ผู้เขียน: lalika69_admin

‘ศุภจี’ เจียดงบกู้ 4 แสนล้าน ดันไทยช่วยไทยพลัส แจกคูปองน้ำมัน เบรกของขึ้นราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการเศรษฐกิจที่อาจช่วยให้กระเป๋าเงินของเราหนักขึ้นมาฝากกัน ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงแบบนี้ การมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ โดยเฉพาะ ‘ศุภจี’ เจียดงบกู้ 4 แสนล้าน ดันไทยช่วยไทยพลัส แจกคูปองน้ำมัน เบรกของขึ้นราคา ที่กำลังจะกลายเป็นฮีโร่ช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ

‘ศุภจี’ เจียดงบกู้ 4 แสนล้าน ดันไทยช่วยไทยพลัส แจกคูปองน้ำมัน เบรกของขึ้นราคา

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ว่า จะนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาสนับสนุนโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยบางส่วนจะใช้แจกคูปองเติมน้ำมันและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคให้เข้าถึงชุมชนได้ทั่วถึง เป้าหมายหลักคือช่วยลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่างข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ที่เป็นวัตถุดิบหลักของร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งตอนนี้ราคากำลังพุ่ง

โครงการไทยช่วยไทยนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มนะครับ มันดำเนินมาต่อเนื่องแล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้งบจาก ครม. มา 1 ก้อน และตอนนี้ขยายใหญ่โตขึ้น ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย จัดจุดขายตามอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ ใช้บริการไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้า แถมยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ช้อปปิ้งสะดวกๆ เหมือนสมัยใหม่เลย เหมาะกับคนรักเทคโนโลยีที่ชอบซื้อของออนไลน์

แจกคูปองน้ำมันอย่างไร? ช่วยรถเร่-ร้านค้าชุมชน

ไฮไลต์สำคัญคือการแจกคูปองเติมน้ำมันให้รถเร่และผู้ประกอบการชุมชน เพื่อให้สินค้าถึงมือประชาชนจริงๆ ตอนนี้มีผู้สมัครรถเร่นับหมื่นรายแล้ว! ดูรายละเอียดกันครับ:

  • รถสามล้อ: สนับสนุน 1,500 บาท
  • รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง: 1,000 บาท
  • และอื่นๆ ตามขนาดรถ

นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายร้านค้ากว่า 300 แห่งที่ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงจุดกระจายจากกรมการปกครองไปยังพื้นที่ห่างไกล ทำให้สินค้า SME และชุมชนเข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้น

เบรกราคาอาหาร-เงินเฟ้อ ด้วยวัตถุดิบราคาถูก

สำหรับปัญหาหมู่นี้ที่อาหารตามสั่งแพงขึ้น คุณศุภจี ยืนยันว่าจะควบคุมราคาวัตถุดิบตั้งต้น เช่น น้ำปลา ซอส น้ำมันพืช ผ่านโครงการไทยช่วยไทย ขอความร่วมมือร้านค้าให้ซื้อตรงจากต้นทาง แม้จะเข้าใจเรื่องค่าน้ำมันที่ขึ้นตามกลไกตลาด แต่จะไม่ปล่อยให้ราคาขึ้นเกินไป

แผนระยะกลาง-ยาว ก็ไม่ยอมแพ้ มีสินค้าลดราคากว่า 3,000 รายการจากร้านค้าเข้าร่วม ดึง SME และสินค้าชุมชนเข้ามาเพิ่ม แถมขยายไปยังสินค้าเกษตร ร่วมกับ อย. และ สมอ. เพื่อมาตรฐานคุณภาพ สุดยอดเลยครับ!

ในมุมมองของผมที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจมานาน โครงการนี้ไม่ใช่แค่แจกของ แต่เป็นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ช่วยเกษตรกร SME และผู้บริโภคไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ออนไลน์ช่วยกระจายสินค้าได้รวดเร็ว แนวโน้มอนาคตคือรัฐบาลจะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น แอปสั่งซื้อคูปองแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น

เพื่อนๆ ลองติดตามและสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ดูนะครับ จะได้ช่วยประหยัดเงินและสนับสนุนชุมชนไปในตัว! ถ้าชอบข่าวแบบนี้ แชร์ต่อและกดติดตามบล็อกเราด้วยนะ

ที่มา – ‘ศุภจี’ เจียดงบกู้ 4 แสนล้าน ดันไทยช่วยไทยพลัส แจกคูปองน้ำมัน เบรกของขึ้นราคา

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ปลอดภัยแล้วหลังช็อก ส่ง รพ. สั่ง ตร.จัดกำลังเฝ้า พร้อมตรวจหาสารเสพติด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ติดตามข่าวสารร้อนๆ แบบเราที่ชอบอัพเดทเรื่องราวดราม่าคดีดังๆ เหมือนในหนังแอคชั่นเลยนะครับ วันนี้มีข่าวอัพเดทสำคัญจากกระทรวงยุติธรรม ที่ รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ปลอดภัยแล้วหลังช็อก ส่ง รพ. สั่ง ตร.จัดกำลังเฝ้า พร้อมตรวจหาสารเสพติด เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผู้ต้องหาคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับระเบิด C4 และอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นคดีที่สะเทือนขวัญสังคมไทยมากๆ มาฟังรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ปลอดภัยแล้วหลังช็อก ส่ง รพ. สั่ง ตร.จัดกำลังเฝ้า พร้อมตรวจหาสารเสพติด

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นำตัวนายหมิงเฉิน ซัน หรือที่รู้จักในชื่อ Ming Chen Sun ผู้ต้องหาชาวจีนวัย 30 ต้นๆ ในคดีซุกระเบิดซีโฟร์ (C4) และอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล ส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาล หลังจากมีอาการชักเกร็งและช็อกอย่างหนักในคืนวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา

จากรายงานที่ได้รับ รัฐมนตรีสั่งการทันทีให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 โดยชุดปฏิบัติการพิเศษของกองบังคับการสืบสวน จัดกำลังพลเข้าไปดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั้งในโรงพยาบาลและพื้นที่โดยรอบ ปัจจุบันอาการของนายหมิงเฉิน ซัน ถือว่าปลอดภัยแล้วครับ แต่ยังรอรายละเอียดเพิ่มเติมจากทีมแพทย์ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ดีมากในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

สาเหตุอาการป่วยคืออะไร? กำลังตรวจทั้งระบบรวมสารเสพติด

ผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่าอาการนี้เกิดจากภาวะเครียดหรือไม่? พล.ต.ท. รุทธพล ตอบแบบมืออาชีพเลยครับ ว่า “กำลังให้ตรวจทั้งระบบร่างกาย รวมถึงตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย แต่ผลยังไม่ออก” นี่แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของหน่วยงานรัฐ ที่ไม่ปล่อยให้มีช่องโหว่ โดยเฉพาะในคดีใหญ่แบบนี้ที่อาจมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวอาชญากรรมมานาน ผมมองว่าอาการช็อกแบบนี้ในผู้ต้องหาดังๆ อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียดสะสมจากคดีหนัก คดีของหมิงเฉิน ซัน นี่ใหญ่โตมาก จำได้ไหมครับ? เขาถูกจับกุมพร้อมของกลางระเบิด C4 กว่า 2 ตัน อาวุธปืนสงคราม และกระสุนจำนวนมาก ที่ซุกไว้ในโกดังพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจากจีน คดีนี้เคยเป็นข่าวพาดหัวใหญ่เพราะเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติสุดๆ

  • มาตรการรักษาความปลอดภัย: จัดตำรวจชุดพิเศษเฝ้า 24 ชม.
  • การตรวจสุขภาพ: ครอบคลุมทั้งกายภาพและสารเสพติด
  • การอัพเดท: รอผลแล็บเพื่อยืนยันสาเหตุ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ระบบเรือนจำไทยก้าวหน้าแค่ไหน?

จากประสบการณ์ติดตามคดีต่างๆ ระบบเรือนจำไทยในปัจจุบันพัฒนาขึ้นมากครับ โดยเฉพาะการแพทย์ฉุกเฉินที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลรัฐได้รวดเร็ว แถมยังใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องตรวจสารเสพติดแบบ rapid test หรือแม้แต่ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ต้องขังเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เหมือนในหนังสายลับที่เราเคยดูกันนั่นแหละ แต่จริงๆ แล้วมันช่วยลดความเสี่ยงได้จริง

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบข่าวบันเทิงผสมเทค คดีนี้ก็น่าสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการผลิตระเบิด C4 ที่ซับซ้อน ซึ่งตำรวจไทยใช้โดรนและเซ็นเซอร์ตรวจจับในการสืบสวน แสดงให้เห็นว่าไทยเราก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกนะครับ

สรุปแล้ว รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ปลอดภัยแล้วหลังช็อก ส่ง รพ. สั่ง ตร.จัดกำลังเฝ้า พร้อมตรวจหาสารเสพติด เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานแบบมืออาชีพ ในยุคที่คดีข้ามชาติเพิ่มขึ้น เราควรสนับสนุนระบบยุติธรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI monitoring ในเรือนจำ ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่กำลังมาแรง ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์บทความนี้และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดว่าสาเหตุจริงๆ คืออะไร? ติดตามอัพเดทคดีดังๆ ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ปลอดภัยแล้วหลังช็อก ส่ง รพ. สั่ง ตร.จัดกำลังเฝ้า พร้อมตรวจหาสารเสพติด

ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหนักหากพบตำรวจเอี่ยว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีและความบันเทิงออนไลน์เต็มไปหมด วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของไทยเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติที่มักลักลอบใช้เทคโนโลยีและธุรกิจนอมินีมาหลอกลวงประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสแกมออนไลน์ ค้าของเถื่อน หรือแม้แต่แพลตฟอร์มบันเทิงผิดกฎหมาย ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหนักหากพบตำรวจเอี่ยว เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ!

ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหนักหากพบตำรวจเอี่ยว

วันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ตร. ได้แถลงข่าวสุดเข้มข้นครับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ออกคำสั่งด่วนให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมือง และธุรกิจนอมินีที่ใช้คนไทยเป็นหน้ากาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราโดยตรง เช่น การถูกหลอกลงทุนผ่านแอปเทคโนโลยี หรือเว็บไซต์บันเทิงเถื่อนที่ซ่อนกิจกรรมผิดกฎหมาย

มาตรการนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ ชัดเจนและเชิงรุกมาก เหมาะกับยุคดิจิทัลที่อาชญากรต่างชาติชอบใช้ VPN หรือบอทโจมตีระบบเรา ผมในฐานะคนติดตามข่าวเทคโนโลยีและบันเทิงมานาน บอกเลยว่านี่คือก้าวสำคัญในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวและความสนุกของเราจากภัยออนไลน์

ระยะเร่งด่วน 3 เดือน: เอกซเรย์-กวาดล้างทันที

เริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบแบบเข้มข้น ทุกหน่วยต้องสร้างฐานข้อมูลชาวต่างชาติ โดยโฟกัสกลุ่มเสี่ยงอย่างเครือข่ายยาเสพติด อาชญากรรมเศรษฐกิจ-เทคโนโลยี เช่น สแกมมิ่งแอป หรือภัยมั่นคง ค้ามนุษย์ พื้นที่ที่ชาวต่างชุมนุมเยอะจะถูกปิดล้อม จับกุมทุกราย ไม่ยั้ง!

