ผู้เขียน: lalika69_admin

ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยบริหารงบจำกัด ยึดหลัก ‘งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย’ เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรเพิ่มแก้ปมเบี้ยเลี้ยง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าบริหารงบประมาณภายใต้ข้อจำกัด โดยให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพของภารกิจและคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการปรับเบี้ยเลี้ยงในบางหน่วยงาน ประเด็นนี้จึงได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ติดตามข่าวบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง เพราะงบประมาณที่เพียงพอมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดูแลความปลอดภัย การป้องกันอาชญากรรม และการให้บริการประชาชนในทุกพื้นที่

แนวนโยบายสำคัญถูกสื่อสารผ่าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยระบุว่า พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. ได้กำชับผู้นำหน่วยทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ไปจนถึงผู้กำกับการ ให้บริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับภารกิจจริงของแต่ละพื้นที่

ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยบริหารงบจำกัด ยึดหลัก ‘งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย’ เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรเพิ่มแก้ปมเบี้ยเลี้ยง

หัวใจของนโยบายนี้อยู่ที่แนวคิด “งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย” ซึ่งเป็นหลักการที่สะท้อนว่าการลดหรือจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณจะต้องไม่ทำให้ภารกิจหลักของตำรวจสะดุด ขณะเดียวกันก็ไม่ควรสร้างภาระเกินสมควรให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานภาคสนาม ทำงานเป็นกะ หรือรับผิดชอบพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

หลักแรก งานไม่เสีย ต้องรักษาความปลอดภัยประชาชน

ภารกิจด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนยังคงเป็นลำดับแรก การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความยุติธรรม และการให้ความช่วยเหลือประชาชนจะต้องดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารงบจำกัดจึงไม่ใช่การหยุดงาน แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับความจำเป็นมากที่สุด

ในทางปฏิบัติ แต่ละหน่วยงานอาจต้องทบทวนค่าใช้จ่าย วางแผนการใช้ทรัพยากรล่วงหน้า และเลือกสนับสนุนงานที่มีผลต่อความปลอดภัยโดยตรง เช่น การออกตรวจ การรับแจ้งเหตุ การสืบสวนสอบสวน และการดูแลพื้นที่สำคัญ การตัดสินใจทุกด้านควรอยู่บนข้อมูลจริง ไม่ใช่การลดค่าใช้จ่ายแบบเหมารวมจนกระทบประชาชน

หลักที่สอง ขวัญไม่เสีย ต้องดูแลกำลังพล

อีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือขวัญกำลังใจของตำรวจ เพราะเจ้าหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนภารกิจทั้งหมด หากกำลังพลรู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลหรือได้รับผลกระทบจากการปรับเบี้ยเลี้ยงโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน อาจส่งผลต่อแรงจูงใจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้

ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาจึงได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการงบประมาณของแต่ละหน่วยด้วยตนเอง พร้อมดูแลสิทธิ สวัสดิการ และความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่อย่างเหมาะสม ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ตรวจสอบได้ และลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนภายในองค์กร

สำหรับกรณีที่ตำรวจบางส่วนกังวลเรื่องการปรับเบี้ยเลี้ยง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ผบ.ตร. รับทราบปัญหาและไม่ได้เพิกเฉย โดยเปิดทางให้แต่ละหน่วยรายงานอุปสรรคหรือข้อขัดข้องมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขตามข้อเท็จจริง การสื่อสารลักษณะนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเห็นภาพเดียวกันและสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสม

เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานรัฐบาลเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมแล้ว พร้อมมอบหมายให้รอง ผบ.ตร. สายงานบริหาร รวมถึงสำนักงานงบประมาณและการเงิน เร่งศึกษาแนวทางดำเนินการ เพื่อให้ภารกิจของตำรวจเดินหน้าต่อไปได้ควบคู่กับการดูแลสวัสดิการกำลังพล

การขอรับงบประมาณเพิ่มเติมถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดแรงกดดันในระยะยาว แต่ในระหว่างรอการจัดสรร หน่วยงานจำเป็นต้องบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งยังควรเปิดเผยหลักเกณฑ์การจัดสรรในระดับที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน การบริหารที่โปร่งใสจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและทำให้การใช้งบประมาณตอบโจทย์ปัญหาจริงมากขึ้น

สำหรับประชาชน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของตำรวจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนกำลังพลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับงบเดินทาง อุปกรณ์ ยานพาหนะ ค่าใช้จ่ายประจำภารกิจ และสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานด้วย หากปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงพอ ย่อมมีโอกาสกระทบต่อความรวดเร็วและคุณภาพของการให้บริการ

โดยสรุป ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยบริหารงบจำกัด ยึดหลัก ‘งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย’ เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรเพิ่มแก้ปมเบี้ยเลี้ยง เป็นแนวทางที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างภารกิจเพื่อประชาชนกับการดูแลเจ้าหน้าที่ การแก้ปัญหาให้ยั่งยืนควรเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งการจัดสรรงบเพิ่มเติม การตรวจสอบการใช้จ่าย และการรับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงาน เทรนด์การบริหารภาครัฐในวันนี้จึงควรมุ่งสู่การใช้ข้อมูลจริง โปร่งใส และให้ความสำคัญกับคนทำงาน หากทุกฝ่ายร่วมกันติดตามผลอย่างสร้างสรรค์ ก็จะช่วยให้หลัก “งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย” เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่

ที่มา – ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยบริหารงบจำกัด ยึดหลัก ‘งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย’ เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรเพิ่มแก้ปมเบี้ยเลี้ยง

ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ อายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการกับทรัพย์สินในคดีเครือข่ายเว็บพนันที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยคดีนี้ถูกจับตามองจากทั้งแวดวงข่าวอาชญากรรม เทคโนโลยีการเงิน และผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล

ประเด็นสำคัญล่าสุดคือ ปปง. ตรวจพบทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มเติม เป็นเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลในบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่ารวมประมาณ 44 ล้านบาท จึงมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับคดีอย่างละเอียด

ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ อายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายดังกล่าวมาแล้ว 3 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 182 ล้านบาท ปัจจุบันทรัพย์สินส่วนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ 16/2569, ฟ 106/2569 และ ฟ 167/2569 การตรวจพบทรัพย์สินเพิ่มเติมจึงถือเป็นอีกขั้นของการขยายผลทางกฎหมาย

สำหรับคำสั่งล่าสุด เลขาธิการ ปปง. อาศัยอำนาจตามมาตรา 48 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินตามคำสั่ง ย.243/2569 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 โดยทรัพย์สินที่ถูกอายัดครั้งนี้ประกอบด้วยเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลในบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล รวมมูลค่าประมาณ 44 ล้านบาท

อายัดชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน

คำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวมีระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน การอายัดในขั้นตอนนี้ยังเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินทั้งหมดถูกตัดสินแล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิด ผู้ถูกยึดทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียยังมีสิทธิยื่นคำขอเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย

ผู้ที่ต้องการคัดค้านหรือชี้แจงความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต้องยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ

ผู้มีส่วนได้เสียควรเตรียมหลักฐานอะไรบ้าง

ในกรณีที่มีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของบัญชีหรือทรัพย์สินที่ถูกอายัด การเตรียมเอกสารอย่างเป็นระบบถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะข้อมูลทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หลายชั้น ผู้มีส่วนได้เสียควรรวบรวมหลักฐานที่ช่วยอธิบายที่มาของเงินและความสัมพันธ์กับบัญชีดังกล่าว เช่น

  • เอกสารยืนยันตัวตนและหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สิน
  • รายการเดินบัญชีธนาคารและประวัติการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
  • หลักฐานการซื้อขายหรือการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล
  • เอกสารสัญญา ใบเสร็จ หรือหลักฐานรายได้ที่อธิบายแหล่งที่มาของเงิน
  • คำชี้แจงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของบัญชีกับบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในคดี

อย่างไรก็ตาม การยื่นเอกสารควรตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนก่อนส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีรายละเอียดทางกฎหมายหรือมีมูลค่าทรัพย์สินสูง ผู้มีส่วนได้เสียอาจพิจารณาปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายฟอกเงิน เพื่อป้องกันการยื่นข้อมูลไม่ครบตามกำหนด

ทำไมสินทรัพย์ดิจิทัลจึงเป็นประเด็นสำคัญ

สินทรัพย์ดิจิทัลมีลักษณะโอนย้ายได้รวดเร็วและเชื่อมต่อกับบัญชีหลายประเภท ทำให้หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับการติดตามเส้นทางธุรกรรมมากขึ้น แม้ธุรกรรมบนเครือข่ายบางประเภทจะใช้นามแฝง แต่ข้อมูลการโอนยังสามารถถูกวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากแพลตฟอร์มซื้อขาย บัญชีธนาคาร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้

กรณี ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ อายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท จึงสะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบคดีการเงินในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเงินสดหรือทรัพย์สินแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกรรมออนไลน์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังการให้ผู้อื่นยืมบัญชี การรับโอนเงินแทน หรือการเปิดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลให้บุคคลอื่นใช้งาน เพราะแม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมกับการกระทำผิดโดยตรง แต่บัญชีหรือทรัพย์สินอาจถูกตรวจสอบและอายัดได้ หากพบความเชื่อมโยงกับเส้นทางการเงินที่มีปัญหา

โดยสรุป ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ อายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท เป็นความคืบหน้าที่สะท้อนการทำงานเชิงรุกในการติดตามทรัพย์สินจากคดีพนันออนไลน์ ผู้มีส่วนได้เสียควรใช้สิทธิยื่นหลักฐานภายใน 30 วัน ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปควรตรวจสอบทุกธุรกรรมและไม่ปล่อยให้ผู้อื่นใช้บัญชีทางการเงินของตน เพราะความสะดวกเพียงชั่วคราวอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในระยะยาว

ที่มา – ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ สั่งอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท ขีดเส้นผู้มีส่วนได้เสียยื่นหลักฐานแจงภายใน 30 วัน

นักแสดงตอน X-Files สุดหลอนย้อนมองด้วยความภูมิใจ

นักแสดงตอน X-Files สุดหลอนย้อนมองด้วยความภูมิใจ คือเรื่องราวเบื้องหลังตอน “Home” หนึ่งในตอนที่สร้างความสะเทือนใจและหวาดกลัวให้กับผู้ชมมากที่สุดของซีรีส์ไซไฟสืบสวนชื่อดังอย่าง The X-Files แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ตอนนี้ยังคงถูกพูดถึงในฐานะผลงานสยองขวัญทางโทรทัศน์ที่กล้าหาญ แปลกใหม่ และชวนให้ผู้ชมรู้สึกไม่สบายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตอน “Home” ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1996 เนื้อหาเริ่มต้นขึ้นในชนบทของรัฐเพนซิลเวเนีย หลังเด็กกลุ่มหนึ่งพบศพทารกที่มีรูปร่างผิดปกติถูกฝังอยู่ในหลุมตื้น ๆ ใกล้สนามเบสบอล เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไออย่างฟ็อกซ์ มัลเดอร์และดาน่า สกัลลีต้องเข้ามาสืบสวน ก่อนจะพบว่าคดีนี้เชื่อมโยงกับบ้านไร่ห่างไกลของพี่น้องตระกูลพีค็อก

นักแสดงตอน X-Files สุดหลอนย้อนมองด้วยความภูมิใจ

ครอบครัวพีค็อกใช้ชีวิตแยกตัวจากสังคม และมีข่าวลือว่าพวกเขาเกิดจากการสืบพันธุ์ภายในครอบครัวมาหลายชั่วอายุคน บรรยากาศของบ้านเต็มไปด้วยความเงียบ ความเสื่อมโทรม และความลับที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติตั้งแต่ต้น มัลเดอร์กับสกัลลีคาดว่าจะพบหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวและถูกกักขังไว้หลังคลอดบุตร แต่ความจริงกลับน่ากลัวยิ่งกว่านั้น

ตัวละครที่ทำให้ตอนนี้กลายเป็นภาพจำคือมิสซิสพีค็อก ผู้เป็นแม่ของครอบครัว เธอปรากฏตัวจากใต้เตียงพร้อมรูปลักษณ์ที่ผิดมนุษย์และท่าทีดุดัน คารีน โคนอวัลรับบทนี้ด้วยการแต่งหน้าพิเศษและอุปกรณ์ประกอบร่างกายที่ซับซ้อน จนผู้ชมจำนวนมากยังจำภาพของตัวละครได้แม่นยำ แม้จะดูตอนนี้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

เบื้องหลังบทบาทที่ท้าทายของคารีน โคนอวัล

ในการให้สัมภาษณ์กับ Gold Derby เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของตอน “Home” คารีน โคนอวัลเล่าย้อนถึงประสบการณ์การทำงานด้วยความรู้สึกอบอุ่นและภาคภูมิใจ เธอเคยดูตอนนี้ในวันที่ออกอากาศ โดยถือบทไว้บนตักและอ่านตามอย่างละเอียด เพื่อจะได้หลับตาทันก่อนถึงฉากที่มีภาพสยดสยอง

โคนอวัลยอมรับว่าเธอชื่นชมเรื่องราว ประเด็นที่ซ่อนอยู่ และคำถามใหญ่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ที่บทต้องการสื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดเสียวกับฉากรุนแรงไม่น้อย ความรู้สึกนี้สะท้อนว่าตอนดังกล่าวไม่ได้อาศัยเพียงภาพน่ากลัวเท่านั้น แต่ยังสร้างความสะเทือนใจผ่านแนวคิดเรื่องครอบครัว ศีลธรรม และขอบเขตของความเป็นมนุษย์

หลายปีต่อมา เธอได้เข้าร่วมงานประชุมแฟนคลับ The X-Files และตัดสินใจดูตอนนี้อีกครั้งพร้อมผู้ชมหลายร้อยคน คราวนี้เธอตั้งใจว่าจะไม่หลับตา ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่น่าจดจำ เพราะเธอได้เห็นผลงานชิ้นนี้ในมุมใหม่ และรู้สึกประทับใจกับการสร้างความกลัวที่มีชั้นเชิง

  • บรรยากาศชนบท ช่วยทำให้เรื่องราวดูโดดเดี่ยวและไร้ทางหนี
  • การออกแบบตัวละคร ทำให้มิสซิสพีค็อกกลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ติดตาของแฟนซีรีส์
  • ประเด็นทางศีลธรรม ทำให้ตอนนี้มีความลึกมากกว่าการเป็นเรื่องสัตว์ประหลาดประจำสัปดาห์
  • จังหวะการเปิดเผยความจริง ค่อย ๆ เพิ่มความกดดันจนผู้ชมรู้สึกหวาดกลัวไปพร้อมกับตัวละคร

ความยากของการแสดงเป็นมิสซิสพีค็อก

สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดโคนอวัลให้รับบทนี้คือความขัดแย้งระหว่างความแข็งแกร่งของตัวละครกับข้อจำกัดทางร่างกาย มิสซิสพีค็อกไม่มีแขนและขา แต่กลับเป็นบุคคลที่มีพลัง อำนาจ และความดุดันสูง เธอจึงต้องใช้การเคลื่อนไหวของลำตัว สีหน้า และน้ำเสียงเพื่อถ่ายทอดความน่ากลัวแทนการใช้ท่าทางแบบนักแสดงทั่วไป

