาคต

สิ่งที่คุณควรรู้ และสิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำ

  • 在ระดับของสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกในหลายจุดนั้นเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)
  • ผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และสุขภาพของชุมชนเป็นอันตรายอย่างรุนแรง
  • ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารปลาที่จับได้จากแม่น้ำกกไปก่อน
  • รัฐบาลต้องแสดงความจริงจังในระดับนโยบายระดับชาติ และมีการร่วมมือกับประเทศเมียนมาและจีนอย่างจริงจังเพื่อหาทางออกยั่งยืนร่วมกัน

แม่น้ำกกอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่ส่งผลลุกลามไปยังแม่น้ำอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากภาครัฐไม่มีมาตรการป้องกันและติดตามสถานการณ์อย่างจริงจัง

คนทั่วไปต้องมีส่วนร่วมในการกดดันและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ด้วยการติดตามข่าวสาร การเผยแพร่ข้อมูล และเป็นเสียงของชุมชนเหล่านี้ที่ไม่มีความหวัง ให้สายตาและเสียงของชุมชนเขาถูกสะท้อนจนเข้าถึงหูผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ

คำถามที่เหลือตอนนี้คือ รัฐบาลจะทำอะไร และจะทำเมื่อไหร่ เพื่อจัดการกับ “ฝันร้ายของชาวไทยริมน้ำกก” ที่อาจลุกลามเป็นปัญหาข้ามชาติครั้งใหญ่

ที่มา – ฝันร้ายของชาวไทยริมน้ำกก คือแม่น้ำปนเปื้อนสารหนูหรือความเพิกเฉยของภาครัฐ?

กองกำลังบูรพาจับกุมแรงงานกัมพูชา 50 คน ลอบเข้าเมืองที่สระแก้ว หนีภัยเศรษฐกิจในประเทศบ้านเกิด

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อกองกำลังบูรณาการร่วมกับ ชค.ทพ.12 และ ฉก.อรัญประเทศ ได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่บริเวณท้ายหมู่บ้านกุดหิน หลังได้รับรายงานข่าวว่ามีการลักลอบข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในพื้นที่

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้งหมด 50 คน โดยมีชาย 33 คน และหญิง 17 คน ซึ่งถูกพบขณะกำลังเดินเท้าเข้ามาในเมืองอย่างอิดโรย แรงงานทั้งหมดถูกนำตัวไปสอบสวนเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

กองกำลังบูรพาจับกุมแรงงานกัมพูชา 50 คน ลอบเข้าเมืองที่สระแก้ว หนีภัยเศรษฐกิจในประเทศบ้านเกิด

จากการสอบถาม แรงงานชาวเขมรเปิดเผยว่า พวกเขาเคยมีประสบการณ์ทำงานในประเทศไทยมาก่อน แต่ต้องเดินทางกลับประเทศในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างสองประเทศที่เข้มงวด แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านเกิดแล้ว กลับพบว่าไม่มีงานทำและรัฐบาลกัมพูชาก็ไม่มีมาตรการช่วยเหลือใด ๆ เลย จึงตัดสินใจจ่ายเงินให้กับคนนำทางเพื่อกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง โดยยอมเสี่ยงภัยและเดินทางลับผ่านเส้นทางธรรมชาติ

พวกเขายังเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ได้ติดต่อกับผู้นำทางสามคนจากกัมพูชาเพื่อพาทางเข้าประเทศโดยหลีกเลี่ยงการตรวจคนเข้าเมือง แต่ระหว่างการเดินทางถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน และผู้นำทางก็ประโยชน์ช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ ทิ้งแรงงานไว้ในบริเวณไร่อ้อยโดยไม่มีใครคอยดูแล

หลังจากการจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำแรงงานทั้งหมดส่งตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สถานการณ์แรงงานพเนจรในช่วงปิดพรมแดน

พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่คำสั่งปิดด่านชายแดนในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนปีนี้ หน่วยเฉพาะกิจสามารถจับกุมแรงงานชาวเขมรที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยได้ถึง 84 ครั้ง เป็นจำนวนรวม 329 คน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจไม่แน่นอนโดยไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลของตนเอง และบังคับให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อหาทางกลับมายังประเทศไทยด้วยวิธีลับ ๆ

เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อแรงงานชาวเขมรต้องเลือกระหว่างการทำงานอย่างผิดกฎหมายกับความเสี่ยงของการขาดแคลนเงินและอาหาร จากรัฐบาลที่ไม่มีระบบช่วยเหลือและดูแลประชาชนในยามยาก

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสารสังคมและเศรษฐกิจในภูมิภาค เราควรให้ความสำคัญกับปัญหานี้ องค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ หรือองค์กรด้านสิทธิแรงงานควรมีบทบาทมากขึ้นในการปกป้องสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ไม่ให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากจนและความเสี่ยงอย่างไร้สาระอีกต่อไป

หากคุณสนใจเรื่องราวทางสังคมและความเป็นอยู่ของแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะโลกของวันนี้เชื่อมโยงกันมากกว่าที่คุณคิด

ที่มา: กองกำลังบูรพาจับกุมแรงงานกัมพูชา 50 คน ลอบเข้าเมืองที่สระแก้ว หนีภัยเศรษฐกิจในประเทศบ้านเกิด

ประมวลภาพ “พระจันทร์สีเลือด” จันทรุปราคาเต็มดวงในรอบ 3 ปี จากทั่วมุมโลก

เมื่อคืนที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์และผู้ชื่นชอบการดูดาวทั่วโลกต่างพากันอัศจรรย์กับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หายากและสวยงามอย่าง “พระจันทร์สีเลือด” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในรอบ 3 ปี และสามารถสังเกตได้จากหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เหล่าคอธรรมชาติและผู้สนใจดาราศาสตร์ต่างพากันแชร์ภาพถ่ายอันงดงามของพระจันทร์ที่เปล่งประกายสีแดงเข้มในช่วงคืนอันแสนเงียบงัน

ประมวลภาพ “พระจันทร์สีเลือด” ปรากฏการณ์ในรอบ 3 ปี

จันทรุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเงาของโลกอย่างเต็มดวง ส่งผลให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องไปยังผิวดวงจันทร์เกิดการหักเหผ่านชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้แสงสีแดงถูกกรองและสะท้อนออกมา จึงทำให้ดวงจันทร์ดูมีสีแดงเข้มหรือที่เรียกกันว่า “พระจันทร์สีเลือด”

ปรากฏการณ์นี้ตื่นเต้นอย่างมากสำหรับคนที่ติดตามดาราศาสตร์ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และจะต้องใช้เงื่อนไขหลายอย่างที่ต้องลงตัว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของดวงจันทร์ ดวงโลก และดวงอาทิตย์ รวมถึงสภาพอากาศที่เหมาะสมในการสังเกต

ภาพถ่ายประทับใจจากทั่วโลก

ตามรายงานจากสื่อต่างประเทศและชุมชนผู้สังเกตการณ์ดาราศาสตร์ พบว่ามีการแชร์ภาพถ่ายพระจันทร์สีเลือดจำนวนมากจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตะวันออกกลาง ซึ่งแต่ละภาพต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนทั้งความงามของธรรมชาติและศิลปะในการจับภาพของผู้สังเกต

  • ภาพจากGetty Images นำเสนอพระจันทร์สีแดงเข้มในท้องฟ้าที่มืดสนิท
  • EPA และ Reuters บันทึกภาพจากหลายเมืองใหญ่ที่มีนักดาราศาสตร์และประชาชนร่วมสังเกต
  • บางภาพยังแสดงให้เห็นภูมิทัศน์และกราฟิกของท้องฟ้าที่ดึงดูดสายตา

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ อย่าผิดหวังไป เพราะจันทรุปราคาเต็มดวงยังคงจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งคุณสามารถเตรียมพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยการติดตามปฏิทินดาราศาสตร์ ตั้งกล้องถ่ายภาพ และหาสถานที่ที่เหมาะสมในการสังเกตการณ์

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การสังเกตการณ์ดวงดาวไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมสำหรับนักวิชาการเท่านั้น แต่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปได้สัมผัสกับความงามของจักรวาลอีกด้วย

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนดาราศาสตร์ ผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ หรือเพียงแค่อยากรู้อยากเห็น ปรากฏการณ์อย่างพระจันทร์สีเลือดถือเป็นโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด เพราะเป็นภาพที่วาดฝันได้ยาก และอาจเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคุณ

อย่าลืมตั้งเตือนในปฏิทินและเตรียมตัวให้พร้อม เพราะดวงจันทร์กำลังรอให้คุณชื่นชมอีกครั้ง!

