ผู้เขียน: lalika69_admin

ทำไม James Cameron ได้รับเครดิตใน ‘Predator: Badlands’

James Cameron ไม่เคยสร้างภาพยนตร์ Predator แต่เขากลับวนเวียนอยู่รอบๆ อย่างน่าประหลาดใจ แน่นอนว่าเขาเป็นผู้กำกับหนึ่งใน ภาคต่อที่ดีที่สุดตลอดกาลด้วย Aliens ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ที่ เชื่อมต่อกับ Predator มาระยะหนึ่งแล้ว ด้วย The Terminator เขาช่วยให้อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ซึ่งแสดงใน Predator ภาคแรก กลายเป็นหนึ่งในดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และในขณะที่ Predator: Badlands กำลังถ่ายทำในนิวซีแลนด์ Cameron ก็อยู่ในประเทศนั้นด้วยเช่นกัน เพื่อสร้างภาพยนตร์สัตว์ประหลาดของ Disney เอง Avatar: Fire and Ash ดังนั้นเมื่อ Cameron ได้รับการขอบคุณในเครดิตของ Predator: Badlands ในสัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก แต่ความจริงแล้วมันลึกซึ้งกว่านั้นมาก

Dan Trachtenberg ผู้กำกับ Badlands ได้อธิบายถึงเหตุผลที่เขาขอบคุณ Cameron ในเครดิตว่า “ผมถือว่าตัวเองโชคดีมากที่เราสร้างภาพยนตร์ในบริษัทเดียวกัน” Trachtenberg กล่าว “เราทำงานร่วมกับผู้บริหารคนเดียวกัน และเขาได้ดู Prey และชอบมันมาก ดังนั้นเมื่อเรากำลังเดินทางไปนิวซีแลนด์เพื่อถ่ายทำ เขาชวนผมไปที่เวลลิงตันเพื่อไปเยี่ยมชมกองถ่าย [Avatar 3] และในห้องตัดต่อของเขา และผมได้ระบายความกังวลทั้งหมดเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้และวิธีการที่เรากำลังทำ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่มากสำหรับแฟรนไชส์และแน่นอนว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับผม”

Trachtenberg ส่วนใหญ่หมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Badlands พลิกแฟรนไชส์ Predator โดยการทำให้ Yautja สปีชีส์นักฆ่าที่เป็นศูนย์กลางของแฟรนไชส์ กลายเป็นฮีโร่ เขาน่าจะหมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่าใบหน้าของตัวละครถูกสร้างขึ้นโดยสมบูรณ์โดยใช้ CGI จากการแสดงออกทางสีหน้าของนักแสดง Dimitrius Schuster-Koloamatangi ซึ่งเป็นกระบวนการที่ Cameron เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี

“จากนั้นเราก็กลับมารวมตัวกันเพื่อทานอาหารเย็น และเราขับรถแยกกัน” Trachtenberg กล่าวต่อ “และเมื่อเขานั่งลง เขาพูดว่า ‘ฉันกำลังคิดถึงสิ่งที่คุณกำลังทำระหว่างทางมาที่นี่ และฉันคิดว่ามันจะได้ผล’ และนั่นมันบ้ามาก เขาเติมลมใต้ปีกให้ผมมาก เพื่อที่จะพาขึ้นไปที่ Auckland และบอกลูกเรือทั้งหมด”

แต่กำลังใจนั้นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ Trachtenberg ตัดสินใจขอบคุณ Cameron ในเครดิต หลังจากสิ้นสุดการถ่ายทำ เขาหันไปหาผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์อีกครั้ง

“จากนั้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เรามีภาพยนตร์ที่เกือบจะเสร็จแล้ว ไม่สมบูรณ์นัก และผมต้องการรับฟังความคิดเห็นของเขาก่อนที่เราจะใส่รายละเอียดสุดท้าย” Trachtenberg กล่าว “และเขาเขียนโน้ตกลับมาว่า ‘ฉันต้องบอกตามตรงว่าตอนแรกที่ฉันได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกำลังทำ ฉันไม่คิดว่ามันจะได้ผล แต่ให้ตายสิ มันได้ผลจริงๆ’ ผมไม่รู้ว่าเขาจำเรื่องแรกไม่ได้ หรือว่าเขารู้อย่างแน่ชัดว่าคนที่อยู่ในสถานการณ์ของผมต้องการได้ยินอะไรเมื่อได้ยินมัน ดังนั้นมันจึงน่าทึ่งมาก” เห็นได้ชัดว่า James Cameron มีอิทธิพลอย่างมากต่อภาพยนตร์เรื่องนี้

เราคิดว่าหลายคนจะมีปฏิกิริยาของ Cameron ต่อ Predator: Badlands เมื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปลายสัปดาห์นี้ คอยติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจาก Trachtenberg และเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้เร็วๆ นี้

ทำไม James Cameron ได้รับเครดิตใน ‘Predator: Badlands’

เหตุผลที่ James Cameron ได้รับเครดิตใน ‘Predator: Badlands’

ทำไม James Cameron ได้รับเครดิตใน ‘Predator: Badlands’ นั่นเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้กำกับหรือมีส่วนร่วมโดยตรงกับการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คำตอบนั้นอยู่ที่การสนับสนุนและคำแนะนำที่เขามอบให้แก่ Dan Trachtenberg ผู้กำกับของ Predator: Badlands ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ James Cameron จึงสมควรได้รับเครดิต

จากการเปิดเผยของผู้กำกับ Dan Trachtenberg การที่ James Cameron ได้รับเครดิตใน ‘Predator: Badlands’ นั้นเป็นเพราะ Cameron ได้ให้คำแนะนำและกำลังใจที่สำคัญในช่วงก่อนการถ่ายทำและหลังการถ่ายทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Cameron ได้ให้ความมั่นใจแก่ Trachtenberg ในช่วงที่เขามีความกังวลเกี่ยวกับวิธีการสร้างภาพยนตร์ที่แตกต่างไปจากเดิม นอกจากนี้ Cameron ยังได้แสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาและให้กำลังใจหลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์ฉบับตัดต่อแล้ว

การสนับสนุนของ Cameron ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ในการสร้างภาพยนตร์ด้วยเทคนิคพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างตัวละคร Predator ที่ใช้ CGI อย่างเต็มรูปแบบ

ดังนั้นการที่ James Cameron ได้รับเครดิตใน ‘Predator: Badlands’ จึงเป็นการแสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนและคำแนะนำที่มีคุณค่าของเขา ซึ่งมีส่วนช่วยให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า การที่ Dan Trachtenberg ให้เครดิต James Cameron เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพราะเขาเป็นผู้กำกับที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การได้รับคำแนะนำจากเขาจึงเป็นประโยชน์อย่างมากในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

ที่มา – Why James Cameron Is Thanked in the ‘Predator: Badlands’ Credits

กระเป๋าฉีก! ปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back

ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่ดีไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับแฟนๆ ที่มีกระเป๋าหนัก มีพื้นที่มากพอที่จะจัดแสดงสิ่งของ และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นเจ้าของชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด การประมูล Propstore ล่าสุดกำลังนำอาวุธที่เป็นสัญลักษณ์ของ Star Wars ออกมาขาย และถึงแม้จะไม่เป็นที่รู้จักเท่าไลท์เซเบอร์ของ Darth Vader (ซึ่ง เพิ่งขายไปในราคามากกว่า 3 ล้านดอลลาร์) แต่ก็เป็นไอเทมระดับท็อปอย่างแน่นอน: ปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back รุ่น EE-3 Carbine Blaster ที่ Jeremy Bulloch ผู้ล่วงลับใช้บนหน้าจอใน The Empire Strikes Back ปี 1980

รางวัลนี้คาดว่าจะขายได้ในราคา $462,000-$924,000 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจาก Propstore เชื่อว่ามันคือ “ปืนบลาสท์ที่ใช้จริงบนหน้าจอของแท้เพียงกระบอกเดียว” ที่มีอยู่

หากคุณยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง การประมูลที่กำลังจะมาถึงของ Propstore ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 ถึง 7 ธันวาคมในลอนดอน แต่สามารถประมูลออนไลน์ได้จากทุกที่ (รายละเอียด ที่นี่) จะมีสมบัติอื่นๆ เช่น หมวกสักหลาดที่ Harrison Ford สวมใน Indiana Jones and the Temple of Doom ปี 1984 (ประมาณการ: $198,000-$396,000 ไม่รวมสมองลิงแช่เย็น); “ขวานสตั๊นท์” ที่ Jack Nicholson ใช้เป็น Jack Torrance ใน The Shining ปี 1980 ซึ่งคาดว่าจะไม่สามารถทุบประตูได้จริง แต่ก็ยังคงเป็นของที่น่าพูดถึง ($66,000-$132,000)

รายการที่ยาวเหยียดนี้ยังรวมถึงชุด Symbiote ของ Tobey Maguire (พร้อมเลนส์) จาก Spider-Man 3 ปี 2007 แม้ว่าคุณจะต้องเตรียมท่าเต้นของคุณเอง ($99,000-$198,000); และไอเทมโปรดในใจ แผนที่เหรียญดูบลูนที่ Mikey (Sean Astin) วัยรุ่นถือไว้ตลอด The Goonies ปี 1985 ($52,800-$105,600)

จะมีนิทรรศการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมระหว่างวันที่ 25-26 พฤศจิกายน ที่ลอนดอนเช่นกัน; คุณสามารถดูรายละเอียด ได้ที่นี่

ไอเทมทั้งหมดนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back ที่เป็นไอเทมหลักของการประมูลครั้งนี้

กระเป๋าฉีก! ปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back

การประมูล Propstore ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ ปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back เท่านั้น แต่ยังมีไอเทมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ทำให้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักสะสมตัวยงที่จะได้เป็นเจ้าของชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back

สิ่งที่ทำให้ปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back พิเศษก็คือ มันถูกเชื่อว่าเป็นปืนที่ใช้จริงบนหน้าจอเพียงกระบอกเดียวที่หลงเหลืออยู่ ทำให้มันมีมูลค่าสูงมากสำหรับนักสะสม

  • เป็นไอเทมที่เป็นสัญลักษณ์จากภาพยนตร์ Star Wars ที่โด่งดัง
  • ใช้โดย Jeremy Bulloch ผู้ล่วงลับ
  • เชื่อว่าเป็นปืนที่ใช้จริงบนหน้าจอเพียงกระบอกเดียวที่หลงเหลืออยู่

การประมูล Propstore ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักสะสมและแฟนๆ Star Wars ที่ต้องการเป็นเจ้าของชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ชิ้นนี้ แม้ว่าราคาอาจจะสูง แต่สำหรับบางคน มันคุ้มค่าที่จะลงทุนเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ ปืนบลาสท์ Boba Fett จาก Empire Strikes Back ที่เป็นสัญลักษณ์

เตรียมเงินในกระเป๋าให้พร้อม แล้วไปร่วมประมูลเพื่อเป็นเจ้าของสุดยอดไอเทมจาก Star Wars กัน!

ที่มา – Disintegrate Your Wallet With Boba Fett’s ‘Empire Strikes Back’ Carbine Blaster

ชัชชาติ เผยฝนตกหนักทำน้ำท่วม กทม. เร่งแก้คลองเปรมฯ วิกฤต

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ กันหน่อย ช่วงนี้ฝนตกหนักกันแทบทุกวัน หลายคนคงเจอปัญหาน้ำท่วมขังกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ? เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ฝนตกหนักและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยยอมรับว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงเกิน 100 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายจุด

ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติอธิบายว่า ทาง กทม. พยายามแก้ไขปัญหาโดยการพร่องน้ำในคลองต่างๆ เพื่อเตรียมรับน้ำฝน แต่ด้วยปริมาณฝนที่มากเกินคาด ทำให้ระดับน้ำในคลองสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถระบายน้ำได้ทันท่วงที กลายเป็นปัญหาน้ำท่วมที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

คลองเปรมประชากรกำลังวิกฤต ฝนตกหนักทำน้ำท่วม กทม.

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลองเปรมประชากร ที่ท่านผู้ว่าฯ ระบุว่าเป็นคลองที่มีสถานการณ์วิกฤต เนื่องจากมีการรุกล้ำพื้นที่ริมคลองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนเหนือที่ติดกับจังหวัดปทุมธานี ทำให้การขุดลอกคลองทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ทาง กทม. มีโครงการ “บ้านมั่นคง” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่รุกล้ำให้สามารถย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่การขุดลอกคลองและการสร้างเขื่อนที่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากคลองเปรมประชากรแล้ว คลองประเวศบุรีรมย์ ก็มีปัญหาความคดเคี้ยวของคลอง ซึ่งต้องใช้อุโมงค์เข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหาระยะยาว

ท่านผู้ว่าฯ ยังยอมรับว่ายังมีจุดอ่อนน้ำท่วมอีกหลายจุดใน กทม. ที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ เช่น บริเวณอ่อนนุชซอย 59 ซึ่งต้องมีการวางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาว แม้ว่าหลายจุดจะได้รับการแก้ไขไปแล้ว แต่บางจุดก็ยังต้องรอโครงการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาช่วยในอนาคต

ด้านโฆษกของกรุงเทพมหานคร คุณเอกวรัญญู อัมระปาล ได้แจ้งว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 3-4 พฤศจิกายน) กรุงเทพฯ มีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยปริมาณฝนรวมสูงสุดอยู่ที่สถานีคลองระหาญ เขตบางขุนเทียน วัดได้ถึง 74.0 มิลลิเมตร

ข่าวดีก็คือ สำนักการระบายน้ำได้รายงานว่า จุดเร่งการระบายน้ำในถนนสายหลักทั้ง 13 จุด ได้แห้งเป็นปกติแล้วตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของคืนที่ผ่านมา ทำให้ถนนสายหลักในกรุงเทพฯ สามารถใช้สัญจรได้อย่างปกติในเช้าวันนี้

ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้สั่งการให้สำนักการระบายน้ำเร่งบริหารจัดการน้ำในภาพรวม โดยเปิดประตูระบายน้ำและเดินเครื่องสูบน้ำทุกสถานีเต็มกำลัง พร้อมทั้งตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำหลัก อุโมงค์ระบายน้ำ และจุดเฝ้าระวังพิเศษ

นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าสถานการณ์ฝนจะเริ่มคลี่คลายลงในสัปดาห์หน้า เนื่องจากความกดอากาศสูงจะดันร่องมรสุมลงไปทางภาคใต้ ทำให้ปริมาณฝนในกรุงเทพมหานครลดลง

สรุป: ฝนตกหนักทำน้ำท่วม กทม. ชัชชาติเร่งแก้ปัญหาคลองเปรมประชากร

สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการแก้ไขในระยะยาว การแก้ไขปัญหาการรุกล้ำคลอง การขุดลอกคลอง และการสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันน้ำท่วมในอนาคตได้ เพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมกันด้วยนะครับ เราทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้กรุงเทพฯ ของเราปลอดภัยจากน้ำท่วม

แนวโน้มและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฝนตกหนักทำน้ำท่วม กทม.

ในยุคที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบท่อระบายน้ำหน้าบ้าน การหลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือการติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือนสภาพอากาศ ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมได้ นอกจากนี้ การสนับสนุนนโยบายและโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้

ที่มา – ชัชชาติ เผยฝนตกหนักเกิน 100 มม. หลายพื้นที่ทำน้ำท่วม กทม. ชี้คลองเปรมประชากรวิกฤต ถูกรุกล้ำทางตอนเหนือ เร่งแก้ปัญหาจุดอ่อนระยะยาว

อดุลย์เตรียมถกปมรายได้สลากทหารผ่านศึก แก้ปัญหาขายขาดทุน

สวัสดีครับแฟนๆ ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองกันเป็นประจำ วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนๆ เกี่ยวกับเรื่องของสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ลอตเตอรี่” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) โดยตรงครับ

พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นที่ฝ่ายค้านเคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาการจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับ อผศ. ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยฯ บอกว่า เตรียมที่จะเข้าไปพูดคุยกับทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อหาทางออกและปรับปรุงกระบวนการให้ดียิ่งขึ้น

เรื่องราวของสลากกินแบ่งรัฐบาลนี้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องครับ เริ่มต้นจากการที่กองสลากฯ จัดสรรโควตาให้ อผศ. ประมาณ 10,000 กว่าฉบับ เพื่อให้ทหารผ่านศึกนำไปจำหน่าย แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าการให้ทหารพิการต้องมานั่งขายลอตเตอรี่อาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีเท่าที่ควร เรื่องนี้จึงนำไปสู่การหารือร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่าย ได้แก่ กระทรวงการคลัง (โดยกองสลากฯ), อผศ. และสมาคมผู้พิการแห่งประเทศไทย เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้

ผลสรุปของการพูดคุยคือ มีการแบ่งโควตาสลากใหม่ โดยมอบให้กับสมาคมผู้พิการแห่งประเทศไทย 4,000 กว่าเล่ม และให้ อผศ. บริหารจัดการส่วนที่เหลืออีก 6,000 กว่าเล่มเอง ซึ่งทาง อผศ. ก็ได้ทำสัญญากับผู้ค้าร่วม เพื่อช่วยกันจำหน่ายสลาก ส่วนรายได้ที่ได้จากการขายก็จะนำไปใช้ในการดูแลทหารผ่านศึกต่อไป แต่จะดูแลได้มากน้อยแค่ไหนนั้น พล.ท. อดุลย์ บอกว่าจะเข้าไปพูดคุยกับผู้อำนวยการ อผศ. อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามย้ำว่า ตกลงตอนนี้ไม่มีทหารพิการขายสลากแล้วใช่ไหม? พล.ท. อดุลย์ ตอบว่า จะให้ทางสมาคมผู้พิการฯ เป็นคนบริหารจัดการทั้งหมด ซึ่งจะให้ผู้พิการหรือผู้ค้าร่วมช่วยขายก็ได้ หากเห็นว่าเหมาะสม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาที่ทหารผ่านศึกเคยได้รับ คือเมื่อก่อนทหารผ่านศึกได้สลากมา 1 เล่ม (100 ฉบับ) ไปนั่งขาย บางทีก็ขายไม่หมด ขาดทุน ทำให้เกิดความไม่พอใจและร้องเรียนมายัง อผศ. ให้ช่วยแก้ไข ปมรายได้สลากทหารผ่านศึก จึงเป็นที่มาของการพูดคุยและปรับปรุงระบบในครั้งนี้

แก้ปัญหาขายขาดทุน: ปมรายได้สลากทหารผ่านศึก

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองก็คือ การแก้ปัญหาเรื่องการขายสลากแล้วขาดทุนของทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการปรับปรุงระบบในครั้งนี้ การแบ่งโควตาให้สมาคมผู้พิการฯ และการให้ผู้ค้าร่วมเข้ามาช่วยจำหน่าย ก็เป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้การกระจายสลากเป็นไปอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงที่ทหารผ่านศึกจะต้องแบกรับภาระขาดทุนเพียงลำพัง

การบริหารจัดการ ปมรายได้สลากทหารผ่านศึก อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การบริหารจัดการรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มานั้น สามารถนำไปใช้ในการดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัวได้อย่างเต็มที่ การตรวจสอบและติดตามการทำงานของ อผศ. อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับปรุงระบบการจัดสรรและจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน การเปิดโอกาสให้สมาคมผู้พิการฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยกระจายรายได้แล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสและอาชีพให้กับผู้พิการอีกด้วย

แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ การป้องกันปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการจำหน่ายสลาก จะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

อนาคตของระบบสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ แต่ที่แน่ๆ คือ การปรับปรุงและพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือสังคม และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

ปิดท้ายข่าวด้วยคำว่า ที่มา – อดุลย์ จ่อถก ผอ.อผศ. ปมรายได้สลากทหารผ่านศึก แก้ปัญหาขายขาดทุน เผยแบ่งโควตาใหม่ให้ ‘สมาคมผู้พิการ-ผู้ค้าร่วม’ ช่วยขายแทน

Studio Ghibli ส่งจดหมายถึง OpenAI!?

กลุ่มการค้าของญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงผู้สร้างสื่อรายใหญ่อย่าง Studio Ghibli, Square Enix และ Bandai เพิ่งประกาศว่าได้ส่งจดหมายถึง OpenAI ลงวันที่ 28 ตุลาคม เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ถูกกล่าวหา

จดหมายดังกล่าวมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความคล้ายคลึงกันของวิดีโอ Sora 2 กับ “เนื้อหาญี่ปุ่น” และออกคำขอสองข้อ: ขอให้ OpenAI ไม่ใช้เนื้อหา CODA เป็นข้อมูลการฝึกอบรมโดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า และขอให้ OpenAI “ตอบสนองอย่างจริงใจ” เมื่อสมาชิก CODA ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาลิขสิทธิ์

สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดคือสิ่งต่างๆ เช่น “ข้อเรียกร้อง” ของ “การดำเนินการทันที” หรือภัยคุกคามทางกฎหมายโดยตรง

Sora 2 ซึ่งเป็นโมเดลแปลงข้อความเป็นวิดีโอระดับแนวหน้าของ OpenAI เปิดตัวเมื่อปลายเดือนกันยายน และใครก็ตามที่สนใจใน AI ต่างก็เฝ้าดูด้วยความทึ่งและขยะแขยงขณะที่ นรกแห่งลิขสิทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมาทันที ซึ่งรวมถึงเนื้อหาจำนวนมากที่ดูคล้ายกับสื่อญี่ปุ่น เช่น Pokemon, จักรวาลวิดีโอเกมของ Hideo Kojima และ ผลงาน Studio Ghibli ที่ไม่ได้ระบุ

การวางกรอบการละเมิดที่ถูกกล่าวหานั้นแตกต่างกันในด้านน้ำเสียงและแนวทางจากการอ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ของอเมริกา ความคล้ายคลึงกันระหว่าง Sora 2 กับภาพและวิดีโอของญี่ปุ่น “เป็นผลมาจากการใช้เนื้อหาญี่ปุ่นเป็นข้อมูลการเรียนรู้ของเครื่อง” CODA กล่าว เมื่อเนื้อหาดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ “CODA พิจารณาว่าการกระทำของการทำซ้ำในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ของเครื่องอาจถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์”

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของญี่ปุ่นมีส่วนที่อาจเกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเรียกว่ามาตรา 30-4 ซึ่งอาจให้ความกระจ่างเกี่ยวกับตรรกะของ CODA และเหตุผลในการเริ่มต้นด้วยแนวทางที่อ่อนโยนเช่นนี้ในการได้รับการแก้ไข นั่นคือญี่ปุ่นเป็นสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เอื้ออำนวยสำหรับเรื่องนี้ ตาม เอกสารข้อเท็จจริงของรัฐบาลเกี่ยวกับกฎหมาย “การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลิน” เช่น “การพัฒนา AI หรือรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลอื่น ๆ โดยหลักการแล้วอาจได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ถือลิขสิทธิ์”

อย่างไรก็ตาม CODA กล่าวว่าในญี่ปุ่น “โดยทั่วไปแล้วจะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าสำหรับการใช้งานผลงานที่มีลิขสิทธิ์ และไม่มีระบบใดที่อนุญาตให้หลีกเลี่ยงความรับผิดต่อการละเมิดผ่านการคัดค้านในภายหลัง”

ทำไม Studio Ghibli ส่งจดหมายถึง OpenAI?

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้สร้างสรรค์และบริษัทเทคโนโลยี AI ในยุคที่ AI สามารถสร้างเนื้อหาที่คล้ายคลึงกับงานที่มีลิขสิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย คำถามเรื่องลิขสิทธิ์และความเป็นธรรมในการใช้ข้อมูลกลายเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบต่ออนาคตของ AI และลิขสิทธิ์

การเคลื่อนไหวของ CODA ที่มี Studio Ghibli เป็นส่วนหนึ่ง อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิธีการที่บริษัท AI พัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีของตนในอนาคต หาก OpenAI และบริษัทอื่นๆ ไม่สามารถหาทางจัดการกับปัญหาลิขสิทธิ์ได้อย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นในการใช้ข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ในการฝึกอบรม AI

Studio Ghibli แสดงความกังวลอย่างชัดเจนผ่าน CODA เกี่ยวกับศักยภาพในการละเมิดลิขสิทธิ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลของพวกเขาในการฝึก AI ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีแนวทางที่โปร่งใสและเป็นธรรมในการจัดการกับเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ในโลกของ AI

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ด้วยความรับผิดชอบและความเคารพต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์ การที่ Studio Ghibli และ CODA ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในวิธีการที่อุตสาหกรรม AI มองและจัดการกับปัญหาลิขสิทธิ์

การที่ Studio Ghibli ซึ่งเป็นสตูดิโอแอนิเมชั่นที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลกออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ในยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการสร้างสรรค์อย่างรวดเร็ว

ที่มา – A Trade Group That Includes Studio Ghibli Just Slapped OpenAI with… a Letter

5 คำถามเคลียร์ชัด! ปัญหาบัตรทองโรงพยาบาลกับ สปสช.

หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ ระหว่างโรงพยาบาลกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. จบลงไปแล้ว หลังจาก สปสช. ทยอยจ่ายเงินให้โรงพยาบาล แถมยังยกเลิกการคำนวณย้อนหลัง (Re-Run) รวมถึงของบกลางมาเพิ่มอีกกว่า 8,000 ล้านบาท แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้อาจจะยังไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิด เพราะต้นตอของปัญหาอยู่ที่ระบบบริหารจัดการงบประมาณของ สปสช. เอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โรงพยาบาลในระบบบัตรทองขาดทุนกันระนาว ยังไม่ได้รับการแก้ไข

เพื่อไขข้อสงสัยต่างๆ ให้กระจ่าง THE STANDARD ได้คุยกับ ศ. นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อตอบ 5 ข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับปัญหาเรื่องงบประมาณของระบบบัตรทอง หรือสิทธิ 30 บาท เราจะมาสรุปกันว่า สปสช. ใช้วิธีคำนวณแบบไหน และปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร?

5 คำถามเคลียร์ชัด! ปัญหาบัตรทองโรงพยาบาลกับ สปสช.

1.สปสช. จ่ายเงินให้โรงพยาบาลแบบไหน?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจหลักการของสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเกิดมาบนพื้นฐานของ Universal Health Coverage (UHC) ที่มองว่าการเจ็บป่วยและการดูแลรักษาเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ทุกคนควรเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องกลัวว่าจะล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาล ถ้าระบบบริหารจัดการงบประมาณดี ก็จะสามารถสร้างระบบที่ประกันความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยให้กับทุกคนได้

หลักการนี้ก็เหมือนกับการซื้อประกันสุขภาพทั่วไป เพียงแต่เปลี่ยนจากการสมัครใจซื้อประกันของเอกชน มาเป็นการดำเนินการผ่านภาครัฐแทน ในสหรัฐอเมริกามี Obama Care ที่บังคับให้ทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพ ส่วนประเทศไทยใช้วิธีจัดสรรงบประมาณโดยตรงจากรัฐ แล้วให้ สปสช. ดูแลรับผิดชอบ

ช่วงแรกๆ ระบบบัตรทองก็ราบรื่นดี เพราะทุกคนพยายามเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยโครงสร้างการบริหารระบบบัตรทองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ผู้ซื้อบริการ ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ ผู้ซื้อบริการคือ สปสช. ผู้ให้บริการคือโรงพยาบาล (ทั้งรัฐและเอกชน) และผู้รับบริการคือผู้ป่วยที่มาใช้บริการ หลังจากผู้ป่วยรับการรักษา โรงพยาบาลจะส่งเบิกค่าใช้จ่ายไปยัง สปสช.

สปสช. เชื่อว่าจะมีโรงพยาบาลแข่งขันกันเข้ามาเป็นคู่สัญญา เพราะระบบคล้ายกับประกันสังคม โรงพยาบาลสามารถเป็นผู้ให้บริการได้ ถ้าบริหารจัดการต้นทุนต่ำกว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ได้รับ และตอนนั้นงบประมาณที่ สปสช. ได้รับจากรัฐก็เติบโตใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายจริง ระบบจึงดำเนินไปได้

แต่พอเวลาผ่านไป ปัญหาก็เริ่มโผล่มาให้เห็น ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน โอกาสเจ็บป่วยร้ายแรงหรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงจึงน้อย โรงพยาบาลเลยบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรไทยเป็นสังคมสูงอายุ คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมแล้ว หันมาใช้สิทธิบัตรทองแทน แถมการรักษาสมัยใหม่ถ้าอยากให้ผลลัพธ์ดี ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ค่าใช้จ่ายต่อหัวเลยโตเร็วกว่างบประมาณที่ สปสช. ได้รับ ทำให้ช่องว่างระหว่างงบประมาณกับค่าใช้จ่ายจริงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ขาดทุนนิดหน่อย กลายเป็นขาดทุนหนัก เพราะงบประมาณที่ สปสช. จัดสรรให้โรงพยาบาลเป็นแบบ Global budget คือเป็นเงินก้อนเดียวที่มีจำนวนจำกัด ขยายเพิ่มตามค่าใช้จ่ายจริงไม่ได้

ที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ยังพอไปได้ เพราะแยกระบบจ่ายเงินเป็น 2 ส่วน คือ ผู้ป่วยใน (IP) และผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยนอกใช้ระบบ Free Schedule โรงพยาบาลจ่ายเท่าไร สปสช. จ่ายคืนให้เท่านั้น แต่ผู้ป่วยในใช้ระบบ Adjusted RW ซึ่งเป็นระบบแต้มสะสม

แทนที่จะจ่ายเงินเท่ากันทุกเคส สปสช. จะประเมินความหนักเบาของโรคแต่ละคน แล้วให้แต้มมากหรือน้อยต่างกัน เช่น คนไข้ไข้หวัดอาจได้ 0.5 แต้ม แต่คนไข้ที่ต้องผ่าตัดใหญ่อาจได้ 3-4 แต้ม เพราะใช้ทรัพยากรมากกว่า ยิ่งเคสซับซ้อน แต้มก็ยิ่งสูง โรงพยาบาลจึงสะสมแต้มเหล่านี้ไว้เป็นผลงานรวมทั้งปี สปสช. จะกำหนดจำนวนเงินต่อแต้มขึ้นมา แต่แต้มนี้ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และเมื่อปรับแล้วก็มีผลย้อนหลังด้วย!

ปีนี้โรงพยาบาลเจอผลกระทบหนักกว่าทุกปี เพราะปี 2567 สปสช. นำแนวคิดเดียวกันมาใช้กับผู้ป่วยนอก ภายใต้ชื่อ ‘Point System’ แต่กลไกยังคล้ายเดิม คือใช้ระบบแต้มแทนการจ่ายเป็นเงินบาท และการกำหนดค่าของแต้มสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งปีตามสถานะงบประมาณที่เหลืออยู่ ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับหนี้เพิ่มขึ้นทั้งจากผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

โรงพยาบาลในระบบบัตรทองเลยขาดทุนหมด โรงพยาบาลที่ยังอยู่ได้คือโรงพยาบาลที่มีรายได้จากช่องทางอื่น เช่น สิทธิกรมบัญชีกลาง และสิทธิประกันสังคม รวมถึงรายได้ที่ผู้ป่วยจ่ายเงินเอง หรือใช้สิทธิประกันชีวิต โรงพยาบาลจึงต้องเอากำไรจากช่องทางอื่นมาอุดหนุนส่วนที่ขาดทุนจาก สปสช. แต่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลนั้นเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อโรงพยาบาลขาดทุนต่อเนื่องนานหลายปี เงินหมุนเวียนก็เริ่มลดลง กระทบกับการจ่ายค่าเวร ค่าตอบแทนบุคลากร ค่ายา และค่าอุปกรณ์ต่างๆ จนเกิดการค้างชำระกับซัพพลายเออร์ ทำให้ไม่สามารถจัดหายาและอุปกรณ์ต่อได้ โรงพยาบาลเอกชนจึงทยอยถอนตัวเรื่อยๆ

2. ทำไม สปสช. ไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น?

ศ. นพ.มานพ มองว่า สปสช. มองตัวเองเป็นผู้ซื้อบริการที่มีอำนาจผูกขาด จึงคิดว่าตัวเองสามารถกำหนดนโยบายอะไรก็ได้ แล้วโรงพยาบาลต้องให้บริการไปเรื่อยๆ แถมยังมีแรงผลักดันจากฝั่งการเมืองที่พยายามเพิ่มสิทธิประโยชน์ในเชิงประชานิยม ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระมากขึ้น แต่เงินงบประมาณที่ได้รับกลับเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สปสช. เองเลยไม่รู้ปัญหาหน้างาน เพราะสนแต่ตัวเลข ไม่เคยเข้าไปรับรู้หรืออยู่ในพื้นที่จริง

3. ทำไมโรงพยาบาลรัฐฯ ถอนตัวจากระบบบัตรทองไม่ได้?

โรงพยาบาลรัฐก็ไม่อยากทำ เพราะยิ่งทำก็ยิ่งขาดทุน แต่เป็นภาระจำยอมที่ต้องอยู่ เพราะถ้าโรงพยาบาลรัฐถอนตัวออกไป ระบบคงล้มไปนานแล้ว โรงพยาบาลรัฐตอนนี้จึงอยู่ในสภาวะที่ศักยภาพในการให้บริการค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ

4. สปสช.ต้องแก้ปัญหาเรื่องบัตรทองโรงพยาบาลอย่างไร?

ศ. นพ.มานพ เสนอว่า สปสช. ต้องยอมรับก่อนว่าการบริหารจัดการทุกวันนี้ไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง ต้องตื่นจากการหลงผิดว่าบริหารจัดการได้ดี เพราะความจริงโรงพยาบาลอยู่ได้ด้วยระบบโรบินฮู้ด เอาเงินจากสิทธิอื่นมาซัปพอร์ตสิทธิบัตรทอง

ถ้า สปสช. ยอมรับและเข้าใจตรงนี้ได้ จะมี 3 ทางเลือกในการแก้ปัญหาเรื่อง5 คำถามเคลียร์ชัด! ปัญหาบัตรทองโรงพยาบาลกับ สปสช. คือ

  • เพิ่มงบประมาณ: ถ้ารัฐบาลและ สปสช. ยืนยันจะให้บริการประชาชนในระดับเดิม ก็ต้องหาเงินมาสนับสนุนโรงพยาบาลให้ครบถ้วน
  • ลดระดับบริการลง: ถ้ามีเงินไม่พอ สปสช. ต้องยอมรับและบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องลดระดับบริการลงให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มี
  • การร่วมจ่าย (Co-payment): หากทำทั้งสองข้อแรกไม่ได้ ก็ต้องนำการร่วมจ่ายมาอุดส่วนต่างที่ขาดหายไป อาจเป็นการสร้างระบบภาคบังคับคล้ายประกันสังคม เพื่อให้มีเงินเข้ามาในระบบอย่างเพียงพอ

5. ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น?

ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยเป็นปัญหาของทุกคน ไม่ว่าจะใช้สิทธิบัตรทองหรือไม่ก็ตาม ถ้าโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ทุกคนจะได้รับผลกระทบหมด การอยู่ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโรงพยาบาลจะปิดตัว แต่อาจหมายถึงการที่โรงพยาบาลไม่มีเงินซื้่อยา หรืออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น ซึ่งจะกระทบกับทุกสิทธิ

ถ้าปล่อยให้ปัญหาเป็นแบบนี้ต่อไป ระดับการให้บริการจะตกต่ำลงอย่างมาก จนประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่านี่คือระบบที่ดีจริงหรือ? ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูประบบ เพราะการเริ่มต้นได้ดีไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเปลี่ยน ต้องมีการพัฒนาตามบริบทที่เปลี่ยนไป

ในฐานะประชาชนคนไทย เราควรติดตามข่าวสารและร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหาสุขภาพของประเทศ เพื่อให้ระบบบัตรทองสามารถอยู่รอดและดูแลประชาชนทุกคนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – 5 คำถาม เคลียร์ข้อสงสัยปมปัญหาบัตรทองโรงพยาบาลกับ สปสช.

อนุทินย้ำ! ไทยนำทัพอาเซียน ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในโลกออนไลน์และปัญหาการค้ามนุษย์ที่รัฐบาลไทยกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ย้ำไทยเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ในงาน THE 43rd ASEANAPOL Conference ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ

นายกรัฐมนตรีอนุทินได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่ออาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในยุคดิจิทัลนี้

ท่านนายกฯ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของประเทศไทยในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย ว่าไทยได้แสดงบทบาทนำในการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้เข้าร่วมเท่านั้น! และยังยืนยันว่าประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ร่วมกับอีก 67 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมมือกันปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน

หลังจากการเปิดประชุม ท่านอนุทินฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้คือเรื่องของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดให้ทั้งสองเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ

“ขอให้ประชาชนมั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ เราทำงานกันอย่างต่อเนื่องและมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้หมดไป เพราะมันทำลายทั้งเศรษฐกิจ ทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชน” ท่านอนุทินกล่าว

รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การหลอกลวง (Scam) และการค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาดและเข้มงวด โดยจะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคและทั่วโลก

เมื่อถามถึงสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา และมาตรการในพื้นที่เสี่ยงอย่างเคเคปาร์ค ท่านอนุทินฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการในทุกด้าน ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และมีการยึดทรัพย์และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ย้ำไทยเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์

ในส่วนของนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ท่านนายกฯ ยืนยันว่าได้หารือกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เลขาธิการ ปปง. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น

“เราไม่ได้ติดค้างบุญคุณใคร ผมกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน การที่จะปกป้องและให้ความคุ้มครอง รวมถึงทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย ต้องทำให้กับคนที่จ่ายเงินเดือนให้เรา นั่นคือประชาชน” ท่านอนุทินย้ำว่า ทุกคนที่ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเหล่านี้ ล้วนขึ้นมาด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่มีหนี้บุญคุณต้องชำระกับใคร นอกจากบุญคุณของประเทศชาติและประชาชน

เรื่องที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับสังคมไทยในยุคดิจิทัล

อนาคตของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์

จากข่าวนี้ เราเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่ไทยเป็นผู้นำในการผลักดันความร่วมมือในระดับอาเซียน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่พวกเราทำได้ในฐานะประชาชนคือการตระหนักถึงภัยอันตรายจากอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ไม่หลงเชื่อกลลวงต่างๆ และแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ นอกจากนี้ การสนับสนุนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด นายกฯ อนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ย้ำไทยเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์

ประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปคือการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาล ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการตระหนักรู้ของประชาชน เราจะสามารถเอาชนะอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ได้ในที่สุด

ที่มา – นายกฯอนุทิน เปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ย้ำไทยเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ค้ามนุษย์ ประกาศรัฐบาลไม่เพิกเฉย

เจาะลึก! โสภณแจงเหตุน้ำท่วมกทม. พร้อมแนวทางแก้ไข

ฝนตกทีไร ใจหายทุกที! เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกแบบเดียวกัน โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่เจอกับปัญหาน้ำท่วมขังอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด โสภณแจงเหตุน้ำท่วมกทม. เกิดจากอะไร และมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นนี้กัน

โสภณแจงเหตุน้ำท่วมกทม.: ฝนหลงฤดู, ปริมาณน้ำฝนเกินรับ และการก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยระบุว่าช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมานั้นค่อนข้างมาก ทำให้บางพื้นที่ต้องใช้เวลาระบายน้ำพอสมควร ซึ่งทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ และหากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำในปริมาณมาก สถานการณ์ก็น่าจะไม่เลวร้ายกว่านี้

รองนายกฯ โสภณ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่กรุงเทพฯ นั้น หากมีฝนตกลงมาในปริมาณมาก ก็มักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมขังเป็นปกติ ซึ่งทาง กทม. กำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว เช่น การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ โสภณยังระบุว่า สาเหตุหนึ่งของ โสภณแจงเหตุน้ำท่วมกทม. ก็คือ “ฝนหลงฤดู” ซึ่งผิดปกติจากช่วงเวลาปกติ อีกทั้งยังเสริมว่า ตนได้ติดตามรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และทาง กทม. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหา โดยได้กำชับและพูดคุยกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อติดตามสถานการณ์และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

อุปสรรคในการระบายน้ำ: การก่อสร้างรถไฟฟ้า

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมการระบายน้ำในกรุงเทพฯ ถึงเป็นไปอย่างล่าช้า? โสภณได้อธิบายว่า เนื่องจากพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่ และมีอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งคือ “การก่อสร้าง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อระบบระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม โสภณได้กำชับและพูดคุยกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ ให้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน และให้ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนที่อาจเกิดขึ้น

สรุปสาเหตุหลักที่ โสภณแจงเหตุน้ำท่วมกทม.:

  • ฝนหลงฤดู: ปริมาณน้ำฝนผิดปกติจากช่วงเวลาปกติ
  • ปริมาณน้ำฝนเกินรับ: ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่มากได้
  • การก่อสร้าง: โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้า ที่เป็นอุปสรรคต่อระบบระบายน้ำ

ถึงแม้ โสภณแจงเหตุน้ำท่วมกทม. จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เช่น การไม่ทิ้งขยะลงในท่อระบายน้ำ การช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของพื้นที่สาธารณะ และการติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างสม่ำเสมอ

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราหวังว่า กทม. จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน และทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ในอนาคต เราอาจได้เห็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำมากขึ้น เช่น ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ ระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ หรือการใช้ AI ในการวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์น้ำ เพื่อให้สามารถวางแผนและรับมือกับปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – โสภณแจงเหตุน้ำท่วมกทม. ฝนหลงฤดู-ตกเกินปริมาณที่รับได้-ก่อสร้างรถไฟฟ้า กำชับผู้ว่าฯ เร่งแก้ลดความเดือดร้อนประชาชน

ฝรั่งเศสพบ ตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้าม บน Shein

หน่วยงานต่อต้านการฉ้อโกงผู้บริโภคของฝรั่งเศส (DGCCRF) ได้เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับ Shein โดยอ้างว่าบริษัทอีคอมเมิร์ซข้ามชาติสัญชาติสิงคโปร์แห่งนี้ “ทำการตลาดตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้าม

สื่ออื่นๆ ได้เผยแพร่ภาพถ่ายของตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้ามเหล่านี้ และดูเหมือนว่าตุ๊กตาเหล่านี้มีลักษณะคล้ายเด็ก จากภาพถ่ายนั้นไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นตุ๊กตาทางเพศ แต่ DGCCRF กล่าวว่า “คำอธิบายและการจัดหมวดหมู่บนเว็บไซต์นั้นทำให้ยากที่จะสงสัยในเรื่องสื่อลามกอนาจารเด็ก”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของฝรั่งเศส Roland Lescure ขู่ว่าจะแบน Shein ในฝรั่งเศสหากยังคงขายตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้ามเหล่านี้ โดยกล่าวว่า “วัตถุที่น่าสยดสยองเหล่านี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย”

ขณะนี้ตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้ามทั้งหมดถูกลบออกจาก Shein แล้ว Donald Tang ประธานกรรมการบริหารกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้มาจากผู้ขายบุคคลที่สาม แต่ผมขอรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว”

การค้นพบตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้ามบนแอป Shein เกิดขึ้นท่ามกลางการประท้วงแผนการเปิดร้านค้าจริงแห่งแรกในปารีสของ Shein ในสัปดาห์นี้

ปัญหาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับผู้ขายบุคคลที่สาม เกิดขึ้นเมื่อเสื้อเชิ้ตผู้ชายลายดอกไม้ถูกแสดงบนนายแบบที่ดูเหมือนภาพ AI ที่สร้างขึ้นของ Luigi Mangioni

ฝรั่งเศสพบ ตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้าม บน Shein

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้าม ทำให้ Shein อาจถูกแบนในฝรั่งเศส

การค้นพบตุ๊กตาที่มีลักษณะคล้ายเด็กบนแพลตฟอร์ม Shein ได้จุดประกายความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภคและมาตรฐานทางจริยธรรมของบริษัท ความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของ DGCCRF ในการตรวจสอบและยึดสินค้าเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลฝรั่งเศสในการปกป้องเด็กและต่อต้านการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ การตอบสนองของ Shein ในการลบสินค้าเหล่านี้และการแสดงความรับผิดชอบ ถือเป็นก้าวแรกในทิศทางที่ถูกต้อง แต่บริษัทจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ขายบุคคลที่สามปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมและกฎหมายที่เข้มงวด

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่บริษัทอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ต้องเผชิญในการดูแลแพลตฟอร์มของตน และป้องกันการขายสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสม การใช้เทคโนโลยี AI และการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของผู้ขายบุคคลที่สาม เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่คล้ายกันในอนาคต นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนทำการสั่งซื้อ

ในขณะที่ Shein ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การเปิดร้านค้าจริงแห่งแรกในปารีสอาจเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติม เนื่องจากผู้บริโภคและนักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและความรับผิดชอบมากขึ้นจากบริษัท สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสำเร็จในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างรวดเร็ว ไม่ควรมาพร้อมกับการประนีประนอมด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของผู้บริโภค

การที่ Shein ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาขายตุ๊กตาเด็กทางเพศต้องห้ามแสดงให้เห็นว่าแบรนด์แฟชั่นออนไลน์ชื่อดังก็ต้องเผชิญกับความท้าทายทางจริยธรรมและกฎหมายเช่นกัน

ที่มา – ‘These Horrible Objects Are Illegal’: French Authorities Discover Alleged Child Sex Dolls on Shein