ผู้เขียน: lalika69_admin

จอน ฟาฟโร ไม่แน่ใจชวนทำ เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู

เกือบ 7 ปีแล้วที่แฟรนไชส์ Star Wars ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ทาง Lucasfilm ก็พยายามไม่หยุดหย่อนนะ พวกเขาประกาศโปรเจกต์หนังและซีรีส์ใหม่ๆ เพียบเลย แต่ละเรื่องหวังจะเป็นหนังที่พากาแล็กซี่อันไกลโพ้นกลับสู่บ็อกซ์ออฟฟิศอีกครั้ง สิ่งที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คือ จอน ฟาฟโร ไม่แน่ใจทำไมถูกชวนทำ เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู นี่แหละ ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ และยังทำให้ตัวผู้กำกับเองถึงกับงงๆ ไปด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น จอน ฟาฟโร ก็มีไอเดียอยู่บ้างว่าทำไมถึงเป็นหนังเรื่องนี้

จอน ฟาฟโร ไม่แน่ใจทำไมถูกชวนทำ เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู

“ผมไม่แน่ใจเลยว่าทำไมเราถึงถูกชวนให้ทำหนังเรื่องนี้” จอน ฟาฟโร ให้สัมภาษณ์กับ GamesRadar เกี่ยวกับเหตุผลที่ จอน ฟาฟโร ไม่แน่ใจทำไมถูกชวนทำ เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู กลายเป็นหนัง Star Wars เรื่องแรกในรอบ 7 ปี ไม่แปลกใจเลยที่ส่วน “และ โกรกู” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ เบบี้ โยดา คือคำตอบที่เขาคิดว่าใช่ที่สุด

“ผมคิดว่าน่าจะเพราะตัวละครเหล่านี้ที่คนทั่วไป แม้ไม่ได้ดู Star Wars มาก่อน ก็รู้จัก โดยเฉพาะโกรกู เบบี้ โยดา อยู่ทุกหนแห่งเลย” ฟาฟโร ต่อ “ตัวละครสองตัวนี้ถูกใช้เปิดตัว Disney+ และตอนทำซีรีส์ เดอะ แมนดาโลเรียน เราไม่สมมติว่าคนดูเคยดู Star Wars มาก่อน แต่เราก็อยากให้มันรู้สึกแท้จริงแบบ Star Wars โลกที่เราสร้างและการนำเสนอตัวละคร也被แฟน Star Wars ชอบมาก ซึ่งผมขอบคุณจริงๆ แต่มันก็เป็นทางเข้าให้คนที่ไม่เคยดู Star Wars ทางทีวี และตอนนี้ 7 ปีหลังหนังเรื่องล่าสุดแล้ว มีโอกาสนำเสนอ Star Wars ให้ผู้ชมใหม่ด้วยตัวละครเหล่านี้”

เบบี้ โยดา: กุญแจดึงดูดผู้ชมใหม่สู่ เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู

ฟาฟโร พูดถูกนะ เพราะเบบี้ โยดา ดังระเบิดจริงๆ สินค้าตุ๊กตา ข่าวสาร อยู่ทุกมุมโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าความฮอตของเดอะ แมนดาโลเรียน ลดลงบ้างในช่วงหลัง โดยเฉพาะซีซัน 3 ที่หลายคนถกเถียงกันหนัก เรื่องราวที่เคยโดดเดี่ยว ดึงดูดคนใหม่ๆ ได้ง่าย ตอนนี้กลายเป็นเชื่อมโยงกับ Star Wars เยอะขึ้น มีตัวละครเก่าโผล่บ่อย

ยุคเบบี้ โยดาบูมอาจเป็นเหตุผลให้ทำหนัง แต่เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู จะดึงผู้ชมเก่าและใหม่กลับโรงได้ไหม ต้องรอดู การ tracking ชี้ว่าอาจเปิดตัวต่ำสุดในรอบปี แต่ไม่นานหรอก หนังเข้าโรง 22 พฤษภาคมนี้

มาดูเหตุผลที่เบบี้ โยดาทำให้ จอน ฟาฟโร เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู เกิดขึ้น:

  • ความดังระดับโลก: เบบี้ โยดา กลายเป็นมีมและไอคอน ไม่ต้องดู Star Wars ก็รู้จัก
  • เปิด Disney+ สำเร็จ: ซีรีส์ดึงสมาชิกใหม่เพียบ
  • ดึงดูดผู้ชมใหม่: เนื้อเรื่องไม่ต้อง backstory มาก เข้าถึงง่าย
  • แฟนเก้ายอมรับ: รักษาความแท้จริงของจักรวาล Star Wars

นอกจากนี้ Star Wars ยังมีโปรเจกต์อื่นๆ รออยู่ เช่น Ahsoka, Skeleton Crew แต่เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู คือตัวแทนการกลับสู่โรงภาพยนตร์ จอน ฟาฟโร อาจไม่แน่ใจ แต่แฟนๆ อย่างเราตื่นเต้นสุดๆ คุณล่ะ คิดว่าเบบี้ โยดาจะพาหนังพังหรือพาเฟื่อง? คอมเมนต์บอกกันหน่อย แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดต Star Wars เพิ่มเติมที่นี่นะ!