ที่มา – ประมวลภาพ “พระจันทร์สีเลือด” จันทรุปราคาเต็มดวงในรอบ 3 ปี จากทั่วมุมโลก

Digitalization กับก้าวใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความมั่นคงจึงต้องมากขึ้น

ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นกระแสใหญ่ที่ไม่อาจหยุดย้อนกลับได้ ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ลม หรือทรัพยากรสะอาดอื่น ๆ ล้วนเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยประเทศลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และก้าวไปสู่ความยั่งยืน

แต่ปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังคือ ธรรมชาติของพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ไม่สม่ำเสมอ เช่น ดวงอาทิตย์ไม่ส่องแสงตลอด 24 ชั่วโมง และลมก็ไม่พัดสม่ำเสมอ ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องรับมือกับปริมาณพลังงานที่ขึ้นลงตลอดเวลา

Digitalization กับก้าวใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความมั่นคงจึงต้องมากขึ้น

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ หากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น จะกระทบกับค่าไฟหรือความมั่นคงของระบบไฟฟ้าหรือไม่? และจะเกิดไฟดับบ่อยขึ้นหรือเปล่า?

คำตอบอยู่ที่คำว่า “Digitalization” เพราะการนำข้อมูลดิจิทัล เทคโนโลยี AI และระบบอัจฉริยะเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ถือเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมความผันผวน ให้พลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง

ความท้าทายที่ไม่พูดถึงไม่ได้: ระบบไฟฟ้าต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ ได้กำหนดเป้าหมายให้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมีส่วนแบ่งถึง 50% ของระบบภายในปี 2040 ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญ แต่ก็ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถรับมือกับพลังงานที่มีความไม่แน่นอนสูงได้

Digitization เป็นกระจกที่สะท้อนพลังงานในอนาคต

Digitization หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบไฟฟ้า ไม่ใช่แค่การทำให้ทันสมัย แต่เป็นการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าให้เติบโตไปพร้อมกับพลังงานสะอาดอย่างปลอดภัย

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. กล่าวว่า “ข้อมูลพลังงานไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสินทรัพย์ของชาติ การนำข้อมูลมาใช้อย่างมีระบบและมีกฎเกณฑ์ คือการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า”

REFC: สมองกลของระบบไฟฟ้าไทย

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของ Digitalization คือ ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REFC) ซึ่งจัดตั้งโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

REFC ใช้เทคโนโลยี AI ผสมกับข้อมูลจากแหล่งผลิตพลังงานต่าง ๆ เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ลม และ even Solar Rooftop ทั่วประเทศ เพื่อพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าได้ทั้ง 10 วัน และปรับปรุงตัวเลขได้ทุก 6 ชั่วโมง

ประโยชน์จริงที่ทุกคนได้รับ

การใช้ Digitalization และ AI ผ่าน REFC ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวิศวกรเท่านั้น แต่ส่งผลให้ทุกคนในสังคมได้เปรียบเปรย:

  • ลดความเสี่ยงไฟดับ: แม้พลังงานหมุนเวียนจะขึ้นลง สัญญาณจาก REFC ก็ช่วยระบบควบคุมไฟฟ้าแห่งชาติ (NCC) ปรับกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าอื่นให้สมดุล
  • ลดต้นทุนโครงสร้าง: แทนที่จะต้องลงทุนซื้อแบตเตอรี่anuts ราคาแพง ดิจิทัลพยากรณ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรเดิม
  • รองรับพลังงานสะอาดได้มากกว่า: ระบบพร้อมรับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนกว่า 8,000 เมกะวัตต์ในอนาคต

ความร่วมมือจากรัฐและเอกชนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เพื่อให้ประเทศไทยมุ่งไปถึงเป้าหมาย Net Zero อย่างมั่นคง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เร่งวางกฎเกณฑ์และแนวทางใหม่ ๆ ที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนร่วมส่งข้อมูลให้กับศูนย์พยากรณ์

การพัฒนาระบบเชิงมาตรฐานเช่นนี้ ช่วยให้ระบบไฟฟ้าไทยสามารถรองรับพลังงานสะอาดได้มากขึ้นโดยไม่กระทบโครงสร้างพื้นฐาน และลดความเสี่ยงในระดับประเทศ

