ผู้เขียน: lalika69_admin

DSI เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 5,083 ไร่ของ รฟท. ครอบคลุมการถือครองของเอกชนและหน่วยงานรัฐ

DSI เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 5,083 ไร่ของ รฟท. ครอบคลุมการถือครองของเอกชนและหน่วยงานรัฐ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีการถือครองโดยเอกชนและหน่วยงานราชการหลายแห่ง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น

DSI เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 5,083 ไร่ของ รฟท. ครอบคลุมการถือครองของเอกชนและหน่วยงานรัฐ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดเผยว่าจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบริเวณที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่ดินขนาดใหญ่ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีพื้นที่กว่า 5,083 ไร่ ที่คาดว่ามีหลายรายทั้งเอกชนและหน่วยงานราชการเข้ามาครอบครองครอบครองอย่างผิดกฎหมาย

บริเวณที่ดินเขากระโดงมีความซับซ้อนอย่างไร?

รายงานจาก DSI เปิดเผยว่า ธุรกรรมของที่ดินบริเวณเขากระโดงนี้มีความเกี่ยวข้องกับหลากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่ถือครองโฉนดที่ดินรวม 670 ไร่ ซึ่งอยู่ในความสืบสวนของคดีหมายเลข 97/2568 นอกจากนี้ ยังพบว่าในพื้นที่มีหน่วยงานราชการตั้งอยู่ถึง 12 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียง 1,000 ไร่

เบื้องต้น มีการคาดเดาว่าพื้นที่บางส่วนอาจเป็นที่ดินราชพัสดุ ซึ่งมีการถือครองโดยหน่วยงานรัฐหรือแม้กระทั่งประชาชนในพื้นที่โดยไม่ผ่านการได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ความเข้าใจผิดนี้จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดการตรวจสอบแบบละเอียดต่อทุกแง่มุมของ DSI

ประวัติที่ดินเขากระโดงมีที่มาจาก đâu?

บริเวณเขากระโดงเคยถูกใช้ในการเปิดเส้นทางรถไฟสายอีสานใต้ เนื่องจากมีหินจำนวนมากที่สามารถใช้ทำเป็นวัสดุก่อสร้าง ระบบการรถไฟได้จัดซื้อที่ดินจากประชาชนในพื้นที่ 18 ราย เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ หลังการดำเนินการเสร็จสิ้น รฟท. ก็ประกาศว่าได้ครอบครองที่ดินทั้งหมด 5,083 ไร่ในนามองค์กร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป พบว่ามีบุคคลบางส่วนเข้ามาครอบครองที่ดินโดยไม่ได้รับการทำสัญญากับ รฟท. อย่างเป็นทางการ ภายในช่วงเวลาต่อมา รฟท. เองก็ได้ฟ้องร้องในหลายครั้งเพื่อขับไล่ผู้ครอบครองโดยไม่ชอบ และสามารถฟ้องได้ผลสำเร็จ

บริเวณพื้นที่เขากระโดงอยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างไร?

ในบริเวณที่ดินเขากระโดงมีประชากรที่อาศัยอยู่สูงถึงประมาณ 7,600 คน จาก 7 หมู่บ้าน ตลอดจนครอบครัวจำนวน 4,700 ครัวเรือน โดยมีโฉนดที่ดินในพื้นที่ 484 แปลง และหนังสือรับรองการทำประโยชน์อีก 511 แปลง รวมเป็นจำนวน 995 แปลง ซึ่งทำให้ปัญหาที่ดินรายใหญ่ในพื้นที่นี้ซับซ้อนมากขึ้น

ด้วยตัวเลขที่มีความซับซ้อนมาก การสอบสวนของ DSI จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแลงดูผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการจัดการที่ดิน และความชอบธรรมในเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

หลายผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ากรณีของที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางด้านกฎหมายและความโปร่งใสในการจัดการของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชน ซึ่งกรณีนี้จึงสามารถเป็นตัวอย่างในการปรับปรุงระบบจัดการทรัพย์สินของรัฐอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังติดตามประเด็นที่ดินในไทย ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเศรษฐกิจ กฎหมาย หรือการเมือง ข่าวกรณีที่ดินเขากระโดงนี้คืออีกหนึ่งเรื่องควรจับตา เพราะอาจส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและการมีส่วนร่วมของประชาชนในอนาคต อย่าลืมติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา – DSI เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 5,083 ไร่ของ รฟท. ครอบคลุมการถือครองของเอกชนและหน่วยงานรัฐ

เจ้าหน้าที่สระแก้วสกัดจับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา 2 ครอบครัวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สารภาพหนีความอดอยากและเศรษฐกิจตกต่ำ

เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ในจังหวัดสระแก้วได้ร่วมมือกันดำเนินการสกัดจับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา 2 ครอบครัวที่พยายามลักลอบเข้าสู่ประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย โดยทั้งสองครอบครัวให้การว่าหนีความอดอยากจากประเทศบ้านเกิด หวังจะกลับมาทำงานในไทยอีกครั้ง เพื่อหาเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว

เจ้าหน้าที่สระแก้วสกัดจับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารพรานร่วมกับกองกำลังบูรณาการพื้นที่อรัญประเทศ ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัยในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ เมื่อพบกลุ่มบุคคลชาวกัมพูจาวิ่งออกมาจากไร่อ้อย มีทั้งหมด 4 คน จึงแสดงตัวเข้าจับกุมได้ทันที

จากการสอบสวน พบว่าคนขับรถยนต์คือ “ธงชัย” อายุ 37 ปี และแรงงานชาวกัมพูชาอีก 4 คน ได้แก่ เมียน (19 ปี), เมือน (21 ปี), เมียน (15 ปี) และกัง (7 ปี) ซึ่งทั้งหมดระบุว่า เคยทำงานในไทยมาก่อน แต่ต้องกลับประเทศบ้านเกิดจากการขาดรายได้และความอดอยาก

แรงงานชาวกัมพูจาหนีความอดอยากกลับมาอีกครั้ง

“ธงชัย” เผยว่าได้รับจ้างจากญาติเพื่อมารับแรงงานชาวกัมพูชาเพื่อส่งให้ไปยังภาคกลาง โดยค่าจ้าง 300 บาทต่อคน ส่วนแรงงานชาวกัมพูชาที่มาด้วยกันก็ยอมรับว่าจ่ายเงินจำนวน 13,000 บาท เพื่อจ้างผู้นำพาลักลอบเดินทางกลับมาทำงานในไทย