ทีมงานฝ่ายเทคนิคพิเศษมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการทำให้ตัวละครสมจริง โคนอวัลต้องสวมอุปกรณ์คล้ายกล่องที่ออกแบบให้พอดีกับร่างกาย รวมถึงเครื่องแต่งหน้าและอวัยวะเทียมบนใบหน้า การทำงานลักษณะนี้ต้องใช้สมาธิสูงและจำกัดการเคลื่อนไหวอย่างมาก แต่เธอกล่าวชื่นชมทีมงานว่าให้ความช่วยเหลือและดูแลเธอเป็นอย่างดี

หลังจากบทบาทใน The X-Files โคนอวัลยังมีผลงานที่โดดเด่นอีกหลายเรื่อง โดยผู้ชมยุคใหม่อาจจำเธอได้จากการรับบทมอริซ ลิงอุรังอุตังผ่านเทคโนโลยีโมชันแคปเจอร์ในภาพยนตร์ Rise of the Planet of the Apes และภาคต่อ ๆ มา ความสามารถในการถ่ายทอดตัวละครที่ต้องพึ่งพาการแต่งหน้า อุปกรณ์พิเศษ และการแสดงทางกายภาพ แสดงให้เห็นถึงทักษะที่หลากหลายของเธอ

นักแสดงตอน X-Files สุดหลอนย้อนมองด้วยความภูมิใจ เพราะ “Home” ไม่ได้เป็นเพียงตอนที่ทำให้คนดูตกใจ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการเล่าเรื่องสยองขวัญที่ใช้ความเงียบ ความผิดปกติ และความคลุมเครือสร้างแรงกดดัน ตอนนี้เคยถูกมองว่าเป็นผลงานที่ขัดแย้งและรุนแรงเกินไปสำหรับโทรทัศน์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นตอนที่กล้าตั้งคำถามกับด้านมืดของครอบครัวและสังคม

สำหรับแฟน The X-Files ที่กำลังรอการตีความใหม่ของไรอัน คูเกลอร์และ Hulu ตอน “Home” ถือเป็นตอนที่ควรกลับไปชมอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อสัมผัสความสยอง แต่เพื่อดูว่าการกำกับ งานแต่งหน้า และการแสดงสามารถร่วมกันสร้างผลงานที่ยังทรงพลังได้อย่างไร แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายทศวรรษก็ตาม หากชอบเรื่องสยองขวัญที่มีประเด็นให้คิดต่อ ตอนนี้ยังคงเป็นประสบการณ์ที่ควรลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ที่มา – The Star of the Most Disturbing ‘X-Files’ Episode Ever Looks Back With Rightful Pride

‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานชี้เป้า DSI ขยี้ปม ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ โยงเว็บพนันข้ามชาติ จี้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจ

ประเด็นเว็บพนันออนไลน์ข้ามชาติกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง ศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กรณีเว็บไซต์พนันออนไลน์ shuffle.com ซึ่งมีข้อกล่าวอ้างว่าเชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามสำคัญเรื่องธรรมาภิบาล การใช้อำนาจรัฐ และการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

หัวใจของข่าว ‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานชี้เป้า DSI ขยี้ปม ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ อยู่ที่การเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจรับรู้ถึงธุรกิจพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว ขณะเดียวกันยังเคยทำงานในหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงในการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์

ศิริโชคหอบหลักฐานชี้เป้า DSI กับคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ศิริโชคระบุว่า การเข้าพบ DSI ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการซุกซ่อนบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แต่ต้องการให้ตรวจสอบประเด็นที่อาจรุนแรงกว่า นั่นคือความเป็นไปได้ของผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์

จากข้อมูลที่ถูกนำเสนอ มีการกล่าวถึงการรับรู้เรื่องธุรกิจพนันออนไลน์มาตั้งแต่ก่อนและระหว่างการดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการติดตาม ปิดกั้น และดำเนินคดีกับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามคือ หากรับทราบข้อมูลดังกล่าวจริง เหตุใดเว็บไซต์ที่ถูกกล่าวถึงจึงยังคงเปิดให้บริการได้จนถึงวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

คำถามนี้ยังนำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุผลในการโยกย้ายหรือเข้ารับตำแหน่ง ว่าเป็นการทำงานตามภารกิจของรัฐอย่างแท้จริง หรืออาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดจำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและการรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่มีอำนาจ ก่อนจะสรุปว่าใครมีความผิด

หลักฐานใหม่กับเส้นทางการเงินผ่านบล็อกเชน

อีกส่วนที่ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจคือ พยานหลักฐานที่ศิริโชคนำมายื่นต่อ DSI โดยระบุว่าไม่ใช่ข้อมูลเก่า แต่มีทะเบียนหุ้นจากหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หรือ BVI ซึ่งอัปเดตล่าสุดในปี 2567 รวมถึงเอกสารรับรองจากกัวราเซา นอกจากนี้ยังมีการติดตามเส้นทางการเงินผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้อย่างละเอียด

ตามข้อมูลที่ถูกเปิดเผย พบว่ามีคนไทยเข้าไปเล่นพนันและโอนเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 118 ล้านบาท หากข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยัน อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของการจัดให้มีการเล่นพนัน การรับโอนเงิน และการฟอกเงิน

เทคโนโลยีบล็อกเชนมีจุดเด่นตรงที่ธุรกรรมจำนวนมากสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แม้ผู้ใช้งานจะใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลแทนบัญชีธนาคารแบบทั่วไปก็ตาม แต่การเชื่อมโยงตัวตนของเจ้าของกระเป๋าเงินกับธุรกรรมจริงยังต้องอาศัยข้อมูลจากแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล ผู้ให้บริการชำระเงิน และพยานหลักฐานด้านอื่นประกอบกัน

  • ทะเบียนหุ้นและเอกสารบริษัท: ช่วยตรวจสอบโครงสร้างการถือครองและผู้มีอำนาจควบคุม
  • ข้อมูลบล็อกเชน: ใช้ติดตามเส้นทางการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ข้อมูลผู้ใช้งาน: ช่วยเชื่อมโยงธุรกรรมกับบุคคลหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
  • เอกสารจากหน่วยงานรัฐ: ใช้ตรวจสอบบทบาท หน้าที่ และความเกี่ยวข้องของผู้ดำรงตำแหน่ง

หากเป็นคดีอาญาแผ่นดิน DSI อาจมีอำนาจสืบสวนขยายผลได้โดยไม่ต้องรอให้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความโดยตรง ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล

ข้อโต้แย้งทางการเมืองและสิ่งที่สังคมควรจับตา

ด้านผู้ถูกพาดพิงมีท่าทีปฏิเสธว่าไม่รู้จักศิริโชค และมองว่าการนำข้อมูลมาเชื่อมโยงอาจเป็นความพยายามทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ศิริโชคยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้เกิดจากการสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงใช้ความรู้ด้านบล็อกเชนเพื่อติดตามข้อมูลด้วยตนเอง

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือควรแยกแยะระหว่างข้อกล่าวหา พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงที่ศาลหรือหน่วยงานสอบสวนรับรองแล้ว การนำเสนอข่าวควรหลีกเลี่ยงการตัดสินบุคคลล่วงหน้า ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐต้องสื่อสารอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้คดีถูกมองว่าเป็นเพียงเกมการเมืองระหว่างฝ่ายต่าง ๆ

ในมุมเทคโนโลยี คดีนี้สะท้อนว่าเว็บพนันยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาเพียงบัญชีธนาคาร แต่ใช้คริปโตเคอร์เรนซี กระเป๋าเงินดิจิทัล และเครือข่ายข้ามประเทศมากขึ้น การปราบปรามจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ นักวิเคราะห์ธุรกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ หากหน่วยงานรัฐยังทำงานแยกส่วน ผู้ประกอบการผิดกฎหมายก็อาจย้ายแพลตฟอร์มและหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้รวดเร็ว

ท้ายที่สุด ข่าว ‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานชี้เป้า DSI ขยี้ปม ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ จะนำไปสู่การรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ยังคงต้องติดตามการพิจารณาของ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องคือการตรวจสอบบนหลักฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และเปิดเผยความคืบหน้าในระดับที่ไม่กระทบต่อรูปคดี หากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ความจริงใจในการแก้ปัญหาเว็บพนันข้ามชาติ การดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาและตรวจสอบได้คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