ดังนั้นหากคุณกำลังสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยถึงต้อง ‘เติบโต’ ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะเดียวกันก้าวไปกับพลังงานสะอาด การเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองจุดนี้คือคำตอบ

เพราะการใช้ Digitalization ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางรากฐานแข็งแรงสู่โลกที่ “เขียว – มั่นคง – ยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีความสนใจในพลังงานสะอาด หรืออยากเข้าใจผลกระทบเชิงลึกในเรื่องนี้ เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจาก กกพ. และรายงานจาก กฟผ. เพื่อที่คุณจะได้ไม่ตกข่าว จากการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบบไฟฟ้าไทย

อย่าลืม เชื่อมต่อกับพลังงานอนาคต ก่อนใคร!

ที่มา – Digitalization กับก้าวใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความมั่นคงจึงต้องมากขึ้น

ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขาฯ ถกเก็บทุ่นระเบิด ถอนอาวุธที่ยิงเป็นพื้นที่ ปราบสแกมเมอร์-ค้ามนุษย์

เมื่อวานนี้ (7 กันยายน) ได้มีการประชุมกองเลขานุการร่วมสมัยวิสามัญ ภายใต้การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือที่เรารู้จักในชื่อ GBC ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่จังหวัดเกาะกง โดยเป็นการประชุมในระดับเลขาธิการ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือข้ามพรมแดนของทั้งสองประเทศ

ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขาฯ ถกเก็บทุ่นระเบิด ถอนอาวุธที่ยิงเป็นพื้นที่ ปราบสแกมเมอร์-ค้ามนุษย์

ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้นำสำคัญจากทั้งสองฝ่าย ได้แก่ พล.ท. ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะเลขาธิการ GBC ฝ่ายไทย และทางฝั่งกัมพูชานั้น มี พล.ต. แญม โบราเดน รองหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เข้าร่วมในฐานะประธานฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นการรวมตัวของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจระดับสูงของทั้งสองประเทศ

หัวข้อสำคัญที่ถูกพูดถึงในที่ประชุม

หัวข้อสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายภายในที่ประชุม แบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคง สันติภาพ และความร่วมมือของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้ง

  • ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม – เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่ชายแดนบางแห่งยังคงมีทุ่นระเบิดตกค้างจากการทำสงครามในอดีต การทำงานร่วมกันในประเด็นนี้จึงถือว่ามีคุณค่าในระดับสากล
  • ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ – เพื่อป้องกันไม่ให้พรมแดนเป็นช่องโหว่ในการลักลอบค้ามนุษย์และกิจกรรมผิดกฎหมายผ่านโลกออนไลน์
  • การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนกรณีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ – ซึ่งมีผลต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชน
  • การลดความตึงเครียดโดยการถอนอาวุธที่ยิงเป็นพื้นที่ – เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบและลดความขัดแย้งขนาดเล็กที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน
  • การแก้ปัญหาข่าวปลอม (Fake News) และการยั่วยุผ่านทางสื่อโซเชียล – ซึ่งเป็นปัญหาที่ใช้ “เทคโนโลยีเป็นอาวุธ” เร่งด่วนที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือแก้ไข

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขาฯ ไม่ได้มุ่งแค่ไปที่ความสัมพันธ์ทางทหารหรือการเมืองเท่านั้น แต่เป็นความร่วมมือในเชิงแก้สมการลึกของปัญหาเพื่อคนและสังคม โดยเฉพาะยุคที่โลกออนไลน์มีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

แนวทางต่อไป: นำไปสู่การประชุมใหญ่ GBC

ประเด็นที่ได้รับการอภิปรายในระดับเลขาธิการ ตามรายงานระบุว่า จะถูกนำเสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมใหญ่ของคณะกรรมการชายแดน GBC ระดับสูงอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางร่วมในการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพต่อไป

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชาที่หลายประเด็น โดยเฉพาะในยุคที่ความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวรบ แต่ขยายไปถึงโลกดิจิทัล อาชญากรรมทางไซเบอร์ และภัยจากการแพร่กระจายของข่าวลือ

เรียกได้ว่า “GBC” มีความหมายมากกว่าแค่การประชุมทางการทหาร เพราะทุกการตัดสินใจมีผลอย่างตรงต่อคนใกล้ตัวเรา และพวกเรายังคงต้องจับตามองว่าแต่ละปัญหาเหล่านี้จะผุดข้อสรุปออกมาในรูปแบบใด หลังการประชุมใหญ่ของคณะกรรมการชายแดนครั้งต่อไป