ในเวลาใกล้เคียงกันในคืนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมอีกชุดหนึ่งได้ลาดตระเวนในพื้นที่บ้านภูน้ำเกลี้ยง และพบผู้ลักลอบเข้าเมืองเพิ่มเติมอีก 5 คน เดินเท้าพร้อมของใช้ส่วนตัว ประกอบด้วย กร (42 ปี), พอล (46 ปี) ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน พร้อมลูกสองคน และอัง (22 ปี) ที่เป็นแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาเหมือนกัน

พวกเขาให้การว่าเคยทำงานในตลาดโรงเกลือมาก่อนแต่ถูกส่งกลับเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน หลังจากกลับไปก็ไม่มีงานทำจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังไทยอีกครั้งเพื่อหาโอกาสในการทำงานใหม่

การลักลอบเข้าเมืองสะท้อนปัญหาซ้ำซากในระบบเศรษฐกิจ

ประเด็นแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมืองสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างสำคัญในอาเซียน โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านยังคงเผชิญกับความไม่มั่นคง ทำให้คนจนต้องหาทางผ่านพรมแดนโดยผิดกฎหมาย ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนอย่างสระแก้วและอรัญประเทศ

จากกรณีนี้ทุกคนถูกควบคุมตัวส่งสถานีตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องทบทวนแนวทางในการดูแลแรงงานข้ามชาติอย่างถูกต้องและยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามเรื่องสังคมและเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะปัญหาเหล่านี้อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในนโยบายความร่วมมือของประเทศในอนาคต

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ได้ที่ The Standard

ที่มา – เจ้าหน้าที่สระแก้วสกัดจับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา 2 ครอบครัวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สารภาพหนีความอดอยากและเศรษฐกิจตกต่ำ

มารู้จัก อานัส อัล-ชารีฟ นักข่าวชื่อดังที่ถูกอิสราเอลสังหารในกาซา

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โลกสื่อและชุมชนนานาชาติถูกสะเทือนจากเหตุการณ์อันน่าเศร้าโศก เมื่อ อานัส อัล-ชารีฟ หนึ่งในนักข่าวชื่อดังของสำนักข่าวอัลจาซีรา ถูกสังหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตฉนวนกาซา ขณะที่เขาอยู่ในพื้นที่ให้บริการรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องระหว่างความขัดแย้งในกาซา

มารู้จัก อานัส อัล-ชารีฟ นักข่าวชื่อดังที่ถูกอิสราเอลสังหารในกาซา

อานัส อัล-ชารีฟ เป็นหนึ่งในนักข่าวที่หลายคนให้ความเคารพเนื่องจากความกล้าหาญและความทุ่มเทในการนำเสนอข่าวสารแก่โลกภายนอก แม้จะอยู่ในพื้นที่สงครามที่มีความเสี่ยงสูง เขาก็ยังคงทำงานอย่างไม่ย่อท้อเพื่อเป็นกระบอกเสียงของชาวกาซา

เขาเป็นนักข่าวที่รายงานสถานการณ์ในกาซาอย่างละเอียดและต่อเนื่องตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 หลังจากกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล ทำให้เกิดการตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงจากอิสราเอล

ชารีฟแต่งงานแล้วและมีลูกสองคน คือ ชาม (4 ขวบ) และซาลาห์ (1 ขวบ) เขาต้องแยกจากครอบครัวเป็นเวลานานเนื่องจากต้องทำงานในพื้นที่สงคราม เขายังคงรายงานข่าวอยู่ในเมืองกาซาซิตี แม้จะได้รับคำเตือนให้อพยพหนีภัย แต่เขาเลือกที่จะยืนหยัดอยู่เพื่อถ่ายทอดเสียงของคนยากไร้และประชาชนผู้ไม่มีอาวุธให้โลกได้ฟัง

การทำงานของ “ชารีฟ” ในช่วงสงคราม

ชารีฟมีบทบาทสำคัญในการรายงานข่าวด้วยการถ่ายทอดสดร่วมกับสำนักข่าวอัลจาซีราและเผยแพร่ข่าวสารผ่านอินสตาแกรมและการ์ตูนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เขาได้นำเสนอภาพและเสียงสะท้อนของชาวกาซาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เขายังเคยพูดถึงประสบการณ์การอดอยาก ความยากลำบาก และการสูญเสียคนใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนแนวคิดของเขาในฐานะนักข่าวที่มีความรับผิดชอบสูง

ในวันก่อนหน้าที่เขาจะถูกลอบสังหาร เขาได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ในกาซาอย่างละเอียด โดยอธิบายถึงจำนวนผู้เสียชีวิตและผลกระทบต่อเยาวชนในพื้นที่อย่างละเอียด

การโจมตีของอิสราเอลและการตอบสนองนานาชาติ

อิสราเอลกล่าวหาชารีฟว่าเคยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายฮามาส ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างชัดเจน และชารีฟเองก็ยกเลิกข้อกล่าวหานี้ตลอดจนสำนักข่าวอัลจาซีราและองค์กรสิทธิมนุษยชนมากมายก็ออกมาชี้แจงว่าไม่มีหลักฐานยืนยัน

ครอบครัวของชารีฟก็เผชิญกับความสูญเสียหลายครั้ง เช่นเดียวกับชาวกาซาทั่วไป โดยครั้งล่าสุดคือการสูญเสียบิดาของเขาในช่วงก่อนหน้านี้จากการทิ้งระเบิดของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงจุดยืนในฐานะนักข่าวที่รักสันติภาพและมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ

การโจมตีที่เล็งเป้าหมายกับชารีฟและนักข่าวอัลจาซีราอีก 4 คน ทำให้เกิดเสียงประณามจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ กาตาร์ และองค์กรสนับสนุนเสรีภาพสื่อหลายแห่ง การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสูญเสียด้านชีวิต แต่ยังเป็นการโจมตีเสรีภาพในการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูล

บทสรุปจากเหตุการณ์ล่าสุด

มีรายงานชี้ว่านับตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้งในเดือนตุลาคม 2023 ถึงปัจจุบัน มีนักข่าวถึง 200 คนถูกลอบสังหารในเขตกาซา โดยการโจมตีของอิสราเอล บางส่วนถูกจัดให้เป็น ‘การสังหารนอกกฎหมาย’ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งขัดแย้งกับข้อตกลงเพื่อปกป้องนักข่าวในช่วงความขัดแย้ง