ที่มา – ‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานชี้เป้า DSI ขยี้ปม ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ โยงเว็บพนันข้ามชาติ จี้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจ

OpenAI เร่งระดมทุนก่อน Anthropic IPO

วงการปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าสู่ช่วงแข่งขันด้านเงินทุนอย่างเข้มข้น หลังมีรายงานว่า OpenAI เร่งระดมทุนก่อน Anthropic IPO โดยบริษัทอาจกำลังพูดคุยกับนักลงทุนเดิม เช่น SoftBank และ MGX จากอาบูดาบี เพื่อขอเงินทุนก้อนใหม่ รายงานระบุว่า OpenAI ต้องการเพิ่มมูลค่าบริษัทให้แตะระดับประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรืออาจสูงกว่านั้น หากการระดมทุนประสบความสำเร็จ ตัวเลขดังกล่าวจะทำให้บริษัทกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่สูสีกับ Anthropic ซึ่งกำลังเตรียมแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ประเด็นสำคัญของข่าวนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขมูลค่าบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า OpenAI ต้องการรักษาความเป็นผู้นำในตลาด AI ระดับโลกอย่างเร่งด่วน การระดมทุนครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติสำหรับข้อเสนอที่มีขนาดใหญ่มาก เพราะบริษัทต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและตลาดว่า OpenAI ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะขยายธุรกิจต่อไปได้ แม้คู่แข่งอย่าง Anthropic จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

OpenAI เร่งระดมทุนก่อน Anthropic IPO

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Anthropic สามารถแซงหน้า OpenAI ในด้านมูลค่าบริษัทได้อย่างชัดเจน นักลงทุนจำนวนมากมองว่าโมเดล AI ของ Anthropic มีจุดเด่นด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ บริษัทจึงได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนสถาบันและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง เมื่อ Anthropic เตรียมเข้าสู่ตลาดหุ้น ความสนใจดังกล่าวก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก และอาจทำให้มูลค่าของบริษัทพุ่งไปถึงระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์หรือสูงกว่านั้น

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์บางกลุ่มเคยคาดการณ์ว่า Anthropic อาจมีมูลค่าหลังการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก หรือ IPO สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม การประเมินล่าสุดเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยบางฝ่ายมองว่ามูลค่าที่แท้จริงหลังเข้าตลาดอาจต่ำกว่าคาดประมาณหนึ่งในสี่ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น OpenAI ก็มีโอกาสใช้การระดมทุนครั้งใหม่เพื่อขยับกลับมาใกล้เคียงกับคู่แข่งได้อีกครั้ง

ทำไม OpenAI เร่งระดมทุนก่อน Anthropic IPO

เหตุผลหลักที่ทำให้ OpenAI ต้องเร่งเดินหน้าระดมทุนมีอยู่หลายด้าน ประการแรกคือการแข่งขันด้านมูลค่าบริษัท การมีมูลค่าสูงช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง และช่วยให้บริษัทดึงดูดบุคลากร นักลงทุน รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น ประการที่สองคือความต้องการเงินสดสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ทั้งศูนย์ข้อมูล ชิปประมวลผล ระบบเครือข่าย พลังงาน และทีมวิจัย

มีการประเมินว่า OpenAI อาจต้องการเงินทุนประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเดินหน้าแผนขยายโครงสร้างพื้นฐาน เงินจำนวนนี้ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อสร้างโมเดลรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการฝึกโมเดล การให้บริการผู้ใช้จำนวนมาก การเช่าและสร้างศูนย์ข้อมูล รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว สำหรับบริษัท AI การมีโมเดลที่ดีอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์และพลังงานมากพอที่จะรองรับการเติบโต

  • เงินทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล: OpenAI ต้องเพิ่มกำลังประมวลผลเพื่อรองรับผู้ใช้งานและลูกค้าองค์กร
  • การแข่งขันด้านบุคลากร: บริษัท AI ต้องใช้งบประมาณสูงเพื่อดึงดูดนักวิจัยและวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญ
  • การพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่: การฝึกโมเดลขนาดใหญ่ต้องใช้ชิป พลังงาน และเวลาจำนวนมาก
  • การรักษาความเชื่อมั่น: การระดมทุนสำเร็จอาจช่วยยืนยันว่า OpenAI ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มมูลค่าบริษัทอย่างรวดเร็วก็มีความเสี่ยงเช่นกัน มูลค่าที่สูงมากอาจทำให้ตลาดคาดหวังผลประกอบการในอนาคตมากขึ้น หาก OpenAI ไม่สามารถสร้างรายได้ให้สอดคล้องกับมูลค่าที่ได้รับ บริษัทอาจถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความยั่งยืน นักลงทุนอาจเริ่มกังวลว่าธุรกิจ AI กำลังเผชิญภาวะประเมินมูลค่าสูงเกินจริงหรือไม่

บรรยากาศทางการเงินในปัจจุบันก็ไม่ง่ายเหมือนช่วงที่นักลงทุนเทเงินเข้าสู่บริษัท AI โดยไม่กังวลเรื่องหนี้สินมากนัก บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งกำลังใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่รายได้จากผลิตภัณฑ์ AI ยังต้องใช้เวลาในการเติบโต นักลงทุนจึงเริ่มตรวจสอบกระแสเงินสด หนี้สิน ต้นทุนการดำเนินงาน และแผนการทำกำไรอย่างละเอียดมากขึ้น การระดมทุนรอบใหม่ของ OpenAI จึงอาจถูกมองทั้งในแง่ของโอกาสและสัญญาณเตือน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือท่าทีเรื่อง IPO ของ OpenAI ก่อนหน้านี้ Sam Altman ผู้บริหารของบริษัทเคยกล่าวว่า OpenAI จะยังไม่เข้าตลาดหุ้นในปี 2026 ต่อมาเขาระบุในลักษณะที่คลุมเครือมากขึ้นว่า บริษัทอาจไม่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์จนกว่าโมเดล AI จะหยุดทำงานผิดพลาดหรือแสดงพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ คำพูดดังกล่าวทำให้เห็นว่า OpenAI อาจยังต้องการเวลาในการจัดการเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างบริษัท และธรรมาภิบาลก่อนตัดสินใจเปิด IPO

เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว การที่ OpenAI เร่งระดมทุนก่อน Anthropic IPO ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต้องการเอาชนะคู่แข่งในด้านมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นความพยายามในการรักษาความสามารถด้านการวิจัยและการให้บริการในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว บริษัทต้องตัดสินใจว่าจะใช้เงินทุนอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการพัฒนาโมเดล การสร้างรายได้ การควบคุมต้นทุน และการจัดการความเสี่ยงจากการแข่งขัน

สำหรับผู้ติดตามตลาดเทคโนโลยี สิ่งที่ควรจับตาต่อไปคือจำนวนเงินที่ OpenAI สามารถระดมทุนได้ เงื่อนไขของนักลงทุนใหม่ มูลค่าที่บริษัทได้รับจริง และผลตอบรับของตลาดต่อ IPO ของ Anthropic หาก Anthropic เข้าตลาดด้วยมูลค่าสูงมาก การแข่งขันอาจยิ่งร้อนแรง แต่หากราคาหุ้นปรับตัวลงหลัง IPO นักลงทุนก็อาจกลับมาประเมินมูลค่าของบริษัท AI ทุกแห่งอย่างระมัดระวังมากขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว การแข่งขันระหว่าง OpenAI และ Anthropic เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรม AI การมีคู่แข่งหลายรายช่วยเร่งนวัตกรรมและทำให้ผู้ใช้งานมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ตลาดควรให้ความสำคัญกับรายได้จริง ความปลอดภัย และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าตัวเลขมูลค่าบริษัทเพียงอย่างเดียว หาก OpenAI ต้องการรักษาตำแหน่งผู้นำ การระดมทุนครั้งนี้ควรนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์และธุรกิจที่แข็งแรง ไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าเพื่อเอาชนะคู่แข่งในระยะสั้น