อย่าลืมติดตามข่าวสารและเทรนด์ความร่วมมือด้านความมั่นคงของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถพาเราไปไกล มากกว่าที่หลายคนคิด

ที่มา – ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระดับเลขาฯ ถกเก็บทุ่นระเบิด ถอนอาวุธที่ยิงเป็นพื้นที่ ปราบสแกมเมอร์-ค้ามนุษย์

ทอ. ชี้แจงการตรวจพบรอยร้าวโครงสร้างในเครื่องบิน F-16 ยืนยันดำเนินการซ่อมบำรุงเพื่อไม่กระทบความปลอดภัยในปฏิบัติการ

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ท. ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ตรวจพบ รอยร้าวโครงสร้างในเครื่องบิน F-16 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก โดยระบุว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำรุงรักษาตามขั้นตอนปกติ และไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการใดๆ ของกองทัพอากาศไทย

ทอ. ชี้แจงการตรวจพบรอยร้าวโครงสร้างในเครื่องบิน F-16

จากข้อมูลที่ได้รับทราบ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา หลังจากการปฏิบัติการบินตรวจเป้าภาคอากาศ ทางกองทัพอากาศได้มีการตรวจสอบเครื่องบินแบบตามวงรอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการรับรองความพร้อมในการใช้งาน จากการตรวจสอบนั้น พบรอยร้าวที่บริเวณ Lower Bulkhead ของ Main Landing Gear Tension Strut Lug ของชุดฐานล้อด้านขวา

รอยร้าวนี้ถูกตรวจพบผ่านกระบวนการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล โดยใช้วิธีการ NDI (Non Destructive Inspection) ซึ่งเป็นเทคนิคตรวจสอบที่ไม่ทำลายวัสดุ โดยรายละเอียดดังกล่าวได้รับการยืนยันจากผู้แทนบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Lockheed Martin ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกด้วย

มาตรการที่กองทัพอากาศรีบดำเนินการทันที

หลังจากได้รับการรายงานจากบริษัท Lockheed Martin ซึ่งระบุว่า ไม่อนุมัติให้ให้บิน One Time Flight เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทางกองทัพอากาศจึงได้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมความเสี่ยง ดังนี้

  • ประชุมหารือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนการเคลื่อนย้ายอากาศยานกลับมายังหน่วยซ่อมบำรุงในจังหวัดนครสวรรค์อย่างปลอดภัย
  • ขนย้ายด้วยเครื่องบิน C-130H โดยได้ถอดชิ้นส่วนเพื่อให้เหมาะสมกับการลำเลียง แล้วส่งต่อไปยังกระบวนการซ่อมบำรุงขั้นต้น
  • ซ่อมบำรุงร่วมกับ TAI โดยมีการร่วมมือกับ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI) ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศ
  • ยืนยันความปลอดภัย ว่ารายละเอียดกรณีนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการบินของกองทัพอากาศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดและโปร่งใสในการบำรุงรักษารถยนต์บินของกองทัพอากาศที่ยังคงคำนึงถึงความปลอดภัยของนักบินและกำลังพลเป็นอันดับแรก

มองไปข้างหน้า: ความมั่นคงของกองทัพอากาศไทย

จากเหตุการณ์นี้ ชัดเจนว่ากองทัพอากาศไทยมีขีดความสามารถในการรักษาและซ่อมแซมเครื่องบิน F-16 ได้อย่างเป็นระบบ โดยการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ pierce ensures.

สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องความมั่นคงและความพร้อมทางทหาร การดำเนินการของกองทัพอากาศครั้งนี้อาจทำให้เราเห็นว่า ความโปร่งใสและความรับผิดชอบคือองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม

หากคุณสนใจเรื่องราวของกองทัพอากาศและการจัดการด้านความมั่นคงของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลครบถ้วนและแม่นยำที่สุด

ทอ. ชี้แจงการตรวจพบรอยร้าวโครงสร้างในเครื่องบิน F-16 ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ และเตือนสติให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยที่มากขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – ทอ. ชี้แจงการตรวจพบรอยร้าวโครงสร้างในเครื่องบิน F-16 ยืนยันดำเนินการซ่อมบำรุงเพื่อไม่กระทบความปลอดภัยในปฏิบัติการ