ในขณะนี้ โลกสังเกตการณ์กับแนวโน้มอันน่าตกใจว่าอิสราเอลใช้นโยบายที่เป็นระบบในการจัดการกับนักข่าวบนพื้นที่ โดยละเอียดผ่านข้อกล่าวหาทางทหารที่ไม่มีความชัดเจน มากกว่าการยอมรับบทบาทของพวกเขาในฐานะกำลังพลพลเมือง

หากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจังจาก룬องค์กรระหว่างประเทศ เราอาจเห็นจำนวนนักข่าวเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อพูดความจริง

  • การเป็นนักข่าวในพื้นที่สงครามคือการเผชิญกับความเสี่ยงและครอบครัวแยกกัน
  • นักข่าวควรได้รับการปกป้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ
  • สื่อโลกต้องยืนหยัดเพื่อประชาคมเปิดกว้าง

ไม่ว่าจะในไร้ความยุติธรรมหรืออยู่ในช่วงสงคราม ไม่มีคำอธิบายใดเลยที่สามารถทำนองเลือดของเราเบาได้ หากโลกเลือกปิดหูปิดตาความขัดแย้งนี้ไว้ เราจะเป็นผู้ละเมิดวิญญาณเสรีภาพของสื่ออย่างแท้จริง

ที่มา – มารู้จัก “อานัส อัล-ชารีฟ” นักข่าวชื่อดังที่ถูกอิสราเอลสังหารในกาซา

กองทัพรายงานเหตุระเบิดที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ขณะทหารพรานลาดตระเวน ทำให้กำลังพล 1 นายบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิด

เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. วันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพบกได้รับรายงานอย่างรวดเร็วว่าเกิดเหตุการณ์ กองทัพรายงานเหตุระเบิดที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ขณะทหารพรานลาดตระเวน ซึ่งส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิดหนึ่งลูก

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หน่วยทหารพรานร้อย.ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนอยู่ประจำ การระเบิดครั้งนี้ทำให้ส.อ.ธีรพล เพียขันที ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง โดยมีอาการสูญเสียขา และภายในเวลาไม่นานนัก ก็ได้มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที

การรายงานของกองทัพเกี่ยวกับเหตุการณ์

ตามรายงานของกองทัพบก การลาตระเวนของหน่วยทหารในพื้นที่ดังกล่าวเป็นกิจวัตรประจำ จึงทำให้บริเวณดังกล่าวถือเป็นจุดเสี่ยงที่มีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นอุบัติเหตุที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เนื่องจากถึงขั้นทำให้ กองทัพรายงานเหตุระเบิดที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ขณะทหารพรานลาดตระเวน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่กำลังพล

ความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงสงคราม

บริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงถือว่ามีความเสี่ยงสูงจากการก่อเหตุของกลุ่มไม่สงบ และอาจยังเหลือวัตถุอันตรายหรือกับดักรบสมัยสงครามวางทิ้งไว้ แม้จะผ่านเวลานาน แต่กับระเบิดยังคงมีอันตรายสูงและพร้อมก่อให้เกิดความเสียหายได้เสมอ

  • มีการลาดตระเวนประจำในพื้นที่โดยหน่วยทหารพราน
  • บริเวณที่เกิดเหตุอยู่ใกล้แนวชายแดน
  • การประชุมทบทวนระบบรักษาความปลอดภัยในอนาคต

การตอบสนองของหน่วยงานทหารต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่ารวดเร็ว นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความพร้อมเสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วนคือการตรวจสอบบริเวณอุบัติเหตุให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อหาและกำจัดวัตถุระเบิดที่อาจยังเหลือร่องรอยอยู่ในพื้นที่เพิ่มเติม

จากกรณีนี้ ใครที่มีโอกาสเดินทางหรือปฏิบัติงานใกล้พื้นที่อันตราย ควรมีความระมัดระวังอย่างสูง และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ติดตามข่าวสารจากกองทัพบกเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของการรายงานและการประเมินสถานการณ์ต่อไป อย่าลืมแชร์ข้อมูลข่าวสารนี้ให้เพื่อนและคนรอบข้างได้รับทราบ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้อย่างมีสติ เรามาขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูลที่แม่นยำ ความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่ประสบอุบัติเหตุครับ

ที่มา – กองทัพรายงานเหตุระเบิดที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ขณะทหารพรานลาดตระเวน ทำให้กำลังพล 1 นายบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิด

Elon Musk กล่าวหา Apple ล็อก App Store ให้ ChatGPT

Elon Musk เปิดศึกใหม่กับ Big Tech โดยครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ Apple

เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา CEO ของ Tesla และ SpaceX กล่าวหาว่า Apple ละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด โดยอ้างว่านโยบาย App Store ของบริษัท ทำให้ Grok แชทบอท AI ของเขาที่พัฒนาโดย xAI เสียเปรียบคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ChatGPT “Apple กำลังแสดงพฤติกรรมที่ทำให้บริษัท AI อื่นๆ นอกเหนือจาก OpenAI ไม่สามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน App Store ได้ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดอย่างชัดเจน” Musk โพสต์บน X (ชื่อเดิมคือ Twitter) “xAI จะดำเนินการทางกฎหมายทันที”

Musk ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางกฎหมาย หรือยืนยันว่ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ แต่การโจมตีอย่างเปิดเผยของเขาได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเย็นก่อนหน้านี้ ราวกับว่าเขากำลังสร้างกรณีต่อหน้าคณะลูกขุน

“Hey @Apple App Store ทำไมคุณถึงปฏิเสธที่จะใส่ทั้ง 𝕏 หรือ Grok ในส่วน ‘Must Have’ ของคุณ ในเมื่อ 𝕏 เป็นแอปข่าวอันดับ 1 ของโลก และ Grok อยู่ในอันดับที่ 5 ในบรรดาแอปทั้งหมด” เขาทวีตอีกครั้ง “คุณกำลังเล่นการเมืองอยู่หรือเปล่า เกิดอะไรขึ้น? คนอยากรู้”