สรุปแล้ว OpenAI เร่งระดมทุนก่อน Anthropic IPO เพื่อเสริมเงินสด ขยายโครงสร้างพื้นฐาน และรักษาความสามารถในการแข่งขันกับ Anthropic การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเปลี่ยนสมดุลของตลาด AI ได้อีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับรายได้ การควบคุมต้นทุน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว ผู้สนใจควรติดตามทั้งการระดมทุนและทิศทาง IPO อย่างใกล้ชิด เพราะการแข่งขันครั้งนี้อาจกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม AI ระดับโลก

ที่มา – OpenAI Reportedly Looking to Hurry and Get Valued at $1.4 Trillion Before Anthropic IPO

ความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วม กทม. อนุมัติแล้ว 40% เตรียมส่ง SMS นัดประเมิน

ความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วม กทม. ล่าสุดเดินหน้าไปแล้วประมาณ 40% หลังมีประชาชนยื่นคำร้องผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ราว 1 ล้านราย กรุงเทพมหานครเร่งตรวจสอบข้อมูลและเตรียมส่ง SMS แจ้งกำหนดการลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนวางแผนเตรียมเอกสารและรอรับเจ้าหน้าที่ได้อย่างสะดวกมากขึ้น

ข่าวนี้ถือเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะการเยียวยาน้ำท่วมเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกัน กทม. ก็ต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงผู้มีสิทธิอย่างถูกต้องและลดปัญหาการจ่ายเงินซ้ำหรือจ่ายให้ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์

ความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วม กทม. อนุมัติแล้ว 40%

ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ขณะนี้ กทม. พิจารณาคำร้องและอนุมัติไปแล้วประมาณ 40% โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเร่งดำเนินการได้ประมาณ 70–80% เนื่องจากจำนวนคำร้องใหม่เริ่มชะลอตัวลง ทำให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานส่วนกลางและสำนักงานเขตสามารถระดมกำลังตรวจสอบคำร้องที่ค้างอยู่ได้มากขึ้น

การทำงานแบ่งคำร้องออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้การตรวจสอบเป็นระบบและรวดเร็ว กลุ่มแรกคือ กลุ่มสีเขียว ซึ่งมีข้อมูลตรงตามหลักเกณฑ์และฐานข้อมูล สามารถอนุมัติได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารเพิ่มเติม โดยทุกเขตได้ดำเนินการในกลุ่มนี้เรียบร้อยแล้ว

กลุ่มที่สองคือ กลุ่มสีเหลือง มีสัดส่วนประมาณ 60% ของคำร้องทั้งหมด กลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการรับความช่วยเหลือ การอยู่อาศัยจริง และระดับความเสียหาย ถือเป็นกลุ่มหลักที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้

ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มสีแดง มีสัดส่วนประมาณ 10% เป็นคำร้องที่ไม่เข้าเงื่อนไขบางประการ เช่น ผู้ยื่นคำร้องอาศัยอยู่ในบ้านพักราชการ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนเห็นว่าข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก็ยังสามารถตรวจสอบรายละเอียดและยื่นหลักฐานเพื่อขออุทธรณ์ได้ตามขั้นตอน

เตรียมรับ SMS นัดลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย

สำหรับคำร้องที่ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจริง กทม. ได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนผ่าน SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ในระบบ คาดว่าจะเริ่มทยอยส่งข้อความนัดหมายตั้งแต่วันที่ 22–23 ตุลาคมเป็นต้นไป ประชาชนจึงควรตรวจสอบว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ลงทะเบียนยังสามารถรับข้อความได้ตามปกติ

กระบวนการตรวจสอบมี 2 ขั้นตอนสำคัญ ขั้นแรกคือการคัดกรองข้อมูลในระบบหลังบ้าน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายละเอียดของผู้ยื่นคำร้องและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงลงพื้นที่ประเมินสภาพความเสียหายจริง ขั้นตอนดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงในการจ่ายเงินผิดพลาด และทำให้ข้อมูลการเยียวยามีความโปร่งใสมากขึ้น

รูปแบบที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มีความหลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยว อาคารชุด แฟลต ห้องเช่า และการเช่าช่วง ทำให้การตรวจสอบไม่สามารถใช้เกณฑ์เดียวกับทุกพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยเฉพาะเรื่องการอยู่อาศัยจริงและจำนวนห้องที่ได้รับผลกระทบ

กทม. เตือนแจ้งข้อมูลเท็จและสวมสิทธิ

กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาคารเช่าบางแห่งแจ้งจำนวนห้องเกินจริง เช่น อาศัยจริงเพียง 20–30 ห้อง แต่ยื่นขอความช่วยเหลือมากถึง 100 ห้อง กทม. ระบุว่ายินดีรับข้อมูลจากประชาชนและจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ หากพบการจงใจปลอมแปลงเอกสาร สวมสิทธิ หรือแจ้งข้อมูลเกินจริง อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมถึงต้องคืนเงินหากได้รับเงินช่วยเหลือไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากความคลาดเคลื่อนเกิดจากความผิดพลาดโดยไม่ได้มีเจตนา ประชาชนยังสามารถรวบรวมเอกสารและหลักฐานเพื่อยื่นอุทธรณ์ได้ ดังนั้น ผู้ยื่นคำร้องควรเก็บสำเนาเอกสาร ภาพถ่ายความเสียหาย และข้อมูลการติดต่อกับหน่วยงานไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการชี้แจงหากมีข้อสงสัย

ช่องทางยื่นคำร้องและการติดตามผล

กทม. ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขยายเวลายื่นคำร้องออกไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ประชาชนสามารถยื่นเรื่องผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ สำนักงานเขต แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ และเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th นอกจากนี้ หลายสำนักงานเขตยังเพิ่มช่องทางรับภาพถ่ายและเอกสารผ่านอีเมลหรือ LINE OA เพื่อช่วยลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายในการพิมพ์เอกสาร

พื้นที่ที่มีผู้ยื่นคำร้องจำนวนมาก เช่น สายไหม คลองสามวา ลาดกระบัง มีนบุรี และบางกะปิ ได้เพิ่มจุดบริการเพื่อรองรับประชาชน ส่งผลให้คิวที่เคยหนาแน่นในช่วงเช้ามืดเริ่มคลี่คลาย ผู้ที่ต้องการติดต่อจึงสามารถทยอยเดินทางไปยังสำนักงานเขตตามเวลาที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องไปตั้งแต่เช้าตรู่เหมือนช่วงแรก

ความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วม กทม. สะท้อนว่าการช่วยเหลือกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งรัด แต่ความถูกต้องของข้อมูลยังเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ประชาชนควรติดตาม SMS ตรวจสอบสถานะคำร้อง และเตรียมหลักฐานให้พร้อม ขณะเดียวกัน ผู้ที่พบข้อมูลผิดปกติควรแจ้งหน่วยงานอย่างสุจริต เพราะการตรวจสอบที่โปร่งใสจะช่วยให้เงินเยียวยาถึงผู้เดือดร้อนตัวจริงได้เร็วขึ้น

ในมุมของแนวโน้มการให้บริการภาครัฐ การใช้แอปพลิเคชัน ระบบ SMS และช่องทางออนไลน์กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดขั้นตอนและเชื่อมต่อประชาชนกับหน่วยงานโดยตรง หากทุกฝ่ายให้ข้อมูลตามจริงและติดตามสถานะอย่างสม่ำเสมอ กระบวนการเยียวยาก็จะเดินหน้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา – กทม. เผยความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วมอนุมัติแล้ว 40% เตรียมส่ง SMS นัดลงพื้นที่ประเมิน สั่งฟันอาญากลุ่มจงใจแจ้งข้อมูลเท็จ-สวมสิทธิ