ที่มา – Jon Favreau Isn’t Sure Why He Was Asked to Make ‘The Mandalorian and Grogu,’ But He’s Sure Baby Yoda Had Something to Do With It

อีลอน มัสก์ ทิม คุก เยือนจีนกับทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเดินทางไปจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 10 ปี ตามรายงานจาก Bloomberg ทรัมป์จะพาผู้บริหารธุรกิจชั้นนำจากวงการการเงินและเทคโนโลยีไปด้วย โดยเฉพาะบุคคลที่มีผลประโยชน์สำคัญในจีน เช่น อีลอน มัสก์ CEO ของ Tesla และ ทิม คุก CEO ของ Apple ที่กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อทำงานด้านความสัมพันธ์กับรัฐบาล

อีลอน มัสก์ และ ทิม คุก เยือนจีนกับทรัมป์

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยทรัพย์สิน 822 พันล้านดอลลาร์ ยังคงมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับกิจการทำเนียบขาว แม้จะเคยมีปัญหากับทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว แต่ทรัมป์ก็ดึงมัสก์กลับมา และยังให้เขาเข้าร่วมการสนทนากับผู้นำโลก เช่น การโทรศัพท์ในเดือนมีนาคมกับนายกรัฐมนตรีสุภาพบุรุษนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ตามรายงานของ New York Times การสนทนาครั้งนั้นมุ่งเน้นไปที่สงครามในอิหร่าน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมากที่พลเมืองเอกชนจะเข้าร่วมการโทรแบบนี้

ผลประโยชน์ของมัสก์ในจีนคือโรงงาน Tesla ขนาดยักษ์ในเซี่ยงไฮ้ ที่สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2019 และขยายในปี 2025 สำหรับทิม คุก ก็เกี่ยวข้องกับการผลิตของ Apple ในจีน แม้แอปเปิลจะพยายามกระจายการผลิตไปยังเวียดนาม แต่ยังคงผลิตฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่ในจีน

รายชื่อผู้ติดตามทรัมป์ไปจีน

Meta ก็จะเข้าร่วมด้วย แต่ยังไม่ชัดเจนว่า Mark Zuckerberg จะไปหรือไม่ ตาม Bloomberg Dina Powell McCormick จาก Meta ซึ่งเคยเป็นรองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสมัยทรัมป์ จะเข้าร่วม รายชื่อผู้ที่ทราบว่าติดตามทรัมป์ไปจีนตาม Bloomberg:

  • อีลอน มัสก์ CEO Tesla
  • ทิม คุก CEO Apple
  • Dina Powell McCormick จาก Meta

ที่น่าสังเกตคือ Jensen Huang CEO ของ Nvidia ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ แม้บริษัทจะพยายามขายชิป AI ขั้นสูงให้จีน การพบปะระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิงครั้งนี้สำคัญต่อธุรกิจสหรัฐฯ แต่ประเด็นใหญ่คือสงครามอิหร่านของอเมริกา

สหรัฐฯ เพิ่งคว่ำบาตรบริษัทจีนหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยกล่าวหาว่าพวกเขาจำหน่ายภาพถ่ายดาวเทียมให้อิหร่านเพื่อโจมตีกองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และช่วยเหลือโครงการขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน จีนปฏิเสธข้อกล่าวหา

“เราจำเป็นต้องให้บริษัทจีนปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเสมอ และจะปกป้องสิทธิประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจีนอย่างเด็ดขาด” กล่าวโดยโฆษกรัฐบาลกั๋ว เจียคุน ในงานแถลงข่าววันจันทร์ ตาม Reuters

การที่ อีลอน มัสก์ และ ทิม คุก เยือนจีนกับทรัมป์ ครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างสหรัฐฯ จีน และธุรกิจเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องสงครามและการค้า การเยือนนี้อาจช่วยคลายปมปัญหาให้ Tesla และ Apple ที่พึ่งพาจีนอย่างมาก แต่ก็เสี่ยงต่อแรงกดดันจากนโยบายอเมริกัน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น AI และชิปที่ Nvidia อยากขาย แต่ทรัมป์อาจใช้เวทีนี้กดดันจีนเรื่องอิหร่าน การมีมัสก์ซึ่งสนิทกับทรัมป์ไปด้วย อาจช่วยเจรจาเรื่องโรงงานในเซี่ยงไฮ้ได้ดีขึ้น สำหรับ Apple ทิม คุกที่กำลังเปลี่ยนบทบาท อาจปูทางให้ความสัมพันธ์รัฐบาลที่ดีขึ้น

โดยรวมแล้ว การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นเวทีธุรกิจที่สำคัญ คุณคิดว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร? ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีและการเมืองโลกกับเราต่อไป เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – Elon Musk and Tim Cook Will Travel to China With Trump: Report

ปรากฏการณ์ผิดปกติยักษ์ในบรรยากาศเวนัส

ในปี 2016 ยานอวกาศเวนัสของญี่ปุ่นตรวจพบคลื่นเมฆกรดขนาดมหึมาที่กวาดผ่านชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักดาราศาสตร์พยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้มานานเกือบ 10 ปี แต่จนกระทั่งล่าสุดจึงพบคำตอบที่คาดไม่ถึง

ปรากฏการณ์ผิดปกติขนาดยักษ์ในชั้นบรรยากาศเวนัส

ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Geophysical Research: Planets โดยทีมนักวิจัยนานาชาติ เผยว่าปรากฏการณ์ผิดปกติขนาดยักษ์ในชั้นบรรยากาศเวนัสเกิดจาก “hydraulic jump” ขนาดใหญ่ที่ผลักไอน้ำกรดซัลฟิวริกให้ลอยสูงขึ้นไปรวมตัวเป็นเมฆกรดขนาดยักษ์ คลื่นหน้าดังกล่าวสามารถขยายตัวได้ถึง 6,000 กิโลเมตร และคงอยู่ได้นานทีเดียว ทีมวิจัยเชื่อว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพัดเร็วผิดปกติทั่วทั้งดาวเคราะห์

“การวิจัยครั้งนี้ช่วยให้เราแสดงให้เห็นว่าการรบกวนเมฆนี้เกิดจาก hydraulic jump ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ” ดร.ทาเคชิ อิมาหมูระ ผู้เขียนหลักจากมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวในแถลงการณ์ ที่นี่