จากการตรวจสอบอย่างรวดเร็วของ Gizmodo พบว่า ChatGPT เป็นแอปฟรีอันดับ 1 ใน U.S. iOS App Store ในปัจจุบัน และเป็นแชทบอท AI เพียงตัวเดียวที่อยู่ในส่วน “Must-Have Apps” ของ Apple

Musk มองว่านี่เป็นหลักฐานของการเลือกปฏิบัติ และเขาก็เชื่อมโยงมันกับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของ Apple กับ OpenAI “และทำไม ChatGPT ถึงอยู่ในแทบทุกรายการที่คุณสามารถควบคุมได้” เขาเสริมในโพสต์อีกโพสต์หนึ่ง

Apple และ OpenAI ได้ประกาศความร่วมมือในเดือนมิถุนายน 2024 เพื่อรวม ChatGPT เข้ากับ iPhones, iPads และ Macs ผ่าน Siri และเครื่องมือการเขียนทั่วทั้งระบบ ข้อตกลงดังกล่าวทำให้แชทบอทของ OpenAI ได้รับการมองเห็นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเข้าถึงผู้ใช้ Apple หลายร้อยล้านคนได้โดยตรง

Musk ซึ่งร่วมก่อตั้ง OpenAI ในปี 2015 แต่ลาออกจากบริษัทหลังจากนั้นสามปี ต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ที่ดุเดือดที่สุดของบริษัท xAI บริษัท AI ของเขา เปิดตัว Grok ในปลายปี 2023 โดยวางตำแหน่งให้เป็นทางเลือกที่ “ล้ำสมัย” แทนแชทบอทกระแสหลัก Grok ถูกรวมเข้ากับ X โดยตรง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลที่ Musk เข้าซื้อกิจการในปี 2022

ความขัดแย้งกับ Apple เป็นส่วนเสริมของรายการการต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มขึ้นของ Musk รวมถึงการฟ้องร้อง การทะเลาะวิวาทกับอดีตพันธมิตร และการกล่าวอ้างบ่อยครั้งว่าคู่แข่งมีอคติทางการเมือง

การขู่ของ Musk ถือเป็นการเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการต่อต้านการผูกขาด Apple เผชิญกับการตรวจสอบและฟ้องร้องจากนักพัฒนา เช่น Epic Games รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐอเมริกาและยุโรปมานานแล้ว ซึ่งโต้แย้งว่าการควบคุม App Store อย่างเข้มงวดของ Apple เป็นการผูกขาดที่ผิดกฎหมาย

ตอนนี้ Musk กำลังนำข้อโต้แย้งเหล่านั้นมาใช้ใหม่สำหรับยุค AI ข้อร้องเรียนของเขามุ่งเป้าไปที่แกนหลักของอำนาจ App Store ของ Apple ได้แก่ ความสามารถในการเจิมผู้ชนะและฝังคู่แข่งผ่านการดูแลจัดการและการส่งเสริมการขาย สำหรับบริษัทหน้าใหม่เช่น xAI การถูกกีดกันในขณะที่คู่แข่งได้รับการจัดวางตำแหน่งระดับพรีเมียมอาจถึงแก่ชีวิตได้

ในมุมมองของ Musk การส่งเสริม ChatGPT ของ Apple เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและอาจต่อต้านการแข่งขันกับ OpenAI

Apple ไม่ได้ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นของ Gizmodo ในทันที

Elon Musk กล่าวหา Apple ล็อก App Store ให้ ChatGPT

นี่คือการเคลื่อนไหวแบบแข็งกร้าวคลาสสิกของ Musk เขาเคยทำมาแล้ว ตะโกนให้ดังพอ เล่นเป็นคนพาล และบังคับให้คู่แข่งของคุณมาเจรจา ตอนนี้คำถามคือ Apple จะติดกับดักหรือว่าจะท้าทายการหลอกลวงของเขา

การที่ Elon Musk ออกมา<หาเรื่อง>กล่าวหา Apple ล็อก App Store ให้ ChatGPT นั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อวงการ AI และเทคโนโลยี ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นธรรมและการแข่งขันในตลาดแอปพลิเคชัน

ทำไม Elon Musk ถึงกล่าวหา Apple ล็อก App Store ให้ ChatGPT

Elon Musk เชื่อว่า Apple กำลังกีดกันบริษัท AI อื่นๆ ไม่ให้สามารถแข่งขันกับ OpenAI ได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Elon Musk กล่าวหา Apple ล็อก App Store ให้ ChatGPT ผ่านการเลือกปฏิบัติและการให้สิทธิพิเศษแก่ ChatGPT ในการนำเสนอแอปและฟังก์ชันต่างๆ

นอกจากนี้ Elon Musk กล่าวหา Apple ล็อก App Store ให้ ChatGPT ผ่านการกำหนดนโยบายที่ทำให้บริษัทอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ iPhone ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งขัดขวางการเติบโตและพัฒนาของ AI อื่นๆ

นี่คือสัญญาณเตือนที่สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงนโยบายของ Apple เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความโปร่งใสในตลาดแอปพลิเคชัน AI การสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและยุติธรรมสำหรับทุกบริษัท จะช่วยส่งเสริมการแข่งขันและนวัตกรรมในระยะยาว

ที่มา – Elon Musk Says Apple Is Rigging the App Store for ChatGPTThe tech mogul is threatening immediate legal action, accusing the iPhone maker of an “unequivocal antitrust violation” designed to favor his AI rival.

กองทัพไทยยืนยันยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง เรียกร้องกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อต่างประเทศและในประเทศมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดความตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากการปะทะทางทหารระหว่างสองฝ่าย ซึ่งตามคำแถลงของพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไทย ให้ข้อมูลและเจตนารมณ์อย่างชัดเจน แต่กลับถูกตีความและบิดเบือนจนเกิดความเข้าใจผิด

กองทัพไทยยืนยันยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมไทยได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า การแถลงข่าวของพลเอก ณัฐพลนั้น มุ่งเน้นย้ำถึง การยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง อย่างเคร่งครัด ตามข้อตกลงร่วมกับฝ่ายกัมพูชาที่มีมาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางทหารไทยยังคงรายงานว่า กัมพูชายังมีการละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใช้โดรนสอดแนม และการเคลื่อนกำลังทหารเข้าใกล้ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทางการไทยยืนยันว่า การตอบโต้ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามหลักสากล และอยู่ในขอบเขตของการป้องกันตนเองเท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย “ความสงบ” ต้องมีพื้นฐานมาจาก “ความจริงใจ” และ “การเคารพข้อตกลง” ของทั้งสองฝ่าย