เจ้านายอาจสแกนดวงตาก่อนประชุม Zoom

แนวคิดที่ว่า เจ้านายอาจสแกนดวงตาก่อนประชุม Zoom อาจฟังดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ไซไฟ แต่กำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อ World เปิดตัว World ID for Zoom ระบบยืนยันตัวตนที่ออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ว่าผู้เข้าร่วมวิดีโอคอลเป็นมนุษย์จริง ไม่ใช่ภาพปลอมจากปัญญาประดิษฐ์หรือดีปเฟก

World เดิมเป็นที่รู้จักจากโครงการ Worldcoin ซึ่งให้ผู้ใช้นำดวงตาและใบหน้าไปสแกนกับอุปกรณ์ทรงกลมที่เรียกว่า Orb เพื่อสร้าง World ID แต่ปัจจุบันบริษัทกำลังสื่อสารเรื่องตัวโทเคนดิจิทัลน้อยลง และหันมาเน้นการยืนยันความเป็นมนุษย์บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในยุคที่ภาพ เสียง และวิดีโอปลอมทำได้แนบเนียนจนแยกจากของจริงได้ยาก

เจ้านายอาจสแกนดวงตาก่อนประชุม Zoom: เรื่องนี้คืออะไร

World ID for Zoom เปิดให้ลูกค้าองค์กรของ Zoom ใช้งาน โดยผู้เข้าร่วมประชุมสามารถแสดงป้าย Human บนช่องวิดีโอ เพื่อบอกคนอื่นว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว ระบบจะเปรียบเทียบข้อมูลจากสามส่วน ได้แก่ ภาพใบหน้าและม่านตาที่บันทึกโดย Orb ภาพเซลฟีแบบสดจากแอป World ID และภาพจากวิดีโอ Zoom ขณะประชุม

หากข้อมูลทั้งสามตรงกัน ระบบจะยืนยันตัวตนบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ และเปิดป้าย Human ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนเห็น แม้คนเหล่านั้นจะไม่ได้ใช้ World ก็ตาม โดยทั่วไปการยืนยันหนึ่งครั้งจะมีผลประมาณ 24 ชั่วโมง แต่บริษัทสามารถกำหนดระยะเวลาได้นานถึง 30 วัน นั่นทำให้การลงทะเบียนครั้งแรกอาจเกิดขึ้นในสำนักงาน โดยมี Orb ให้พนักงานใช้สแกนดวงตา

เจ้านายอาจสแกนดวงตาก่อนประชุม Zoom เพื่อป้องกันดีปเฟก

เหตุผลสำคัญของระบบนี้คือความเสี่ยงจากการปลอมตัวในการประชุมออนไลน์ ปัจจุบันมิจฉาชีพสามารถสร้างวิดีโอและเสียงเลียนแบบผู้บริหารได้อย่างสมจริง จนพนักงานอาจเชื่อว่ากำลังพูดคุยกับหัวหน้าหรือคณะผู้บริหารจริง เคยมีกรณีพนักงานบริษัทวิศวกรรมแห่งหนึ่งโอนเงินจำนวนมหาศาล หลังเข้าร่วมวิดีโอคอลที่ผู้เข้าร่วมคนอื่นทั้งหมดเป็นดีปเฟก

สำหรับธุรกิจการเงิน การลงทุน และบริษัทที่จัดการข้อมูลสำคัญ การยืนยันว่าคนในสายเป็นบุคคลจริงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการหลอกให้โอนเงิน เปิดเผยข้อมูล หรืออนุมัติธุรกรรมผิดพลาดได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ และไม่ควรทำให้ผู้ใช้ลดขั้นตอนการตรวจสอบอื่น ๆ เช่น การโทรยืนยันกลับไปยังหมายเลขที่เชื่อถือได้

ระบบทำงานอย่างไร และข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหน

World ระบุว่า Orb จะถ่ายภาพใบหน้าและม่านตาเพื่อยืนยันว่าบุคคลหนึ่งเป็นมนุษย์ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น จากนั้นข้อมูลที่เข้ารหัสจะถูกส่งไปเก็บในโทรศัพท์ของผู้ใช้ภายใต้แนวคิด Personal Custody บริษัทอ้างว่าภาพจาก Orb จะถูกลบหลังส่งข้อมูล และการจับคู่ระหว่างภาพกับวิดีโอจะเกิดขึ้นบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ โดยไม่ส่งภาพวิดีโอ เซลฟี หรือภาพจาก Orb ออกไป

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Face Auth ซึ่งช่วยตรวจสอบว่าคนที่ใช้งาน World ID ในขณะนั้นเป็นเจ้าของตัวจริงหรือไม่ ฟีเจอร์นี้มีความสำคัญ เพราะบัญชีที่ผ่านการยืนยันแล้วอาจถูกขโมย ยืม หรือซื้อขายในตลาดมืดได้ หากไม่มีการตรวจสอบใบหน้าซ้ำ บัญชีเหล่านั้นอาจถูกนำไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือปลอมในการประชุมออนไลน์

ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและสิทธิของพนักงาน

แม้ World จะยืนยันว่ามีระบบรักษาความเป็นส่วนตัว แต่การให้บริษัทติดตั้ง Orb ในสำนักงานก็สร้างคำถามสำคัญ ผู้สมัครงานหรือพนักงานมีสิทธิ์ปฏิเสธหรือไม่ หากไม่ยอมสแกนดวงตาจะถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือหรือเสียโอกาสในการทำงานหรือเปล่า และบริษัทจะนำข้อมูลการยืนยันตัวตนไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นหรือไม่

หลายประเทศเคยตรวจสอบหรือสั่งระงับกิจกรรมของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลใบหน้าและม่านตา โดยหน่วยงานกำกับดูแลแสดงความกังวลว่าการให้โทเคนเป็นสิ่งจูงใจอาจทำให้ความยินยอมของผู้ใช้ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เมื่อเปลี่ยนจากการรับโทเคนมาเป็นแรงกดดันจากนายจ้าง ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อน เพราะความยินยอมของพนักงานอาจไม่ได้เกิดจากความสมัครใจเต็มที่

  • ความเป็นส่วนตัว: ข้อมูลชีวมิติอย่างม่านตาไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนรหัสผ่าน หากรั่วไหล ผลกระทบอาจยาวนาน
  • ความโปร่งใส: บริษัทควรอธิบายให้ชัดว่าข้อมูลถูกเก็บ ใช้ และลบอย่างไร
  • ทางเลือกอื่น: พนักงานควรมีวิธียืนยันตัวตนแบบอื่น โดยไม่ถูกลงโทษหรือเสียสิทธิ์
  • ความปลอดภัย: ป้าย Human ไม่ควรเป็นหลักฐานเดียวก่อนอนุมัติธุรกรรมสำคัญ

เทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนการประชุมออนไลน์หรือไม่

ในมุมหนึ่ง ระบบยืนยันมนุษย์อาจมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อดีปเฟกพัฒนาเร็ว ผู้บริหารอาจต้องการหลักฐานเพิ่มเติมก่อนพูดคุยเรื่องข้อมูลลับ การเงิน หรือการตัดสินใจที่มีผลต่อองค์กร แต่ในอีกมุมหนึ่ง การนำเทคโนโลยีสแกนม่านตามาใช้ในที่ทำงานอาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าถูกเฝ้าระวังตลอดเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า เจ้านายอาจสแกนดวงตาก่อนประชุม Zoom ได้หรือไม่ แต่คือองค์กรจะใช้งานอย่างเป็นธรรมแค่ไหน หากระบบเป็นทางเลือกเพื่อเพิ่มความมั่นใจและมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลชัดเจน ผู้ใช้อาจยอมรับได้ง่ายกว่า แต่ถ้ากลายเป็นข้อบังคับโดยไม่มีทางเลือก ความกังวลเรื่องสิทธิและความเป็นส่วนตัวก็จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยสรุป World ID for Zoom สะท้อนความพยายามแก้ปัญหาดีปเฟกและบัญชีปลอมด้วยการยืนยันตัวตนจากข้อมูลชีวมิติ เทคโนโลยีนี้อาจช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการประชุมออนไลน์ แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านความแม่นยำ การขายต่อบัญชี และการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนที่บริษัทจะติดตั้ง Orb ในสำนักงาน ควรประเมินความจำเป็น แจ้งรายละเอียดให้พนักงานทราบ และจัดทางเลือกที่ไม่บังคับใช้ข้อมูลม่านตา