นอกจากนี้ ศปชก.ตร. จะตั้ง Joint Task Force ร่วมกับหน่วยใหญ่ๆ อย่างกระทรวงพาณิชย์ การคลัง ปปง. ธปท. ศุลกากร สรรพสามิต และกรมที่ดิน เพื่อตีรากฐานนโยบายและพื้นที่วิกฤตก่อน ผมเห็นด้วยมาก เพราะในวงการเทคโนโลยี เรามักเจอ nominee ใช้จดทะเบียนบริษัทปลอมมาทำ crypto scam หรือ streaming ผิดลิขสิทธิ์

ระยะกลาง 6-9 เดือน: ขุดรากถอนโคน

  • สตม. เป็นหัวหอกหลัก ร่วมกับ บช.น. ตำรวจจังหวัด และหน่วยมั่นคง ตรวจเอกสารวีซ่า การอยู่ต่อ และธุรกิจ หาผิดเพิกถอนทันที
  • ศึกษาช่องโหว่กฎหมายเพื่ออัพเกรดระบบ
  • สืบขยายผลทลายเครือข่ายทั้งหมด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เอี่ยว จะโดนทั้งอาญา วินัย ปกครอง!

ตรงนี้สำคัญสำหรับคนรักเทคโนโลยี เพราะ nominee มักซ่อนใน fintech หรือ app บันเทิงที่หลอกเราโอนเงิน

ระยะยาว 1-2 ปี: บูรณาการข้อมูลดิจิทัล

พัฒนาฐานข้อมูลเชื่อม One Police ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงไว สตม. และกองต่างประเทศ ประสาน Interpol แลกข้อมูล คัดกรอง watchlist ล่วงหน้า แต่ยังส่งเสริมท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐ สมดุลดีมาก!

ผบ.ตร. ย้ำชัด ห้ามตำรวจเอี่ยวเด็ดขาด ผู้บังคับบัญชาต้องคุมเข้ม ผิดโดนฟันทันที ขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส 191, 1599, 1178 ตลอด 24 ชม.

ในมุมผมที่ติดตามเทรนด์ tech-entertainment มานาน มาตรการนี้จะช่วยลด scam จากต่างชาติได้เยอะ โดยเฉพาะใน metaverse หรือ NFT ที่ nominee ชอบแทรก เพราะไทยกำลังโตด้านนี้ ถ้าปราบได้จะดึงดูดนักลงทุนจริงๆ มาเพิ่ม ลองคิดดู ถ้าเราแจ้งเบาะแสได้ไว ปัญหาเหล่านี้จะหายไป ร่วมกันสร้างไทยปลอดภัย สนุกกับ tech และ entertainment โดยไม่ต้องกังวลครับ! แจ้งเลยถ้าเจออะไร подозрительный

ที่มา – ​ ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหนักหากพบตำรวจเอี่ยว

ฉลอง 60 ปี ‘โรงเรียนดนตรียามาฮ่า’ สานต่อปณิธาน ‘Vienna of the East’ สู่บทใหม่แห่ง Music Ecosystem ระดับอาเซียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวดนตรีทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องดีๆ มาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องของ ฉลอง 60 ปี ‘โรงเรียนดนตรียามาฮ่า’ สานต่อปณิธาน ‘Vienna of the East’ สู่บทใหม่แห่ง Music Ecosystem ระดับอาเซียน ที่เพิ่งจัดไปเมื่อ 27 เมษายน ที่อาคารสยามปทุมวันเฮาส์ งานนี้คึกคักมาก รวมพลคนรักดนตรี นักดนตรีมือฉมัง และศิลปินดังมาร่วมยินดีเพียบเลย ตอกย้ำสถานะผู้นำดนตรีศึกษาของไทยที่อยู่เคียงข้างเรามา 60 ปีเต็ม!

ไฮไลต์ของงานคือการร้องเพลงฮิต ‘เพื่อนที่แสนดี’ เวอร์ชันรีเมคคอนเซปต์ ‘One Melody, One Harmony’ โดยบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ร่วมกับ Yamaha Artist อย่างแจ็ค ธรรมรัตน์, โซ่ ETC., ขวัญ INDIGO และรัสต้า ถิร โอฐภิบาล เสียงเพลงนี้ผูกพันกับยามาฮ่ามานาน ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่น เหมือนครอบครัวดนตรีรวมใจกันจริงๆ

ฉลอง 60 ปี ‘โรงเรียนดนตรียามาฮ่า’ สานต่อปณิธาน ‘Vienna of the East’ สู่บทใหม่แห่ง Music Ecosystem ระดับอาเซียน

ย้อนรอยประวัติศาสตร์กันหน่อยนะครับ เริ่มจากปี 1966 ดร. ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้งกลุ่มสยามกลการ มีวิสัยทัศน์อยากยกระดับจิตใจคนไทยผ่านดนตรี จึงร่วมกับ มร. เก็นอิจิ คาวาคามิ จากยามาฮ่า มอเตอร์ ก่อตั้งโรงเรียนดนตรีแห่งแรกแบบกึ่ง CSR ต่อมาเติบโตเป็นบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ในปี 1989 ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน แต่เป้าหมายยังชัดเจน: เป็นรากฐานดนตรีให้ไทย!

ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ เล่าว่าเริ่มจากใจคืนดีให้สังคม จนกลายเป็นธุรกิจที่กำไรและสร้างปรากฏการณ์วงการดนตรีไทย จุดประกายเยาวชน สร้างศิลปินดังทั้งในและต่างประเทศ ส่วนดร. พีรวัฒน์ ชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ เสริมว่าจากมุมเล็กๆ วันนี้กลายเป็นเสาหลักดนตรีศึกษา หลักสูตรยามาฮ่าที่รับรองโดย Yamaha Music Foundation ญี่ปุ่น ริเริ่มประกวดโยธวาทิต คอนเสิร์ตลูกทุ่ง สานฝัน ‘Vienna of the East’ ศูนย์กลางดนตรีอาเซียน

ทศวรรษที่ 7 นี้ ยามาฮ่าปรับทิศจากขายสินค้าเป็น Solution Based ให้คำปรึกษาโซลูชันเสียง เป้ายอดขาย 1,000 ล้านใน 3 ปี ขยายสาขาโรงเรียนจาก 85 เป็น 100 แห่ง รุกโรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศดนตรีครบวงจร ประกวด Yamaha Thailand International Music Competition, Bass Solo, Drum Solo, Piano Competition ขยายสินค้าไฮเอนด์อย่างเปียโน Bösendorfer และ Immersive Sound บริการหลังการขายโดยช่างโปร

แม้ AI จะมาแรง แต่ดร. พีรวัฒน์ ย้ำว่าการเล่นดนตรีจริงๆ กับครูเก่ง สุนทรียะที่ tech ทดแทนไม่ได้ Virtual Learning Masterclass ช่วยเลื่อนเกรดเร็วขึ้น เช่น Grade 1 ถึง 3 ในเวลาสั้น!

รุก Music Therapy ดนตรีบำบัด ยุคใหม่

ปีนี้โฟกัส Music Therapy สร้าง Music Lover Community ดึงคนกลับมาร่วมกัน ประนัปดา บอกว่าดนตรีเชื่อมคน ฝึกสมาธิ เยียวยาใจ ผู้สูงอายุ เด็กๆ ลดเครียด ซึมเศร้า ประกาศ MOU กับ Shonan Kamakura General Hospital และ KAIGO Life ญี่ปุ่น พัฒนาโมเดลดนตรีบำบัดป้องกันสุขภาพ ลดเครียด กระตุ้นสมอง ผู้สูงอายุ MCI สมองเสื่อม ผสานวิจัยญี่ปุ่นกับวัฒนธรรมไทย

Dr. Shuzo Kobayashi ย้ำป้องกันควบคู่รักษา ดนตรีช่วยฟื้นฟู ชยพร พรประภา เห็นโอกาสขยายโรงพยาบาล สถาบัน ชุมชน หลักสูตร Music and Wellness ฝึกครู กระจายสาขาภายใน 2569 ร่วมภาโรห์ พรประภา ประพันธ์เพลงวิจัย ต่อยอดผู้ป่วยฟอกไต Stroke สู่ระดับอาเซียน

ในฐานะคนรักดนตรีและเทค ผมเห็นเทรนด์ชัด: ดนตรี + Tech + Health จะบูม! ยามาฮ่ากำลังปั้น ecosystem ที่ไม่ใช่แค่เรียนเล่น แต่เยียวยาชีวิต ลองนึกภาพผู้สูงอายุร้องเพลงกับหลานผ่าน Immersive Sound นี่แหละอนาคต สนใจสมัครเรียนหรือ Music Therapy ไหม? ไปเช็คสาขาใกล้บ้านเลยครับ รับรองชีวิตมีฮาร์โมนี!

ที่มา – ฉลอง 60 ปี ‘โรงเรียนดนตรียามาฮ่า’ สานต่อปณิธาน ‘Vienna of the East’ สู่บทใหม่แห่ง Music Ecosystem ระดับอาเซียน [Advertorial]

จำ Digg ได้ไหม? กลับมาในรูปแบบเว็บข่าว AI

จำ Digg ได้ไหม? กลับมาในรูปแบบเว็บข่าว AI แล้วนะ! ถ้าพูดถึงการกลับมาของ Digg ก็เหมือนประกาศว่าสตาร์เทรคกลับมาเลยล่ะ มันไม่ได้หายไปไหนจริงๆ และแค่ปีที่แล้วก็เพิ่ง “กลับมา” ไปแล้วไม่ใช่เหรอ? Digg ดูเหมือนจะกลับมาไม่เคยหายไปจริงๆ แต่คราวนี้มันกลับมาในฐานะแหล่งรวมข่าว AI ที่น่าสนใจมาก

จำ Digg ได้ไหม? มันกลับมาแล้ว ในรูปแบบเว็บข่าว AI

บนหน้าแรกของ Digg.com ตอนนี้มีหัวข้อว่า “Hello Again” และเชิญชวนให้ไปที่ di.gg/ai ซึ่งเป็นจุดหมายใหม่ในจักรวาล Digg ที่รวบรวมลิงก์ข่าว AI สารพัด เช่น 論文 การเปิดตัว โพสต์ทวิตเตอร์ และความเห็นร้อนๆ ที่พุ่งผ่านเร็วเกินกว่าจะตามทัน ตามที่ Kevin Rose CEO ของ Digg เขียนไว้

นี่ไม่ใช่การรีลอนช์ทั้งหมดนะ “AI เป็นแนวตั้งแรก แนวอื่นๆ จะตามมา” Rose บอก

ประวัติการกลับมาของ Digg

Digg เคยมี false start ไปแล้ว โดยเปิดตัวในเดือนมกราคมปีนี้ หลังจาก Kevin Rose ผู้ก่อตั้งเดิม และ Alexis Ohanian ผู้ร่วมก่อตั้ง Reddit ซื้อกลับมาเมื่อปีที่แล้ว แถลงข่าวบอกว่าจะแข่งขันด้วยนวัตกรรม AI ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โปร่งใส รางวัลให้ความพยายามของมนุษย์ และส่งเสริมการสนทนาที่มีคุณภาพ แต่สองเดือนที่แล้ว เวอร์ชันนั้นปิดตัว เลย์ออฟพนักงานจำนวนมาก

ตอนนี้ di.gg/ai คือทั้งแพลตฟอร์ม (di.gg รีไดเร็คที่นี่) เป็นฟีดข่าวเรียบง่าย สีเบจ มีส่วน “Highlights”ด้านบน แต่ละเรื่องมีภาพโปรไฟล์กลมๆ จาก X (ทวิตเตอร์) แสดงความสนใจของชุมชน TechCrunch บอกว่า Digg ดึงข้อมูลจาก X วิเคราะห์ความนิยมและ sentiment เพื่อคัดเลือกเนื้อหา

ประวัติศาสตร์ Digg และ Digg Effect

เรื่องราว Digg ในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ตคือ “เวอร์ชันดั้งเดิมของ Reddit ถูกกลบด้วย Reddit จริงๆ และจางหายไป” แต่จริงๆ แล้ว Digg มีบทบาทสำคัญในยุคสนุกๆ ของเว็บ

  • Digg Effect: เทอมแรกๆ ที่หมายถึงเนื้อหาไวรัลจนเซิร์ฟเวอร์ล่ม (ก่อนคำว่า “breaking the internet”)
  • ก่อนหน้านี้มี Slashdot Effect แต่ Digg นำเสนอให้คนทั่วไปด้วยปุ่ม “Digg This” ที่เว็บใหญ่ๆ อย่าง New York Times ใช้
  • 20 ปีก่อน นี่คือวิธีง่ายๆ สำหรับมือใหม่สัมผัสโลกออนไลน์กว้างใหญ่

เรื่อง Digg ล้มและ Reddit ขึ้นมานั้นดัง (รีดีไซน์ปี 2014 ไม่ค่อย) แต่ “likes” ที่ตามมาจาก Digg This ยังคงอยู่ในโลกที่ Digg ช่วยสร้าง

เวอร์ชันใหม่นี้มีเสน่ห์เรียบหรู ยังไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้ มันเข้าใจง่าย แต่คราวนี้ Digg คงไม่เปลี่ยนโลกอินเทอร์เน็ตทั้งใบหรอก

อย่างไรก็ตาม การรวมข่าว AI จาก X ด้วย AI curation นี้น่าจับตา คุณลองไปเช็ค di.gg/ai ดูสิ อาจจะกลายเป็นแหล่งข่าว AI หลักในอนาคตก็ได้!

ที่มา – Remember Digg? It’s Back, in AI News Outlet Form

Amazon หยุดขายอี-ไบค์เร็วในแคลิฟอร์เนีย

Amazon หยุดขายอี-ไบค์เร็วในแคลิฟอร์เนีย แล้ว! หลังจากถูกกดดันจากอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยักษ์ใหญ่ด้านค้าออนไลน์รายนี้ตัดสินใจถอดรุ่นอี-ไบค์ที่เร็วเกินกฎหมายออกจากชั้นวางสินค้าในรัฐทองสีแดง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่แยกแยะระหว่างจักรยานไฟฟ้าที่มีระบบช่วยเหยียบกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์

Amazon หยุดขายอี-ไบค์เร็วในแคลิฟอร์เนีย อย่างไร

วันศุกร์ที่ผ่านมา Amazon ประกาศว่าจะหยุดขายอี-ไบค์ที่มีความเร็วสูงสุดเกินขีดจำกัดของจักรยานไฟฟ้าตามกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยอ้างอิงจากรายงานของ KCRA ที่ตั้งอยู่ในซาคราเมนโต เดือนที่แล้ว อัยการสูงสุด Rob Bonta ส่งข้อความเตือนไปยังผู้ขายและผู้ซื้ออี-ไบค์ว่า รุ่นช่วยเหยียบ (Class 3) มีความเร็วสูงสุดได้แค่ 28 mph (ราว 45 กม./ชม.) ส่วนรุ่นช่วยเหยียบความเร็วต่ำ (Class 1) และรุ่นมีคันเร่งช่วย (Class 2) ต้องไม่เกิน 20 mph (ราว 32 กม./ชม.) ตามกฎหมายรัฐ

กฎหมายแคลิฟอร์เนียกำหนดให้อี-ไบค์ต้องมีฉลากถาวรระบุคลาส พละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า และความเร็วสูงสุด เพื่อให้ผู้บริโภคทราบชัดเจน

เหตุผลเบื้องหลัง Amazon หยุดขายอี-ไบค์เร็วในแคลิฟอร์เนีย

“เรากำลังเห็นอุบัติเหตุด้านความปลอดภัยพุ่งสูงบนทางเท้า สวนสาธารณะ และถนน” Bonta กล่าวในแถลงการณ์เมื่อ 14 เมษายน ชื่อ “Too Fast, Too Furious” ลิงก์ ที่นี่ “ผู้ขี่จักรยานและผู้ปกครอง: ถ้ารถสองล้อไฟฟ้าของคุณหรือลูกวัยรุ่นเร็วเกินไป มันอาจเป็นมอเตอร์ไซค์หรือมอเปด ไม่ใช่อี-ไบค์นะ”

ตามกฎหมาย เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีขี่ได้แค่ Class 1 และ 2 ส่วนอายุ 16 ปีขึ้นไปขี่ Class 3 ได้ แต่ถ้าเกิน 28 mph หรือไม่มีแป้นเหยียบ ต้องมีใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ ประกัน และจดทะเบียนตาม DMV

  • Class 1: ช่วยเหยียบ สูงสุด 20 mph
  • Class 2: มีคันเร่ง สูงสุด 20 mph
  • Class 3: ช่วยเหยียบ สูงสุด 28 mph (เด็กอายุ 16+)

การตัดสินใจของ Amazon เกิดหลังอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้ง โดยวัยรุ่นขี่อี-มอเตอร์ไซค์ชนคนเดินถนน รวมถึงข้อขัดแย้งระหว่างนักปั่นจักรยาน นักเคลื่อนไหวขนส่ง ผู้นำเมือง และนักเดินป่า ตามรายงาน ABC7 ในลอสแองเจลิส

อี-ไบค์ยอดนิยมบน Amazon หลายรุ่นทำความเร็วได้ 25 mph แต่บางรุ่นทะลุ 28 mph ไปถึง 40 mph ถึงบ่ายวันจันทร์ ยังซื้อ YVY e-bike ที่เร็ว 30-38 mph ได้ ส่งถึง 22 พ.ค.

กฎระเบียบอี-ไบค์ในเมืองและรัฐทั่วสหรัฐฯ เป็นประเด็นถกเถียงมานาน เช่น นิวเจอร์ซีย์มีกฎเข้มงวดเริ่มกรกฎาคม ต้องอายุ 15+ มีใบขับขี่ จดทะเบียน ประกัน สำหรับอี-ไบค์เกิน 20 mph หลัง Gov. Phil Murphy ลงนาม นักปั่นและกลุ่มสิ่งแวดล้อมคัดค้านเพราะขัดเป้าหมาย気候 ลิงก์ ที่นี่ และ กฎใหม่

ในแคลิฟอร์เนียชัดเจน: อยากเร็วเกิน 28 mph บนสองล้อ ไปสอบใบมอเตอร์ไซค์ซะ! การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ แต่ผู้บริโภคควรเช็คสเปคก่อนซื้อเสมอ

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? ถ้าอยู่ไทย เราควรมีกฎอี-ไบค์เข้มขนาดไหน ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนที่รักอี-ไบค์นะ!

ที่มา – Amazon Stops Selling Fast E-Bikes To Californians

ทำไม Jane Schoenbrun ถึงอยากสร้างหนังสแลชเชอร์แนวเควียร์

หลังจากผลงานสุดโดดเด่นอย่าง We’re All Going to the World’s Fair และ I Saw the TV Glow แฟนหนังสยองขวัญที่ชอบอะไรแหวกแนวต่างรอคอยผลงานชิ้นต่อไปของ Jane Schoenbrun กันอย่างใจจดใจจ่อ ความตื่นเต้นพุ่งสูงเมื่อ Teenage Sex and Death at Camp Miasma ประกาศนักแสดงนำอย่าง Hannah Einbinder, Gillian Anderson และ Jack Haven ออกมา และตามด้วย ทีเซอร์ตัวแรก หนังเรื่องนี้จะฉายรอบปฐมทัศน์ที่คานส์ ก่อนเข้าฉายจริงวันที่ 7 สิงหาคม Schoenbrun เพิ่งให้สัมภาษณ์เปิดใจว่าทำไม Jane Schoenbrun ถึงอยากสร้างหนังสแลชเชอร์แนวเควียร์กันแน่

ทำไม Jane Schoenbrun ถึงอยากสร้างหนังสแลชเชอร์แนวเควียร์

ในบทสัมภาษณ์กับ Hollywood Reporter Schoenbrun เล่าว่า ตนเองเป็นแฟนตัวยงของหนังสแลชเชอร์มาตั้งแต่เด็ก โดยหมกมุ่นกับแฟรนไชส์ดังอย่าง Nightmare on Elm Street และ Scream ความหลงใหลนี้ผสานเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะศิลปินทรานส์และนอนไบรนารีที่สร้างหนังสยองขวัญ

Schoenbrun กล่าวว่า “ภาพของมอนสเตอร์ทรานส์ผุดขึ้นมาในใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Norman Bates, Buffalo Bill หรือ Frankenstein ที่เป็นร่างกายที่ถูกสร้างขึ้น มีสายเลือดของคนทรานส์ที่มีความรู้สึกซับซ้อนต่อหนังเหล่านั้น ในแง่หนึ่ง มันเป็นตัวแทนที่คุ้นเคยและให้ความรู้สึกสบายใจ แต่หนังพวกนั้นก็เต็มไปด้วยทรานส์โฟเบียและปัญหามากมาย”

แรงบันดาลใจจากวัยเด็กและหนังสแลชเชอร์คลาสสิค

ทำไม Jane Schoenbrun ถึงอยากสร้างหนังสแลชเชอร์แนวเควียร์? คำตอบอยู่ที่รากฐานวัยเด็ก Schoenbrun เติบโตมากับหนังสแลชเชอร์ที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหล หนังเหล่านี้ไม่เพียงให้ความบันเทิง แต่ยังสะท้อนอารมณ์และตัวตนที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในมุมมองของคนเควียร์ การนำเสนอมอนสเตอร์ที่คลุมเครือทางเพศกลายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียใหม่

เรื่องย่อ Teenage Sex and Death at Camp Miasma

หนังเล่าเรื่องผู้กำกับสาวเควียร์รุ่นใหม่ (รับบทโดย Einbinder) ที่มีภารกิจฟื้นฟูแฟรนไชส์สแลชเชอร์ Camp Miasma ซึ่งเคยรุ่งเรืองแต่ตอนนี้เสื่อมโทรม ส่วนหนึ่งของแผนคือชวน “Final Girl” ดั้งเดิม (Anderson) กลับมาจากเกษียณ แต่แล้วทั้งคู่ก็ตกลงสู่โลกแห่งความปรารถนา ความกลัว และภาพหลอนที่เปื้อนเลือดตามบทสรุปอย่างเป็นทางการ

Jack Haven นักแสดงทรานส์จาก I Saw the TV Glow รับบท “Little Death” มอนสเตอร์ในตำนานของแฟรนไชส์ Schoenbrun อธิบายว่า “แนวคิดคือการที่พวกเขารับรู้อำนาจทั้งของฆาตกรและการเป็นตัวแทนของออร์กาสซึมแบบเฮอร์มาโฟรไดต์ ถ้าฉันอยากเห็นแบบนี้ คนอื่นก็ต้องอยากเห็นแน่!”

นักแสดงและทีมงานที่ลงตัว

  • Hannah Einbinder: ผู้กำกับสาวเควียร์ผู้ทะเยอทะยาน
  • Gillian Anderson: Final Girl สุดไอคอนิก
  • Jack Haven: Little Death มอนสเตอร์ผู้ลึกลับ

Schoenbrun เน้นย้ำว่าทำไม Jane Schoenbrun ถึงอยากสร้างหนังสแลชเชอร์แนวเควียร์ เพื่อให้ทั้งน่ากลัวและกระตุ้นการสนทนา “หนังเรื่องนี้ถูกออกแบบให้สนุกสนาน… เพื่อดึงคนมากมายมาพูดคุยเรื่องเพศ เพศวิถี และการเอาชนะบาดแผลทางใจ ฉันไม่รู้จักหนังฮอลลีวูดเรื่องไหนที่คุยเรื่องนี้ในมุมนี้มาก่อน”

นอกจากนี้ หนังยังผสมผสานความบันเทิงเข้ากับสาระ ด้วยฉากเลือดสาดและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ทำให้เป็นสแลชเชอร์ที่สดใหม่สำหรับยุคนี้ แฟนๆ สามารถคาดหวังทั้งความตื่นเต้นและการไตร่ตรองตัวตน

หากคุณชื่นชอบหนังสยองขวัญแนวใหม่ Teenage Sex and Death at Camp Miasma จะเข้าฉาย 7 สิงหาคมนี้ อย่าพลาด! ติดตามข่าวหนังฮอลลีวูดและสตรีมมิ่งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสุดฮอต

ที่มา – Why Jane Schoenbrun Wanted to Make a Queer-Focused Slasher Film

จอนาธาน ฮิคแมน กลับสู่ X-Men จักรวาล Midnight

สัปดาห์ที่แล้ว Marvel Comics ได้ประกาศเปิดตัวMidnight ซึ่งหลายคนคาดเดาว่าจะเป็นหนึ่งในสองอย่าง: ไม่ว่าจะเป็นเล่มสยองขวัญใหม่จากสำนักพิมพ์ หรือ Marvel มองไปที่จักรวาล Absolute ของ DCแล้วอยากมีส่วนร่วมบ้าง สุดท้ายแล้วมันคือส่วนผสมของทั้งสองอย่าง แต่มีเซอร์ไพรส์เพิ่มเติมหนึ่งอย่าง

จอนาธาน ฮิคแมน กลับสู่ X-Men จักรวาล Midnight เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุค Krakoan นักเขียนซูเปอร์สตาร์คนนี้จะนำทีม X-Men อีกครั้ง

จอนาธาน ฮิคแมน กลับสู่ X-Men จักรวาล Midnight

Marvel ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ว่า Midnight จะเริ่มต้นในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงด้วยสามเล่มใหม่: Midnight X-Men โดย Hickman และ Matteo Della Fonte; Midnight Fantastic Four โดย Benjamin Percy และ Kev Walker; และ Midnight Spider-Man โดย Phillip Kennedy Johnson และ Scie Tronc เล่มทั้งสามนี้จะช่วยเปิดตัวจักรวาลใหม่ภายในโครงสร้างจักรวาลคู่ขนานอันกว้างใหญ่ของ Marvel ทำให้เล่ม Midnight สามารถตีความตัวละครและตำนานในแบบของตัวเองได้ โดยแน่นอนว่าธีมหลักคือความสยองขวัญ

เนื้อเรื่องสุดหลอนในจักรวาล Midnight

ในจักรวาล Midnight นิวยอร์กถูกคุกคามโดยแวมไพร์และ “จักรวรรดิมนุษย์กลายพันธุ์” ตามบทสรุปของ Midnight X-Men ซึ่งแวมไพร์และมนุษย์กลายพันธุ์ต่างแย่งชิงกันเพื่อทำลายสันติภาพที่กำลังก่อตัวระหว่างสองฝ่ายนี้ ผู้ที่ไม่ถูกแตะต้องโดยทั้งสองฝ่ายต่างตกอยู่ในจุดอันตราย

Midnight Fantastic Four นำเสนอทีมในมุมมองจักรวาลสยองขวัญ เมื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มืดมนเปิดเผยความลับของจักรวาลในราคาที่น่าสะพรึงกลัว ส่วน Midnight Spider-Man คิดถึงคำถามคลาสสิก “ถ้าเป็นแมงมุมมากกว่ามนุษย์ล่ะ?” ปีเตอร์ พาร์กเกอร์ถูก Oscorp เปลี่ยนให้กลายเป็นไฮบริดมนุษย์-แมงมุมประหลาด และต้องยอมรับพลังน่ากลัวนั้นเพื่อต่อสู้กลับ

“ผมตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้มาก – เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมรู้สึกแบบนี้” Hickman กล่าวในแถลงการณ์ “แนวคิดของ Midnight X-Men เข้ากันได้ดีกับสไตล์การเล่าเรื่องของผม มันมีตำนานที่อุดมสมบูรณ์ เปิดกว้าง ผสมผสานไอเดียเก่าและใหม่ให้รู้สึกคุ้นเคยแต่แปลกใหม่”

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงขึ้นลงสำหรับ Hickman ที่ Marvel หลังจากอำลา Krakoa เขาช่วยฟื้นฟูไลน์ Ultimate Marvel ด้วยUltimate Spider-Man ซึ่งเป็นหนึ่งในเล่มฮิตที่สุด จากนั้น Ultimate Marvel ก็ปิดฉากอีกครั้ง Hickman ไปร่วมอีเวนต์ Imperial สั้นๆ เพื่อรีเฟรชไลน์ไซไฟจักรวาล แต่ถูกยกเลิกไปตั้งแต่เล่มแรกๆ

หวังว่า Marvel จะให้เวลาทีมสร้างสรรค์ของ Midnight ไม่เพียงแค่สร้างฐานแฟนแต่ยังให้มันยืนยาวเกินเล่มเปิดตัว เราจะได้รู้กันเมื่อ Midnight X-Men วางขายเดือนสิงหาคมนี้

จักรวาล Midnight นี้ดูน่าตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะการที่จอนาธาน ฮิคแมน กลับสู่ X-Men จักรวาล Midnight จะนำพาความสดใหม่มาสู่แฟน Marvel แน่นอน ถ้าคุณเป็นสาวก X-Men หรือชอบเรื่องสยองขวัญ อย่าลืมติดตามและเก็บเล่มไว้ให้ครบ! แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจากโปรเจกต์นี้บ้าง

อยากรู้ข่าว io9 เพิ่ม? เช็คตารางMarvel Star Wars และStar Trek ล่าสุด สิ่งที่กำลังจะมาของDC Universe และอนาคตของDoctor Who

ที่มา – Jonathan Hickman Returns to the X-Men With Marvel’s New ‘Midnight’ Universe

ลดน้ำหนักด้วย GLP-1? คนอื่นอาจตัดสินคุณลับๆ งานวิจัยพบ

ผู้ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาโรคอ้วนสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยยา GLP-1 เช่น semaglutide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์หลักในยาชื่อดังอย่าง Ozempic และ Wegovy แต่ข่าวร้ายคือ งานวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้ใช้ GLP-1 อาจสูญเสียความเคารพจากคนอื่นไปด้วย

ลดน้ำหนักด้วย GLP-1? คนอื่นอาจตัดสินคุณลับๆ งานวิจัยพบ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rice ได้ศึกษาการตอบสนองของอาสาสมัครต่อสถานการณ์สมมติต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลที่มีภาวะอ้วน พบว่าคนทั่วไปมักตัดสินผู้ที่ลดน้ำหนักด้วย GLP-1อย่างรุนแรงกว่าผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยอาหารและการออกกำลังกายเท่านั้น สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ พวกเขายังตัดสินผู้ใช้ GLP-1 รุนแรงกว่าคนอ้วนที่ยังไม่ลดน้ำหนักเลยด้วยซ้ำ ผลการศึกษาชี้ว่าคนบางกลุ่มมีความลำเอียงต่อยา GLP-1 และผู้ใช้มากเป็นพิเศษ

“เมื่อ GLP-1 ได้รับความนิยม ผู้คนเริ่มลดความนับถือผู้ที่ลดน้ำหนักด้วย GLP-1” ผู้เขียนงานวิจัยระบุในบทความที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนที่แล้วในวารสาร International Journal of Obesity

การตัดสินใจเรื่องน้ำหนักที่เต็มไปด้วยศีลธรรม

ทุกคนที่เคยมีปัญหาน้ำหนักรู้ดีว่าคนมักมีทัศนคติเชิงศีลธรรมต่อเรื่องน้ำหนัก โดยทั่วไปแล้วคนมักดูถูกผู้ที่มีภาวะอ้วน โดยเหมารวมว่าเป็นคนขาดวินัยหรือขี้เกียจ แม้ภาวะอ้วนจะเป็นโรคซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่ควบคุมได้ยาก การตีตราทำให้แพทย์บางรายละเลยความต้องการของผู้ป่วยอ้วนมากกว่าผู้ผอม

นอกจากนี้ คนยัง picky เรื่องวิธีลดน้ำหนัก งานวิจัยพบว่าคนดูถูกผู้ที่ผ่าตัดลดน้ำหนักบายริเอตริกมากกว่าผู้ที่ลดด้วยอาหารและออกกำลังกาย มีการศึกษาชี้ว่าสิ่งเดียวกันกำลังเกิดกับผู้ใช้ GLP-1 นักวิจัยจึงทดลองอย่างเป็นระบบ

พวกเขารวบรวมอาสาสมัครกว่า 1,300 คนทางออนไลน์สำหรับการทดลอง 2 ครั้ง

ในการทดลองแรก อาสาสมัครเห็นสถานการณ์ของบุคคลอายุ 38 ปีที่มีภาวะอ้วนตั้งแต่วัยรุ่น 3 แบบ: แบบแรก ลด 35 ปอนด์ใน 1 ปีด้วย GLP-1; แบบสอง ลดด้วยการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์; แบบสาม ไม่ลดน้ำหนัก อาสาสมัครให้คะแนนลักษณะนิสัยเชิงลบ เช่น ขาดวินัย เสพติดตัวเอง อ่อนแอ และความเต็มใจใช้เวลากับบุคคลนั้น

ตามคาด ผู้ใช้ GLP-1 ถูกมองแย่กว่าผู้ลดด้วยไลฟ์สไตล์ แต่เซอร์ไพรส์คือ ถูกมองแย่กว่าคนที่ยังอ้วนไม่ลดด้วย

การทดลองที่สอง ทดสอบมุมมองต่อผู้ที่น้ำหนักกลับมา (regain) หลังลดด้วย GLP-1 หรือไลฟ์สไตล์ พบว่าคนที่น้ำหนักกลับมามักถูกตัดสินรุนแรงเท่ากัน ไม่ว่าจะลดวิธีไหน

  • สถานการณ์ ” damned if you do, damned if you don’t ” : อยู่หนักถูกตีตรา ลด (แล้วอาจขึ้น) ด้วย GLP-1 ก็ถูกตัดสิน
  • นักวิจัยแนะนำให้ศึกษาประสบการณ์จริงของผู้ใช้ GLP-1 เพิ่ม

ในโลกออนไลน์ หาคำวิจารณ์ GLP-1 เป็นทางลัดง่ายๆ ได้ไม่ยากเจอเพียบ การตีตรานี้อาจทำให้คนเชื่อตำนานผลข้างเคียง เช่น Ozempic กัดกระดูก (ซึ่งไม่จริง) ทุกยามีความเสี่ยง แต่ต้องมีข้อมูลถูกต้อง

“จำเป็นต้องมีแคมเปญรณรงค์ลดการตีตรา GLP-1 รวมถึงอบรมบุคลากรการแพทย์” ผู้เขียนระบุ

ไม่ว่าคุณจะลดน้ำหนักด้วยวิธีไหน สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาใดๆ นะครับ!

ที่มา – Lost Weight With a GLP-1? People Might Secretly Be Judging You, Study Finds