The Conjuring: Last Rites ทำรายได้ถล่มทลาย

หลังจากที่แฟน ๆ ทั่วโลกรอคอยกันมานาน ในที่สุดภาพยนตร์เรื่อง The Conjuring: Last Rites ก็ได้เข้าฉายและสร้างปรากฏการณ์ทำรายได้อย่างถล่มทลาย

ตามรายงานจาก the Hollywood Reporter ภาพยนตร์เรื่อง The Conjuring: Last Rites ทำรายได้ทั่วโลกไปแล้วถึง 187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับภาพยนตร์ชุด Conjuring และเป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสามสำหรับภาพยนตร์สยองขวัญโดยรวม นอกจากนี้ยังทำรายได้เกินความคาดหมายของ Warner Bros. และนักวิเคราะห์บ็อกซ์ออฟฟิศอย่างมาก ส่วนในระดับนานาชาติ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไป 104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองสำหรับภาพยนตร์สยองขวัญฮอลลีวูด

Last Rites นำแสดงโดย Patrick Wilson และ Vera Farmiga กลับมารับบทเป็น Ed และ Lorraine Warren อีกครั้ง ในการสืบสวนเหตุการณ์ Smurl hauntings การตลาดของภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นย้ำว่านี่คือ คดีสุดท้าย ของทั้งคู่ในฐานะนักสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติ และเป็นการสิ้นสุด การปรากฏตัวของ Warrens ในภาพยนตร์ชุดนี้ แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ The Conjuring เองก็ไม่ได้หายไปไหน เนื่องจากมี รายการทีวี ที่กำลังจะเริ่มฉายทาง HBO Max Rites ได้รับการวิจารณ์ที่หลากหลาย แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากภาพรวมของแฟรนไชส์นี้

นอกเหนือจาก Conjuring แล้ว Weapons ของ New Line ก็ยังคงทำรายได้ต่อไป ขณะนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ห้า ภาพยนตร์ระทึกขวัญสยองขวัญเรื่องนี้ทำรายได้เพิ่มอีก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 5.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในประเทศ และ 4.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระดับนานาชาติ ทำให้ยอดรวมทั้งหมดอยู่ที่ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ New Line เปิดเผยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าสู่ แพลตฟอร์มดิจิทัล ในวันอังคารที่ 9 กันยายน ก่อนที่จะวางจำหน่ายในรูปแบบแผ่นในวันที่ 14 ตุลาคม ยังไม่มีข่าวเกี่ยวกับวันที่จะฉายทาง HBO Max

เมื่อมองไปข้างหน้า ภาพยนตร์แนว theatrical ประจำเดือนนี้ ได้แก่ The Long Walk ในวันที่ 12 กันยายน Him และ A Big Bold Beautiful Journey ในวันที่ 19 กันยายน และ The Strangers: Chapter 2 ในวันที่ 26 กันยายน

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่คุณจะคาดหวัง Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุดที่จะออกฉาย อะไรต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

The Conjuring: Last Rites ทำรายได้ถล่มทลาย

ทำไม The Conjuring: Last Rites ถึงประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จของ The Conjuring: Last Rites อาจมาจากหลายปัจจัย ประการแรก แฟรนไชส์ Conjuring เป็นที่นิยมอย่างมากและมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น ประการที่สอง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการโปรโมทอย่างหนักโดยเน้นว่าจะเป็นบทสรุปของการผจญภัยของ Warrens ประการสุดท้าย แม้ว่าภาพยนตร์จะได้รับการวิจารณ์ที่หลากหลาย แต่ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่สนุกและน่าตื่นเต้น

The Conjuring: Last Rites แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์สยองขวัญยังคงเป็นที่นิยมและสามารถดึงดูดผู้ชมจำนวนมากได้ หากภาพยนตร์ทำได้ดีและมีเรื่องราวที่น่าสนใจ แฟนๆ ก็พร้อมที่จะสนับสนุน

โดยสรุปแล้ว การทำรายได้ถล่มทลายของ The Conjuring: Last Rites เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของภาพยนตร์สยองขวัญ

ที่มา – ‘The Conjuring: Last Rites’ Summons a Franchise-Best Box OfficeAudiences around the world have been dying to see how ‘The Conjuring: Last Rites’ wraps up the Warrens’ cinematic story.