เวนัสมีขนาด มวล ความหนาแน่น และปริมาตรใกล้เคียงโลกมาก แต่ความเหมือนก็จบแค่นั้น ชั้นบรรยากาศหนาแน่นและอุณหภูมิสุดขีดทำให้ยากต่อการศึกษา แม้แต่ยานอย่าง Akatsuki ที่โคจรอยู่ไกลๆ ก็ยังท้าทาย

สาเหตุของปรากฏการณ์ผิดปกติขนาดยักษ์ในชั้นบรรยากาศเวนัส

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่ยอมแพ้ พวกเขาใช้ทุกโอกาสในการเก็บข้อมูล เนื่องจากเวนัสปกคลุมด้วยเมฆหนา ทำให้เป็นเป้าหมายชั้นเลิศในการศึกษาลวดลายบรรยากาศที่มองเห็นชัดเจนกว่าบนโลก

ชั้นบรรยากาศเวนัสแบ่งเป็นเมฆกรดซัลฟิวริก 3 ชั้น ลม “ซุปเปอร์โรเทชัน” พัดวนรอบดาวเคราะห์ด้วยความเร็ว 60 เท่าของการหมุนตัวของเวนัสเอง ลมเหล่านี้ควบคุมพลังงานรังสี เคมี และพลศาสตร์บรรยากาศ เมฆชั้นบนศึกษาง่ายกว่า แต่ชั้นกลางและล่างยากกว่า ดร.อิมาหมูระอธิบาย

โมเดลบรรยากาศเดิมอธิบายไม่หมด จนปี 2016 Akatsuki ถ่ายภาพคลื่นเมฆกวาดรอบเวนัสได้ครั้งแรก ดูภาพที่นี่ “เราพบปรากฏการณ์นี้แต่ไม่เข้าใจหลายปี” อิมาหมูระกล่าว

ยาน Venus Express ของ ESA (2006-2022) ก็ยืนยัน คล้ายกัน และรีวิววรรณกรรมชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เกิดมาตั้งแต่ปี 1983 แล้ว แต่ไม่มีใครหาสาเหตุได้

ทีมทดสอบสมมติฐาน hydraulic jump ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาบนโลก เช่น น้ำไหลจากก๊อกกระทะจาน จะเห็นวงน้ำตื้นเร็วตรงกลางและคลื่นช้าตรงขอบ

บนเวนัส คลื่นบรรยากาศตะวันออกในชั้นเมฆกลาง-ล่างไม่เสถียร ทำให้เกิด “ช็อก” อากาศพุ่งขึ้นแรง พาไอน้ำกรดซัลฟิวริกลอยสูงจนควบแน่นเป็นเมฆรอบดาว การจำลองชี้ว่าช่วยรักษาซุปเปอร์โรเทชันด้วย

นอกจากแก้ปริศนา ผลนี้ช่วยวางแผนภารกิจอวกาศอนาคต ไม่ใช่แค่วีนัส เช่น ซุปเปอร์โรเทชันเกิดบน ดาวอังคาร ดวงอาทิตย์ และ บรรยากาศโลก สำคัญต่อการปกป้องนักบินอวกาศและยาน

“ขั้นต่อไปคือทดสอบในโมเดล気候ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น บรรยากาศดาวอังคารอาจมี hydraulic jump ได้” อิมาหมูระกล่าว

การค้นพบนี้เปิดประตูสู่ความเข้าใจจักรวาลลึกซึ้งยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์ผิดปกติขนาดยักษ์ในชั้นบรรยากาศเวนัส? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – A Gigantic Atmospheric Anomaly Keeps Showing Up on Venus. Astronomers Finally Know Why

แว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้ว

แว่น Ray-Ban จาก Meta อาจจะครองตลาดในอเมริกา แต่ในจีนนั้นเริ่มดูเชยไปแล้ว โดยเฉพาะคู่แข่งตัวฉกาจจาก Alibaba ที่เพิ่งประกาศอัปเดตแว่น Qwen AI Glasses S1 ทำให้แว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้วชัดเจนยิ่งขึ้น

แว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้ว ด้วย AI แบบโปรแอคทีฟ

จุดเด่นที่สุดคือการเพิ่มฟีเจอร์ AI แบบโปรแอคทีฟ (Proactive AI) ที่จะแจ้งเตือนและข้อมูล有用ล่วงหน้าตามสภาพอากาศ ตำแหน่งที่ตั้ง ปฏิทิน หรือแม้แต่ประวัติการซื้อของในอนาคต เช่น ถ้าฝนจะตก แว่นจะเตือนให้พกร่มก่อนออกจากบ้าน หรือเตือนให้ปรับท่าทางนั่งทำงานให้ถูกต้อง

Alibaba ยังบอกว่าอนาคตอาจใช้ข้อมูลการซื้อของ เช่น ถ้าดื่มกาแฟเยอะ แว่นจะเตือนให้ดื่มน้ำ หรือเช็คจราจรเรียลไทม์เพื่อบอกให้ออกจากที่ทำงานเร็วขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด นี่ฟังดูคล้ายฟีเจอร์ของApple Watchที่ทำได้อยู่แล้ว แต่ก็ก้าวหน้ากว่า Ray-Ban Meta AI ที่ตั้งรีแมคได้แต่ไม่เชื่อม GPS อากาศ หรือปฏิทินแบบนี้

ฟีเจอร์เพิ่มเติมจาก Qwen App ในแว่นอัจฉริยะจีน

นอกจากนี้ยังรวมฟีเจอร์จาก Qwen App เช่น เรียกแท็กซี่ สั่งอาหาร วางแผนทริป ค้นรีวิว ซื้อตั๋วหนัง ผมชอบส่วนเรียกแท็กซี่กับสั่งอาหารมาก เพราะคล้าย Alexa+ ของ Amazon แต่ใส่ในแว่นจะสะดวกกว่าใช้ลำโพงหรือแอปโทรศัพท์

