กองทัพไทยยืนยันยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง เรียกร้องกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อต่างประเทศและในประเทศมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดความตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากการปะทะทางทหารระหว่างสองฝ่าย ซึ่งตามคำแถลงของพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไทย ให้ข้อมูลและเจตนารมณ์อย่างชัดเจน แต่กลับถูกตีความและบิดเบือนจนเกิดความเข้าใจผิด
กองทัพไทยยืนยันยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง
พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมไทยได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า การแถลงข่าวของพลเอก ณัฐพลนั้น มุ่งเน้นย้ำถึง การยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง อย่างเคร่งครัด ตามข้อตกลงร่วมกับฝ่ายกัมพูชาที่มีมาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางทหารไทยยังคงรายงานว่า กัมพูชายังมีการละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใช้โดรนสอดแนม และการเคลื่อนกำลังทหารเข้าใกล้ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทางการไทยยืนยันว่า การตอบโต้ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามหลักสากล และอยู่ในขอบเขตของการป้องกันตนเองเท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย “ความสงบ” ต้องมีพื้นฐานมาจาก “ความจริงใจ” และ “การเคารพข้อตกลง” ของทั้งสองฝ่าย
เรียกร้องความร่วมมือด้านความมั่นคง
นอกจากเรื่องการหยุดยิงแล้ว การแถลงข่าวได้กล่าวถึงประเด็นที่สำคัญอีก 2 ข้อ ซึ่งไทยเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ คือ
- การร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย
- การร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ออนไลน์สแกม” หรือการหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภูมิภาค
ในส่วนนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย เพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ในรูปแบบการปะทะทางทหาร แต่ยังมีหายนะจากอาชญากรรมไซเบอร์ที่ทำลายชีวิตของคนธรรมดาเช่นเราได้ในระดับไม่แพ้กัน
กัมพูชายอมรับการละเมิดจากการกระทำของทหารพื้นที่
จากการหารือระหว่างสองฝ่ายในงานประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ฝ่ายกัมพูชาได้แสดงเจตนารมณ์ที่ดี โดยยอมรับว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดจากการกระทำของกองกำลังทหารระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยพลการ และไม่ได้มาจากนโยบายของรัฐบาลกลาง
การเปิดเผยว่า “ปัญหาเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่ดีขึ้น และสร้างโอกาสให้ความสัมพันธ์ของไทยและกัมพูชาสามารถกลับมาอยู่บนทางเดียวกันได้