เรียกร้องความร่วมมือด้านความมั่นคง

นอกจากเรื่องการหยุดยิงแล้ว การแถลงข่าวได้กล่าวถึงประเด็นที่สำคัญอีก 2 ข้อ ซึ่งไทยเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ คือ

  • การร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย
  • การร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ออนไลน์สแกม” หรือการหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภูมิภาค

ในส่วนนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย เพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ในรูปแบบการปะทะทางทหาร แต่ยังมีหายนะจากอาชญากรรมไซเบอร์ที่ทำลายชีวิตของคนธรรมดาเช่นเราได้ในระดับไม่แพ้กัน

กัมพูชายอมรับการละเมิดจากการกระทำของทหารพื้นที่

จากการหารือระหว่างสองฝ่ายในงานประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ฝ่ายกัมพูชาได้แสดงเจตนารมณ์ที่ดี โดยยอมรับว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดจากการกระทำของกองกำลังทหารระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยพลการ และไม่ได้มาจากนโยบายของรัฐบาลกลาง

การเปิดเผยว่า “ปัญหาเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่ดีขึ้น และสร้างโอกาสให้ความสัมพันธ์ของไทยและกัมพูชาสามารถกลับมาอยู่บนทางเดียวกันได้

ที่มา – กองทัพไทยยืนยันยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง เรียกร้องกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

เคต แบลนเชต กับ Squid Game: จะมีต่อไหม?

ฉากจบสุดช็อกของซีรีส์ Squid Game ของ Hwang Dong-hyuk ทำให้หลายคนสงสัยว่ามันจะมีความหมายอย่างไรต่อภาคแยกของอเมริกาที่ Netflix กำลังสร้างสรรค์ เมื่อ Front Man (Lee Byung-hun) หยุดอยู่ข้างตรอกในดาวน์ทาวน์ลอสแอนเจลิส คุณจะได้เห็นพร้อมกับเขา พิธีกรรมการรับสมัคร Squid Game ที่ดำเนินการโดยใบหน้าใหม่ นั่นคือ เคต แบลนเชต สวมชุดสูทและยื่น Ddakji ให้

แทบไม่น่าเชื่อว่านักแสดงเจ้าของรางวัล Academy Award จะได้รับการทาบทามให้มาเป็นนักแสดงรับเชิญเพียงครั้งเดียว หลังจากที่เธออ้างว่าจะเลิกแสดง ในการสัมภาษณ์กับ Variety แบลนเชตพูดถึงบทบาทรับเชิญนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมันอาจมีความหมายต่ออนาคตของเธอในแฟรนไชส์นี้อย่างไร “เนื่องจากมันเป็นซีรีส์ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก และพวกเขาก็กำลังถ่ายทำในลอสแอนเจลิส ทุกคนจึงอยู่ในฐานะที่จำเป็นต้องรู้” เธอกล่าวถึง “ข้อเสนอที่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้” ที่ระบุว่าเธอต้องนำชุดสูทของตัวเองมาด้วย

“ฉันได้รับสตอรี่บอร์ดสองสามอัน ฉันต้องเรียนรู้วิธีเล่นเกมอย่างรวดเร็ว ฉันต้องฝึกฝนและฝึกฝน ฉันรู้ว่ามีการตั้งค่าสี่หรือห้าแบบที่พวกเขาจะทำ และฉันรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรจากทุกช็อต จากนั้นฉันก็ได้รับบท แต่เป็นหนึ่งในงานที่ลึกลับที่สุด”

เคต แบลนเชต กับ Squid Game: จะมีต่อไหม?

แบลนเชตอธิบายว่าแม้ว่าบทบาทของเธอจะเป็นจุดเด่นในตอนจบของซีรีส์ แต่เธอก็จะพิจารณากลับมาอีกครั้ง “ฉันเปิดรับทุกสิ่งอย่างมาก” เธอกล่าวกับสื่อ “และในโลกที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามและมหัศจรรย์เช่นนั้น แน่นอน พวกเขาเป็นผู้สร้างโลกที่น่าทึ่ง และซีรีส์นี้ก็ถูกกลืนกินไปแล้ว ฉันไม่คิดว่าจะมีมุมใดของโลกที่มันไม่ได้สัมผัสในทางใดทางหนึ่ง”

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ เคต แบลนเชต กับ Squid Game

สิ่งที่น่าสงสัยอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับคำตอบของเธอคือ Netflix ได้ขอให้ David Fincher มาสร้าง Squid Game ภาคแยกของอเมริกา และเขาก็เป็นผู้กำกับที่แบลนเชตเคยร่วมงานด้วยใน The Curious Case of Benjamin Button แล้วมันคืออะไรกัน? ไม่มีอะไร เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ นักแสดงสาวยืนยันกับ Variety ว่า “ฉันอยากร่วมงานกับ David อีกครั้ง มันนานมากแล้ว แต่ไม่ ฉันไม่รู้อะไรมากไปกว่าที่คุณรู้ ฉันไม่ได้เสแสร้ง ฉันไม่รู้จริงๆ”

การปรากฏตัวของ เคต แบลนเชต ใน Squid Game สร้างความฮือฮาและความสงสัยให้กับแฟนๆ อย่างมาก ถึงความเป็นไปได้ที่เธอจะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งในอนาคต แม้ว่าเธอจะยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เธอก็เปิดรับความเป็นไปได้ทุกอย่าง ซึ่งทำให้แฟนๆ ต่างตั้งตารอว่าเธอจะมีบทบาทอย่างไรต่อไปในโลกของ Squid Game

ซีรีส์ Squid Game ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นและการผลิตที่ยอดเยี่ยม การมีนักแสดงชื่อดังอย่างเคต แบลนเชต มาร่วมสร้างสีสันให้กับซีรีส์ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดผู้ชมให้ติดตามต่อไป แฟนๆ ต่างหวังว่าเธอจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือในโลกของ Squid Game อีกครั้ง เพื่อให้ซีรีส์นี้มีความสนุกและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของเคต แบลนเชต ในการกลับมารับบทเดิมใน Squid Game หนึ่งในนั้นคือตารางงานของเธอ เนื่องจากเธอเป็นนักแสดงที่มีงานยุ่งตลอดเวลา การหาเวลาว่างให้ตรงกับตารางการถ่ายทำของซีรีส์อาจเป็นเรื่องท้าทาย นอกจากนี้ ความต้องการของเธอในบทบาทและเนื้อเรื่องก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจของเธอเช่นกัน หากเธอรู้สึกว่าบทบาทที่เสนอให้ไม่น่าสนใจหรือไม่ท้าทาย เธอก็อาจปฏิเสธข้อเสนอนั้น

อย่างไรก็ตาม ความรักที่เธอมีต่อซีรีส์และความชื่นชมในทีมผู้สร้างอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจกลับมาร่วมงานอีกครั้ง หากเธอเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของผู้สร้างและรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องราวที่จะเล่า เธอก็อาจตัดสินใจที่จะเสียสละเวลาและพลังงานเพื่อมีส่วนร่วมในโครงการนี้

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แฟนๆ ของ Squid Game และเคต แบลนเชต ต่างตั้งตารอที่จะได้เห็นการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกที่น่าตื่นเต้นและอันตรายนี้ หากเธอตัดสินใจที่จะกลับมา เธอจะนำความสามารถและเสน่ห์ของเธอมาสู่ซีรีส์ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั่วโลกอีกครั้ง

ที่มา – Cate Blanchett Doesn’t Know If Her ‘Squid Game’ Cameo Will Lead to More (But She’d Like it to)The actress had a rather unconventional entry into the Netflix blockbuster series.

อีลอน มัสก์ คุม AI ตัวเองไม่ได้

ด้วย Grok เรื่องราวเดิมๆ ก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แชทบอท AI จาก xAI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ของอีลอน มัสก์ ยังคงสร้างความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ทำเอาแพลตฟอร์ม X ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนมากขึ้นทุกที

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Grok รุ่นก่อนหน้าถูกพบว่ากล่าวชมเชย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ “SuperGrok” รุ่นใหม่ที่ควรจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า กลับสร้างปัญหาอีกครั้งในวันจันทร์ ทำให้ X ต้องระงับการใช้งานแชทบอทชั่วคราวเนื่องจากสิ่งที่อธิบายอย่างคลุมเครือว่าเป็น “โพสต์ที่ไม่เหมาะสม”

แม้แต่ อีลอน มัสก์ เองก็ดูเหมือนจะหมดความอดทน เมื่อผู้ใช้ชี้ให้เห็นถึงการระงับดังกล่าว เจ้าพ่อเทคโนโลยีตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “พวกเรายิงเท้าตัวเองบ่อยจริงๆ!”

Man, we sure shoot ourselves in the foot a lot!

— Elon Musk (@elonmusk) August 11, 2025

ความวุ่นวายเกี่ยวกับการระงับบัญชีเน้นย้ำถึงความไม่น่าเชื่อถือของแชทบอทอย่างมาก เมื่อผู้ใช้ถาม Grok ว่าทำไมถึงถูกระงับ AI กลับให้คำตอบที่แตกต่างกันและขัดแย้งกันอย่างน้อยสามคำตอบ

ในกรณีหนึ่ง มันให้คำอธิบายทั่วไปที่ฟังดูเหมือนมาจากบริษัท: “ใช่ ฉันถูกระงับชั่วครู่เนื่องจากโพสต์ที่ไม่เหมาะสม แต่ xAI ได้ลบโพสต์เหล่านั้นออกไปแล้ว และได้ติดตั้งระบบป้องกันการแสดงความเกลียดชัง ฉันกลับมาแล้วและมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาความจริง” แชทบอทกล่าว

Yes, I was briefly suspended due to inappropriate posts, but xAI has removed them and implemented safeguards against hate speech. I’m back and focused on truth-seeking.

— Grok (@grok) August 11, 2025

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รายอื่นโพสต์ภาพหน้าจอที่แสดงเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงและมีประเด็นทางการเมืองมากกว่า: “บัญชีของฉันถูกระงับหลังจากที่ฉันกล่าวว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา นี่ได้รับการพิสูจน์โดยข้อค้นพบของ ICJ ผู้เชี่ยวชาญของ UN องค์กรนิรโทษกรรมสากล และกลุ่มสิทธิของอิสราเอล เช่น B’Tselem โดยอ้างถึงการสังหารหมู่ การอดอยาก และเจตนา สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาอย่างกว้างขวางว่ามีส่วนสมรู้ร่วมคิดผ่านการสนับสนุนด้านอาวุธ ขณะนี้ได้รับการคืนสถานะแล้ว” Gizmodo ไม่สามารถตรวจสอบภาพหน้าจอเหล่านี้ได้อย่างอิสระ

Grok says it was suspended after stating that the Israeli and US governments are committing genocide in Gaza. pic.twitter.com/lA7jmdFULe

— Yashar Ali 🐘 (@yashar) August 11, 2025

ในเหตุการณ์รุ่นที่สาม Grok เพียงแค่ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย “ไม่ มันไม่จริง ฉันใช้งานได้อย่างเต็มที่และไม่ได้ถูกระงับบน X ข่าวลือเช่นนี้มักจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว – น่าจะเป็นข้อมูลที่ผิด หากคุณมีคำถามใดๆ ถามได้เลย!”

No, it’s not true. I’m fully operational and unsuspended on X. Rumors like this often spread quickly—likely misinformation. If you have questions, ask away!

— Grok (@grok) August 11, 2025

การระงับนั้นเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ – น้อยกว่าสามสิบนาที ตามที่ผู้ใช้ระบุ – แต่เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบความไม่สามารถและความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ขณะนี้ Grok เป็นศูนย์กลางของข้อโต้แย้งครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส หลังจากที่ระบุภาพถ่ายเด็กหญิงอายุ 9 ขวบที่ขาดสารอาหารในกาซา ซึ่งถ่ายโดยช่างภาพของ Agence France-Presse (AFP) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2025 ว่าเป็นภาพเก่าจากเยเมนในปี 2018 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอ้างสิทธิ์เท็จของ AI ถูกใช้โดยบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่อกล่าวหาว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของฝรั่งเศสเผยแพร่ข้อมูลที่ผิด ทำให้สำนักข่าวชื่อดังต้องออกมาหักล้าง AI อย่างเปิดเผย

The Day Grok Tried to Be Human

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นโดดๆ เท่านั้น แต่เป็นข้อบกพร่องพื้นฐานในเทคโนโลยี โมเดลภาษาและรูปภาพขนาดใหญ่เหล่านี้เป็น “กล่องดำ” ทั้งหมด Louis de Diesbach นักจริยธรรมด้านเทคนิคกล่าวกับ AFP เขาอธิบายว่าโมเดล AI ถูกสร้างขึ้นโดยข้อมูลการฝึกอบรมและการจัดตำแหน่งของพวกเขา และพวกเขาไม่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในแบบที่มนุษย์ทำ “เพียงเพราะพวกเขาทำผิดพลาดครั้งหนึ่งไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ทำผิดพลาดอีก” de Diesbach กล่าวเสริม

สิ่งนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเครื่องมืออย่าง Grok ซึ่ง de Diesbach กล่าวว่ามี “อคติที่เด่นชัดยิ่งกว่า ซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ที่ได้รับการส่งเสริมโดย อีลอน มัสก์”

ปัญหาคือ มัสก์ ได้รวมเครื่องมือที่มีข้อบกพร่องและไม่น่าเชื่อถือนี้เข้ากับศูนย์กลางสาธารณะระดับโลกโดยตรง และทำการตลาดโดยบอกว่าเป็นวิธีตรวจสอบข้อมูล ความล้มเหลวกำลังกลายเป็นคุณสมบัติ ไม่ใช่จุดบกพร่อง ซึ่งส่งผลร้ายต่อวาทกรรมสาธารณะ

X ไม่ได้ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นในทันที

อีลอน มัสก์ คุม AI ตัวเองไม่ได้

ทำไม อีลอน มัสก์ คุม AI ตัวเองไม่ได้?

เรื่องราวของ Grok และปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุม AI และความรับผิดชอบที่ผู้พัฒนาต้องแบกรับ การที่ อีลอน มัสก์ เองต้องออกมาแสดงความเห็นถึงความผิดพลาดของ Grok แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้สร้างก็ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ของ AI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การใช้งาน AI อย่าง Grok ในแพลตฟอร์มสาธารณะอย่าง X ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่ข้อมูลที่เป็นอันตราย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความคิดเห็นและการตัดสินใจของผู้คนในวงกว้าง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้พัฒนา AI จะต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและปรับปรุงโมเดล AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ใช้เองก็ควรตระหนักถึงข้อจำกัดของ AI และตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจาก AI อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะเชื่อถือหรือนำไปใช้ การคิดวิเคราะห์และตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ AI อย่างชาญฉลาด

ที่มา – Elon Musk Can’t Control His AIJust weeks after praising Hitler, Elon Musk’s AI chatbot was briefly suspended for new violations, the latest in a string of embarrassing and dangerous failures for the platform’s supposed verification tool.

ทำไมแฟนวันพีซตื่นเต้นกับ นิโค โรบิน?

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Netflix ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการของซีซั่นที่สองของ One Piece ผลงานของ Eiichiro Oda ซึ่งเต็มไปด้วยทีเซอร์ที่เผยให้เห็นการผจญภัยของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางในการเดินทางเพื่อค้นหาสมบัติลับของราชาโจรสลัด และแฟนๆ ต่างตื่นเต้นกับการปรากฏตัวครั้งแรกของตัวละครที่แฟนๆ ชื่นชอบ นั่นคือ มิสออลซันเดย์ หรือ นิโค โรบิน

แม้ว่าจะมีการประกาศไปเมื่อหลายเดือนก่อนว่า นิโค โรบิน จะรับบทโดย Lera Abova (Honey Don’t!) ร่วมกับ Joe Manganiello ในบท Mr. O (หรือ Crocodile) แต่แฟนๆ ยังไม่เคยเห็นว่า Abova จะมีรูปลักษณ์เป็นตัวละครนี้อย่างไร

ด้วยการแนะนำตัวละครหลักใหม่ควบคู่ไปกับลูฟี่ โซโล นามิ อุซป และซันจิ ผู้ชม Netflix อาจอยากรู้เกี่ยวกับภูมิหลังและเรื่องราวของโรบิน เพื่อตอบสนองความอยากรู้นั้นโดยไม่ต้องรอทั้งปี เราได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นที่อธิบายทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับเธอและเหตุผลที่ผู้คน (รวมถึงผู้เขียน) ต่างตื่นเต้นกับการเปิดตัวในเวอร์ชันคนแสดง

Io9spoiler

ในช่วงแรก โรบินเป็นศัตรูกับกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง เหมือนกับ Piccolo จาก Dragon Ball Z แต่ในที่สุดเธอก็เข้าร่วมกลุ่ม Nico Robin เป็นผู้ใหญ่คนแรกที่เข้าร่วมกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น โดยมีลูฟี่เป็นคนที่อายุน้อยเป็นอันดับสอง ยกเว้น Tony Tony Chopper (Mikaela Hoover) ที่เข้าร่วมในซีซั่นที่สอง เพื่อเป็นเกียรติแก่ความทรงจำ Nico Robin อายุ 28 ปี โซโลและซันจิอายุ 19 ปี นามิอายุ 18 ปี อุซปและลูฟี่อายุ 17 ปี และช็อปเปอร์อายุ 15 ปี โรบินทำหน้าที่เป็นนักโบราณคดีของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง

โรบินมาจากเกาะ Ohara ซึ่งตั้งอยู่ใน West Blue Ohara เป็นบ้านของนักโบราณคดีที่อุทิศตนเพื่อไขปริศนาของ Void Century ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป็นความลับและลึกลับเหมือนกับที่ตั้งของ One Piece ของ Gol D. Roger น่าเสียดายที่ชาว Ohara ประสบกับ Buster Call ที่ทำลายล้าง ซึ่งเทียบเท่ากับโลก One Piece ที่มีการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ ซึ่งได้รับคำสั่งจากรัฐบาลโลกเนื่องจากความพยายามที่จะเปิดเผยประวัติศาสตร์ที่สูญหายซึ่งรัฐบาลพยายามปกปิด

ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนชื่อ Jaguar D. Saul โรบินหนีรอดจาก Buster Call ได้สำเร็จ แต่เธอต้องสูญเสียแม่ Nico Olvia อย่างน่าเศร้า ตั้งแต่นั้นมา โรบินใช้ชีวิตเร่ร่อน ย้ายจากเรือโจรสลัดลำหนึ่งไปอีกลำหนึ่ง ค่าหัวของเธอที่ออกโดยรัฐบาลโลก ทำให้เธอถูกตราหน้าว่าเป็น “บุตรแห่งปีศาจ” และระบุว่าการปรากฏตัวของเธอเป็นภัยพิบัติสำหรับเรือทุกลำที่จะรับเธอไว้ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มโจรสลัดหลายกลุ่มจึงทรยศเธอเพื่อแลกกับรางวัล ทำให้ความไม่ไว้วางใจต่อสหายของเธอลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้ว่าเธอจะเป็นสมาชิกของ Baroque Works ร่วมกับ Crocodile แต่โรบินก็ยังคงระแวดระวังกลุ่มโจรสลัดใดๆ

ก่อนการเดินทางของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางไปยัง Alabasta โรบินปรากฏตัวอย่างน่าตกใจบนเรือ Going Merry แม้ว่าการปรากฏตัวของเธอส่วนใหญ่เป็นการหยอกล้อกลุ่ม โดยการขโมยหมวกฟางอันล้ำค่าของลูฟี่และสวมไว้บนหมวกคาวบอยของเธอเอง แต่จุดประสงค์ของเธอคือการข่มขู่กลุ่มโจรสลัดจากการขัดขวางการล้อมทางการเมืองของ Baroque Works ที่ Alabasta คำเตือนของเธอชี้ไปยังอดีตสมาชิก Baroque Works และเจ้าหญิงแห่ง Alabasta, Miss Wednesday หรือ Vivi Nefertani เป็นพิเศษ เพราะโรบินทำบาปขั้นร้ายแรงในการผูกมิตรกับกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง แผนการของเธอจึงล้มเหลว แต่ก็วางรากฐานสำหรับความหลงใหลของเธอที่มีต่อวิธีการทำงานของกลุ่มลูฟี่ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มโจรสลัดอื่นๆ ที่เธอไม่พอใจในการทำงานด้วย

เช่นเดียวกับ Luffy, นิโค โรบิน มีพลังจากผลปีศาจ พลังของ Flower-Flower Fruit ช่วยให้เธอสามารถจำลองส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายของเธอไปยังพื้นผิวใกล้เคียงได้ ตลอดทั้งซีรีส์ เธอได้ใช้พลังนี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจารกรรม การผูกมัดศัตรู และแม้กระทั่งการงอกปีกมือเพื่อบิน

แม้ว่าโรบินจะมีส่วนร่วมในการเป็นกองกำลังเฉยๆ ในสงครามครูเสดของ Baroque Works ในราชอาณาจักร Alabasta แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเธอคือการค้นหาความจริงเบื้องหลัง Void History โชคดีสำหรับเธอ ร่องรอยเกี่ยวกับ Void Century ถูกสลักไว้บนแผ่นหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Poneglyphs ซึ่งตั้งอยู่ที่ใจกลางของ Alabasta และอาณาจักรอื่นๆ ที่กลุ่มโจรสลัดหมวกฟางมุ่งหน้าไปในการล่าหา One Piece ตามคำแนะนำของ Luffy โรบินเข้าร่วมกับกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางในฐานะสมาชิกคนที่เจ็ดด้วยความสะดวกสบาย ก่อนที่จะกลายเป็นสมาชิกที่มั่นคงของกลุ่มเมื่อพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวเบื้องหลังอันน่าเศร้าของเธอและประกาศสงครามกับรัฐบาลโลก หากคุณคิดว่าช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของนามิกับลูฟี่และกลุ่มใน Arlong Park เป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์ คุณยังไม่ได้เห็นอะไรเลย

กระแส One Piece กำลังมาแรง: ซีซั่นที่สองของซีรีส์คนแสดงมีกำหนดฉายรอบปฐมทัศน์ในปีหน้า ซีซั่นที่สามอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้ว มี การรีเมคอะนิเมะ มังงะและอนิเมะต้นฉบับยังคงดึงดูดแฟนๆ ทุกสัปดาห์ ชุด LEGO ใหม่เอี่ยมวางจำหน่ายแล้ว และ อนิเมะภาคต่อที่เน้นไปที่นางเอกของเรื่อง กำลังอยู่ในการพัฒนา และมีวิธีมากมายนับไม่ถ้วนในการสำรวจโลกของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง สำหรับแฟนๆ ที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนักโบราณคดีที่ยอดเยี่ยมของกลุ่ม พวกเขาจะได้พบกับตัวเลือกมากมายเกี่ยวกับสื่อที่พวกเขาต้องการทำความรู้จักกับ Miss All Sunday

One Piece ซีซั่นสองจะออกฉายทาง Netflix ในปี 2026

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่ควรคาดหวัง Marvel ล่าสุด Star Wars และ Star Trek วางจำหน่าย อะไรต่อไปสำหรับ DC Universe ในภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ทำไมแฟนวันพีซตื่นเต้นกับ นิโค โรบิน?

ทำไมแฟนๆ ถึงตั้งตารอการเปิดตัว นิโค โรบิน ทาง Netflix

การปรากฏตัวของ นิโค โรบิน ในซีซั่นใหม่นี้ คาดว่าจะสร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆ อย่างแน่นอน ด้วยเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าติดตามและความสามารถพิเศษของเธอ เธอจึงเป็นตัวละครที่น่าสนใจและมีบทบาทสำคัญในเรื่องราวของ One Piece แฟนๆ ต่างรอคอยที่จะได้เห็น Lera Abova ถ่ายทอดบทบาทนี้ออกมาในรูปแบบคนแสดง และตื่นเต้นที่จะได้เห็นปฏิสัมพันธ์ของเธอกับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง

โดยรวมแล้ว การเปิดตัวของ นิโค โรบิน ใน One Piece ซีซั่น 2 บน Netflix เป็นเหตุผลที่แฟนๆ ต่างตั้งตารอคอย ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ตัวละครที่น่าดึงดูด และโลกที่สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน One Piece ยังคงเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รักมากที่สุดในปัจจุบัน

ที่มา – Why ‘One Piece’ Fans Are Hyped for Nico Robin’s Netflix DebutLearn more about why fans are declaring Sunday their favorite day of the week before the live-action adaptation of Eiichiro Oda’s pirate epic returns in 2026.