ยังไม่ทดสอบจริง แต่บนกระดาษแล้ว Qwen AI Glasses S1 น่าดึงดูดกว่า Ray-Ban มาก โดยเฉพาะ AI ที่ฉลาดและเชื่อมต่อชีวิตประจำวันได้ลึก

ทำไมแว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้ว? เพราะจีนโฟกัส AI ที่ใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปหรือเล่นเพลง แว่น Qwen มีแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ด้วย ทำให้ใช้งานยาวนาน

  • AI โปรแอคทีฟ: เตือนล่วงหน้าอัจฉริยะ
  • เชื่อมแอปบริการ: สั่งอาหาร เรียกรถง่ายๆ
  • ดีกว่า Ray-Ban: เชื่อมข้อมูลส่วนตัวมากกว่า
  • อนาคตสดใส: ใช้ประวัติซื้อของช่วยตัดสินใจ

เทคโนโลยีแว่นอัจฉริยะกำลังพัฒนาเร็ว โดยเฉพาะในจีนที่ Alibaba, Baidu, Tencent แข่งกันดุเดือด Meta ต้องเร่งตาม มิฉะนั้น Ray-Ban จะกลายเป็นของเก่า

สำหรับคนไทยที่สนใจ ลองนึกภาพใช้แว่นแบบนี้ในชีวิตประจำวัน เช่น เตือนฝนตกก่อนไปทำงาน หรือสั่งกาแฟระหว่างเดินทาง น่าจะเปลี่ยนวิธีใช้เทคโนโลยีไปเลย

สรุปแล้วแว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้วจริงๆ ถ้าคุณกำลังมองหาแว่น AI ลองติดตาม Qwen ดูครับ อาจเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าลอง คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกัน!

ที่มา – China’s Smart Glasses Are Already Leaving Ray-Bans in the Dust

รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้

รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้จริง ๆ สำหรับแฟน ๆ ซีรีส์ตลกวันสิ้นโลกเรื่องนี้ที่ดัดแปลงจากนิยายแฟนตาซีปี 1990 ของนีล เกนมานและเทอร์รี่ พราทเช็ตต์ มันเป็นการเดินทางที่แปลกประหลาดมากตั้งแต่เริ่มฉายในปี 2019 ผู้ชมต่างหลงรักตัวเอกทั้งสอง นักบวชสวรรค์และปีศาจที่ต้องละทิ้งความขัดแย้งจักรวาลเพื่อร่วมมือกันช่วยโลก แถมยังเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ แม้ตอนแรกจะไม่รู้ตัว

รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้ เพราะตัวละครที่เรารัก

การมีเดวิด เทนนันต์ (รับบทคราวลีย์ ปีศาจ) และไมเคิล ชีน (รับบทอะซิราฟาเอล นักบวชสวรรค์) ทำให้ทุกอย่างยิ่งสนุก พวกเขาน่ารักเวลาอยู่แยกกัน แต่ยิ่งน่ารักเมื่ออยู่ด้วยกัน และดูสนุกสุด ๆ กับการโต้ตอบกันในทุกฉาก ฤดูกาลแรกตามเนื้อหาหนังสือ เรื่องราวเกี่ยวกับคู่หูที่ไล่ตาม Antichrist วัยเยาว์ สร้างความวุ่นวายให้สำนักราชการสวรรค์และนรกที่ไร้ประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้ง Armageddon

ฤดูกาลแรกยังสำรวจความสัมพันธ์อันยาวนานของคราวลีย์และอะซิราฟาเอล ตั้งแต่สวนเอเดน และจินตนาการชีวิตของนักบวชสวรรค์กับปีศาจในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะมุมสงบในลอนดอนที่อะซิราฟาเอลมีร้านหนังสือ และคราวลีย์หลงรักเบนต์ลีย์ของเขา พวกเขาอยากช่วยมนุษย์เพราะชื่นชอบมนุษย์ แม้จะเป็นอมตะมานาน

จุดพลิกผันในฤดูกาล 2 และดราม่าของนีล เกนมาน

หลังความสำเร็จของฤดูกาลแรก ฤดูกาล 2 ออกอากาศปี 2023 ขยายเรื่องราวนอกหนังสือ มี 6 ตอนเหมือนเดิม แต่บัณฑิตลดลง ทำให้เรื่องเล็กลง แต่ยังมีปริศนา divine เมื่อกาเบรียล (จอน แฮมม์) ลืมความทรงจำจากสวรรค์มาปรากฏตัวที่ร้านอะซิราฟาเอล สร้างความโกลาหลให้ทั้งสวรรค์และนรก

ฤดูกาลนี้เน้นการผจญภัยของคราวลีย์-อะซิราฟาเอลข้ามเวลา สิ้นสุดด้วย cliffhanger ที่คราวลีย์จูบอะซิราฟาเอล ขณะที่อะซิราฟาเอลตกลงรับตำแหน่งหัวหน้าสวรรค์แทนกาเบรียล ทำให้ทั้งคู่แยกจากกันอีกครั้ง จบแบบ cathartic แต่ frustrating แฟน ๆ ต่างสงสัยว่าพวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันไหม

แต่ปี 2024 มีข่าวร้ายเมื่อผู้หญิงหลายคนกล่าวหานีล เกนมาน—ผู้สร้าง ผู้เขียน และโชว์รันเนอร์—เรื่องล่วงละเมิดทางเพศ เกนมาน< a href="https://gizmodo.com/neil-gaiman-allegations-new-book-2000716936">ปฏิเสธ แต่กระแสต่อต้านแรง เขาถูกตัดขาดจากหลายโปรเจกต์