ในความเห็นของเรา การพิสูจน์ว่าเป็นมนุษย์อาจกลายเป็นเรื่องจำเป็นในอนาคต แต่ความปลอดภัยไม่ควรแลกมาด้วยการสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมข้อมูลร่างกายของตนเอง หากองค์กรกำลังพิจารณาใช้ระบบนี้ ควรเริ่มจากความโปร่งใสและความสมัครใจ ก่อนตั้งคำถามว่าความสะดวกนั้นคุ้มค่ากับความเป็นส่วนตัวหรือไม่

ที่มา – Your Boss May Soon Want to Scan Your Eyes Before Your Next Zoom Call

Vivienne Westwood และจิวเวลรี ครั้งแรกในไทยกับผลงานตลอด 40 ปี กว่า 600 ชิ้น

คนรักแฟชั่น ศิลปะ และเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์ระดับโลกไม่ควรพลาดนิทรรศการ Vivienne Westwood และจิวเวลรี ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่เซ็นทรัลชิดลม หลังจากเดินทางไปจัดแสดงมาแล้วในนิวซีแลนด์ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และมาเก๊า งานนี้รวบรวมผลงานกว่า 600 ชิ้นจากคลังสะสมตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ผ่านเครื่องประดับ เสื้อผ้า แนวคิดทางสังคม และประวัติศาสตร์แฟชั่นได้อย่างน่าสนใจ

Vivienne Westwood คือดีไซเนอร์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการแฟชั่นอังกฤษ เธอเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกขบวนการพังก์ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ก่อนพัฒนาแนวทางการออกแบบจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก ผลงานของเธอมักนำประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และงานคลาสสิกมาผสมกับมุมมองแห่งอนาคต พร้อมตั้งคำถามต่อค่านิยมเดิมของสังคมอยู่เสมอ

Vivienne Westwood และจิวเวลรี นิทรรศการที่ชวนมองแฟชั่นต่างมุม

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการครั้งนี้โดดเด่นคือการให้ความสำคัญกับเครื่องประดับเป็นพิเศษ เพราะจิวเวลรีไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงไอเท็มเสริมลุค แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาษาการออกแบบที่บอกเล่าความคิดและจุดยืนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน Giuseppe Aragoni ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Vivienne Westwood อธิบายว่า เครื่องประดับอยู่คู่กับแบรนด์มาตั้งแต่เริ่มต้น และมีวิธีคิดแตกต่างจากเครื่องประดับแบบคลาสสิกทั่วไป

จิวเวลรีของ Vivienne Westwood เกิดจากการหลอมรวมประสบการณ์หลากหลาย ทั้งอิทธิพลจากประเทศต่างๆ สภาพแวดล้อมรอบตัว และความสนใจด้านประวัติศาสตร์ จึงไม่น่าแปลกที่ผลงานหลายชิ้นจะมีรูปร่างแปลกตา ใช้วัสดุที่คาดไม่ถึง และมีรายละเอียดซึ่งสะท้อนความกล้าท้าทายกรอบเดิมๆ ได้เป็นอย่างดี

จากเข็มกลัดและวัสดุใกล้ตัว สู่ผลงานที่มีความหมาย

พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 8 ห้อง ภายใต้ 9 ธีมที่พาผู้ชมย้อนดูพัฒนาการของแบรนด์ ตั้งแต่ผลงานยุคแรกซึ่งนำสิ่งของที่ไม่ได้มีมูลค่าทางการตลาดสูง เช่น เข็มกลัด กระดูก กระป๋องน้ำอัดลม และวัสดุเหลือใช้ มาสร้างเป็นเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ จุดนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากวัตถุดิบราคาแพงเสมอไป แต่สามารถเกิดจากจินตนาการและการมองสิ่งรอบตัวในมุมใหม่

อีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจคือ Do It Yourself ซึ่งสะท้อนความเชื่อของ Vivienne ว่าทุกคนสามารถเป็นนักออกแบบได้ ผู้ชมจะได้เห็นสร้อยคอจากลูกเกาลัดที่เก็บจากสวนสาธารณะ รวมถึงมงกุฎจากกระดาษแข็ง ผลงานเหล่านี้ชวนให้คิดถึงการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และแนวคิด “ซื้อน้อยลง แต่เลือกให้ดีขึ้น” ที่ยังสอดคล้องกับประเด็นความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน

เมื่อมองในบริบทของแฟชั่นยุคใหม่ แนวคิดดังกล่าวถือว่าทันสมัยมาก เพราะผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับอายุการใช้งาน คุณค่าทางความคิด และที่มาของสินค้า มากกว่าการซื้อเพียงเพื่อเดินตามกระแส นิทรรศการจึงไม่ได้จัดแสดงของสวยงามเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้ชมกลับมาทบทวนพฤติกรรมการเลือกซื้อสิ่งของในชีวิตประจำวัน

คอร์เซ็ต ซิป และ Orb สัญลักษณ์ที่เล่าเรื่องอดีตกับอนาคต

Vivienne Westwood มีชื่อเสียงอย่างมากจากการนำคอร์เซ็ตกลับเข้าสู่วัฒนธรรมแฟชั่นร่วมสมัย ในอดีตคอร์เซ็ตมักต้องอาศัยผู้ช่วยในการรัดให้เข้ารูป แต่เธอปรับดีไซน์ด้วยการเพิ่มซิป ทำให้ผู้สวมใส่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง นวัตกรรมเล็กๆ นี้ช่วยเปลี่ยนคอร์เซ็ตให้กลายเป็นแฟชั่นไอเท็มที่เข้าถึงง่ายขึ้น และยังสะท้อนแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยผู้หญิงจากข้อจำกัดเดิม

อีกไฮไลต์สำคัญคือห้องที่จัดแสดง Orb สัญลักษณ์ประจำแบรนด์ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานลูกโลกประดับกางเขนของกษัตริย์อังกฤษ หรือ Royal Orb เข้ากับวงแหวนของดาวเสาร์ ความหมายของ Orb คือการนำขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมในอดีตมาผสานกับอนาคตได้อย่างลงตัว จึงกลายเป็นภาพแทนปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ที่ผู้ชมทั่วโลกจดจำได้ทันที

สำหรับผู้ชมในกรุงเทพฯ ยังมีผลงานพิเศษที่จัดแสดงเป็นครั้งแรก โดย Andreas Kronthaler ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Vivienne Westwood ได้แรงบันดาลใจจากชุดพื้นเมืองออสเตรียที่เรียกว่า Dirndl รายละเอียดของผลงานสะท้อนรากทางวัฒนธรรมของผู้ออกแบบยุคปัจจุบัน และช่วยทำให้เรื่องราวของแบรนด์เดินหน้าต่อไปโดยไม่ทิ้งความเชื่อมโยงกับอดีต

The Galaxy Room ประสบการณ์แฟชั่นที่ผู้ชมมีส่วนร่วม

ปิดท้ายการชมงานด้วย The Galaxy Room ห้องจัดแสดงแบบอินเทอร์แอกทีฟที่ร่วมมือกับ Microsoft และจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ผู้เข้าชมสามารถเลือกเครื่องประดับชิ้นที่สะท้อนตัวตนมากที่สุด จากนั้นระบบจะนำข้อมูลไปประมวลผลเป็นกลุ่มดาวเฉพาะบุคคล พร้อมสร้างสมุดภาพดิจิทัลให้เก็บเป็นที่ระลึก

ประสบการณ์นี้ทำให้ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์และเรื่องราวของนิทรรศการ เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยเติมมิติใหม่ให้กับงานแฟชั่น โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของแบรนด์เข้ากับประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนได้อย่างน่าสนใจ

ประเทศไทยกับความสัมพันธ์ของแบรนด์ Vivienne Westwood

ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อ Vivienne Westwood ทั้งในด้านฐานผู้บริโภค แรงบันดาลใจ และฐานการผลิต แบรนด์เริ่มเข้าสู่ตลาดไทยตั้งแต่ปี 2011 และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทีมออกแบบเครื่องประดับยังมีสำนักงานอยู่ที่เชียงใหม่ และทำงานร่วมกับโรงงานฝีมือดีในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน การเลือกกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายของนิทรรศการจึงมีความหมายมากกว่าการจัดงานเชิงพาณิชย์ เพราะเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับช่างฝีมือและแฟนแฟชั่นชาวไทย

โดยส่วนตัวแล้ว Vivienne Westwood และจิวเวลรี เป็นนิทรรศการที่เหมาะกับทั้งคนที่ติดตามแฟชั่นมานานและผู้ชมทั่วไปที่อยากเข้าใจว่าดีไซน์สามารถเล่าเรื่องทางสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างไร จุดแข็งของงานอยู่ที่การนำเสนอหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ชิ้นงานหายาก แนวคิดการออกแบบ ไปจนถึงประสบการณ์ดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม

นิทรรศการจัดขึ้นที่ The Event Hall ชั้น 2 เซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 11 กันยายน – 23 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00–22.00 น. หากคุณสนใจแฟชั่น เครื่องประดับ ประวัติศาสตร์การออกแบบ หรือเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ นี่คือโอกาสดีที่จะได้ชมผลงานกว่า 600 ชิ้นอย่างใกล้ชิด และค้นพบว่าความคิดที่กล้าตั้งคำถามสามารถเปลี่ยนโลกแฟชั่นได้อย่างไร แนะนำให้เผื่อเวลาเดินชมอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วโมง เพราะแต่ละห้องมีรายละเอียดให้สังเกตมากกว่าที่เห็นในครั้งแรก

ในวันที่แฟชั่นกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ตัวตน และประสบการณ์เฉพาะบุคคล นิทรรศการนี้ยังย้ำให้เห็นว่าเครื่องประดับที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงของสวยงาม แต่ควรมีเรื่องราว มีจุดยืน และทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น ใครที่อยู่กรุงเทพฯ ในช่วงเวลาจัดงาน ควรหาเวลาไปชมด้วยตัวเองสักครั้ง

ที่มา – Vivienne Westwood & Jewellery ครั้งแรกในไทยกับการโชว์ผลงานตลอด 40 ปี กว่า 600 ชิ้น

7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน

ประเด็นจริยธรรมทางวิชาการกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลัง 7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน โดยกลุ่มนักวิชาการต้องการให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พิจารณาข้อค้นพบเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลงานทางวิชาการ และตรวจสอบว่ากระบวนการสอบสวนก่อนหน้านี้ดำเนินการอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ณ ห้องประชุมคณบดี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ เป็นตัวแทนนักวิชาการเข้ายื่นหนังสือต่อ ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งนี้ มีรายงานว่าไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนบันทึกภาพภายในห้องประชุม

7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน

ต้นเหตุของเรื่องมาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม ไปใช้ในข้อเสนอโครงการและหนังสือชื่อ ‘ประวัติศาสตร์เมืองฮอดในมิติศิลปวัฒนธรรม: พิสดารนคร’ นักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้ตั้งข้อสังเกตหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเนื้อหา วิธีการอ้างอิง การให้เครดิต การระบุชื่อผู้แต่ง ตลอดจนความยินยอมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผลงาน

รายงานการเปรียบเทียบผลงานซึ่งจัดทำโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ราย แบ่งเป็นผู้ตรวจเนื้อหาทางวิชาการ 6 ราย และผู้ตรวจหลักฐานดิจิทัล 1 ราย ระบุว่าพบความคล้ายคลึงกันในหลายองค์ประกอบ จุดที่ถูกนำมาพิจารณาไม่ได้จำกัดเฉพาะข้อความเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโครงสร้างงาน ลำดับการเรียบเรียง ข้อมูลภาคสนาม บทสัมภาษณ์ ภาพประกอบ เชิงอรรถ และบรรณานุกรม

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการตรวจสอบข้อมูลกำกับไฟล์ภาพ โดยผู้ตรวจหลักฐานดิจิทัลพบชื่อหรือตัวย่อของ ผศ.ดร.สุรชัย ปรากฏอยู่ในข้อมูลของไฟล์ภาพบางรายการ อย่างไรก็ตาม หลักฐานประเภทนี้ควรใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น เพราะไม่สามารถยืนยันผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง แต่ถือเป็นข้อมูลที่ช่วยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเอกสารและแหล่งที่มา

ทำไมการทบทวนผลสอบจึงสำคัญ

ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยพิจารณาข้อร้องเรียนและมีข้อสรุปว่าไม่พบการกระทำผิด ก่อนยุติเรื่องในเดือนธันวาคม 2568 กลุ่มผู้จัดทำรายงานจึงเสนอให้มหาวิทยาลัยกลับมาตรวจสอบกระบวนการเดิมอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นว่าหลักฐานทั้งหมดได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วนหรือไม่ พร้อมขอให้ชี้แจงเหตุผลของข้อสรุปเป็นลายลักษณ์อักษร

ในมุมของสังคมทั่วไป เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างบุคคลหรือความเห็นต่างในแวดวงการศึกษาเท่านั้น เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมมีความสำคัญต่อการบันทึกความทรงจำของชุมชน หากข้อมูลถูกนำไปใช้โดยไม่มีการอ้างอิงหรือให้เครดิตอย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลต่อทั้งเจ้าของผลงาน ชุมชนเจ้าของข้อมูล และความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษา

ศ.เกียรติคุณ ดร.อานันท์ ระบุว่า นักวิชาการหลายรายตรวจพบความคล้ายคลึงกันของเอกสาร และเห็นว่าเรื่องจริยธรรมทางวิชาการไม่ควรถูกปล่อยให้เงียบหายไป โดยการยื่นหนังสือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้มหาวิทยาลัยรับทราบข้อค้นพบและดำเนินการพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่สภาวิชาการเพื่อพิจารณาในอีกช่องทางหนึ่ง

สาระสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นธรรม และอธิบายได้ต่อสาธารณะ ไม่ว่าผลการพิจารณาครั้งใหม่จะออกมาในทิศทางใด ทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสนำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่ พร้อมมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการแยกแยะระหว่างการอ้างอิงโดยสุจริต การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการคัดลอกผลงานโดยไม่ให้เครดิต

รายนามศาสตราจารย์ทั้ง 7 ราย

  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง สาขาการเมืองการปกครอง
  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ สาขามานุษยวิทยา
  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยศ สันตสมบัติ สาขามานุษยวิทยา
  • ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ สาขาศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์การศึกษา
  • ศาสตราจารย์ ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี สาขามานุษยวิทยา
  • ศาสตราจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล สาขานิติศาสตร์และกฎหมายมหาชน
  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธีรวรรณ บุญญวรรณ สาขาฟิสิกส์

สำหรับคนทั่วไป เหตุการณ์ 7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน เป็นเครื่องเตือนใจว่าโลกวิชาการยุคดิจิทัลต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งการเก็บข้อมูลต้นฉบับ ประวัติการแก้ไขไฟล์ และการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ

ในระยะยาว มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรพัฒนากลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เปิดเผยหลักเกณฑ์ และคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างเหมาะสม เพราะความน่าเชื่อถือของสถาบันไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการยอมรับคำถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา สังคมจึงควรติดตามผลการพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ โดยยึดหลักฐานและกระบวนการที่เป็นธรรมเป็นสำคัญ

ที่มา – 7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน