ผู้เขียน: lalika69_admin

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ‘คิปโชเก้’ นักวิ่งชาวเคนยา เฝ้าฯ

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นวันที่น่าจดจำของวงการกีฬาและพสกนิกรชาวไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี นำ Mr. Eliud Kipchoge นักวิ่งมาราธอนระดับโลกชาวเคนยา พร้อมคณะ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

การเข้าเฝ้าฯ ในครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่ Mr. Eliud Kipchoge ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายชุดวอร์มและรองเท้าวิ่งรุ่นพิเศษแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นับเป็นเกียรติประวัติและความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้

สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงตอบรับคำเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนรายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก ครั้งที่ 8” ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.00 น.

รายละเอียดการแข่งขันที่น่าสนใจ:

  • จุดปล่อยตัว: ด้านหน้าศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
  • จุดเส้นชัย: บริเวณท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนินใน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ‘คิปโชเก้’ เฝ้าฯ เรื่องราวดีๆ ที่ต้องบอกต่อ

การที่ ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ‘คิปโชเก้’ นักวิ่งชาวเคนยา เฝ้าฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อวงการกีฬาอย่างต่อเนื่อง การที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมวิ่งในรายการมาราธอน ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น

ทำไมการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ถึงสำคัญต่อวงการกีฬา?

การที่พระบรมวงศานุวงศ์ทรงให้ความสำคัญกับวงการกีฬาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในระดับนานาชาติ

การที่ ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ‘คิปโชเก้’ นักวิ่งชาวเคนยา เฝ้าฯ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมต้อนรับบุคคลสำคัญจากทั่วโลก การที่ Mr. Eliud Kipchoge ได้เข้าเฝ้าฯ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับตัวเขาเองและประเทศเคนยา

มุมมองด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม:

รองเท้าวิ่งรุ่นพิเศษที่ Mr. Kipchoge ทูลเกล้าฯ ถวาย อาจเป็นรองเท้าที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬา

คาดการณ์ผลกระทบต่อวงการวิ่งในประเทศไทย:

การที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมวิ่งในรายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนชาวไทยหันมาสนใจกีฬาวิ่งมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะมีผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างมาก และอาจมีนักวิ่งหน้าใหม่เกิดขึ้นอีกมากมาย

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารวงการกีฬามาอย่างต่อเนื่อง ผมมองว่าการที่ ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ‘คิปโชเก้’ นักวิ่งชาวเคนยา เฝ้าฯ และการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมวิ่งในรายการมาราธอน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในวงการกีฬาเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวไทยอีกด้วย

มาร่วมส่งแรงใจเชียร์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการแข่งขัน “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก ครั้งที่ 8” และสนับสนุนให้คนไทยหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกันนะครับ!

ที่มา – ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ‘คิปโชเก้’ นักวิ่งชาวเคนยา เฝ้าฯ

กองทัพเร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ คาด 2 เดือนกลับมาให้บริการได้

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง หนึ่งในสถานที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลที่สำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ล่าสุด กองทัพเรือได้ส่งหน่วย Usar เข้าช่วยเหลือในการฟื้นฟูโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการเก็บกวาดขยะมูลฝอยและสิ่งของที่เสียหายออกไป เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำความสะอาดและซ่อมแซม

ทีมอาสาสมัครกู้ภัยจากมูลนิธิต่างๆ ก็เข้าร่วมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือร่วมใจของคนไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

นพ.วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้เปิดเผยถึงแผนการฟื้นฟูโรงพยาบาล โดยระบุว่าระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบก๊าซทางการแพทย์ ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยและขยะติดเชื้อที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน

ถึงแม้โรงพยาบาลจะยังไม่พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบ แต่ทางโรงพยาบาลก็ตระหนักดีถึงความเดือดร้อนของผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ติดค้างอยู่ในบ้านเป็นเวลานาน เมื่อน้ำลดจึงรีบเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาล แม้จะยังไม่สามารถรับผู้ป่วยไว้รักษาได้ในทันที แต่โรงพยาบาลก็พยายามช่วยเหลือในรูปแบบอื่นๆ เช่น การแจกข้าวกล่องและการให้ชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ

กองทัพเร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ คาด 2 เดือนกลับมาให้บริการได้

แผนการฟื้นฟูระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่การกู้คืนระบบที่จำเป็นสำหรับการให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะสามารถเปิดให้บริการห้องฉุกเฉิน ตึกบริการส่วนหน้า และตึกผู้ป่วยนอกได้บางส่วน อย่างน้อย 50%

ส่วนการรักษาโรคที่ซับซ้อน เช่น การผ่าตัด หรือการเปิดคลินิกเฉพาะทาง อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนจึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติ สำหรับโรคที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลหาดใหญ่ได้ประสานงานกับโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อดูแลผู้ป่วยที่ถูกอพยพไปรักษาเป็นการชั่วคราว โดยมีผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลเครือข่ายกว่า 180 คน ทางโรงพยาบาลมีฐานข้อมูลของผู้ป่วยและพร้อมที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการและการรักษาแก่ญาติผู้ป่วย

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและโรงพยาบาลหาดใหญ่สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติ ก็จะรับผู้ป่วยกลับมาดูแลรักษาต่อ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอำเภอหาดใหญ่และรู้สึกสะดวกสบายมากกว่าในการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการเลื่อนนัด ทางโรงพยาบาลได้จัดทีมแพทย์และพยาบาลโทรศัพท์สอบถามอาการและส่งยารักษาโรคทางไปรษณีย์ เพื่อดูแลผู้ป่วยในเบื้องต้นอย่างต่อเนื่อง

กองทัพอากาศ โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองบิน 56 ก็ได้ส่งกำลังพลและทหารกองประจำการเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูและทำความสะอาดโรงพยาบาลหาดใหญ่ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยและญาติที่มารับบริการ

การฟื้นฟู กองทัพเร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ ครั้งนี้มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทุกฝ่าย เชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลหาดใหญ่จะสามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในเร็ววัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลหาดใหญ่เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม การวางแผนอพยพ และการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันดำเนินการอย่างจริงจัง

ในอนาคต เราอาจได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการฟื้นฟูโรงพยาบาลหลังภัยพิบัติ เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาดอัตโนมัติ หรือระบบการสื่อสารทางไกลที่ช่วยให้แพทย์สามารถให้คำปรึกษาและติดตามอาการของผู้ป่วยได้จากระยะไกล เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์และเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูโรงพยาบาลให้กลับมาให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กองทัพเร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ ถือเป็นภารกิจที่แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความห่วงใยของทุกภาคส่วน

การฟื้นฟูโรงพยาบาลครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การซ่อมแซมอาคารและอุปกรณ์ แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

กองทัพเร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ คาด 2 เดือนกลับมาเปิดให้บริการได้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวหาดใหญ่และประชาชนในภาคใต้ตอนล่าง ที่จะได้กลับมาเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอีกครั้ง

ที่มา – กองทัพเร่งเข้าฟื้นฟู รพ. หาดใหญ่ คาดอย่างน้อย 2 เดือน จะรับผู้ป่วยได้ตามปกติ

สถานการณ์ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ที่ต้องรู้: เตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ที่หลายคนอาจจะกำลังเป็นห่วง นั่นก็คือ สถานการณ์ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ครับ หลายท่านที่ติดตามข่าวสารอาจจะพอทราบกันมาบ้างแล้ว แต่เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดกันอีกครั้ง เพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

อ้างอิงจากข้อมูลของ THE STANDARD นะครับ สถานการณ์ สถานการณ์ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ นั้นมีความเชื่อมโยงกับการคาดการณ์ปริมาณฝนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงระดับน้ำในลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการระบายน้ำในเมืองหาดใหญ่เลยทีเดียว เพราะเป็นเส้นทางหลักในการระบายน้ำออกสู่ทะเล ผ่านคลองอู่ตะเภา และคลอง ร.1 นั่นเอง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วง? ให้สังเกตระดับน้ำในสถานีวัดน้ำครับ ถ้าระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ ‘ล้นตลิ่ง’ หรือ ‘น้ำมาก’ นั่นหมายความว่าปริมาณน้ำเกินความสามารถที่ลำน้ำจะรองรับได้แล้ว น้ำจากในเมืองก็จะระบายออกได้ช้า ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นและท่วมขัง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและแนวคลองระบายน้ำสำคัญ

จับตา! สถานการณ์ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ใกล้ชิด

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้านี้ หากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เราจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือทันที

แล้วเราจะเตรียมตัวรับมือ สถานการณ์ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ได้อย่างไรบ้าง?

  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: เช็คพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น: เตรียมยา เวชภัณฑ์ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ไฟฉาย และของใช้จำเป็นอื่นๆ ให้พร้อม
  • เคลื่อนย้ายสิ่งของ: ยกสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม
  • วางแผนการเดินทาง: หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หากไม่จำเป็น
  • ดูแลสุขภาพ: ระมัดระวังเรื่องสุขอนามัย เพื่อป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

นอกจากนี้ การมีสติและไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ให้รีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เราทุกคนควรตระหนักถึงความเสี่ยงและหาวิธีป้องกันตนเองและครอบครัวอย่างเหมาะสม เพื่อให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้ด้วยดี

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงทุกท่าน ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดีนะครับ

ที่มา – สถานการณ์ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’

ตำรวจตั้ง ‘ศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล’ เร่งคืนร่างผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมมีข่าวที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เราอาจไม่ได้คิดถึงกันบ่อยๆ มาฝากครับ นั่นคือเรื่องของการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเพื่อคืนร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สงขลา ซึ่งตำรวจได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ เรามาดูกันว่าตำรวจทำอะไรบ้างในการช่วยเหลือครั้งนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือการบูรณาการกำลังพลจากทีมแพทย์นิติเวช, เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจ และตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อจัดตั้ง ‘ศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล’ เร่งคืนร่างผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา ซึ่งศูนย์นี้มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากให้เป็นระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย และตามหลักมนุษยธรรม ฟังดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากๆ เลยใช่ไหมครับ?

พล.ต.อ.สำราญ ได้แบ่งกลุ่มผู้เสียชีวิตออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวและสามารถคืนร่างให้ญาติได้ไวที่สุด ได้แก่:

  • กลุ่มส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน: กลุ่มนี้คือผู้เสียชีวิตที่ระบุตัวตนได้หรือมีใบรายงานการตายแล้ว ซึ่งจะดำเนินการส่งมอบให้ญาติได้ทันที
  • กลุ่มระบุตัวตนได้ (ทราบชื่อ-สกุล): กลุ่มนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ 4 สถานี (ตรวจรูปพรรณ, ผ่าชันสูตร, พิมพ์ลายนิ้วมือเทียบทะเบียนราษฎร์ และอนุมัติคืนร่าง)
  • กลุ่มไม่ทราบตัวบุคคล: กลุ่มนี้แหละครับที่ต้องใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญขั้นสูง เพราะต้องเข้าสู่กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ขั้นสูง (เก็บ DNA, ตรวจทางทันตกรรม) และเก็บรักษาร่างไว้เพื่อรอการตรวจเปรียบเทียบกับญาติ โดยต้องผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการฯ ก่อนส่งคืน

‘ศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล’ เร่งคืนร่างผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา ทำงานอย่างไร?

ทางศูนย์ฯ ได้กำหนดกระบวนการหลัก (Main Process) ในการดำเนินงานไว้ 6 ขั้นตอน ดังนี้:

  1. การรับร่าง
  2. การบันทึกข้อมูลเข้าระบบ
  3. การเก็บรักษาร่าง (มีตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิรองรับ)
  4. การชันสูตรพลิกศพ
  5. การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ (DNA/อัตลักษณ์บุคคล)
  6. การส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ได้มีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการส่งคืนศพ” ซึ่งประกอบด้วย ผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 (ประธาน), แพทย์นิติเวช, ทันตแพทย์ และพนักงานสอบสวน ร่วมกันพิจารณาอนุมัติก่อนส่งมอบร่างทุกครั้ง นั่นหมายความว่าทุกขั้นตอนได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าร่างที่ส่งคืนถูกต้องและเป็นไปตามความต้องการของญาติ

หากมีญาติสูญหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมต้องทำอย่างไร?

สำหรับประชาชนที่ติดต่อหาญาติที่สูญหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม สามารถดำเนินการได้ดังนี้:

  • จุดรับแจ้ง: ศูนย์บุคคลสูญหาย ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ส่วนหน้า)
  • สถานีตำรวจ: แจ้งความได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ

ทางตำรวจมีระบบคัดกรองและเก็บตัวอย่าง DNA ของญาติ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลผู้เสียชีวิตในระบบ เพื่อยืนยันตัวตนและนำพาร่างผู้เสียชีวิตกลับคืนสู่ครอบครัวต่อไป กระบวนการ ‘ศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล’ เร่งคืนร่างผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือและเยียวยาจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

การทำงานของตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วย DNA และการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ช่วยให้การคืนร่างผู้เสียชีวิตให้กับญาติเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดความทุกข์และความกังวลของครอบครัวที่สูญเสีย

‘ศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล’ เร่งคืนร่างผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคม และแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยชีวิตและเยียวยาจิตใจผู้คนได้อีกด้วย

ที่มา – ตร. ปูพรมตั้ง ‘ศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล’ รพ.สงขลานครินทร์ เร่งคืนร่างผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา ย้ำขั้นตอนรวดเร็วและแม่นยำ

ตำรวจปูพรมกวาดล้างหาดใหญ่ เขต 8: กู้ความเชื่อมั่นหลังน้ำลด ปราบโจรซ้ำเติม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวสารสำคัญในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาครับ เกี่ยวกับปฏิบัติการที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนหลังวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา นั่นคือปฏิบัติการ ตำรวจปูพรมกวาดล้างเขต 8 หาดใหญ่ ระดมกำลังกู้ความเชื่อมั่นหลังน้ำลด ย้ำปราบโจรซ้ำเติมผู้ประสบภัย ครับ

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานเปิดปฏิบัติการสำคัญนี้ โดยเน้นย้ำถึงความเข้าใจในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม การจราจรติดขัด และที่สำคัญคือความกังวลว่าจะมีมิจฉาชีพเข้ามาซ้ำเติมในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังยากลำบาก

ตำรวจปูพรมกวาดล้างเขต 8 หาดใหญ่ ระดมกำลังกู้ความเชื่อมั่นหลังน้ำลด ย้ำปราบโจรซ้ำเติมผู้ประสบภัย คืออะไร?

ปฏิบัติการนี้ไม่ใช่แค่การปล่อยแถวแล้วจบไปนะครับ แต่เป็นการระดมกำลังตำรวจจากหลายจังหวัด ทั้งตรังและพัทลุง เข้ามาเสริมกำลังตำรวจสงขลา เพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต 8 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักมีข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยอยู่บ่อยครั้ง

เป้าหมายหลักคือการสร้างความมั่นคงและเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา โดยจะมีการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านทุกหลังคาเรือน และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด เพื่อให้หาดใหญ่กลับมาเป็นเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สงบสุขเหมือนเดิม

หลังจากพิธีปล่อยแถว ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้นำกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง เดินเท้าลงพื้นที่สำรวจตามซอยต่างๆ ในเขต 8 เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่คือความรู้สึกอุ่นใจที่เห็นเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่องมิจฉาชีพที่อาจเข้ามาฉวยโอกาส

นอกจากปัญหาอาชญากรรมแล้ว ชาวบ้านยังได้ระบายความในใจถึงความยากลำบากในช่วงน้ำท่วม โดยหลายคนบอกว่าสาเหตุที่อพยพไม่ทันเป็นเพราะการแจ้งเตือนที่ล่าช้าและไม่แม่นยำของหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่ม ทำให้ขาดการติดต่อและไม่สามารถรับรู้ข่าวสารได้ทันท่วงที ทำให้ต้องรอคอยความช่วยเหลือด้วยความสิ้นหวัง

ชาวบ้านยังได้ฝากความหวังไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งน้ำและไฟฟ้า เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้ว่าทรัพย์สินจะเสียหายไปเกือบหมดแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างไร

แล้วเราได้อะไรจากข่าว ตำรวจปูพรมกวาดล้างเขต 8 หาดใหญ่ ระดมกำลังกู้ความเชื่อมั่นหลังน้ำลด ย้ำปราบโจรซ้ำเติมผู้ประสบภัย นี้?

ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนในการฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติ การที่ตำรวจลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรงจากชาวบ้าน ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ข่าวนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการมีระบบการแจ้งเตือนที่รวดเร็วและแม่นยำ

ในฐานะที่เราเป็นพลเมือง เราสามารถช่วยเหลือกันได้โดยการเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือบุคคลที่น่าสงสัย ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพเข้ามาซ้ำเติมผู้ประสบภัย และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ตำรวจปูพรมกวาดล้างเขต 8 หาดใหญ่ ระดมกำลังกู้ความเชื่อมั่นหลังน้ำลด ย้ำปราบโจรซ้ำเติมผู้ประสบภัย

“รักหาดใหญ่ ก็จบที่หาดใหญ่” ปิดตำนานคลินิกมีบุตรยาก 18 ปี

เรื่องราวที่สะเทือนใจคนหาดใหญ่และผู้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือจาก นพ.สมนึก วีระนรพินิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากและเด็กหลอดแก้วในภาคใต้ ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา คุณหมอได้สร้างครอบครัวและเติมเต็มความสุขให้กับหลายคู่ที่รอคอยบุตร แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อคลินิกอันเป็นที่รักต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

ทีมงาน THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์คุณหมอสมนึกถึงวินาทีที่ต้องตัดสินใจปิดคลินิกอย่างถาวร ความรู้สึกและความผูกพันที่มีต่อสถานที่แห่งนี้ และอนาคตของผู้ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ

“รักหาดใหญ่ ก็จบที่หาดใหญ่” ปิดตำนาน 18 ปี คลินิกมีบุตรยาก

คุณหมอสมนึกเล่าย้อนความหลังว่า ท่านเป็นผู้บุกเบิกการรักษาผู้มีบุตรยากและเด็กหลอดแก้วตั้งแต่ปี 2551 ทำงานด้วยความรักและความตั้งใจมาโดยตลอด กระทั่งเกษียณอายุ เมื่อต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้รู้สึกหมดกำลังใจและตัดสินใจว่า “ผมพอละ”

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2553 เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่ามาก อุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องมือต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก “เป็นภัยพิบัติที่เกิดเร็ว ผมเข้าใจว่าบางทีเราเตรียมไม่ทัน เพราะสถานการณ์มันไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน” คุณหมอกล่าวด้วยความเสียใจ

ถึงปิดคลินิก แต่ไม่ทิ้งความหวัง

หลังจากที่คุณหมอโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงการตัดสินใจปิดคลินิก ได้มีคุณแม่หลายท่านเข้ามาแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจให้คุณหมอมากมาย พร้อมทั้งนำภาพลูกๆ ที่เกิดจากความช่วยเหลือของคลินิกมาให้ชม คุณหมอยืนยันว่า ถึงแม้คลินิกจะปิดตัวลง แต่ท่านจะไม่ทอดทิ้งเคสที่ยังค้างคาอยู่

“มีเยอะครับ เพราะมีบางคนที่ยังมีตัวอ่อน มีไข่ ฝากไว้ที่หมออยู่ แต่ว่าถ้ามีปัญหาอะไร สามารถติดต่อหาผมได้ และผมจะประสานงานกับโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อรับตัวอ่อนที่เคยแช่แข็งไว้ไปดำเนินการต่อ ตอนนี้มาปรึกษาได้ เพราะว่าผมไม่มีคลินิกแล้ว มาปรึกษาทางไลน์ก็ได้” คุณหมอกล่าว

เมื่อถามย้ำว่าคุณหมอตัดสินใจแน่นอนแล้วใช่ไหม คุณหมอยิ้มและพยักหน้า พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า “พอแล้ว ไม่ไปต่อแล้ว ชีวิตผมก็อายุเยอะแล้วเหมือนกัน”

คลินิกสร้างชีวิต ความทรงจำที่งดงาม

ถึงแม้คลินิกแห่งนี้จะต้องปิดตัวลงจากภัยพิบัติ แต่สถานที่แห่งนี้จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันงดงาม และเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตเล็กๆ อีกหลายชีวิต ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา คลินิกแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานพยาบาล แต่เป็นศูนย์รวมความหวังที่ได้สร้างเด็กๆ นับไม่ถ้วน

ก่อนจบการสัมภาษณ์ คุณหมอสมนึกได้กล่าวย้ำถึงความผูกพันอันลึกซึ้งที่เขามีต่อสถานที่แห่งนี้และเมืองหาดใหญ่ พร้อมทั้งขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจให้คุณหมอดูแลความหวังของพวกเขา “ผมก็รักคลินิกนี้มาก และก็รักหาดใหญ่ ก็จบที่หาดใหญ่ ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่อุตส่าห์คิดถึงหมอ ผมก็นึกถึงเด็กทุกคนที่ทำคลอดมา”

เรื่องราวของคุณหมอสมนึกและคลินิกแห่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความหวังที่ยังคงอยู่ ถึงแม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย การปิดคลินิกอาจเป็นจุดจบของสถานที่ แต่ไม่ใช่จุดจบของความหวัง เพราะความเมตตาและความช่วยเหลือของคุณหมอจะยังคงอยู่ในใจของผู้คนตลอดไป

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยได้รับการดูแลจากคลินิกแห่งนี้ หรือกำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก อย่าท้อแท้ ติดต่อคุณหมอสมนึกเพื่อขอคำปรึกษาและหาทางออกต่อไป เพราะความหวังยังมีอยู่เสมอ

ที่มา – “รักหาดใหญ่ ก็จบที่หาดใหญ่” ปิดตำนาน 18 ปี คลินิกมีบุตรยาก หลังเจอวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

มากกว่าคลินิกคือบ้านของความหวัง: 18 ปีที่ ’หมอสมนึก’ มอบชีวิต

ในวันที่ข้อความสั้นๆ ประโยคหนึ่งถูกโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลายเป็นคลื่นความรู้สึกที่ซัดเข้าหาหัวใจผู้คนมากมาย

“ปิดคลินิกอย่างถาวรแล้วครับ 18 ปีที่ให้การดูแลรักษาคนที่มีลูกยาก เริ่มบุกเบิกจากศูนย์ จนคนรู้จักทั่วประเทศ ขอเก็บความภูมิใจไว้กะตัวละกัน สังเวยน้ำท่วมหาดใหญ่ 68”

ไม่ใช่แค่การปิดตัวของสถานพยาบาล แต่คือการอำลาพื้นที่แห่งความหวังของครอบครัวนับพัน ที่เคยหอบความหวังเข้ามาที่นี่ และเดินออกไปพร้อมชีวิตเล็กๆ ในอ้อมแขน

มากกว่าคลินิกคือบ้านของความหวัง: 18 ปีที่ ‘หมอสมนึก’ มอบชีวิต

ตลอด 18 ปี คลินิกสูตินรีเวชและมีบุตรยากของ นพ.สมนึก ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางการแพทย์ แต่คือ ‘พื้นที่ปลอบประโลม’ สำหรับคู่รักที่เผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่นี่คือสถานที่ที่คำว่ายังมีหวัง ถูกพูดซ้ำๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนของแพทย์ผู้ไม่เคยมองคนไข้เป็นเพียงเคส หากแต่มองเป็นชีวิต เป็นความฝัน เป็นอนาคตของครอบครัวหนึ่ง การปิดตัวลงของคลินิกจึงสะเทือนใจผู้คนมากมาย

เสียงจากผู้ปกครอง: ความหวังที่ ’หมอสมนึก’ สร้างไว้

“ลูกชายคนโตทำ IUI กับคุณหมอ ลูกคนน้องคุณหมอทำคลอดให้ วันนี้เป็นหนุ่มแล้วค่ะ”

“ตั้งแต่ปี 56-58 วันนี้ลูกอายุ 10 ขวบแล้ว ขอบคุณหมอจากใจจริง”

แต่ละประโยคไม่ใช่แค่คำขอบคุณ แต่คือบันทึกของช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิต เป็นพยานถึง มากกว่าคลินิกคือบ้านของความหวัง ที่หมอสมนึกสร้างขึ้นมา

น้ำท่วมหาดใหญ่: ความเปราะบางของระบบสุขภาพ

เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 ไม่ได้พัดพาเพียงทรัพย์สินหรืออาคารสถานที่ หากแต่เผยให้เห็น ‘ความเปราะบาง’ ของระบบสาธารณสุขระดับชุมชน คลินิกเอกชนเล็กๆ ที่ยืนหยัดมานานเกือบสองทศวรรษ ต้องหยุดทำหน้าที่ลงอย่างถาวร หลังเผชิญภัยพิบัติ คอมเมนต์หนึ่งสะท้อนความรู้สึกของสังคมอย่างตรงไปตรงมา “ภัยพิบัติ ความคลาดเคลื่อน รัฐบาลที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เสียสิ่งดีๆ ในสังคมโดยสิ้นเชิง” หมอที่มีประสบการณ์สูงและเป็นที่พึ่งของชุมชน ต้องยุติบทบาทเพราะภัยพิบัติ

ความรักและความผูกพันที่ไม่อาจลืมเลือน

ท่ามกลางความเศร้า มีบางสิ่งที่อบอุ่นกว่าคำปลอบใจ นั่นคือความรัก ความเคารพ และความผูกพันที่ผู้คนมีต่อคุณหมอ มีทั้งคำเชื้อเชิญให้ย้ายไปเปิดคลินิกใหม่ในกรุงเทพฯ มีทั้งภาพเด็กน้อยที่เติบโตอย่างแข็งแรง พร้อมข้อความว่า “ทุกคนล้วนเคารพและรักคุณหมอมากนะคะ” ภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่มันคือหลักฐานที่เป็นรูปธรรมของความทุ่มเทในวิชาชีพแพทย์สะท้อนให้เห็นว่า มากกว่าคลินิกคือบ้านของความหวัง อย่างแท้จริง

แม้คลินิกปิด แต่คุณค่ายังคงอยู่

ถึงแม้คลินิกจะปิดตัวลง แต่คุณค่าที่หมอสมนึกสร้างไว้นั้นยังคงอยู่ เด็กหลายร้อยคนที่เกิดจากความพยายามของท่าน กำลังเติบโตเป็นอนาคตของสังคม และจะเป็นเครื่องเตือนใจว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังเคยถูกเพาะไว้ ณ ที่แห่งนี้ อุปกรณ์ เครื่องมือราคาแพง ความทรงจำดีๆ อาจสูญหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ไม่มีวันถูกน้ำพัดพาไป คือ ‘คุณค่าของมนุษย์’ ที่ถ่ายทอดผ่านหัวใจหมอคนหนึ่ง

จากอำลา สู่ความหวังครั้งใหม่

“ขอให้อุปสรรคครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณหมอได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ และก้าวไปสู่เส้นทางที่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองมากยิ่งขึ้น” อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของบทบาทคุณหมอ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิต เพราะในความทรงจำของผู้คน หาดใหญ่ยังคงมีพื้นที่หนึ่ง ที่รอยยิ้มของหมอผู้มอบชีวิตให้กับผู้อื่นมาตลอด 18 ปี นั่นคือคุณค่าที่ไม่มีน้ำท่วมใดลบเลือนได้ หมอสมนึกได้สร้าง มากกว่าคลินิกคือบ้านของความหวัง ซึ่งจะอยู่ในใจผู้คนตลอดไป

การปิดคลินิกของหมอสมนึกเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนระบบสาธารณสุขในระดับท้องถิ่น และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต นอกจากนี้ เรื่องราวของหมอสมนึกยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นถึงคุณค่าของการทำงานด้วยความรัก ความทุ่มเท และการช่วยเหลือผู้อื่น

ที่มา – มากกว่าคลินิก คือบ้านของความหวัง 18 ปีที่ ‘หมอสมนึก’ มอบชีวิตให้ผู้คน ก่อนต้องลาจากเพราะน้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

War Room ภาคประชาชน: ภารกิจหลังวิกฤตน้ำท่วม ทำงานร่วมใจฟื้นฟู

ช่วงเวลาที่ยากลำบากจากวิกฤตน้ำท่วม มักจะทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่สภาพจิตใจของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ แต่ท่ามกลางความมืดมนนั้น ยังมีแสงสว่างที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในสังคม ที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและฟื้นฟู หนึ่งในนั้นคือโครงการ War Room ภาคประชาชน: ภารกิจหลังวิกฤตน้ำท่วม ที่เกิดจากการรวมตัวของภาคประชาชนและองค์กรต่างๆ เพื่อช่วยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบภัย

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา และ Thai PBS ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการระดมความคิดเห็นและแบ่งประเด็นการทำงาน เพื่อสร้างระบบเยียวยาและฟื้นฟูหลังวิกฤตอุทกภัยภาคใต้ การรวมตัวกันเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของภาคประชาชนที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

War Room ภาคประชาชน ภารกิจ หลังวิกฤตน้ำท่วม 1

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

War Room ภาคประชาชน: ภารกิจหลังวิกฤตน้ำท่วม คืออะไร?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า War Room ภาคประชาชน: ภารกิจหลังวิกฤตน้ำท่วม นี้คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร จริงๆ แล้ว War Room ในความหมายนี้ คือศูนย์บัญชาการหรือศูนย์ปฏิบัติการที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ โดยในกรณีนี้คือวิกฤตน้ำท่วม โดยมีเป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

การทำงานของ War Room ภาคประชาชน จะเน้นไปที่การระดมความคิดเห็นจากผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และวางแผนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทำไม War Room ภาคประชาชน ถึงสำคัญ?

War Room ภาคประชาชน: ภารกิจหลังวิกฤตน้ำท่วม มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤตน้ำท่วม ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความรวดเร็วในการตอบสนอง: ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว และสามารถให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้ทันที
  • ความเข้าใจในปัญหา: ภาคประชาชนมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง เนื่องจากพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
  • ความยั่งยืนในการฟื้นฟู: การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการฟื้นฟู จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับการฟื้นฟูในระยะยาว
  • สร้างความโปร่งใส: ภาคประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นอกจากนี้ การที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

อนาคตของ War Room ภาคประชาชน

โครงการ War Room ภาคประชาชน: ภารกิจหลังวิกฤตน้ำท่วม นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตอีกด้วย โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน องค์กรต่างๆ และหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในยุคดิจิทัลที่เรากำลังเผชิญอยู่ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้แอปพลิเคชันเพื่อรายงานสถานการณ์ การใช้โดรนเพื่อสำรวจพื้นที่ หรือการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อระดมทุนและประชาสัมพันธ์ความช่วยเหลือ การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับ War Room ภาคประชาชน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างมาก

การร่วมมือกันของภาคประชาชน องค์กรต่างๆ และหน่วยงานภาครัฐ คือกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำท่วม และสร้างความยั่งยืนในการฟื้นฟู เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและสนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแม้แต่การแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

ที่มา – War Room ภาคประชาชนภารกิจหลังวิกฤตน้ำท่วม

ซีพีแรม-เชฟแคร์ส-ซีพี อาสา ส่งอาหารลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังคงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสนใจกันอย่างใกล้ชิดเลยครับ จากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องและน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ยากลำบากมาก ซีพีแรมไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งประสานความร่วมมือกับเชฟแคร์ส และซีพี อาสา เพื่อส่งความช่วยเหลือฉุกเฉินเข้าไปยังพื้นที่ที่ถูกตัดขาด โดยใช้เฮลิคอปเตอร์จากมณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) ในการขนส่งอาหารไปยังจุดที่เข้าถึงได้ยากลำบากครับ

ภารกิจสำคัญนี้ครอบคลุมการจัดส่งอาหารกล่องพร้อมทานและเบเกอรี่เลอแปง ให้กับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ บุคลากรทางการแพทย์ที่ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาล รวมถึงประชาชนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงถึง 2-3 เมตรในหลายพื้นที่ ทำให้เส้นทางสัญจรหลายสายไม่สามารถใช้รถยนต์เดินทางได้ตามปกติ

ซีพีแรม-เชฟแคร์ส-ซีพี อาสา ส่งอาหารลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ เกิดจาก “หย่อมความกดอากาศต่ำ” ที่ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้จังหวัดสงขลาเผชิญกับน้ำท่วมในเขตชุมชนหลายแห่ง ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ทัน เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มต่ำ แถมยังมีน้ำทะเลหนุนเข้ามาซ้ำเติม ทำให้น้ำไหลลงทะเลได้ช้ากว่าปกติอีกด้วย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นกว้างขวางมากครับ ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงอาหาร ยารักษาโรค และบริการด้านสาธารณสุขได้โดยสะดวก การอพยพประชาชนบางส่วนก็ทำได้ยากลำบากเนื่องจากระดับน้ำที่สูงและกระแสน้ำที่เชี่ยว

ซีพีแรมยืนยัน “เคียงข้างคนไทย ห่วงใยไม่ห่าง” พร้อมส่งกำลังใจสู่พื้นที่ประสบภัย

ซีพีแรมได้ออกมาแสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวหาดใหญ่-สงขลาในวงกว้าง และจะเร่งกระจายอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ที่ติดอยู่ในพื้นที่เข้าถึงยากได้รับอาหารอย่างเพียงพอในระหว่างที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ซีพีแรมยังได้ส่งกำลังใจให้ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ และยืนยันว่าจะ “เคียงข้างคนไทย ห่วงใยไม่ห่าง” จนกว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม ผมเชื่อว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมมือกันรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การที่ ซีพีแรม-เชฟแคร์ส-ซีพี อาสา ส่งอาหารลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดรนในการสำรวจพื้นที่ การใช้แอปพลิเคชันในการแจ้งเตือนภัย หรือการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการประสานงานและระดมความช่วยเหลือ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซีพีแรม-เชฟแคร์ส-ซีพี อาสา ส่งอาหารลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤต แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทยที่มีต่อกัน ผมหวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนหันมาช่วยเหลือสังคมและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อส่วนรวมต่อไปนะครับ

ที่มา – ซีพีแรม-เชฟแคร์ส-ซีพี อาสา ส่งอาหารลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ [PR News]