กันยายน 2024 รายงานว่าฤดูกาล 3 ได้รับผลกระทบ เกนมานถอนตัวจากโปรดักชัน ตุลาคม ยืนยันว่า Good Omens 3 เป็นหนังสั้น 90 นาที ไม่ใช่ซีซั่นปกติ

เวลาผ่านไปนาน จนไมเคิล ชีน< a href="https://gizmodo.com/good-omens-finale-special-neil-gaiman-prime-video-michael-sheen-2000616474">สงสัยว่าจะออกจริงไหม แต่ต้นปีนี้ยืนยันว่าจะฉาย

สำหรับแฟน Good Omens การได้เห็นคราวลีย์และอะซิราฟาเอลอีกครั้งในยุค apocalyptic จริง ๆ เป็นยารักษาใจ แต่เกนมานยังเชื่อมโยงกับเรื่อง ทำให้รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้

Prime Video ส่งสกรีนให้รีวิวเวอร์ แม้เงามืดจากเกนมาน Good Omens 3 กำกับโดยเรเชล ทาลาเลย์ สาย жанр (Doctor Who, Tank Girl) ยังเดินตามสูตรเดิม ไม่ต้องรีวอทช์เพราะมี recap

วิกฤตใหม่คือ Second Coming Jesus (บิลาล ฮาสนา) หรือ “จอช” สวมเสื้อคาร์ดิแกน แจกพิซซ่าแทนขนมปังและปลา ถ้ามี 6 ตอนจะขยายได้มากกว่านี้ แต่ต้องรีบเพื่อเรื่องอื่น ๆ

วุ่นวายในสวรรค์-นรก (ส่วนใหญ่สวรรค์เพราะอะซิราฟาเอล) ทำให้ทั้งคู่รวมทีมอีก คราวลีย์ยังเจ็บปวดจากจูบครั้งก่อน อะซิราฟาเอลยึดมั่นว่าทำถูก

ยังมี whimsy อย่างปริศนาอักษรไขว้ การปลอมตัว และเบนต์ลีย์กลายเป็นรถไอศกรีม เทนนันต์และชีนยังสุดยอด เคมีร้อนแรง

บางฉากเหมือนรับรู้บริบทแฟน ๆ เช่น “เรื่องนี้ใหญ่กว่าพวกเรา” หรือ “เหมือนที่นายเคยพูด” สะท้อน repetition ของ doomsdays

ไม่กล่าวถึงเกนมานตรง ๆ แต่ climax ถามว่าเทวดา-ปีศาจควบคุมมนุษย์ได้เหมาะสมไหม เพราะมนุษย์ซับซ้อน และทางเลือกอื่นคืออะไร?

ชัดเจนว่านี่คือตอนจบถาวร ไม่ทิ้ง cliffhanger

Good Omens 3 ออก Amazon Prime Video 13 พฤษภาคม คุณจะดูไหม? มันคือการบอกลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับคู่ ineffable husbands

ที่มา – It Feels Weird to Say Goodbye to ‘Good Omens’ Now

Mortal Kombat 2 สู้สุดใจบ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์

Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ สุดมันส์แต่ยังสู้คู่แข่งไม่ได้! สัปดาห์นี้ภาพยนตร์แอคชั่นจากเกมดัง Mortal Kombat 2 กลายเป็นหนังใหญ่ที่ทุกคนจับตามอง แต่ถึงจะพยายามเต็มที่ก็ยังแพ้ให้กับดาราดังอย่าง Meryl Streep และ Anne Hathaway ใน The Devil Wears Prada 2 ไปแบบฉิวเฉียด

Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ ทำเงินเท่าไหร่?

จากรายงานของ Hollywood Reporter Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ ทำรายได้รวมทั่วโลกถึง 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 40 ล้านดอลลาร์มาจากตลาดในประเทศ ส่วนต่างประเทศได้ 23 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะยังฉายไม่ครบทุกพื้นที่ และโดน The Devil Wears Prada 2 กับ Michael ถล่มทลาย โดยเฉพาะ Devil Wears Prada 2 ที่ได้ boost สุดๆ ในอเมริกาเหนือเพราะตรงกับวัน Mother’s Day ทำให้แฟนๆ พากันไปดูกันเยอะ

ถึงจะเจอคู่แข่งแกร่งขนาดนี้ Warner Bros. ก็ไม่ยอมแพ้ มีแผน Mortal Kombat 3 อยู่ในหัวแล้ว แต่ผลรวมบ็อกซ์ออฟฟิศรวมทั้งแคมเปญยังต้องลุ้นว่าจะไปถึงไหน เพราะสองยักษ์ใหญ่นี้ยังครองจออยู่

หนังใหม่สุดสัปดาห์: The Sheep Detectives กับ Hugh Jackman

หรือบางคนอาจเลือกดูหนังใหม่เรื่องอื่นอย่าง The Sheep Detectives ที่มีแกะพูดได้สืบคดีฆาตกรรม Hugh Jackman! ไอเดียแปลกประหลาดแต่ดึงดูด จนทำเงินบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก 28 ล้านดอลลาร์ แม้จะอันดับ 4 แต่รีวิวจากนักวิจารณ์และผู้ชมดีมาก คาดว่าปากต่อปากจะช่วยพยุงยอดในสัปดาห์หน้า ใครเห็น трейлерแล้วไม่สงสัยบ้างล่ะ?

สัปดาห์นี้ Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ และหนังอื่นๆ ทำให้เดือนนี้คึกคัก ก่อนที่ The Mandalorian & Grogu จะลงโรง 22 พฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะทำได้ไม่ดีนักตาม tracking เจอคู่ต่อสู้อย่าง Passenger และ I Love Boosters ส่วน 15 พฤษภาคม มี Obsession สยองขวัญและ Is God Is ตามมา ปิดท้ายเดือนด้วย Backrooms 29 พฤษภาคม จากนั้นเข้าหน้าที่สองด้วย Masters of the Universe และ Scary Movie 6 วันที่ 5 มิถุนายน

วิเคราะห์ Mortal Kombat 2: อนาคตของแฟรนไชส์เกมภาพยนตร์

Mortal Kombat 2 ไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นธรรมดา แต่เต็มไปด้วย fatality สุดโหดและตัวละครไอคอนิกอย่าง Scorpion, Sub-Zero ที่แฟนเกมรอคอยมานาน การรีเมคภาค 2 นี้พิสูจน์ว่าหนังจากวิดีโอเกมยังมีพลัง แม้บ็อกซ์ออฟฟิศจะไม่สุดโต่ง แต่ตัวเลข 63 ล้านในเปิดตัวถือว่าดีสำหรับตลาดปัจจุบันที่สตรีมมิ่งครอง ส่วน The Devil Wears Prada 2 ใช้ nostalgia ของภาคแรกผสมดราม่าความสัมพันธ์แม่ลูกได้ลงตัวพอดีวันหยุด ทำให้เหมาะกับครอบครัว

The Sheep Detectives เองก็แปลกใหม่ ผสมคอมเมดี้กับลึกลับ แกะนักสืบฟังดูไร้สาระแต่จริงๆ แล้วมีเสน่ห์แบบ Deadpool ผสม Knives Out Hugh Jackman ในบทนักแสดงดังที่โดนฆ่า น่าจะสร้างกระแสได้ยาว นอกจากนี้เดือนพฤษภาคมยังมีหนังหลากหลายแนว ทั้งสยองขวัญอย่าง Obsession ที่มี Clive Barker มาเกี่ยวข้อง Backrooms ที่น่าขนลุกจาก lore อินเทอร์เน็ตยอดฮิต และ Masters of the Universe ที่ He-Man กลับมาสร้างความฮือฮา

สำหรับแฟนหนังเกมและแอคชั่น Mortal Kombat 2 แสดงให้เห็นว่ายังมีอนาคต หาก Warner Bros. ผลักดันภาค 3 ต่อ อาจกลายเป็นแฟรนไชส์ใหญ่ได้เลย

  • จุดเด่น Mortal Kombat 2: ฉากต่อสู้สมจริง กราฟิกเทพ
  • คู่แข่ง: Devil Wears Prada 2 (ดราม่าแฟชั่น), Michael (ชีวประวัติ)
  • หนังใหม่น่าดู: Sheep Detectives (คอมเมดี้แปลก), Backrooms (สยอง)

คุณคิดว่า Mortal Kombat 2 จะพลิกเกมบ็อกซ์ออฟฟิศได้ไหม? หรือหนังไหนในเดือนนี้ที่คุณรอคอยที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวหนังฮอลลีวูดอัปเดทล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดเรื่องราวน่ารู้!

ที่มา – ‘Mortal Kombat 2’ Fought Valiantly At the Box Office This Weekend

‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักลงทุนและคนรักข่าวสารเศรษฐกิจการเมือง! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสในวงการหุ้นไทย นั่นคือ ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? มันสะท้อนอะไรถึงอิทธิพลของตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผมในฐานะคนติดตามตลาดมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย พร้อม insight ลึกๆ ที่อาจช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในตลาด tech และ entertainment ที่ผสมโรงกันสนุกๆ

‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป

ย้อนกลับไป 10-20 ปีก่อน คำว่า ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ต้องติดปากนักลงทุนทุกคนแน่นอน มันเริ่มจากชินคอร์ป (ชื่อเก่าของ INTUCH) อาณาจักรโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่ทักษิณ ชินวัตร สร้างขึ้นมา ตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะพี่ทักษิณ มีอิทธิพลมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในฐานะนายกฯ และนักธุรกิจโทรคมนาคมที่ปฏิวัติวงการมือถือและสื่อสาร ทำให้หุ้นกลุ่มนี้พุ่งแรงทุกครั้งที่มีข่าวดีทางการเมือง

สมัยพรรคเพื่อไทยรุ่งเรือง หุ้นกลุ่มชินได้ sentiment บวกเต็มๆ ลมใต้ปีกจากความนิยมของทักษิณ ทำให้ ADVANC (AIS) THCOM (ชินแซท) และ INTUCH เป็นหุ้นโปรดของนักลงทุนที่ชอบ drama การเมืองผสม tech แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2549 ตระกูลชินขายชินคอร์ปให้ Temasek ของสิงคโปร์ มูลค่า 73,000 ล้านบาท! จุดเปลี่ยนใหญ่ที่ทำให้โครงสร้างเจ้าของพลิกผัน

การควบรวมและเปลี่ยนมือเจ้าของ: จากชินสู่นักเล่นหุ้นใหม่

ปัจจุบัน INTUCH ควบรวมกับ GULF แล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ ADVANC ก็เป็น GULF เช่นกัน THCOM เปลี่ยนเป็นกัลฟ์ เอดจ์ สังเกตมั้ยครับ? หุ้นกลุ่มชินแท้ๆ หายเกลี้ยง เหลือแค่ 2 ตัวที่ยังเชื่อมโยงชัดๆ คือ SC แอสเสท (อสังหาฯ ชั้นนำ) และ PR9 (โรงพยาบาลพระรามเก้า) ซึ่งยังอยู่ในมือตระกูล

  • SC: โตต่อเนื่องจากอสังหาฯ แต่ sentiment ไม่พุ่งตามข่าวการเมือง
  • PR9: ธุรกิจสุขภาพที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางเทรนด์ post-COVID

ล่าสุด วันที่ 11 พ.ค. ทักษิณได้พักโทษ ครอบครัวและคนเสื้อแดงต้อนรับยิ่งใหญ่ แต่ดูกราฟหุ้นสิครับ SC PR9 ADVANC THCOM ไม่ขยับ! แถมย่อลงตามตลาดที่ร่วง 10 จุด นี่แหละที่ทำให้หลายคนสงสัยว่า ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? จริงๆ หรือ?

วิเคราะห์ลึก: อิทธิพลลดลง หรือแค่ผลัดใบ?

จากมุมมอง expert ผมมองว่ามันคือภาพสะท้อนตลาดหุ้นไทยที่ mature ขึ้น ตระกูลชินวัตรฉลาดมากที่ diversify ออกไป GULF ซึ่งเป็น energy-tech hybrid กำลังมาแรง ผสม telecom เก่ากับพลังงานสะอาด การเมืองไทยก็เปลี่ยน สื่อสังคมออนไลน์และ tech giants อย่าง ByteDance TikTok เข้ามาแทนที่อิทธิพลเก่า อิทธิพลทักษิณยังมี แต่ sentiment หุ้นไม่ผูกติด politics ขนาดนั้นแล้ว เหมือน entertainment show ที่ drama ลดลง แต่ business ยัง solid

เทรนด์ใหญ่: ตลาดหุ้นไทย shift ไปหุ้น growth tech-energy เช่น GULF EA BEAUTY หรือหุ้น entertainment อย่าง TIDLOR ที่โตจาก content digital นักลงทุนอย่างเราควร watch หุ้นเหล่านี้แทน

สรุปนะครับ ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? มันคือสัญญาณการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่จุดจบ ตระกูลชินยังแข็งแกร่งใน SC PR9 และ indirect ผ่าน GULF ลองคิดดู ถ้าทักษิณกลับมา active จริงๆ อาจมี surprise! แต่ตอนนี้ แนะนำ diversify พอร์ตไป tech-entertainment ใหม่ๆ ครับ คุณคิดยังไง ลอง comment ด้านล่าง แชร์ประสบการณ์ลงทุนหุ้นกลุ่มนี้กันหน่อย!

ติดตามข่าวหุ้นอัปเดตทุกวัน คลิก subscribe ช่องเราเลยนะ!

ที่มา – ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป

RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียน ‘เดอะริง’

นักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง โคจิ ซูซูกิ ผู้อยู่เบื้องหลังนิยายสยองขวัญเรื่องดัง เดอะริง (Ring) และตัวละครไอคอนสยองขวัญอย่าง ซาดาโกะ เสียชีวิตลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 9 พฤษภาคม เขาอายุ 68 ปี

RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียนและผู้สร้าง ‘เดอะริง’

ข่าวการจากไปของโคจิ ซูซูกิ ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น อาซาฮี ชิมบุน เขาเกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 ผลงานนิยายเรื่องแรกที่โดดเด่นคือ ราเค็น (Rakuen หรือ Paradise ในเวอร์ชันตะวันตก) ในปี 1990 ตามด้วย ริงกุ (Ringu หรือ Ring) ในปีถัดมา นิยายเรื่องนี้จุดกระแส J-horror ให้ระเบิดเถิดเทิง กลายเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ในปี 1995 และฉายในโรงภาพยนตร์ปี 1998 เวอร์ชันโรงที่ประสบความสำเร็จมาก ได้รับคำชื่นชมในตะวันตกเพราะสไตล์สยองขวัญที่ละเอียดอ่อน ไม่กรี๊ดร้องแบบสแลชเชอร์ที่ครองจอในยุคนั้น

ความนิยมของ เดอะริง เวอร์ชันญี่ปุ่นปี 1998 นำไปสู่รีเมคตะวันตกหลายเรื่อง เช่น เดอะกรัช (The Grudge) และ ดาร์ก วอเตอร์ (Dark Water) ซึ่งหลังมาจากนิยายสั้นของซูซูกิ

เส้นทางอาชีพและผลงานของ RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียนและผู้สร้าง ‘เดอะริง’

ตลอดอาชีพ โคจิ ซูซูกิ เขียนนิยายเดี่ยวและเรื่องสั้นหลายเรื่อง ผลงานล่าสุดคือ ยูบิควิตัส (Ubiquitous) ที่จะวางขายปี 2025 แต่เขาไม่เคยห่างจากจักรวาล เดอะริง ด้วยภาคต่อหลายเล่ม จบด้วย ไทโด (Taido) ในปี 2013 บนจอเงินก็เฟื่องฟู ในอเมริกามีหนังสามภาคตั้งแต่ 2005-2017 ญี่ปุ่นทำแฟรนไชส์หลายคอนทินิวิตี รวมทีวีและมังงะ เกาหลีลีใต้ยังเคยดัดแปลงนิยายต้นฉบับปี 1999

  • นิยายเดบิวต์: ราเค็น (1990)
  • จุดเปลี่ยน: ริงกุ (1991)
  • ภาคต่อเดอะริง: หลายเล่ม จบที่ ไทโด (2013)
  • ผลงานล่าสุด: ยูบิควิตัส (2025)

นักวิจารณ์และแฟนๆ ตั้งฉายาเขาเป็น “สตีเฟน คิงแห่งญี่ปุ่น” ฮารุกิ มูราคามิ เพื่อนนักเขียนร่วมรำลึกว่า “วรรณกรรมสยองขวัญเปลี่ยนไปตลอดกาลนอกญี่ปุ่น […] วรรณกรรมญี่ปุ่นสูญเสียงสำคัญ และผู้อ่านทั่วโลกสูญนักเขียนที่หล่อหลอมจินตนาการความกลัว”

มูราคามิกล่าวต่อ “ก่อนที่ ‘อินเทอร์เน็ตฮอร์เรอร์’ จะเป็นแนวของตัวเอง ซูซูกิเข้าใจว่าความกลัวเดินทางผ่านสื่อสมัยใหม่และกิจวัตรประจำวันได้อย่างไร เดอะริง นำความโดดเดี่ยว หวาดกลัว เทคโนโลยี ความทรงจำ และความรู้สึกแปลกประหลาดว่าบางสิ่งที่มองไม่เห็นแทรกซึมชีวิตประจำวันแล้ว สยองขวัญในหนังสือเขาไม่ดังมาก มันคืบคลานเงียบๆ จนสิ่งคุ้นเคยไม่ปลอดภัยอีกต่อไป”

การจากไปของ RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียนและผู้สร้าง ‘เดอะริง’ ทำให้โลกสยองขวัญสูญเสียยอดฝีมือที่หลอมรวมเทคโนโลยีกับความน่ากลัวแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ผลงานของเขายังคงเป็นแรงบันดาลใจให้วงการฮอร์เรอร์ทั่วโลก

อยากอัปเดตข่าวหนังสยองขวัญเพิ่ม? ติดตามรีวิวและข่าวล่าสุดจาก มาร์เวล สตาร์วอร์ส และ สตาร์เทรค ได้ที่นี่! ในมุมมองส่วนตัว ซูซูกิพิสูจน์ว่าสยองขวัญที่ดีที่สุดคือแบบที่ทำให้เรากลัวสิ่งใกล้ตัวที่สุด

ที่มา – RIP Koji Suzuki, Author and Creator of ‘The Ring’

กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวไวน์ลูฟเวอร์และนักเดินทางตัวยง! ถ้าคุณกำลังวางแผนทริปต่างประเทศแล้วอยากหิ้วไวน์โปรดกลับบ้านมาฝากเพื่อนๆ หรือลองชิมเองสักขวดสองขวด วันนี้มีข่าวดีจากกรมสรรพสามิตที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยนะ นั่นคือ กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เริ่มใช้จริงจังตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา รับรองว่าอ่านจบแล้วอยากลองใช้แน่นอน!

กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

ระบบ Wine Fast Track นี้พัฒนาร่วมกับกรมศุลกากร โดยพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่ามันช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก ลดเวลารอคอย และทำให้ข้อมูลถูกต้องแม่นยำผ่านดิจิทัลสุดๆ เหมาะสำหรับผู้โดยสารที่หิ้วไวน์ติดตัวมาเกิน 1 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร เพื่อใช้ส่วนตัวหรือตัวอย่าง ไม่ใช่ค้าขายนะ

ที่เจ๋งคือ คุณสามารถเช็คภาษีทุกอย่างล่วงหน้าได้เลย ทั้งภาษีสรรพสามิต อากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีท้องถิ่น และกองทุนต่างๆ ผ่านออนไลน์ ก่อนถึงสนามบินด้วย! ใช้งานง่ายมาก เข้าได้ที่ เว็บกรมสรรพสามิต หรือ Wine Fast Track และแอป Android (iOS ใกล้มาแล้ว) กรอกข้อมูล ยืนยัน ชำระ แล้วพิมพ์แสตมป์ติดขวด พอถึงสนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง ก็ไปช่องแดง (Goods to Declare) ให้เจ้าหน้าที่เช็คแป๊บเดียวเสร็จ!

กติกานำไวน์เข้าไทยแบบชิลๆ

  • ไม่เกิน 1 ลิตร: ยกเว้นภาษี ผ่านช่องเขียว (Nothing to Declare) ได้เลย สบายมาก!
  • 1-10 ลิตร: ใช้ Wine Fast Track แจ้งออนไลน์ ชำระภาษี รับแสตมป์ แล้วผ่านฉลุย
  • เกิน 10 ลิตร: ต้องทำตามขั้นตอนปกติ อย่าลืมเช็คกฎล่าสุดนะ

ในฐานะคนที่ชอบไวน์และเดินทางบ่อยๆ ผมบอกเลยว่าระบบนี้เปลี่ยนเกมเลย จากที่เคยกลัวโดนปรับหรือรอตรวจนานๆ ตอนนี้แค่มีสมาร์ทโฟนก็จัดการได้หมด สะท้อนเทรนด์รัฐดิจิทัลไทยที่กำลังมาแรง ภายใต้นโยบาย “EXCISE EXerCISE” ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใสและสะดวก เหมือนแอปเรียกแท็กซี่เลย แต่สำหรับภาษีไวน์!

ทำไม Wine Fast Track ถึงเหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณ?

สมัยนี้คนไทยเที่ยวต่างประเทศบ่อย หิ้วของฝากอย่างไวน์กลับมาก็เยอะ โดยเฉพาะหลังโควิดที่ท่องเที่ยวบูม ระบบนี้ช่วยลดคิวสนามบินที่แออัด ลดข้อผิดพลาดมนุษย์ และยังส่งเสริมเศรษฐกิจเพราะนักท่องเที่ยวกล้าเอาไวน์ดีๆ มาลองชิมในไทย ถ้าคุณเป็นสายปาร์ตี้หรือนักสะสมไวน์ นี่คือ timing ที่ดีมาก ลองคิดดูสิ หิ้ว Bordeaux หรือ Napa Valley กลับมาโดยไม่เครียดเรื่องภาษี

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยหิ้วไวน์จากยุโรปมา ผ่านกระบวนการเก่าๆ มันน่าเหนื่อยใจ แต่ตอนนี้ด้วย Wine Fast Track มันเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวเลย อนาคตอาจขยายไปสนามบินอื่นๆ หรือสินค้าอื่นด้วยนะ

สรุปคือ ถ้าคุณมีแผนบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง ลองโหลดแอปและทดลองแจ้งภาษีออนไลน์ดูซิ มันรวดเร็วและมั่นใจกว่าเดิมเยอะ! นี่คือก้าวสำคัญของไทยสู่ดิจิทัลกัฟเวอร์นเมนต์ที่แท้จริง

ที่มา – กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง