ผู้เขียน: lalika69_admin

ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ!

ข่าวใหญ่มาแล้ว! ใครที่เคยโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมากวนใจ เตรียมเฮได้เลย เพราะล่าสุดประเทศไทยและกัมพูชาจับมือกันตั้งวอร์รูมร่วม ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ให้สิ้นซาก หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะไปถก GBC (คณะกรรมาธิการชายแดนร่วม) มา หวังจะจัดการปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่กำลังระบาดหนักในยุคนี้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า นี่คือความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะทำให้การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มาของการจับมือ ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม (GBC) ไทย–กัมพูชา ที่ผ่านมา ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำทีมไทยไปเจรจา โดยมี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วม งานนี้ฝ่ายไทยยื่นข้อเสนอสำคัญในการปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชาอย่างจริงจัง

ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจ เพราะทางการกัมพูชาตอบรับข้อเสนอของเรา และตกลงที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย–กัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และปฏิบัติการร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสกัดกั้นพวกอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้ เรียกได้ว่าเป็นการผนึกกำลังครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะ

สถานการณ์ชายแดน และการรับมือผู้หลบหนีจาก KK Park

นอกจากเรื่องความร่วมมือกับกัมพูชาแล้ว พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน หลังจากที่ทางการเมียนมาดำเนินการปราบปราม KK Park ซึ่งเป็นแหล่งกบดานสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ทำให้มีบางส่วนพยายามหลบหนีเข้ามายังฝั่งไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คัดแยกผู้หลบหนีอย่างละเอียด เพื่อดูว่าใครเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ หรือใครเป็นผู้ร่วมขบวนการ

มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าในพื้นที่ โดยบูรณาการกำลังจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และตำรวจไซเบอร์ ร่วมลงพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด งานนี้ใครคิดจะหนีเข้าไทยมาแบบง่ายๆ บอกเลยว่ายาก!

“จากข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่พบคนไทยหลบหนีจาก KK Park กลับมาในรอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมากที่สุด รองลงมาคือชาวอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นแรงงานสแกมเมอร์ที่หลอกลวงเหยื่อสัญชาติเดียวกันในระบบข้ามชาติ” โฆษก ศปอส.ตร. กล่าว

สแกมเมอร์เกาหลีใต้ ย้ายฐานมาไทย?

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ขบวนการสแกมเมอร์ชาวเกาหลีใต้บางกลุ่มได้ย้ายฐานปฏิบัติการเข้ามาในประเทศไทย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วนแล้ว พร้อมชี้แจงว่าการตั้งฐานถาวรในไทยเป็นไปได้ยาก เพราะตำรวจไทยมีมาตรการเข้มงวด และสามารถตรวจจับได้ง่ายกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน งานนี้ใครคิดจะมาหากินบนแผ่นดินไทย บอกเลยว่าคิดผิด!

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า ไทยมีความจริงจังในการสืบสวนและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาโดยตลอด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าตำรวจไทยไม่ปล่อยปละละเลย และจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดทุกกลุ่ม เรียกได้ว่างานนี้เอาจริงเอาจัง ใครที่เคยโดนหลอก หรือกำลังคิดที่จะทำ บอกเลยว่าเลิกคิด! การที่ ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

อนาคตของความร่วมมือ และความปลอดภัยทางไซเบอร์

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในภูมิภาคอีกด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการปฏิบัติการร่วมกัน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้มากขึ้น และสามารถป้องกันภัยได้ทันท่วงที

จับตาดูอนาคต: ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปก็คือ การขยายผลความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง และป้องกันไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานไปหากินในประเทศอื่นได้อีก

สำหรับพวกเราในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ก็ต้องไม่ประมาท และระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนที่ไม่รู้จัก และถ้าเจออะไรที่น่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพราะการร่วมมือกันของทุกฝ่าย จะเป็นพลังสำคัญในการกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไปจากสังคมของเรา

ที่มา – ตั้งวอร์รูมร่วม ‘ไทย-กัมพูชา’ จับมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลัง รมว.กลาโหม นำคณะถก GBC

นายกฯ อนุทิน ถก กกต. จัดเลือกตั้ง ควบ 2 ประชามติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาอัปเดตข่าวสารบ้านเมืองที่น่าสนใจกันครับ เรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ก็คือ การที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะ ได้เดินทางไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับแนวทางการจัดการ เลือกตั้งพ่วง 2 ประชามติ นั่นเองครับ

เมื่อเช้าวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ นายกฯ อนุทินได้เข้าไปพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการจัด เลือกตั้งพ่วง 2 ประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

เลือกตั้งพ่วง 2 ประชามติ: มีประเด็นอะไรบ้าง?

แล้ว เลือกตั้งพ่วง 2 ประชามติ ที่ว่านี้ มีประเด็นอะไรบ้างที่เราต้องจับตามอง? หลักๆ แล้วมีอยู่ 2 เรื่องครับ

  • ประเด็นแรก: การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องการให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  • ประเด็นที่สอง: การยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องการสอบถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา 2 ฉบับ ได้แก่ MOU43 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU44 ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

เรียกว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศเลยทีเดียวครับ

ไทม์ไลน์การเลือกตั้งและประชามติ

นายกฯ อนุทินได้ยืนยันหลายครั้งว่าจะยุบสภาอย่างช้าที่สุดในวันที่ 31 มกราคม 2569 และคาดว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้ในวันที่ 29 มีนาคม 2569 นั่นหมายความว่าการทำประชามติก็จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันด้วย

การจัดประชามติระดับชาติครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ของประเทศไทย แต่เป็นครั้งแรกที่ประชาชนจะได้เข้าคูหาพร้อมกับการใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป หลังจากที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติปี 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

กฎหมายประชามติฉบับใหม่กำหนดให้วันประชามติอยู่ในช่วง 60-150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา หากอิงตามไทม์ไลน์ที่เคยมีการเสนอไว้ รัฐสภาจะมีเวลาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตราต่างๆ จนถึงกลางเดือนมกราคม 2569

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา?

การ เลือกตั้งพ่วง 2 ประชามติ ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมืองหรือรัฐบาลเท่านั้นนะครับ แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนในฐานะประชาชนคนไทยที่มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดทิศทางของประเทศ การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติจึงเป็นหน้าที่ที่เราควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเสียงของพวกเราทุกคนมีความหมายและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งและการลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้นะครับ ร่วมกันแสดงพลังของประชาชนเพื่อสร้างสังคมและประเทศที่ดีขึ้นสำหรับพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทินยกคณะถก กกต. เลือกตั้งพ่วง 2 ประชามติ

ต้อนรับฤดูหนาววันแรก! กรุงเทพฯ ฟ้าใส PM2.5 มาตรฐาน

สวัสดีครับทุกคน! ใครอยู่กรุงเทพฯ ช่วงนี้คงรู้สึกได้ถึงอากาศที่เริ่มเย็นสบายกันแล้วใช่มั้ยครับ? เมื่อวานนี้ (23 ตุลาคม) ถือเป็นวันแรกของการเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการของประเทศไทย และที่กรุงเทพฯ เองก็มีบรรยากาศที่น่าประทับใจมากๆ เลยครับ

ช่างภาพจาก THE STANDARD เก็บภาพสวยๆ ของท้องฟ้าที่เปิดโล่ง มองเห็นทิวทัศน์ไกลๆ อย่างเขาเขียว จังหวัดชลบุรี ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว แถมข่าวดีก็คือ สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ ก็มีแนวโน้มลดลง และอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในทุกสถานีตรวจวัดด้วยครับ หายใจได้เต็มปอดขึ้นเยอะเลย

ต้อนรับฤดูหนาววันแรก กรุงเทพฯ ท้องฟ้าเปิดโล่ง PM2.5 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

แต่อย่าเพิ่งวางใจไปนะครับ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 23-31 ตุลาคมนี้ การระบายอากาศในกรุงเทพฯ จะอยู่ในเกณฑ์อ่อนถึงไม่ดี และชั้นบรรยากาศใกล้ผิวพื้นก็มีลักษณะเปิดสลับปิด แต่โชคดีที่ยังมีโอกาสเกิดฝนตก ทำให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองน่าจะอยู่ในค่าปานกลางถึงต่ำครับ

ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2568 โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มมีอากาศเย็นก่อน จากนั้นอากาศเย็นจะขยายไปครอบคลุมภาคกลางและภาคตะวันออก อุณหภูมิต่ำสุดในตอนบนของประเทศจะลดลงต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเย็นเกือบทั่วไปแล้วครับ เตรียมเสื้อกันหนาวกันได้เลย!

การเข้าสู่ฤดูหนาวในปีนี้เป็นไปตามเกณฑ์ที่วางไว้ โดยลมชั้นบนที่พัดปกคลุมประเทศไทยได้เปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันออก ส่วนลมชั้นบนที่สูงขึ้นไปก็เปลี่ยนเป็นลมฝ่ายตะวันตก ประกอบกับปริมาณฝนในตอนบนของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นฤดูหนาวแบบนี้ บริเวณตอนบนของประเทศไทยก็ยังมีโอกาสที่จะมีฝนตกได้บ้าง ส่วนภาคใต้ก็จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2568 เตรียมรับมือกับฝนกันด้วยนะครับ และกรมอุตุฯ คาดว่าฤดูหนาวของประเทศไทยจะสิ้นสุดประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ครับ

แล้วเราจะสนุกกับฤดูหนาวนี้ยังไงดี?

  • วางแผนเที่ยว: ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเหนือไปสัมผัสอากาศหนาว ชมทะเลหมอก หรือจะลงใต้ไปเที่ยวทะเลสวยๆ ก็ฟินสุดๆ
  • ดูแลสุขภาพ: อากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้เราไม่สบายได้ง่ายๆ อย่าลืมดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำเยอะๆ นะครับ
  • แต่งตัวให้อินเทรนด์: ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้สนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น ลองหาเสื้อผ้าสีสันสดใส หรือเสื้อกันหนาวเก๋ๆ มาใส่เพิ่มความสดใสให้กับชีวิตกันหน่อย

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ ต้อนรับฤดูหนาววันแรก กรุงเทพฯ ท้องฟ้าเปิดโล่ง PM2.5 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ ครับ หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้นะครับ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปสนุกกับกิจกรรมต่างๆ กัน!

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการพยากรณ์อากาศและการจัดการคุณภาพอากาศมากขึ้น ทำให้เราสามารถเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที ภาคธุรกิจเองก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้ในการวางแผนการดำเนินงานได้เช่นกัน

ในอนาคต เราอาจได้เห็นแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่สามารถแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 แบบเรียลไทม์ หรือมีฟังก์ชันแนะนำกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ

ที่สำคัญ การช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อให้ ต้อนรับฤดูหนาววันแรก กรุงเทพฯ ท้องฟ้าเปิดโล่ง PM2.5 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน กลายเป็นเรื่องปกติในทุกๆ ปีนะครับ

ที่มา – ต้อนรับฤดูหนาววันแรก กรุงเทพฯท้องฟ้าเปิดโล่ง PM2.5 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

DHS โพสต์วิดีโอเพลงฮิตนาซีคืออะไร

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (DHS) ได้โพสต์วิดีโอใหม่ที่แปลกประหลาดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเมื่อวันพฤหัสบดี โดยมีภาพเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจับกุมผู้ประท้วงในพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน วิดีโอใช้เพลงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่พวกนาซีและกลุ่มคนผิวขาวที่เชื่อในอำนาจสูงสุดของคนผิวขาวในช่วงท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกของ Donald Trump ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการส่งสัญญาณลับๆ ถึงกลุ่มขวาจัด

DHS เขียนคำบรรยายวิดีโอว่า “จุดจบของยุคมืด จุดเริ่มต้นของยุคทอง” บนเว็บไซต์ต่างๆ เช่น X และ Instagram พร้อมลิงก์ไปยังเว็บไซต์จัดหางานของ ICE วิดีโอนี้ยังถูกโพสต์ไปยัง Bluesky ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่หน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่งเข้าร่วมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อล้อเลียนฐานผู้ใช้ที่เสรีนิยมมากกว่า

End of the Dark Age, beginning of the Golden Age.https://t.co/nZkBEj3GGi pic.twitter.com/6TRdCB6Tw2

— Homeland Security (@DHSgov) October 23, 2025

เพลงในวิดีโอคือเพลง “Little Dark Age” ของ MGMT ซึ่งเปิดตัวในปี 2018 แม้ว่าเพลงจะถูกทำให้ช้าลงในระดับที่ไร้สาระ และแม้ว่าไม่มีสิ่งใดในเพลงที่บ่งบอกถึงความเห็นอกเห็นใจต่ออุดมการณ์ขวาจัด (ในทางตรงกันข้าม) เพลงนี้ถูกนำมาใช้โดยผู้สร้างเนื้อหาขวาจัดในช่วงปลายปี 2020 เพื่อจับคู่กับภาพนาซีและภาพที่แสดงถึงอำนาจสูงสุดของคนผิวขาว

สถาบันเพื่อการเจรจาเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของอังกฤษที่ติดตามแนวคิดสุดโต่งทางออนไลน์ ได้เผยแพร่การศึกษาในปี 2021 ที่ระบุว่าเพลงนี้ได้รับความนิยมในหมู่พวกนาซี หนึ่งในตัวอย่างที่ใช้ในรายงานแสดงให้เห็นว่าเพลงนี้ถูกจับคู่บน TikTok กับสไลด์โชว์ของ George Lincoln Rockwell ผู้ก่อตั้งพรรคนาซีอเมริกัน ซึ่งถูกสังหารในปี 1967 ได้อย่างไร

แต่รายงานยังอธิบายถึงความนิยมของเพลงในการส่งเสริมลัทธินาซี Esoteric โดยนำเสนอมีมและตัวละครสมมติที่มีสัญลักษณ์ขวาจัดเช่น Sonnenrad หรือ Black Sun ข้อเท็จจริงที่ว่าเพลงนี้ยังถูกทำให้ช้าลงในลักษณะที่เกินจริงมากในวิดีโอของ DHS เป็นอีกหนึ่งลักษณะเด่นของวิดีโอขวาจัดที่แพร่ระบาดในช่วงต้นทศวรรษ 2020

อีกครั้ง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเพลงนี้ที่สมเหตุสมผลในฐานะเพลงบัลลาดสำหรับกลุ่มขวาจัด ดังที่คุณเห็นได้จากเนื้อเพลงบางส่วน ซึ่งดูเหมือนจะวิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงของตำรวจ:

The Guardian อธิบายความเกี่ยวข้องของกลุ่มขวาจัดกับเพลงนี้ใน บทความจากปี 2024: “แน่นอน การนำไปใช้ไม่ได้บ่งบอกอะไรมากเกี่ยวกับความสามารถของนีโอนาซีโดยเฉลี่ยในการทำความเข้าใจภาษาอังกฤษ เนื้อเพลงของ Little Dark Age ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นการประณามอเมริกาในยุค Trump และความรุนแรงของตำรวจที่เหยียดผิว”

Gizmodo ได้ติดต่อ DHS เพื่อขอความคิดเห็น และหน่วยงานดังกล่าวก็รู้สึกขุ่นเคืองกับคำถามของเรา

“เพียงเพราะคุณไม่ชอบอะไรบางอย่างไม่ได้ทำให้มันเป็นโฆษณาชวนเชื่อของนาซี นี่คือ ‘วารสารศาสตร์’ ระดับล่างสุด ‘Little Dark Age’ ของ MGMT เป็นที่นิยมอย่างมากในทั้งสองด้านของสเปกตรัมทางการเมือง ออกไปข้างนอก สัมผัสหญ้า และควบคุมตัวเอง” อีเมลที่ไม่มีลายเซ็นระบุ โดยอ้างว่าเป็น “โฆษกของ DHS”

หน่วยงานดังกล่าวยังส่งลิงก์ไปยังบทความปี 2022 ใน Spin เกี่ยวกับเพลงนี้ และเน้นคำพูดจาก Ben Goldwasser ผู้ร่วมก่อตั้ง MGMT ที่ระบุว่า “หลายครั้งที่ไม่มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น” DHS ไม่ตอบคำถามติดตามเกี่ยวกับผู้ที่อาจสร้างวิดีโอ

แน่นอนว่าควรคาดหวังการตอบสนองแบบนั้นจาก DHS กลุ่มขวาจัดมักดำเนินการในโลกแห่งการปฏิเสธที่น่าเชื่อถือ แต่เนื่องจากประธานาธิบดี Trump กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม DHS จึงโพสต์เนื้อหาฟาสซิสต์จำนวนมากที่ตั้งใจจะส่งสัญญาณถึงชาวอเมริกันว่าหน่วยงานนี้สุดโต่งเพียงใด

ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม Border Patrol ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ DHS ได้โพสต์วิดีโอไปยัง Instagram และ Facebook พร้อมเนื้อเพลงต่อต้าน Semitic “Jew me” และ “kike me” ซึ่งเพิ่งได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Border Patrol ลบวิดีโอและอัปโหลดใหม่พร้อมเพลงใหม่ แต่ไม่เคยอธิบายว่าทำไมจึงโพสต์ตั้งแต่แรก หน่วยงานเพิ่งส่งคำแถลงที่คล้ายกับ เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง

แต่ผู้คนในโซเชียลมีเดียรู้ว่าเพลง “Little Dark Age” อาจหมายถึงอะไร นักวิจารณ์การเมืองฝ่ายขวาคนหนึ่งบน X ถึงกับมีความคิด ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม โดยเขียนว่า “DHS ควรปล่อย Little Dark Age edit เพื่อแกล้งคน” และบัญชีขวาจัดจำนวนมากบน X เข้าใจเจตนาที่ตั้งใจไว้โดยการโพสต์วิดีโอด้วยเพลงนั้นอย่างชัดเจน

“Dhs กำลังโพสต์ Little Dark Age edit ช่วงเวลาที่บ้าคลั่งอยู่ในมือของเรา” บัญชีหนึ่งที่มีรูปโปรไฟล์ของตัวการ์ตูนอนิเมะสวมหมวกนาซีเขียนไว้

บัญชีสุดโต่งอีกบัญชีหนึ่งได้ quote-tweet วิดีโอ DHS โดยกล่าวว่า “Good job @DHS! คุณตามทันสิ่งที่เราอยู่ที่ 4 ปีที่แล้ว!” บัญชีนั้นรวมถึงการอัปโหลดวิดีโออื่นซึ่งมี Adolf Hitler พร้อมข้อความ “12 years not a slave” และภาพหน้าจอจากการอาละวาดสดของ Brenton Tarrant ผู้ก่อการร้ายที่เชื่อในอำนาจสูงสุดของคนผิวขาว ซึ่งสังหาร 51 คนที่มัสยิดสองแห่งใน Christchurch ประเทศนิวซีแลนด์ในปี 2019

ไม่ใช่แค่เพลงที่ DHS เลือกเท่านั้นที่บ่งบอกว่าหน่วยงานรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ภาพใน “Little Dark Age” edit ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิน่าขนลุกมาก โดยใช้ภาพจากการประท้วงที่ ICE facility ในพอร์ตแลนด์ และสุนทรียภาพที่ผิดพลาดซึ่งเป็นเรื่องปกติในหมู่ผู้สร้าง Fashwave (ใช่ Fash คือ Fascist) วิดีโอมีโลโก้ “antifa” ที่ถูก DHS โค่นล้ม เช่นเดียวกับคลิปเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากป้องกันแก๊สพิษขณะจับกุมผู้คนท่ามกลางควัน

แน่นอน เมื่อคุณเริ่มพูดถึงมุมที่คลุมเครือของอินเทอร์เน็ตขวาจัดในขณะที่ใช้คำต่างๆ เช่น Fashwave อาจฟังดูไร้สาระเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงมีมบนอินเทอร์เน็ต แต่มีภาษาภาพที่พัฒนาขึ้นทางออนไลน์ในหมู่กลุ่มขวาจัด และในขณะที่ DHS สามารถยืนกรานว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจให้ตีความว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อของนาซี แต่มีพวกนาซีจำนวนมากทางออนไลน์ที่เชื่อเป็นอย่างอื่น

DHS โพสต์วิดีโอเพลงฮิตนาซีคืออะไร

ทำไม DHS ถึงโพสต์วิดีโอเพลงฮิตนาซี

การที่ DHS โพสต์วิดีโอที่ใช้เพลง “Little Dark Age” ซึ่งเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมในกลุ่มขวาจัดและผู้ที่ชื่นชอบลัทธินาซี ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเจตนาของหน่วยงาน

การเลือกเพลงและภาพที่ใช้ในวิดีโอ ทำให้เกิดความกังวลว่า DHS อาจกำลังส่งสัญญาณลับๆ ถึงกลุ่มขวาจัด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตราย

DHS โพสต์วิดีโอเพลงฮิตนาซีคืออะไร? นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดพลาดในการตัดสินใจ แต่เป็นการกระทำที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เข้าใจถึงแรงจูงใจที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

การที่หน่วยงานรัฐบาลใช้เพลงที่เชื่อมโยงกับกลุ่มสุดโต่ง ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและความกังวลเกี่ยวกับทิศทางของหน่วยงาน

เราต้องเรียกร้องให้ DHS ให้คำอธิบายที่ชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานจะยึดมั่นในหลักการของความยุติธรรมและความเท่าเทียมกัน

ที่มา – DHS Posts Video Featuring Song Popular With Nazi Creators

Assassin’s Creed Syndicate จุดเริ่มต้นตัวละครคู่

เกม Assassin’s Creed มีมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่เกมที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจวิวัฒนาการของซีรีส์ หนึ่งในนั้นคือ Assassin’s Creed Syndicate ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2015 สำหรับ PC, PlayStation 4 และ Xbox One นอกเหนือจากการแก้ไขข้อผิดพลาดหลังจาก Assassin’s Creed Unity ในปี 2014 แล้ว สิ่งที่ Ubisoft พยายามแก้ไขอย่างเปิดเผยในวิดีโอเปิดตัว Syndicate คือภาคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่กลายเป็นองค์ประกอบหลักของแฟรนไชส์และเกมแอ็กชันผจญภัยในวงกว้าง นั่นคือความสามารถในการเล่นเป็นตัวละครหลักสองตัวที่มีพัฒนาการเต็มที่

ในหลากหลายประเภทเกม ผู้เล่นสามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครได้หลายตัว แต่ไม่ใช่ทุกการนำไปใช้จะเท่าเทียมกัน และสำหรับแฟรนไชส์ การใช้งานนี้ได้พัฒนาไปตามกาลเวลา เกมยิงอย่าง Halo ได้พัฒนาจากการให้ผู้เล่นคนที่สองเป็น Master Chief คนที่สอง ไปเป็นการให้พวกเขาเป็น Arbiter หรือ Spartan คนอื่น ๆ จากเนื้อเรื่องหลักของซีรีส์ ขึ้นอยู่กับเกม ในขณะที่ Grand Theft Auto V ของ Rockstar (และภาคต่อที่กำลังจะมาถึง) มีตัวละครหลักที่สามารถเล่นได้ซึ่งเปิดตัวเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่เกม Red Dead Redemption แนะนำตัวละครที่สองในช่วงท้ายของเรื่องราวและนำหน้าด้วยการเสียชีวิตอย่างชัดเจนของตัวละครหลักที่ระบุไว้

เมื่อเกมเปลี่ยนไปเป็นมุมมองอื่น มันสามารถแนะนำกลไกใหม่ ๆ (ดู Ratchet & Clank) สร้างความรู้สึกใหม่ของความเปราะบางหรือพลัง (The Last of Us) หรือเพียงแค่นำเสนอมุมมองอื่นในเรื่องราว (Metal Gear Solid 2)

ในตัวอย่างข้างต้นและอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง นักพัฒนาถือว่าการมีตัวละครหลักอีกตัวเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อพูดถึง Assassin’s Creed Syndicate สถานะนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเกม Evie Frye คือตัวละครหญิงนำคนที่สามของซีรีส์ รองจาก Aveline de Grandpré จาก Assassin’s Creed 3: Liberation และ Shao Jun จาก Assassin’s Creed Chronicles: China แต่เมื่อพูดถึงเกมหลัก Evie เป็นผู้หญิงคนแรก ซึ่งมีความสำคัญมากในตอนนั้น Unity ขาดผู้หญิงที่สามารถเล่นได้อย่างเห็นได้ชัด เพราะ Alex Amancio ผู้กำกับฝ่ายสร้างสรรค์กล่าวว่า การทำให้พวกเธอสามารถเล่นได้จะต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษ

ข้อถกเถียงนั้นครอบงำ Evie ควบคู่ไปกับความกังวลว่าเธอจะได้รับการจัดการอย่างไรใน Syndicate การตลาดส่วนใหญ่และหน้าปกเกมอาจลดความสำคัญของเธอลงเมื่อเทียบกับ Jacob พี่ชายฝาแฝดของเธอ แต่จากกระแสตอบรับเชิงบวกโดยรวมของทั้งคู่ เธอโดดเด่นกว่า และการแสดงของเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล DICE ในปี 2016 ด้วย

จากความนิยมนั้น Ubisoft เริ่มยอมรับความหลากหลาย โดยให้ผู้เล่นปรับแต่งเพศ เชื้อชาติ หรือทั้งสองอย่างในชื่อเรื่องต่าง ๆ เช่น Far Cry 5 และ 6 และ Immortals: Fenyx Rising โดยตัวละครหลักจะใช้ชื่อหรือตำแหน่งที่เป็นกลางทางเพศ เช่น “Deputy” เมื่อพูดถึง Assassin’s Creed Odyssey ในปี 2018 ให้ผู้เล่นเลือกระหว่าง Alexios และ Kassandra ในขณะที่ Valhalla ในปี 2020 มี Eivor Varinsdottir ไวกิ้งที่กลายเป็นนักฆ่าในเวอร์ชันชายหรือหญิง ซึ่งพวกเขาสามารถสลับไปมาระหว่างกันได้ตลอดเวลา หรือปล่อยให้เกมกำหนดในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง

ในขณะที่การสลับเพศของ Eivor มีความซับซ้อนจากแนวทางของ Valhalla ที่มีต่อเทพปกรณัมนอร์ส ทั้งมันและ Odyssey ถือว่าผู้หญิงของตนเป็นตัวละครหลักตามเนื้อเรื่องหลักของแฟรนไชส์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทั้งหมด รายงานปี 2020 เปิดเผยว่า Kassandra เดิมทีเป็นตัวละครหลักเพียงคนเดียวของ Odyssey ก่อนที่ Alexios จะถูกทำให้เล่นได้เช่นกัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ทำขึ้นโดยอิงจากสมมติฐานที่ไม่ถูกต้องว่าเกมที่นำแสดงโดยผู้หญิงเพียงคนเดียวจะไม่สามารถขายได้ ในรายงานเดียวกันนั้น เราได้เรียนรู้ว่า Syndicate เดิมทีมีการแบ่งบทบาทระหว่าง Evie และ Jacob ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น และ Assassin’s Creed Origins ในปี 2017 จะฆ่าตัวละครหลัก Bayek และเปลี่ยนมุมมองไปยัง Aya ภรรยาที่ห่างเหินของเขา

ในการทำงานภายใต้ข้อจำกัดของการจัดการที่เป็นพิษของ Ubisoft ในขณะนั้น นักพัฒนา Creed ได้สร้างเทรนด์ที่ช่วยกำหนดชื่อปัจจุบัน หากพวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น Assassin’s Creed Shadows ในปี 2025 อาจไม่มีตัวละครนำสองคน Naoe และ Yasuke หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกมนั้นนำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นในแนวทางนี้โดยอิงจาก Yasuke จากบุคคลในโลกแห่งความเป็นจริง และตอนนี้เรารู้แล้วว่าเกมในอนาคตจะตั้งอยู่ในยุโรปในศตวรรษที่ 16 และชื่อที่ถูกยกเลิกไปแล้วจะอยู่ในช่วงสงครามกลางเมือง เป็นไปได้ว่าทั้งสองโครงการหรือโครงการในอนาคตจะทดลองกับสิ่งนี้ต่อไป

ควบคู่ไปกับ Assassin’s Creed Syndicate เกม AAA จำนวนมากขึ้นเริ่มกลายเป็นเกมที่ใช้สองมือ และหลายเกมได้ทำให้สิ่งนั้นเป็นจุดขายที่เฉพาะเจาะจง เช่นเดียวกับเกม Far Cry ที่กล่าวถึงข้างต้น ชื่อเรื่องต่าง ๆ เช่น Mass Effect Andromeda และ Fallout 4 ถือว่าตัวละครหลักสองตัวของตนเป็นสิ่งที่ใช้แทนกันได้ โดยมีความแตกต่างกันหลัก ๆ ที่เพศและนักพากย์

แต่มีการเน้นที่เพิ่มขึ้นในการให้เหตุผลเชิงบรรยายสำหรับการมีตัวละครหลักหลายตัว บางครั้ง เหตุผลก็อยู่ตรงหน้าแล้ว เช่น วิธีที่เกม Spider-Man สร้าง Miles Morales ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติในภาคก่อนหน้านี้ เพื่อให้เขามาถึงอย่างเต็มรูปแบบใน Marvel’s Spider-Man 2 ในฐานะผู้นำร่วมในการติดตั้งในอนาคตที่เป็นไปได้ บางครั้ง ความสำคัญของตัวละครที่สองจะค่อย ๆ เปิดเผยออกมา เช่นเดียวกับที่ The Last of Us Part II ทำกับ Abby หรือวิธีที่ Clair Obscur: Expedition 33 วนเวียนผ่านมุมมองที่เฉพาะเจาะจงสามมุมมอง ได้แก่ Gustave, Verso และ Maelle น้องสาวของทั้งสองคน เมื่อผู้สำรวจค้นพบสถานที่ของตนในโลก

ในกรณีเหล่านี้ สิ่งที่ตัวละครเอกคนที่สอง (หรือสาม) มีส่วนร่วมในเรื่องราวมีความสำคัญมากพอ ๆ หรือมากกว่าเวลาเล่นของพวกเขาเมื่อเทียบกับผู้ที่ถูกวางให้เป็น “หลัก” จนถึงจุดนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักพัฒนารับทราบและรู้วิธีใช้ประโยชน์ Expedition ทำได้ดีมากในการแสดงลักษณะของ Gustave การเสียชีวิตของเขาในตอนท้ายขององก์ที่ 1 ทำให้ผู้เล่นน้ำตาไหล (การให้ Charlie Cox นักแสดงจาก Daredevil ให้เสียงก็ช่วยได้) ในเชิงบรรยายและต่อผู้เล่น การขาดหายไปของเขาครอบงำส่วนที่เหลือของเกม แม้ว่าเวลาเล่นของเขาจะน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวม บ่อยครั้งที่ตัวละครอย่างเขาทำหน้าที่เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารจานหลักของการได้เห็นพวกเขาโต้ตอบกับคนร่วมสมัยและอาจก้าวลงเพื่อให้ตัวละครที่สองก้าวขึ้น บางทีอาจถึงขั้นเข้าควบคุมไปข้างหน้า แม้แต่ในเกมที่ตัวละครที่สองลงเอยด้วยการได้รับการบริการที่ไม่ดีนัก เช่น Arbiter ในเกม Halo พวกเขาก็ยังมีแนวโน้มที่จะลงเอยด้วยการมีแฟน ๆ เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง

แตกต่างจากรูปแบบที่คุ้นเคยอื่น ๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่น เกมจังหวะ หรือ Battle Royale ไม่มีความเสี่ยงที่แท้จริงที่เกมสองมือจะหมดความนิยมในเร็ว ๆ นี้ มันเป็นกลไกที่ดีที่ไม่ล่วงล้ำหรือไม่ทรยศต่อหลักการพื้นฐาน เช่นเดียวกับที่ Co-op สามารถเป็นได้ และผู้เล่นดูเหมือนจะชอบแนวคิดในการเปลี่ยนไปมาระหว่างตัวละครหลายตัว โดยทั่วไป บางเกมจะไม่เป็นอย่างที่มันเป็นหากไม่มีมัน และดังที่ Assassin’s Creed ได้แสดงให้เห็นแล้ว มันสามารถช่วยให้ซีรีส์ดำเนินต่อไปได้อีกเล็กน้อย

Assassin’s Creed Syndicate จุดเริ่มต้นตัวละครคู่

ทำไม Assassin’s Creed Syndicate ถึงสำคัญ?

Assassin’s Creed Syndicate เป็นมากกว่าเกม เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของเกมที่มีตัวละครคู่มากขึ้นในปัจจุบัน

เกมนี้แสดงให้เห็นว่าการมีตัวละครหลักสองตัวสามารถเพิ่มมิติใหม่ให้กับเรื่องราวและสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นได้อย่างไร

Assassin’s Creed Syndicate ได้วางรากฐานสำหรับเกมในอนาคตที่มีตัวละครคู่ ไม่ว่าจะเป็น Assassin’s Creed Shadows หรือเกมอื่น ๆ ที่กำลังจะมาถึง

การมีตัวละครคู่ในเกมไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกเล่น แต่เป็นกลไกที่สามารถปรับปรุงเรื่องราวและมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่หลากหลายและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น

Assassin’s Creed Syndicate ได้พิสูจน์แล้วว่าการมีตัวละครคู่สามารถเป็นจุดแข็งของเกมได้ หากได้รับการพัฒนาและนำเสนออย่างเหมาะสม

อนาคตของเกมที่มีตัวละครคู่ดูสดใส และเราคาดว่าจะได้เห็นเกมที่น่าสนใจยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – ‘Assassin’s Creed Syndicate’ Helped the Rise of Dual Protagonists

Gen V ซีซั่น 2: 5 จุดเด่น 5 จุดด้อย

หลังจากไตร่ตรองถึงบทสรุปของ The Boys ซีซั่น 4 ถึงทีที่เราจะหันกลับมามองซีรีส์สปินออฟที่ทั้งดีและอาจจะดีกว่าอย่างน่าประหลาดใจ อย่าง Gen V

ซีซั่น 2 มีหลายอย่างให้สานต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากตอนจบของซีซั่นแรกที่ทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าติดตาม: Homelander เข้ามาทำลายความสนุก และ Billy Butcher ไล่ล่าไวรัสฆ่าซูเปอร์ฮีโร่ แม้ว่าซีรีส์จะยังคงองค์ประกอบบางอย่างที่แฟนๆ ชื่นชอบและชื่นชมมากกว่าซีรีส์รุ่นพี่ แต่ซีซั่น 2 ก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความเบื่อหน่าย ซึ่งบ่งบอกว่าซีรีส์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการล้อเลียนการจัดการแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ และตารางการออกอากาศที่ล้นทะลักของพวกเขานั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้โดยการเลียนแบบ

Io9 2025 Spoiler

เมื่อนักแสดง Chance Pedromo เสียชีวิต แฟนๆ หลายคนตั้งคำถามว่า Gen V จะจัดการกับตัวละคร Andre Anderson อย่างไร แทนที่จะเปลี่ยนนักแสดง ผู้จัดได้เลือกที่จะให้เกียรติ Pedromo โดยการรวมการเสียสละนอกจอของตัวละครของเขาเข้ากับโครงเรื่อง ทำให้มันเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังกลุ่มตัวละคร แม้ว่าแนวทางนี้อาจจะดูงุ่มง่าม แต่สุดท้ายมันก็นำไปสู่เรื่องราวที่แข็งแกร่งขึ้น

ไม่เพียงแต่จะคล้ายกับแนวทางของ Ryan Coogler ในการจัดการกับการเสียชีวิตของ Chadwick Boseman ใน Black Panther 2 เท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดบอดที่เห็นได้ชัดในตำนานที่ใช้ร่วมกันของทั้ง The Boys และ Gen V: แม้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่เหนือมนุษย์และการเพิ่มขึ้นของลัทธิฟาสซิสต์ การเหยียดเชื้อชาติยังคงอยู่ และการมีพลังพิเศษไม่ได้ยกเว้นใครจากการถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้งโดยผู้มีอำนาจ

มันเป็นเส้นที่ละเอียดอ่อนในการเดิน แต่รายการก็ประสบความสำเร็จในการแสดงให้เห็นว่าอำนาจที่ Vought นั้นไม่แตกต่างจากระบอบฟาสซิสต์อื่นๆ Andre ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญตลอดทั้งฤดูกาล โดยมีตัวละครสวมเสื้อฮู้ดของเขาและเตือนคนอื่นๆ ถึงแสงสว่างของเขา กลายเป็นจุดสูงสุดที่เจ็บปวดในฤดูกาลที่น่าเบื่อ

การเป็นครูใหญ่คนใหม่ที่ God U โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นของ Homelander จำเป็นต้องมีบุคลิกที่แข็งแกร่งเพื่อเทียบเคียงกับภัยคุกคามของชายเด็กที่ไม่มั่นคงและมีพลังมากเกินไปคนนั้น การคัดเลือก Hamish Linklater ให้เป็น Cipher ใน Gen V เป็นการตัดสินใจที่น่าทึ่ง ในแง่ของการอ้างอิงถึงความเป็นจริง มันสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่จะให้ Linklater รับบทนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการรับบท Batman ที่เงียบขรึมแต่มีเสน่ห์ของเขาเมื่อเร็วๆ นี้ใน Batman: Caped Crusader ซึ่งผสมผสานเข้ากับตำนานของตัวละครได้อย่างชาญฉลาด และแฟนๆ ของ Midnight Mass ก็รู้ว่าเขามีพลังที่จะโน้มน้าวใครก็ได้ในทุกสิ่งด้วยคำพูดของเขา ไม่ว่ามันจะยาวแค่ไหนก็ตาม เขามีพรสวรรค์ในการใช้คำพูดจริงๆ

ในซีซั่นนี้ของ Gen V การแสดงของ Linklater ในบท Cipher ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นคุณภาพของรายการ พร้อมทั้งหมุนปุ่มไปที่ 11 ในระดับของวายร้ายที่คุณไม่ต้องการยุ่งด้วยในจักรวาล The Boys การแสดงที่น่าขนลุกของเขาผสมผสานองค์ประกอบของ Kilgrave จาก Jessica Jones เข้ากับอารมณ์ขันและคำพูดติดตลกของ Gen V ที่หนักหน่วงเกินไป ทำให้ทุกฉากที่เขาปรากฏตัวโดดเด่นและขโมยช่วงเวลาสำคัญ น่าเสียดายที่รายการดึงโมเมนตัมบางส่วนออกจากตัวละครของเขาไปสู่ตอนจบ เราจะพูดถึงเรื่องนั้นในภายหลัง

Emma มีช่วงเวลาที่ยากลำบากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พลังของเธอในการเติบโตและหดตัวเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความผิดปกติของร่างกายของเธอ และท้ายที่สุดเธอก็กลายเป็นเป้าหมายของเรื่องตลกสำหรับทุกคนในมหาวิทยาลัย ในขณะที่เธอกำลังทำภารกิจของตัวเอง กลุ่มที่เหลือก็ทำในสิ่งที่พวกเขาทำ โดยมาบรรจบกันเป็นครั้งคราว นั่นหมายความว่า Emma ได้รับการพัฒนาตัวละครที่จำเป็นมากเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่ในห้อง: พลังของเธอ ตัวกระตุ้นที่เป็นอันตราย และวิธีการพยายามเอาชนะพวกมัน ในรายการที่เกี่ยวกับช่วงเวลาที่น่าขยะแขยงทั้งหมด เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นสิ่งนี้ได้รับการจัดการด้วยวุฒิภาวะในระดับหนึ่งและด้วยความชำนาญ แม้ว่าการเล่นตลกของเธอในฤดูกาลนี้จะไม่บ้าคลั่งน้อยกว่าฤดูกาลที่แล้วก็ตาม ขอสิ่งนี้เพิ่ม และเรื่องราวความรักสามเส้าที่ไม่ไปไหนมาไหนเร็วๆ นั้นให้น้อยลงด้วย

ด้วยการล้อเลียนภูมิทัศน์ทางการเมืองของเราที่ขยายตัวตลอดเวลา ซึ่ง The Boys เป็นตัวแทนนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เห็นผลกระทบและผลที่ตามมาจากระดับพื้นดิน นี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ทำให้ซีซั่นแรกของ Gen V เป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ายินดีของ The Boys Gen V ไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยเนื้อหาต้นฉบับ ทำให้มีอิสระมากขึ้นในการสำรวจธีมต่างๆ โดยไม่ถูกจำกัดอยู่ในการพัฒนาโครงเรื่องที่ใจร้ายตามแบบฉบับของ The Boys ซึ่งมักจะสรุปได้ว่ามีคนเป็นสัตว์ประหลาดทางเพศ และผู้ชมต้องดูรายละเอียดที่ละเอียดถี่ถ้วน

Gen V รู้สึกไตร่ตรองถึงทิศทางของมันมากกว่า ดึงหัวใจของคุณและมีส่วนร่วมกับจิตใจของคุณ แทนที่จะพึ่งพาหมัดเด็ดที่น่าขยะแขยงที่คุณต้องเตรียมใจรับ เพราะคุณ รู้ ว่ามันกำลังจะมา แม้ว่า The Boys มักจะดึงความคล้ายคลึงทางการเมืองโดยตรงซึ่งบางครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นภาพร่าง Saturday Night Live ที่ถูกทิ้งขว้าง Gen V นำเสนอมุมมองที่ตลกขบขันมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของการปกครองแบบฟาสซิสต์อย่างเปิดเผยของ Homelander และผลกระทบต่อ นักเรียนที่ God U การสำรวจพลวัตของอำนาจระหว่างนักเรียนที่มีพลังพิเศษและไม่มีพลังพิเศษ ควบคู่ไปกับการโฆษณาชวนเชื่อที่เผยแพร่ออนไลน์และในมหาวิทยาลัย ได้เพิ่มมิติที่น่าสนใจให้กับสิ่งที่อาจเป็นทิศทางที่ตื้นเขินสำหรับฤดูกาล

เราไม่ได้ทำจากหิน! ความสัมพันธ์ที่กำลังเบ่งบานนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน การได้เห็นพวกเขาจากพันธมิตรที่ไม่เต็มใจและไม่เป็นทางการ ไปจนถึงคู่หูที่ใกล้ชิด (และแฟนเก่า) เป็นเรื่องเบาใจที่ได้เห็นในรายการ นอกจากนี้ การได้เห็นความผูกพันของพวกเขาเติบโตขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะถูกวางตัวต่อกันในการต่อสู้ด้วยพลังพิเศษที่ได้รับการอนุมัติจากโรงเรียน โดยมีการคุกคามเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด (และการคุกคามที่ก้าวร้าว) ถาโถมเข้าใส่พวกเขาเพราะสิ่งที่พวกเขาเป็น มันก็เป็นเรื่องที่ดี เราชอบความอ่อนโยนที่ Jaz Sinclair, London Thor และ Derek Luh นำมาสู่ตัวละครเหล่านี้ และรอคอยจินตนาการแก้ไขที่ถูกเขียนขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยในขณะที่เราพูดคุยกัน

มันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีอย่างยิ่งสำหรับรายการซูเปอร์ฮีโร่ เมื่อคุณสามารถมองไปทางอื่นเพื่อไปยุ่งกับโทรศัพท์ของคุณอย่างสบายใจเมื่อใดก็ตามที่มีการต่อสู้แบบปะทะกัน และรู้สึกว่าคุณไม่ได้พลาดอะไรมากนัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซีซั่นนี้ของ Gen V ขาดซอสที่จะทำให้การต่อสู้ใดๆ ของพวกเขารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะดู ใครบางคนถูกผลัก มือยื่นออกไป เพื่อผลักคนอื่นๆ มากขึ้น และบางครั้งก็จะมีเลือดมากมาย

ไม่ใช่ว่ารายการทำให้เกิดความไม่รู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้น มันแค่ดูเหมือนความคิดฟุ้งซ่านราคาถูกในการนำเสนอในฤดูกาลนี้ บางครั้งก็อาจรู้สึกเหมือนกับว่ารายการลืมไปว่า การเป็นเวอร์ชัน CW ที่เน้นวัยรุ่นของ The Boys ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องดูเหมือนว่ากำลังดำเนินการด้วยงบประมาณที่จำกัด โดยตัดมุมเพื่อให้การกระทำของมันดูคุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมแบบเลื่อนระดับ ที่ Prime Video กำลังเรียกเก็บจากสมาชิก (พร้อมโฆษณา!)

การเป็นซีซั่นที่สองของรายการที่แยกตัวออกมาจากซีรีส์ที่ใกล้จะจบลง น่าเสียดายที่การก้าวเดินอย่างมีระเบียบวิธีมากขึ้นของ Gen V จากซีซั่นก่อนหน้า ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือปริศนาที่ค่อยๆ สร้างขึ้น รู้สึกเร่งรีบในครั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นที่เข้าใจได้ว่า The Boys อาจดูรวดเร็วเล็กน้อยในการเปลี่ยนฉากเมื่อใกล้ถึงจุดไคลแม็กซ์ แต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นของ Gen V ได้ลดทอนการพัฒนาตัวละครและทำให้ประสบการณ์การรับชมโดยรวมอ่อนแอลง แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่โครงเรื่องของตัวเอง ดูเหมือนว่ามันจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความน่าสนใจให้กับ The Boys ซึ่งท้ายที่สุดก็เร่งรีบผ่านเรื่องราวของตัวเองโดยไม่ได้แก้ไขจุดสำคัญของโครงเรื่องที่เปิดตัวไว้ให้ดี

ในตอนแรก มันทำให้ตัวละครของเขารู้สึกถึงความสมจริง เกือบจะถึงจุดที่เปล่งเสียงทุกเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ในแผนการที่รีบเร่งของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แผนการของพวกเขาต่อต้าน God U ผิดเพี้ยนไป แต่ในแต่ละตอนที่ผ่านไป มันเริ่มรู้สึกเหมือนไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดของกลุ่ม และเป็นเหมือนห้องนักเขียนที่เปิดเผยทุกสิ่งบนโต๊ะเพื่อให้สิ่งต่างๆ ผิดพลาดหรือเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อที่จะไม่ต้องพยายามสำรวจพวกเขาอย่างเต็มที่

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงลงเอยในที่ที่พวกเขาควรอยู่ แม้ว่าสิ่งต่างๆ จะพังทลายลง แต่ฮีโร่ของเราก็ได้รับอนุญาตให้… ออกไปและกลับมารวมตัวกันในภายหลังเพื่อตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ความรู้สึกเสี่ยงใดๆ ในฤดูกาลนี้กับนักแสดง Gen V รู้สึกเหมือนเป็นโมฆะไปทั้งหมด เป้าหมายหลักดูเหมือนจะเป็นการช่วย The Boys ถ่ายทอดกระบองไปยังตอนจบของซีรีส์ และนั่นแย่มาก

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น Cipher เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมสำหรับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ การมีพลังในการสวมรอยใครก็ตามราวกับว่าเขาเป็นตัวเอกใน The Nomad Soul ของ Quantic Dream เป็นสิ่งที่น่ากลัว และการแสดงของ Linklater ก็เพิ่มน้ำหนักให้กับบุคลิกที่น่าเกรงขามของเขา

ด้วยความเคารพต่อนักแสดงบรอดเวย์ SpongeBob, คนรักของ Ariana Grande และดารา Wicked อย่าง Ethan Slater แต่การเปิดเผยว่าเขาเป็น Cipher ตลอดเวลานั้น ทำให้ทุกคนหายใจไม่ออกโดยสิ้นเชิง เขาเป็นตัวละครที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเมื่อ Slater ปรากฏตัว คำพูดตลกขบขันที่สนุกสนานหายไป และสิ่งที่เราเหลืออยู่คือชายขี้ขลาดที่พยายามจะดูน่าเกรงขาม แต่ เขาไม่ใช่คนๆ นั้นอย่างเห็นได้ชัด การสูญเสียรัศมีของผู้คนในยุคต่างๆ อย่างที่เด็กๆ พูดกัน

มาซื่อสัตย์กันสักครู่: อารมณ์ขันแบบ The Boys อยู่ห่างจากการเป็นแบบ Deadpool เพียงไม่กี่ก้าว และไม่ได้อยู่ในทางที่ดี พวกเขาเป็นเรื่องตลกของเด็กวัยรุ่น ที่เมื่อคุณถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับพวกมันแล้ว พวกมันก็ไม่ได้ดีขึ้นเมื่อกลับมาทบทวนอีกครั้ง และแน่นอนว่าในขณะที่ตลกขบขันเป็นเรื่องส่วนตัว ความขัดแย้งของอารมณ์ขันในโรงเรียนมัธยมที่เฉียบคมที่หลุดออกมาจากปากของผู้ใหญ่ที่เติบโตแล้ว ทำให้ The Boys รู้สึกแปลกและไม่จริงจังอยู่เสมอ Gen V ด้วยฉากในโรงเรียน ทำให้เรื่องตลกที่หยาบคายของมันรู้สึกเข้าท่ามากขึ้น เพราะความขี้เล่นที่น่าตกใจของมันต้องการการระงับความไม่เชื่อจากผู้ชมน้อยลง

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ประเภทของเรื่องตลกในซีซั่นนี้เริ่มสูญเสียเกราะป้องกัน ได้รับเพียงเสียงหัวเราะที่น่าสมเพชจากความพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะตลก หรือไม่ได้รับความนิยมเลยจากผู้ชม มันยังไม่ได้ช่วยอะไรที่ซีซั่นนี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากวลีที่ว่า “ผู้คนไม่ได้พูดกันแบบนั้น” โดยที่คนตลกที่น่าจะเป็นส่วนใหญ่ของกลุ่มต้องเดินไกลเพื่อให้เรื่องตลกของพวกเขาไม่คุ้มค่าที่จะต้องทนทุกข์ทรมาน

ดังที่เราได้อธิบายไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน ณ จุดนี้ ซีซั่นที่สองของ Gen V รู้สึกเหมือนว่าทีมงาน The Boys ได้เริ่มพูดจาออกสองทางเกี่ยวกับความต้องการที่ไม่หยุดหย่อนของ Marvel และ DC Comics ในการสร้างแฟรนไชส์ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของผลลัพธ์ที่น่าเบื่อเหมือนกัน คราวนี้ Gen V รู้สึกเหมือนไม่ใช่ภาคแยกที่สดชื่น แต่เป็นเหมือนตัวอย่างตอนๆ เพื่อให้ผู้คนตื่นเต้นกับมหกรรมเต็นท์ที่ชื่อว่า The Boys

เราเห็นการปรากฏตัวของแขกรับเชิญมากมาย โดยที่ตัวละครจาก The Boys มีความสำคัญเท่ากับตัวกันชนทีวีที่โฆษณาอีกรายการที่จะออกอากาศหลังจากรายการที่คุณกำลังรับชมอยู่ แทนที่จะเติมเต็มโครงเรื่อง ในความเป็นจริง มันจะน่าอับอายมากหากรายการนี้ไม่ได้รับการคัดเลือกสำหรับฤดูกาลที่สามหลังจากใช้เวลามากในการพยายามกระตุ้นความสนใจให้กับตอนจบของซีรีส์ The Boys แต่จริงๆ แล้วจะมีประโยชน์อะไร เพราะรางเรื่องราวที่ Gen V รู้สึกเหมือนว่ามันได้วิ่งออกจากรางที่จะดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพหลังจากที่ The Boys จบลงอย่างไรก็ตาม? จับตาดูพื้นที่ เราเดาว่า

Gen V ซีซั่นสองกำลังสตรีมอยู่บน Prime Video ซีซั่นที่ห้าและซีซั่นสุดท้ายของ The Boys จะมาถึงในปี 2026

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่ ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะได้เห็น Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

โดยรวมแล้ว Gen V ซีซั่น 2 มีทั้งจุดที่น่าประทับใจและการพัฒนาที่น่าผิดหวัง การตัดสินใจที่จะให้เกียรติ Chance Pedromo นั้นทำได้อย่างงดงาม แต่การเดินเรื่องที่เร่งรีบและการพึ่งพาเรื่องตลกที่ซ้ำซากทำให้คุณค่าโดยรวมลดลง หวังว่าซีซั่นต่อๆ ไปจะแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้และสานต่อจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์นี้ได้

Gen V ซีซั่น 2: 5 จุดเด่น 5 จุดด้อย

อะไรที่ทำให้ Gen V ซีซั่น 2 โดดเด่น?

สำหรับเราคือการแสดงของ Hamish Linklater ในบท Cipher ที่ทำให้ซีรีส์นี้น่าติดตาม

ที่มา – 5 Things We Liked, and 5 We Didn’t, About ‘Gen V’ Season 2

Amazon กับ AI ช่วยให้คุณช้อปปิ้งง่ายขึ้น

อเมริกาคือบ้านของนักช้อปที่แท้จริง ประเทศที่ผู้คนกระหายเงินทอง และอย่างที่ George Carlin เคยกล่าวไว้ พวกเขาถูกฝึกให้ใช้ “เงินที่พวกเขาไม่มีซื้อของที่พวกเขาไม่ต้องการ” และมันก็เป็นเรื่องจริงที่การซื้อของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อของออนไลน์ อาจเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก อย่างไรก็ตาม มันก็อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากเช่นกัน อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และบ่อยครั้งเมื่อคุณนำมันเข้ามาในห้องนั่งเล่นและเปิดกล่อง คุณก็ยังไม่พอใจ

แต่ตอนนี้ ความสามารถทางจิตใจเพียงเล็กน้อยที่จำเป็นในการซื้อของออนไลน์จะถูกทำให้เป็นอัตโนมัติอย่างหมดจดด้วยตัวเลือกปัญญาประดิษฐ์ใหม่จาก Amazon

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Amazon ได้เปิดตัว Help Me Decide ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของคุณ จากนั้น หากคุณติดอยู่กับว่าจะซื้อสินค้ารายการใดเป็นพิเศษ มันก็จะตัดสินใจให้คุณเอง

“Help Me Decide ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ประวัติการเข้าชมและความชอบของคุณ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับคุณด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว” ประกาศของผลิตภัณฑ์กล่าว “เครื่องมือนี้ช่วยให้ลูกค้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว” พวกเขากล่าวเสริม

ฟีเจอร์นี้จะปรากฏเป็นป๊อปอัปที่มุมขวาบนของหน้าจอ หากคุณเลื่อนดูผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งนานเกินไป Amazon กล่าว หากคุณตัดสินใจที่จะใช้มัน ฟีเจอร์นี้ – เช่นเดียวกับฟีเจอร์อัตโนมัติอื่นๆ ของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ – จะใช้อัลกอริทึมเพื่อวิเคราะห์กิจกรรมการซื้อของคุณ จากนั้นจึงเลือกผลิตภัณฑ์ที่ “เหมาะสม” สำหรับคุณ

เพื่อไม่ให้คุณคิดว่า Amazon จะผลักดันให้คุณซื้อสินค้าราคาแพงกว่าเสมอ บริษัทสัญญาว่าจะเสนอช่วงราคาที่หลากหลาย รวมถึง “ตัวเลือกอัปเกรดและตัวเลือกราคาประหยัด” (แม้ว่าใครจะรู้ว่าพวกเขาน่าเชื่อถือหรือไม่)

“Help Me Decide ช่วยประหยัดเวลาของคุณโดยใช้ AI เพื่อให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของคุณ หลังจากที่คุณได้เรียกดูรายการที่คล้ายกันหลายรายการแล้ว ทำให้คุณมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ” Daniel Lloyd รองประธานฝ่าย Personalization ของ Amazon กล่าว “Help Me Decide สร้างขึ้นจากความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้ AI เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าโดยการสร้างเครื่องมือที่ทำให้การช้อปปิ้งง่ายขึ้นและสนุกสนานยิ่งขึ้น”

ในแง่หนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่สะดวกสบาย เนื่องจากเวลาหลายชั่วโมงที่คุณอาจใช้ในการสแกน Amazon และพยายามถอดรหัสความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ที่เกือบจะเหมือนกันสิบรายการ สามารถลดลงได้อย่างมากในตอนนี้ ในขณะเดียวกัน มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนเป็นอีกก้าวหนึ่งลงสู่บันไดแห่งความโง่เขลาที่เราทุกคนกำลังก้าวลงมาโดยรวม ตอนนี้ AI สามารถ เขียนอีเมล ให้คุณและอ่านให้คุณฟังได้ มันสามารถเขียนข้อความ ถึงคู่เดทใน Tinder และ บอกคุณว่าควรพูดอะไร เมื่อคุณออกเดทจริง และใช่ มันยังสามารถตัดสินใจว่าคุณต้องการซื้ออะไร และถ้าคุณตั้งโปรแกรมตัวแทน AI อย่างถูกต้อง มันก็สามารถ ซื้อให้คุณได้ด้วย เพื่อให้ชัดเจน ไม่มีใครบอกว่า AI เก่งในการทำสิ่งเหล่านั้น แต่ก็สามารถทำได้

อะไรต่อไป? แอป AI ที่จะบอกคุณว่าเมื่อไหร่ควรขับถ่าย และอาจจะมีหุ่นยนต์มาช่วยคุณทำมันด้วย? โอ้ เดี๋ยวก่อน ใช่ เรามี ทั้งสองอย่าง แล้ว

Amazon กับ AI ช่วยให้คุณช้อปปิ้งง่ายขึ้นจริงหรือ

โดยสรุปแล้ว Amazon ได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่ใช้ AI ที่มีชื่อว่า Help Me Decide เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เครื่องมือนี้จะวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของคุณและแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับคุณ โดยมีตัวเลือกราคาที่หลากหลายให้เลือก

ข้อดีและข้อเสียของการใช้ AI ช่วยตัดสินใจซื้อ

แน่นอนว่าการใช้เครื่องมืออย่าง Help Me Decide ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมันช่วยประหยัดเวลาและทำให้การช้อปปิ้งง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือมันอาจทำให้คุณซื้อของที่คุณไม่ต้องการจริงๆ และอาจส่งผลเสียต่อการใช้จ่ายของคุณในระยะยาว

แต่ถึงกระนั้น Amazon กับ AI ช่วยให้คุณช้อปปิ้งง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลามากนัก หรือไม่แน่ใจว่าจะซื้ออะไรดี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องใช้วิจารณญาณในการซื้อสินค้าทุกครั้ง และอย่าปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนคุณทั้งหมด และหากคุณลองใช้เครื่องมือนี้แล้ว อย่าลืมพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับงบประมาณของคุณด้วย

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจว่าจะใช้ Amazon กับ AI ช่วยให้คุณช้อปปิ้งง่ายขึ้น หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง หากคุณคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์และช่วยประหยัดเวลาได้ ก็ลองใช้ดู แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้มัน

การใช้ AI ในการช้อปปิ้งอาจเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของมันและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจซื้อทุกครั้ง

ที่มา – Amazon Rolls Out New AI Tool to Help You Become an Even More Mindless Consumer

Wizards นำผู้สร้าง Dragonlance กลับมาร่วมงาน

Dragonlance ยังคงเป็นโลกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นสำหรับจักรวาล D&D โดยมี Dragonlance ดำเนินมาอย่างยาวนาน พร้อมด้วย นวนิยายมากมาย ที่แต่งเติมเรื่องราวของ Krynn นับตั้งแต่ Margaret Weis, Laura และ Tracy Hickman ได้เริ่มต้นโลกนี้เมื่อ 41 ปีที่แล้ว แต่ในยุคปัจจุบันของ D&D นวนิยาย Dragonlance กลับเฟื่องฟูมากกว่าที่จะเป็นโลกการตั้งค่าแบบ tabletop ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ สิ่งนั้นอาจกำลังจะเปลี่ยนไป

เมื่อวานนี้ (ผ่าน Polygon) Dan Ayoub หัวหน้าแฟรนไชส์ D&D คนล่าสุดของ Wizards of the Coast หลังจาก Chris Perkins ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และ Jeremy Crawford ผู้กำกับเกมซึ่งเป็นแกนหลักของซีรีส์ได้เกษียณและย้ายไปอยู่ที่ Darrington Press ของ Critical Role ได้แชร์รูปภาพของเขากับ Weis และ Hickmans พร้อมด้วย Joe Manganiello นักแสดงและผู้ที่ชื่นชอบ D&D (และอาจจะเกี่ยวข้องเป็นพิเศษที่นี่คือ ผู้ที่ชื่นชอบ Dragonlance) ที่สำนักงานของเกม tabletop

When I took over D&D, I had some very specific folks I wanted to bring back to The Table. Today, I had the honor of welcoming these folks back home. Amazing things ahead @JoeManganiello @WeisMargaret @trhickman @Wizards_DnD #dungeonsanddragons pic.twitter.com/kujCsp7wuq

— Dan Ayoub (@Danayoub) October 23, 2025

Ayoub กล่าวว่า “เมื่อผมเข้ารับตำแหน่ง D&D ผมมีคนที่ผมต้องการดึงกลับมาที่โต๊ะอย่างเจาะจง วันนี้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับพวกเขากลับบ้าน สิ่งที่น่าทึ่งรออยู่ข้างหน้า”

แม้ว่า Ayoub จะไม่ได้ประกาศอะไรเป็นพิเศษ แต่การนำ Hickmans และ Weis มารวมกัน และให้ Manganiello สวมเสื้อ Dragonlance (เขายังเคยทำงานร่วมกับทั้งสามคนในโปรเจ็กต์ทีวี Dragonlance ที่พยายามทำ แต่ ยืนยันว่ามันเสียไปแล้ว เมื่อปีที่แล้ว) ดูเหมือนจะบ่งบอกเป็นนัยอย่างมากว่าฉากนั้นจะถูกนำกลับมาสู่แถวหน้าอีกครั้งเมื่อเกม tabletop ดำเนินการต่อไปใน การแก้ไขล่าสุด แม้ว่า Dragonlance จะเป็นส่วนสำคัญของเกม tabletop D&D เช่นเดียวกับที่ให้ผลงานพื้นฐานสำหรับนวนิยาย D&D เมื่อฉากนี้เปิดตัวในปี 1984 แต่ Dungeons & Dragons รุ่นที่ 5 เพิ่งเปิดตัว โมดูลเดียว (และเกม miniatures skirmish tabletop ที่มาพร้อมกัน) สำหรับฉาก Shadow of the Dragon Queen ในปี 2022

ปัจจุบันเราไม่ทราบว่าแผนการของ Wizards of the Coast อาจเป็นอย่างไร อาจไม่ได้เป็นสำหรับ D&D tabletop โดยเฉพาะ แต่อาจเป็นโครงการ Dragonlance ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องกับฉากนี้ และผู้สร้าง Dragonlance ร่วมกับแฟน Dragonlance ที่มีชื่อเสียง กำลัง ทำสิ่งอื่น กับบริษัทโดยสิ้นเชิง แต่อัตราต่อรองในการกลับสู่ Krynn ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งดูเหมือนว่าจะคุ้มค่าที่จะเสี่ยง

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบว่าเมื่อใดจะคาดหวัง Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

Wizards นำผู้สร้าง Dragonlance กลับมาร่วมงาน

การกลับมาของผู้สร้าง Dragonlance ต้นฉบับสู่ Wizards of the Coast เป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟน ๆ หลายคน มีอะไรให้ตั้งตารออย่างแน่นอน! การกลับมาร่วมงานกันครั้งนี้อาจนำไปสู่โครงการใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของ Dragonlance ในจักรวาล D&D

ทำไมการกลับมาของผู้สร้าง Dragonlance ถึงสำคัญ?

การคืนสู่เหย้าของผู้สร้าง Dragonlance ต้นฉบับไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการหวนรำลึกถึงความหลัง แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของ Wizards of the Coast ในการรักษาและต่อยอดมรดกของโลกแฟนตาซีอันเป็นที่รักนี้ การกลับมาของพวกเขาอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ ๆ และเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมสำหรับ Dragonlance

การตัดสินใจนำผู้สร้าง Dragonlance กลับมาร่วมงานแสดงให้เห็นว่า Wizards of the Coast ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ของผู้ที่สร้างโลกนี้ขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่ม นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่ความร่วมมือที่น่าประทับใจและเกมที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นในอนาคต การกลับมาครั้งนี้เป็นการปูทางไปสู่ความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับ Dragonlance และจักรวาล D&D

ที่มา – Wizards of the Coast Is Bringing the Original Creators of ‘Dragonlance’ Back

Elon Musk ไม่สนคนจน จริงหรือ?

ในการแถลงผลประกอบการไตรมาสที่สามของ Tesla เมื่อวันพุธที่ผ่านมา Elon Musk ซีอีโอ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นเป็นพิเศษในการรับเงินเดือนจำนวน 1 ล้านล้านดอลลาร์ของเขา แต่ก่อนที่ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจะให้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงสมควรที่จะเป็นมหาเศรษฐีคนแรก เขาต้องการให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจสิ่งหนึ่ง: เขากำลังจะช่วยขจัดการขจัดElon Musk ไม่สนคนจน

“เรารู้สึกตื่นเต้นกับพันธกิจที่ปรับปรุงใหม่ของ Tesla ซึ่งก็คือความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน” Musk กล่าวในการแถลง

“ดังนั้น การก้าวข้ามพลังงานที่ยั่งยืนไปสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ถือเป็นพันธกิจที่เราเชื่อมั่นว่าด้วย Optimus และการขับขี่อัตโนมัติ คุณจะสามารถสร้างโลกที่ไม่มีความยากจน ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดได้ Optimus จะเป็นศัลยแพทย์ที่น่าทึ่ง ตัวอย่างเช่น และลองจินตนาการดูว่าทุกคนสามารถเข้าถึงศัลยแพทย์ที่น่าทึ่งได้”

เพื่อให้ชัดเจน Optimus หุ่นยนต์ของ Tesla ยังไม่พร้อมที่จะเป็น “ศัลยแพทย์” แต่ Musk ก็พูดต่อไป โดยใส่คำเตือนเกี่ยวกับความปลอดภัย

“ดังนั้น ผมคิดว่า… คุณรู้ไหม แน่นอนว่าเราจะทำให้แน่ใจว่า Optimus ปลอดภัยและทุกอย่าง แต่ผมคิดว่าเรากำลังมุ่งหน้าสู่โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ยั่งยืน และผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับทีม Tesla เพื่อทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น” Musk กล่าว

มหาเศรษฐีรายนี้ล้อเล่นมานานแล้วว่าอนาคตจะเต็มไปด้วยหุ่นยนต์จำนวนมากและการใช้ระบบอัตโนมัติมากมาย จนไม่มีใครต้องทำงาน มันเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อในศตวรรษที่ 20 ไม่ใช่แค่นิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงในหมู่นักวิชาการที่จริงจังอีกด้วย ในช่วงทศวรรษ 1960 มีการพิจารณาว่าผู้คนในปี 2000 จะทำงานเพียง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น และนอกจากนั้น ภายในกลางศตวรรษที่ 21 จะไม่มีใครต้องทำงานเลย

แน่นอนว่าวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตนั้นไม่ได้ผล แน่นอนว่าพนักงานส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ กลายเป็นคนกดปุ่มสไตล์ George Jetson ในแง่ที่เรามีเศรษฐกิจที่อิงตามข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผู้คนจำนวนมากนั่งอยู่ที่แป้นพิมพ์เพื่อพิมพ์ แต่ความสามารถในการนั่งอยู่ที่บ้านและไม่ทำงานในขณะที่หุ่นยนต์ทำทุกอย่างยังคงเป็นเรื่องเพ้อฝัน และเป็นเรื่องเพ้อฝันเพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การเมือง

ไม่มีทางที่จะส่งมอบสังคมแห่งการพักผ่อนที่ทุกคนได้รับเงินเพื่อทำอะไรเลย เว้นแต่คุณจะสร้างระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่ส่งมอบสิ่งนั้น “ตลาดเสรี” จะไม่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นโดยเวทมนตร์ เมื่อ Amazon ใช้หุ่นยนต์เพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน ลดจำนวนคนงาน และคัดแยกพัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ค้าปลีกออนไลน์ไม่ได้มอบเงินที่ประหยัดได้ให้กับคนงาน เงินนั้นจะมอบให้กับผู้ถือหุ้น และไม่ชัดเจนว่ามีกี่คนที่เชื่อว่าหุ่นยนต์ของ Musk จะส่งมอบสิ่งที่เขาขนานนามว่า “รายได้สูงสากล” ในอนาคต เหนือกว่ารายได้ขั้นพื้นฐานสากล

ในความเป็นจริง Elon Musk ไม่สนคนจน สำหรับคนอย่าง Musk คนที่ยากจนก็แค่ได้รับสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ และสิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ค้นหาบัญชี X ของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อดูว่าเขามักจะพูดเรื่องที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ไร้บ้านบ่อยแค่ไหน

“ในกรณีส่วนใหญ่ คำว่า ‘คนไร้บ้าน’ เป็นเรื่องโกหก” Musk ทวีตเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2024 “โดยปกติแล้วเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อสำหรับผู้เสพยาเสพติดที่มีความรุนแรงและป่วยทางจิตอย่างรุนแรง”

คุณอาจสังเกตเห็นว่าทวีตของ Musk ถูกส่งมาหนึ่งเดือนหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 หลังจากที่ Donald Trump ชนะ Kamala Harris แต่ก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองในวันที่ 20 มกราคม

Musk จะเข้าร่วมรัฐบาลของทรัมป์ในไม่ช้าในฐานะหัวหน้าสิ่งที่เรียกว่า Department of Government Efficiency (DOGE) ซึ่งเขาช่วยยกเลิกโครงการช่วยเหลือต่างประเทศ USAID อย่างผิดกฎหมาย และอาละวาดผ่านหน่วยงานรัฐบาลกลางเกือบทุกแห่ง ทำลายโครงการที่เขาไม่ชอบและกว้านซื้อข้อมูลส่วนบุคคลไปพร้อมกัน อะไรทำให้เขามีอำนาจทางกฎหมายในการทำเช่นนั้น? ไม่มีอะไร แต่ Musk ก็ทำมันต่อไปด้วยพรของประธานาธิบดีทรัมป์ จนกระทั่งทั้งสองคนทะเลาะกันตามคาด

Musk เชื่อว่าสหรัฐฯ สร้างขึ้นจากระบบคุณธรรม ที่ซึ่งผู้ที่มีเงินหลายพันล้านดอลลาร์สมควรได้รับเงินนั้นอย่างเห็นได้ชัด และคนที่ยากจนก็สมควรที่จะยากจนต่อไป เขาแสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่ากับ DOGE โดยอ้างว่าเขากำลังขจัดของเสีย การฉ้อโกง และการละเมิด “การฉ้อโกง” ในมุมมองของเขาคือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลที่ไม่สมควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์อาหารหรือประกันสังคม ซึ่งเป็นโครงการที่เขาเรียกว่า Ponzi scheme

จำได้ไหมว่าเมื่อ Musk ไปที่ CPAC ในเดือนกุมภาพันธ์และเหวี่ยงเลื่อยไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโครงการของรัฐบาลที่เขากำลังจะตัด โครงการเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการส่งมอบเงินและบริการให้กับผู้คนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครยากจน ทำไมใครๆ ถึงเชื่อว่าเขาใส่ใจเรื่องความยากจนหลังจากแสดงอำนาจของเขาอย่างอุกอาจเช่นนี้?

Musk มักยืนยันทว่าปัญหาคนไร้บ้านในอเมริกาเป็นความผิดของผู้ที่อยู่บนท้องถนน

“คนส่วนใหญ่อยู่บนท้องถนนเนื่องจากติดยาเสพติดอย่างรุนแรงและ/หรือป่วยทางจิต” Musk ทวีตเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2024 “ไม่ใช่ว่าพวกเขาค้างชำระค่าจำนองเพียงเล็กน้อย และจะกลับมายืนหยัดได้หากมีใครสักคนเสนอให้พวกเขาทำงาน”

แต่ Musk ไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร มหาเศรษฐีรายนี้ไม่เห็นคนที่กำลังดิ้นรนอย่างแท้จริงในขณะที่เขาถูกส่งตัวไปทั่วโลก คนส่วนใหญ่ที่ไร้บ้าน “ไม่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือการใช้สารเสพติด” ตามรายงานของ United States Interagency on Homelessness ประมาณ 40-60% ของคนที่ไม่มีบ้านก็มีงานทำด้วย

ตามที่หน่วยงานอธิบายไว้ในเว็บไซต์: “วันนี้มีบ้านราคาไม่แพงเพียง 37 หลังสำหรับผู้เช่าที่มีรายได้น้อยมากทุกๆ 100 ราย ด้วยเหตุนี้ 70% ของครัวเรือนที่มีค่าจ้างต่ำสุดจึงใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ไปกับค่าเช่า ทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการเป็นคนไร้บ้านเมื่อมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น (เช่น ค่าซ่อมรถและค่ารักษาพยาบาล)”

Musk กล่าวซ้ำๆ ว่าเขาไม่เชื่อในเรื่องการกุศลจริงๆ ซีอีโอยืนยันว่าเขากำลังทำความดีเพียงพอในโลกผ่านบริษัทเอกชนของเขา เมื่อหัวหน้าโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติกล่าวในปี 2021 ว่า Musk สามารถยุติความหิวโหยของโลกได้โดยใช้เงินเพียง 2% ของความมั่งคั่งของเขา Musk ก็คัดค้านแนวคิดนี้

แทนที่จะให้เงิน 6 พันล้านดอลลาร์เพื่อยุติความหิวโหยสำหรับผู้คน 42 ล้านคน ตามที่สหประชาชาติเสนอ เขาได้ให้เงิน 5.7 พันล้านดอลลาร์แก่การกุศลที่ไม่เปิดเผย Forbes รายงานว่าผู้รับที่มีแนวโน้มมากที่สุดคือกองทุนที่ได้รับการแนะนำจากผู้บริจาค (DAF) ซึ่ง “ทำหน้าที่เหมือนบัญชีธนาคารเพื่อการกุศล” Forbes ไม่นับการบริจาค DAF เป็นเงินบริจาคเพื่อการกุศลเมื่อติดตามมหาเศรษฐีเพราะเงินอาจอยู่ในบัญชีได้อย่างไม่มีกำหนด

Forbes ยังตั้งข้อสังเกตว่าการบริจาคให้กับDaf ทำให้ Musk ได้รับการลดหย่อนภาษีจำนวนมาก ดังนั้นดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นค่อนข้างชัดเจน มูลนิธิส่วนตัวของ Musk ไม่ได้บริจาค 5% ของสินทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่า “การให้” ใดๆ ที่เขาทำนั้นส่วนใหญ่เป็นเหตุผลทางภาษี

นักลงทุนลงคะแนนเสียงในแพ็คเกจค่าตอบแทนมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ของ Musk ในวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยเรียกผู้ที่คัดค้านว่าเป็น “ผู้ก่อการร้ายองค์กร” ระหว่างการแถลงเมื่อวันพุธ และเขารู้ดีว่าเขาต้องพูดจาให้ดีกับผู้ที่กำลังดิ้นรนทางการเงินในขณะนี้ เนื่องจากเขากำลังสะสมความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล

แต่ Musk ต้องรู้ว่าสนามที่ยูโทเปียสำหรับ Optimus จะไม่สร้างสังคมที่ปราศจากการทำงาน และการขายหุ่นยนต์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบนั้น มันเกี่ยวกับการสร้างรายได้ให้มากขึ้นสำหรับเขา เหมือนเดิมมาโดยตลอด

Elon Musk ไม่สนคนจน

Elon Musk ไม่สนคนจน จริงหรือ?

การกระทำของ Elon Musk ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า Elon Musk ไม่สนคนจน อย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ หากคุณเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ลองแสดงความคิดเห็นกันได้เลย

ที่มา – Elon Musk Doesn’t Give a Fuck About Poverty