ผู้เขียน: lalika69_admin

ชีวิตของเด็กใต้ร่มศาสนา เมื่อเณรต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบใน ประเทศเมียนมา ที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานนับสิบปี เด็กหลายคนที่อาศัยอยู่ในวัด และสวมบทบาทเป็น ‘เณร’ ก็ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยอย่างไม่คาดฝัน พวกเขาต้องหลบหนีภัยจากทั้งสงคราม ความรุนแรง และการปราบปรามจากรัฐบาล ข้ามพรมแดนมาสู่ประเทศไทย

ในทุกเช้า เณรเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ตามภิกษุสันโดษ แต่เบื้องหลังรอยยิ้มที่นุ่มนวลนั้น คือเรื่องราวของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง หลายคนหนีมายังประเทศไทยโดยไม่มีแม้แต่ครอบครัว บางคนต้องแบกรับบาดเจ็บทางจิตใจจากรอยบาดแผลของสงคราม

ชีวิตของเด็กใต้ร่มศาสนา เมื่อเณรต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย

เมื่อเณรหลายรูปมาถึงประเทศไทย พวกเขามักจะมีอายุระหว่าง 6-12 ปี และไม่มีพ่อหรือต้องแยกจากครอบครัว วัดในพื้นที่ชายแดนจึงกลายเป็น “บ้านหลังใหม่” สำหรับพวกเขา เพื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน วัดและชุมชนใกล้เคียงหลายแห่งจึงเปิดใจรับเข้าอยู่ในความอุ่นใจของพระสงฆ์ โดยไม่เข้าไปแทรกแซงในภารกิจรับใช้ศาสนาที่เณรต้องรับผิดชอบ

พระอาจารย์จากวัดแห่งหนึ่งเคยบอกว่า “ให้โอกาสเขา เขาหนีความตายมา ไม่รู้จะไปพึ่งใคร” แนวทางนี้ทำให้วัดกลายเป็น “ร่ม” แห่งใหม่ของเด็กกำพร้า หรือเด็กที่สูญเสียครอบครัวจากสงคราม

โอกาสที่เริ่มต้นใหม่

หลังจากเข้ามาอยู่ในวัดแล้ว เณรเหล่านี้จะใช้เวลาเรียนรู้ภาษาไทยผ่านการสื่อสารด้วยร่างกายและท่าทางเบื้องต้น ก่อนจะสามารถเริ่มต้นเรียนหนังสือภายในวัดหรือโรงเรียนท้องถิ่น ซึ่งรัฐ允许ให้เด็กที่ไม่มีสถานะสามารถเรียนในระบบ正规ได้ พร้อมรับบัตรสีเขียว (G-code) เพื่อยืนยันตัวตน

  • เณรสามารถเรียนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น
  • มีโอกาสเรียนร่วมกับเด็กไทยและจากหลากหลายเชื้อชาติ
  • ได้รับการอบรมด้านทักษะชีวิต สิทธิเด็ก และความรู้ทางวัฒนธรรม

เสียงที่ถูกปิด

แต่ความยากลำบากของเณรลี้ภัยไม่ลดลงเพียงเพราะได้เข้ารับการศึกษา เรื่องราวของ “เด็ก” ภายใต้ผ้าเหลืองสีสันเปลี่ยนไป ต้องยอมแพ้ต่อความคาดหวังของวัด หรือแม้กระทั่งการสูญเสียทางเลือกในการใช้ชีวิต ซึ่งบางคนแทบไม่ได้เลือกที่จะบวชเลย

องค์กร Smile-lay ซึ่งทำงานด้านคุ้มครองเด็กเคลื่อนย้าย และแรงงานข้ามชาติ ได้เข้ามาสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เด็กเหล่านี้ได้แสดงออก ทางเลือกในการพูดถึงสิ่งที่ตนรู้สึก และเรียนรู้เรื่องสิทธิของตนเองผ่านศิลปะและกิจกรรมสันทนาการ เพื่อเติมพลังให้พวกเขามีเสียงในตัวเอง

เชื่อในความเป็นเด็ก

“เณรก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง” คือคำพูดที่สะท้อนความเข้าใจของหลายภาคส่วน ทั้งวัดและองค์กรต่างร่วมมือกันสร้างพื้นที่ให้กับเด็กเหล่านี้ เพราะเรารู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทย หรือเด็กจากชาติใดก็ตาม เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสเท่าเทียมในการเติบโต

อย่างไรก็ตาม การทำงานเพื่อสนับสนุนเณรเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งด้านทรัพยากร ความปลอดภัยของเด็ก และรูปแบบการบริหารวัดบางแห่งที่อาจขาดความเข้าใจในอิสรภาพของเด็กอยู่บ้าง

เท่าเทียมคือพลัง

ที่สุดแล้ว เรื่องของเณรผู้ลี้ภัยไม่ใช่แค่ปัญหา “ศาสนา” หรือ “วัด” แต่มันเป็นปัญหารวมของ “มนุษยชาติ” เมื่อเราเริ่มมองผ่านเลนส์ของเมตตา ความเข้าใจ และการให้โอกาส เราจะเป็นผู้นำโอกาสใหม่ ให้กับเด็กคนหนึ่งที่เคยจำต้องเลยทุกอย่างทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่อความอยู่รอด

เริ่มจากเปิดใจให้กับพวกเขา แล้วคุณอาจเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้กับเด็กผู้ลี้ภัยได้เช่นกัน

ที่มา – ชีวิตของเด็กใต้ร่มศาสนา เมื่อเณรต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่ง กกต. แจง 10 ประเด็น ปมสอบฮั้ว สว. ล่าช้าหรือไม่-รั่วไหลข้อมูลลับ นัดฟังคำสั่ง 27 ม.ค. 69

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีนัดพิจารณาคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อท.185/2568 ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกรณี ‘ฮั้ว สว.’ ที่มีความล่าช้า รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลลับ ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

เป็นที่ทราบกันว่า อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บัญชีสำรอง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งคณะกรรมการและเลขาธิการ กว่า 8 คน ด้วยข้อหา “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามความผิดฐานมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ โดยอ้างว่า กกต. มีความล่าช้าในการสอบสวนข้อกล่าวหาการทุจริตเลือกตั้ง สว. ที่อาจส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมในการดำเนินคดี

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่ง กกต. แจง 10 ประเด็น ปมสอบฮั้ว สว.

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงให้หนังสือไปยัง กกต. เพื่อให้ชี้แจงรายละเอียดและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 23 มกราคม 2569 เร่งด่วน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องการความชัดเจนรวม 10 ข้อ ได้แก่

  • 1. คำสั่งรับเรื่องและตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกิดขึ้นเมื่อใด
  • 2. การดำเนินการดังกล่าวมีความล่าช้าหรือไม่ เพราะเหตุใด
  • 3. มีการขยายเวลาสอบสวนหรือไม่ และอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือระเบียบข้อใด
  • 4. กรอบระยะเวลาการสอบสวนมีเท่าใด และการดำเนินการจริงเป็นไปตามกรอบหรือไม่
  • 5. หาก กกต. ไม่ดำเนินการตามกรอบเวลา จะเกิดผลทางกฎหมายอย่างไร
  • 6. การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ อาศัยอำนาจตามกฎหมายใด และมีเหตุผลใดในการแต่งตั้ง
  • 7. ปัจจุบันขั้นตอนการสอบสวนอยู่ในระดับใดและมีผลอย่างไร
  • 8. เอกสารในสำนวนของคณะกรรมการชุดที่ 26 ถือเป็นเอกสารลับหรือไม่ และมีการเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่
  • 9. การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สามารถทำวิธีอื่นได้หรือไม่ และมีกรอบเวลาอย่างไร
  • 10. นอกจาก กกต. แล้ว มีบุคคลอื่นที่มีสิทธิยื่นขอเพิกถอนสิทธิฯ ต่อศาลฎีกาได้หรือไม่

นอกจากนี้ ศาลยังให้คำสั่งไปยังสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อให้ชี้แจงความคืบหน้าของคดีอาญาที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา โดยกำหนดให้ยื่นข้อมูลภายในวันที่ 23 มกราคม 2569 เช่นกัน

การนัดฟังคำสั่งครั้งสำคัญ

เพื่อให้มีความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ศาลจึงกำหนดให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. โดยมีโจทก์และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายที่ต่างจับตาดูอย่างใกล้ชิด

ความคืบหน้าครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่อาจส่งผลต่ออนาคตของกระบวนการยุติธรรมในระบบการเลือกตั้ง และความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่าง กกต. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีข่าวออกมาว่า เอกสารบางส่วน leaked อาจกระทบต่อความบริสุทธิ์ในการดำเนินคดี และสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชน

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามรายละเอียดคดีผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและตระหนักรู้ในกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ติดตามความเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากนี่จะเป็นเรื่องของความยุติธรรมแล้ว ยังสะท้อนภาพของความโปร่งใสในระบบทุกอย่าง

ร่วมติดตามพัฒนาการในวันที่ 27 มกราคม 2569 พร้อมกันทั่วประเทศ

ที่มา – ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่ง กกต. แจง 10 ประเด็น ปมสอบฮั้ว สว. ล่าช้าหรือไม่-รั่วไหลข้อมูลลับ นัดฟังคำสั่ง 27 ม.ค. 69

CNN ปักหมุดไอคอนสยาม ถ่ายทอดสด Amazing Thailand Countdown 2026

ในปี 2025 ประเทศไทยเตรียมกลายเป็นเวทีระดับโลก เมื่อสำนักข่าวระดับนานาชาติ CNN เลือกให้ ไอคอนสยาม เป็นจุดตั้ง Live Studio แห่งเอเชียแปซิฟิก สำหรับถ่ายทอดสดงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Amazing Thailand Countdown 2026 ผ่านเครือข่ายทั่วโลก นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นศูนย์กลางการรายงานข่าวระดับเอเชียแปซิฟิกในเหตุการณ์ระดับโลกเช่นนี้

CNN ปักหมุดไอคอนสยามถ่ายทอดสด Amazing Thailand Countdown 2026

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์คริมแม่น้ำเจ้าพระยาผู้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของงาน CNN Asia-Pacific Live Studio โดยมีผู้ประกาศข่าวชื่อดังอย่าง คริสตี้ ลู สเตาท์ (Kristie Lu Stout) และ วิลล์ ริปลีย์ (Will Ripley) ร่วมดำเนินรายการ เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศสดของเมืองไทยไปยังผู้ชมทั่วโลก ทั้งในรูปแบบโทรทัศน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงพิธีเคานต์ดาวน์ แต่เป็นการย้ำยืนภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นศูนย์กลางเวทีระดับโลกในด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ เป็นเมืองหนึ่งในบรรดาระดับโลก เช่น นิวยอร์ก, โตเกียว และลอนดอน ที่ได้รับการยกระดับในการโปรโมตภาพลักษณ์ข้ามชาติผ่านเวทีเช่นนี้

ไฮไลท์อันน่าทึ่งของงาน Amazing Thailand Countdown

  • การแสดง 4D “Sky In Eternity Reverence”: แสดงด้วยเทคโนโลยีเต็มรูปแบบเหนือท้องฟ้าแม่น้ำ ถวายราชสักการะในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
  • พลุรักษ์โลกและโชว์โดรนอลังการ: ร่วมสร้างสรรค์โดยทีม Crostars จากจีน และโอคุจิ โยชิมาสะ ผู้กำกับพลุชื่อดังระดับโลกจากญี่ปุ่น
  • The Global Performance: มาร์ค ต้วน (Mark Tuan) ปรากฏตัวร่วมโชว์กับศิลปินไทย เป็นเซอร์ไพรส์ครั้งสำคัญในงานข้ามปี
  • The Largest Riverfront Dance Arena: เต้นรำล้นริมเจ้าพระยาด้วย DJ และศิลปินมากกว่า 200 ชีวิต

สามารถเข้าชมหรือร่วมงานได้จากหลายช่องทาง

  • CNN International: ถ่ายทอดสดระดับโลก ตั้งแต่เวลา 19:00 – 01:00 น.
  • ช่องโทรทัศน์ไทย: ไทยรัฐทีวี, one31, GMM25, TNN16 และ NBT ช่วงเวลา 23:00 – 00:15 น.
  • ออนไลน์: ได้ที่เพจ Facebook และ YouTube ของไอคอนสยาม พร้อมทางข่าวสำคัญเช่น THE STANDARD, ไทยรัฐออนไลน์, ข่าวสด ฯลฯ เริ่มถ่ายทอดผ่านทางออนไลน์ตั้งแต่เวลา 16:15 น.

การแสดงไลฟ์จากไอคอนสยามสื่อถึงการยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกของเวทีด้านบันเทิงและการท่องเที่ยว tugboat ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมจากวิถีชีวิตของคนไทยสู่สายตาชาวโลกในแต่ละปี ขณะเดียวกัน คือโอกาสอันทรงคุณค่าในการแสดงความสามารถด้านเทคโนโลยีและศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ

หากคุณต้องการมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ในงานAmazing Thailand Countdown 2026 ที่จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับชาติไทย อย่าพลาดการตามล่าภาพถ่าย ความประทับใจ และการเข้าร่วมลุ้นรางวัลมากมายผ่านการรับชมจากทั้งโซเชียลมีเดียและช่องทางทีวี

อย่าลืมส่งต่อข่าวดีนี้ให้เพื่อนฝูง ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญให้กับชาติเราผ่านการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีที่น่าจดจำ! ทั้งเทคโนโลยี ดนตรี และพลังแห่งความสุข

ที่มา – CNN ปักหมุด ‘ไอคอนสยาม’ ตั้ง Live Studio แห่งเอเชียแปซิฟิก ถ่ายทอดสด Amazing Thailand Countdown 2026 ย้ำภาพลักษณ์กรุงเทพฯ ฐานะ Global Countdown Destination

กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นความขัดแย้งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภายหลังจากที่ กระทรวงกลาโหม โดย พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานพฤติกรรมทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่ขัดแย้งกับกฎหมายสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทุ่นระเบิด และการใช้พลเรือนเป็นโล่ในสถานการณ์ปะทะในพื้นที่ชายแดน

กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN

ในวันที่ 23 ธันวาคม พล.อ. ณัฐพลได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกจากการตรวจสอบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าพบพฤติกรรม 5 ประเด็นหลักที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาต่อการแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการเฝ้าระวังจากสาธารณชนและชุมชนระหว่างประเทศ

  • ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา: พบการผลิตและขยายปริมาณทุ่นระเบิดหลังมีข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการวางในจุดพิกัดในวันที่ 30 ตุลาคม 68 หลังจากลงนามในกรุงกัวลาลัมเปอร์
  • ใช้อาคารโบราณเป็นฐานรบ: กัมพูชามีการตั้งฐานทางทหารในบริเวณปราสาทตาควาย ปราสาทพระวิหาร และปราสาทคนา
  • ใช้ชุมชนในพื้นที่ยิง: โดยเฉพาะการใช้อาวุธหนัก BM-21 จากพื้นที่ชุมชน เพื่อไม่ให้ไทยสามารถตอบโต้ได้ตามข้อจำกัดของกฎหมายมนุษยธรรม
  • ใช้อาคารพลเรือนเป็นจุดหลบซ่อน: พบการทำคลังอาวุธในบริเวณบ่อนคาสิโนและรังสแกมเมอร์ เป็นจุดยิงสนับสนุนปฏิบัติการ
  • ใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์: เมื่อเกิดความสูญเสียฝ่ายกัมพูชาจะออกมายืนยันว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายทำร้ายพลเรือนโดยไม่จำเป็น

“ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการชนะโดยไม่ต้องรบมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามความไม่จริงใจจากฝ่ายกัมพูชา เช่น การวางทุ่นระเบิดเพิ่มหลังยอมหยุดยิง ก่อนหน้าถึงแม้จะมีคำประกาศจากรัฐบาลกัมพูชาว่าจะยุติความขัดแย้ง แต่กลับมีการกระตุ้นเพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถือของหน่วยปฏิบัติการทหารก่อนหน้านี้” พล.อ. ณัฐพล อธิบาย

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสำคัญในระดับนโยบายของไทยคือประโยชน์จากหลักสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศสมาชิกสามารถป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีหรือการล่วงละเมิดจากภายนอกได้

ขณะเดียวกัน พล.อ. ณัฐพล ยังยอมรับว่าในเวทีนานาชาติ ไทยอาจ处于 disadvantage ในแง่ความคิดเห็นสาธารณะ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีเครือข่ายล็อบบี้และนักวิจารณ์ที่วางข่าวประเด็นในทำนองเสียเปรียบฝ่ายไทยว่า “เป็นประเทศใหญ่แกล้งประเทศเล็ก”

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ กระทรวงกลาโหมได้ตั้งศูนย์บรรณาธิการแถลงการณ์พิเศษ ภายใต้กองพลทหารฯที่ 5 เพื่อใช้สื่อในการทำสงครามข้อมูลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคมและเวทีนานาชาติ

การประชุม GBC และบทบาทของจันทบุรี

การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 24 ธันวาคม 68 ที่จังหวัดจันทบุรีถูกมองว่าเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนตัดสินใจเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทาง next step ในการจัดการกับความมั่นคงชายแดน หากการประชุมระดับฝ่ายเลขานุการไม่สามารถเห็นพ้องกันได้ พล.อ. ณัฐพล ยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการลงนามในข้อตกลงใดๆ อย่างเด็ดขาด

จันทบุรีเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการปะทะรุนแรง ต่างจากพื้นที่หน่วยทหารฯ ภาคที่ 1 และ 2 ซึ่งยังมีปัญหาการยิงเข้าใส่ฐานทัพซึ่งกันและกัน การเลือกอย่างรอบคอบช่วยสร้างสนามเจรจาที่ปลอดภัย รับประกันความไว้วางใจจาก delegations ทั้งสองฝ่าย

ทิศทางในอนาคต: การเปิดเผยความจริงไม่เพียงแค่เป็นภารกิจของฝ่ายทหาร แต่มันยังเป็นบทบาทของสื่อและประชาชนในการร่วมตรวจสอบข้อมูล ดังนั้นขอให้สื่อไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในกรณีนี้ ความจริงคือ “อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในวิกฤตสงครามข่าว” และควรเป็นผู้รักษาเสถียรภาพในช่วงเวลาสำคัญนี้

ที่มา – กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN

เพนตากอนเพิ่มผลิตภัณฑ์ Grok สู่คลัง AI

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ติดอาวุธหนักด้วย “ระบบ AI แนวหน้า ซึ่งมีพื้นฐานมาจากตระกูลโมเดล Grok” ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ ตอนนี้ ISIS สั่นคลอนแล้วหรือยัง? คำว่า “Grok” ทำให้ Tren De Aragua หนาวสันหลังหรือไม่?

การขยายสิ่งที่ข่าวประชาสัมพันธ์เรียกว่า “คลัง AI” ของสหรัฐฯ นี้ เห็นได้ชัดว่าถูกใส่เข้าไปในแพลตฟอร์ม AI ที่กว้างขวางกว่าของกระทรวงกลาโหมที่เรียกว่า “GenAI.mil” ซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนนี้ด้วย Google’s Gemini for Government ที่สร้างไว้ในนั้น ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม” ของสหรัฐฯ Pete Hegseth ได้ให้คำพูดต่อไปนี้สำหรับข่าวประชาสัมพันธ์นั้น “เครื่องมือ AI นำเสนอโอกาสที่ไร้ขีดจำกัดในการเพิ่มประสิทธิภาพ และเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นผลกระทบเชิงบวกในอนาคตของ AI ทั่วทั้งกระทรวงสงคราม” คำพูดของ Hegseth ฟังดูเหมือนเขียนโดยบัณฑิตวัย 22 ปีจากโครงการประชาสัมพันธ์ของ Stanford อย่างน่าประหลาด

ในขณะที่กองทัพอิสราเอล ดูเหมือนว่าจะ ใช้ AI ต่อต้านฉนวนกาซาด้วยวิธีที่ร้ายแรงอย่างน่าขนลุก GenAI.mil ฟังดูเหมือน Dilbert มากกว่า หากคุณกังวลว่าพวก Aeron chair jockeys ของกระทรวงกลาโหมจะต้องติดอยู่กับการใช้ Gemini for Government ผมมีข่าวดี: พวกเขายังจะมี—เมื่อซอฟต์แวร์ถูกนำไปใช้ใน “ต้นปี 2026″—ผลิตภัณฑ์ AI ใหม่ที่น่าตื่นเต้นจากบริษัทที่ Elon Musk เป็นเจ้าของ ซึ่งจะช่วยให้ “การจัดการข้อมูลที่ไม่เป็นความลับที่ควบคุม (CUI) อย่างปลอดภัยในเวิร์กโฟลว์ประจำวัน” พร้อมกับ “การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกระดับโลกแบบเรียลไทม์จากแพลตฟอร์ม X ทำให้บุคลากรของกระทรวงสงครามมีความได้เปรียบด้านข้อมูลที่เด็ดขาด”

คำสั่งพิเศษเมื่อเดือนเมษายนจาก Trump พยายามที่จะปฏิวัติประสิทธิภาพในกระทรวงกลาโหมโดยสั่งให้มีการตรวจสอบโดยมีเป้าหมายเช่น “กำจัดการแก้ไขกฎระเบียบเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็นหรือคำแนะนำภายในอื่น ๆ “—แนวคิดของพรรครีพับลิกันตามปกติที่คุณสามารถปรับปรุงทุกอย่างได้โดยการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ “แพลตฟอร์ม AI ที่กำหนดเอง” ของกองทัพจะรวมถึงชุดโมเดลที่สองเพื่อนำไปใช้กับงานที่ใช้ AI อย่างเข้มข้นของทุกคน ดังนั้นสิ่งต่างๆ จึงมีประสิทธิภาพ มาก ที่นั่น

แต่ในขณะที่ฝ่ายบริหารของ Trump นั้น เป็นมิตรกับความต้องการของเชียร์ลีดเดอร์ของ AI อย่างผิดปกติ มีแบบอย่างที่เป็นเอกฉันท์สำหรับเรื่องแบบนี้ ตัวอย่างเช่น การมีส่วนร่วมของ Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google ใน ความพยายามในยุค Biden ที่จะ “เพิ่ม” การใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ AI ในโครงการป้องกันและความมั่นคงในรัฐบาลกลางอย่างมีนัยสำคัญ ถูกเรียกร้องโดยวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ว่าเป็น ผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และ xAI และ Google นั้น ห่างไกลจากบริษัทเทคโนโลยีเพียงแห่งเดียว ที่พยายามเชื่อมโยงผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

แต่ตอนนี้มันยากที่จะจินตนาการว่า Grok จะเป็นส่วนสำคัญใน “kill chain” หรืออะไรทำนองนั้น นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกระทรวงกลาโหมออกข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับซัพพลายเออร์ผงหมึกรายใหม่ โดยมีรสชาติของ Dot-Com Bubble ผสมอยู่เล็กน้อย มันเหมือนกับว่าเพนตากอนกำลังประกาศว่าทุกโต๊ะที่เพนตากอน ซึ่งปัจจุบันมีเพียง CompuServe เท่านั้น ตอนนี้จะได้รับ AOL CD-ROM เป็นของตัวเองด้วย เจ๋งมาก ขอบคุณที่บอกเรานะ เลขาธิการ Hegseth

เพนตากอนเพิ่มผลิตภัณฑ์ Grok สู่คลัง AI

ทำไมเพนตากอนถึงเพิ่มผลิตภัณฑ์ Grok สู่คลัง AI

การตัดสินใจของเพนตากอนในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก Grok ลงใน “คลัง AI” GenAI.mil แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นในการบูรณาการเทคโนโลยี AI ขั้นสูงเข้าสู่การดำเนินงานทางทหาร แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะของแอปพลิเคชันเหล่านี้ยังคงคลุมเครือ แต่ศักยภาพในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ประมวลผลข้อมูล และให้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์นั้นชัดเจน การผสมผสานโมเดล Grok ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านความสามารถทางภาษาและการให้เหตุผล บ่งบอกถึงความสนใจในการใช้ AI เพื่อการวิเคราะห์ การสื่อสาร และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นระหว่างบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสร้างความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม การที่ xAI ได้รับเลือกให้เป็นซัพพลายเออร์สำหรับแพลตฟอร์ม GenAI.mil ตอกย้ำถึงความสำคัญของ AI ในการป้องกันประเทศสมัยใหม่ และโอกาสที่อาจเกิดขึ้นสำหรับบริษัทที่สามารถนำเสนอโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมได้

อย่างไรก็ตาม การนำ AI ไปใช้ในด้านการทหารไม่ได้ปราศจากข้อกังวล ข้อกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ศักยภาพของความผิดพลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผลกระทบทางจริยธรรมของการใช้ AI ในการทำสงครามจำเป็นต้องมีการพิจารณาและการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ ในขณะที่เพนตากอนเดินหน้าบูรณาการ AI เข้าสู่การดำเนินงานมากขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ

การที่กระทรวงกลาโหมนำเสนอระบบ AI ที่อิงตามตระกูลโมเดล Grok เข้ามานั้น แสดงให้เห็นถึงการก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการป้องกันประเทศ ผลกระทบที่แท้จริงของ เพนตากอนเพิ่มผลิตภัณฑ์ Grok สู่คลัง AI นั้น ยังคงต้องรอดูกันต่อไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กำลังจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการสร้างอนาคตของการทำสงคราม

เพนตากอนเพิ่มผลิตภัณฑ์ Grok สู่คลัง AI และสิ่งที่น่าจับตามองคือ การนำAI มาใช้งานจริงนั้นจะเป็นอย่างไร

ที่มา – Pentagon Adds Grok-Derived Products to Something Called the ‘AI Arsenal’

กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 แนวโน้มสูงขึ้น พบ 4 เขตเกินค่ามาตรฐาน ‘ปทุมวัน’ สูงสุด

ในช่วงปลายปีนี้ คนกรุงเทพฯ หลายคนอาจต้องเริ่มใส่ใจกับคุณภาพอากาศมากขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ล่าสุดเมื่อวันนี้ (23 ธันวาคม) ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครได้ออกมาเตือนความเป็นไปได้ที่ฝุ่นจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในบางพื้นที่

กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 แนวโน้มสูงขึ้น พบ 4 เขตเกินค่ามาตรฐาน

ข้อมูลที่รายงานเมื่อเวลา 07.00 น. แสดงให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 30.3 มคก./ลบ.ม. ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง (สีเหลือง) แต่เมื่อเจาะลึกไปในแต่ละเขต จะพบว่าหลายพื้นที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานใหม่ของประเทศไทย ซึ่งกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.

โดยพื้นที่ที่มีค่า PM 2.5 สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • เขตปทุมวัน 40.6 มคก./ลบ.ม.
  • เขตสาทร 39.8 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางคอแหลม 38.9 มคก./ลบ.ม.
  • เขตหนองแขม 38.9 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางรัก 36.9 มคก./ลบ.ม.

ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นได้ว่า มี 4 เขต ที่เกินมาตรฐาน คือ ปทุมวัน สาทร บางคอแหลม และหนองแขม ส่งผลให้คุณภาพอากาศของพื้นที่เหล่านี้เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5

ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีระดับฝุ่นสูงควรเริ่มใช้มาตรการป้องกัน เช่น สวมหน้ากากอนามัยคุณภาพสูง และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาทางเดินหายใจ เด็ก หรือผู้สูงอายุ

การตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ในรอบนี้ยังชี้ให้เห็นว่าพื้นที่บางแห่งโดยเฉพาะในโซนกรุงเทพใต้ มีแนวโน้มเป็นพื้นที่เสี่ยงมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ เขตปทุมวัน

แนวทางตัวช่วยรับมือฝุ่น PM 2.5

นอกจากการหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง ผู้ที่มีความจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับฝุ่นสูงสามารถช่วยลดผลกระทบได้โดย

  • เลือกใช้หน้ากาก N95 หรือ N99
  • รักษาความสะอาดภายในบ้านด้วยเครื่องฟอกอากาศ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่สร้างฝุ่นเอง เช่น การก่อสร้าง หรือเผาขยะ
  • ติดตามข้อมูลฝุ่นทางแอปพลิเคชันต่าง ๆ หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหน้าหนาวที่มีแนวโน้มมีฝุ่นสะสมสูง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของครอบครัวในระยะยาว การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ

อย่าลืมติดตามสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ของคุณอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันสุขภาพในระยะยาวกันตั้งแต่วันนี้

ที่มากทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 แนวโน้มสูงขึ้น พบ 4 เขตเกินค่ามาตรฐาน ‘ปทุมวัน’ สูงสุด

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน

เมื่อวานนี้ (22 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญ เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินเยือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยได้ยกย่องให้เป็นเกียรติอย่างล้นหลาม โดยได้ “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน

ในพิธีนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงรับการถวายปริญญาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ ส่วนสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ทรงรับปริญญาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสุดที่สถาบันการศึกษาไทยมอบให้แก่ราชวงศ์ภูฏาน

กิจกรรมสำคัญของการเสด็จฯ ครั้งนี้คือ พระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งพระองค์ใช้โอกาสในการพูดคุยอย่างลึกซึ้ง อบอุ่น และเต็มไปด้วยความซาบซึ้งต่อมิตรภาพอันยาวนานที่มีมาระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน โดยพระองค์เล่าถึงความประทับใจครั้งแรกที่มาสัมผัสอาหารไทย ซึ่งช่วยเติมเต็มใจในยามที่อยู่ไกลจากภูฏาน

มิตรภาพระหว่าง prince Jigme และประเทศไทย

พระองค์ได้เล่าต่ออีกว่า เมื่อยังเป็นนักเรียนหนุ่มในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้พบกับ “ความเป็นไทย” ผ่านจิตวิญญาณทางศาสนา ความเมตตา พฤติกรรมการใช้ชีวิต และยังกล่าวถึงความขัดแย้งที่กลมกลืนระหว่างจิตวิญญาณทางธรรมกับความกล้าหาญแบบมวยไทยได้อย่างน่าสนใจ

พระองค์ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับราชวงศ์ไทย โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงแสดงถึงความมุ่งมั่น ความจริงใจ และความรักในหลวงในแผ่นดินและประชาชน

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน” ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจอันทรงพลังต่อสังคมทั้งไทยและภูฏาน เป็นการยืนยันว่าความสัมพันธ์อันมั่นคงระหว่างสองประเทศไม่เพียงแค่อยู่บนสัญลักษณ์ แต่ฝังรากลึกในความรู้สึกของประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่นจากชาวไทยต่อราชวงศ์ภูฏาน หรือการยอมรับและเคารพความมีอยู่ของกันและกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงความเข้าใจในศีลธรรม พุทธศาสนา และวิถีชีวิตของทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นว่า “มิตรภาพ” คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนสัมพันธ์สู่อานาคตที่ยั่งยืน

ในสายตาของใครหลายต่อหลายคน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการถวายเกียรติแก่ราชวงศ์ภูฏาน แต่ยังสร้างเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกว่าเป็นประเทศเล็กที่ใฝ่สันติภาพ รักศีลธรรม และเปี่ยมด้วยศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ควบคู่กับความก้าวหน้าทันสมัยในหลายด้าน

ในยุคที่โลกต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเช่นนี้จึงมีค่ากว่าที่จะคาดคิด นั่นคือเหตุผลที่ “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน” ถือเป็นสนามแสดงแห่งมิตรภาพและพระปรีชาญาณที่ควรค่าแก่การจดจำ

ท้ายที่สุดนี้ เราควรมองเหตุการณ์นี้ในฐานะแรงกระตุ้นให้สังคมไทยและภูฏานก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างอบอุ่น มั่นคง และมีความหมายต่อเกณฑ์แห่ง “ความสุข” สูตรบูฮานที่เราทั้งสองชาติให้คุณค่าไว้เหมือนกัน ร่วมเป็นพยานการและการแลกเปลี่ยนที่ดีงามให้คงอยู่ต่อไปยังรุ่นต่อไป

ที่มา – สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน

Disney ไม่ให้ดู ‘ศึกระหว่างโลก’ ดีต่อโลก?

เมื่อเราได้ดูตอนแรก ๆ ของซีรีส์สปินออฟเรื่องใหม่ของ Doctor Who เรื่อง The War Between the Land and the Sea เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ก็พอจะมีแง่มุมที่น่าสนใจอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ซีรีส์จบลง เราก็รู้แล้วว่าศักยภาพเหล่านั้นตายไปแล้ว และจมดิ่งลงไปในห้วงลึกยิ่งกว่าเดิมเมื่อซีรีส์ดำเนินต่อไป

Io9 2025 Spoiler

สามตอนที่เหลือของ War Between หลังจากตอนแรกได้ใช้เวลาส่วนใหญ่นำเสนอความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่าง Sea Devils ที่ฟื้นคืนชีพ—เกิดใหม่ในชื่อ “Homo Aqua”—กับมนุษยชาติ โดยใช้เวลาไปกับการทำลายข้อความเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่แยบยลแต่ก็ยังน่าสนใจ ซึ่งเป็นแกนหลักของพล็อตเรื่อง เพื่อมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์รักที่เบ่งบานอย่างรวดเร็วระหว่าง Salt (Gugu Mbatha-Raw) และ Barclay (Russell Tovey)

จากจุดเริ่มต้นที่ Salt ช่วยชีวิต Barclay ไว้หลังจากภารกิจทางการทูตไปยังดินแดนของ Homo Aqua ใต้ทะเลถูกขัดขวางโดยสายลับสองหน้าที่ปล่อยระเบิดเพื่อฆ่าทั้งมนุษย์และผู้เข้าร่วมจาก Homo Aqua แม้ว่า Mbatha-Raw และ Tovey จะมีเคมีที่เข้ากันได้ดี แต่ความรักที่กลายมาเป็นประเด็นหลักของ War Between นั้นดูเหมือน Shape of Water เวอร์ชันราคาถูก ความหลงใหลของ Barclay ที่มีต่อ Salt เหนือสิ่งอื่นใดไม่ได้มีเวลาให้พัฒนามากนัก ทำให้เขาไต่ระดับจาก 0 ไป 100 ในทันที แต่ Salt กลับต้องทนทุกข์ทรมานมากที่สุดในกระบวนการนี้ เธอไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะคู่หูทางการเมืองของ Barclay และผู้สนับสนุนแนวคิดที่รุนแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ War Between อีกต่อไป แต่กลับถูกลดทอนให้เป็นตัวแทนของ trope “born sexy yesterday” โดยถูกตัดออกจากภาพรวมทั้งในด้านธีมและเรื่องราวในช่วงกลางของซีรีส์ เมื่อ Barclay ช่วยเธอจากการกักกันของ UNIT

การเปลี่ยนจุดสนใจอย่างกะทันหันนี้เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของ War Between: ซีรีส์ไม่สามารถผูกมัดตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด ระดับใด กับแนวคิดที่ว่าต้องการจะเป็นอะไรหรือต้องการจะพูดอะไร ทำให้มันไม่มีผลกระทบใด ๆ เลย ทั้งในด้านธีมและในด้านการขนส่งเชิงบรรยายในจักรวาล Doctor Who ที่กว้างขึ้น ในบางแง่มุม นี่คือยาพิษที่ถูกใส่ไว้ในพื้นฐานของซีรีส์แล้ว บ่อยครั้งที่เรื่องราว Doctor Who เกี่ยวกับการไม่มีอยู่ของ Doctor มักจะส่งผลกระทบน้อยมากนอกเหนือจากเรื่องราวนั้น เพราะมันตั้งคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ Doctor ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในวิกฤตที่กำหนด และเพราะมันตั้งคำถามว่าซีรีส์สปินออฟจะรู้สึก “บังคับ” มากแค่ไหนต่อสถานะที่เป็นอยู่ของ Doctor Who ในอนาคต

The War Between ไม่สามารถส่งมอบแนวคิดที่ว่า aqua และมนุษยชาติกำลังเจรจาแนวทางที่เป็นมิตรและพึ่งพาอาศัยกันได้ในการดำรงอยู่ร่วมกันบนโลก เพราะมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของ Doctor Who เกี่ยวกับโลก “จริง” ก้าวไปไกลเกินกว่าความเป็นจริงของเราไปอีกขั้น แต่แทนที่จะเล่นภายในข้อจำกัดที่เข้มงวดนั้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่จำกัดแต่ยังคงน่าสนใจ War Between พยายามที่จะทำให้ยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่สามารถส่งมอบในระดับที่น่าพอใจได้ โดยละทิ้งทุกสิ่งที่ทำให้มันมีน้ำหนักในขณะที่มันเดินโซเซไปสู่จุดจบที่สับสน

หลายครั้งในซีรีส์ ทั้งสองฝ่ายประกาศซึ่งกันและกันว่าสงครามที่เป็นชื่อเรื่องกำลังจะมาถึง มันอยู่ที่นี่ มันจบลงแล้ว แต่เราไม่เคยได้เห็นความขัดแย้งนั้นจริง ๆ เพราะ Homo Aqua หลังจากยกข้อกังวลที่น่าอึดอัดใจเกี่ยวกับบทบาทของมนุษยชาติในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะต้องถูกทำให้เป็นผู้ร้ายที่ไม่อาจให้อภัยได้ก่อน ซึ่งทำได้ในฉากเปิดที่แปลกประหลาดของตอนสุดท้ายที่แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้โดย Homo Aqua ที่อัญเชิญ จับ และกิน สุนัขทุกตัวบนโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีแล้วก็ไม่เคยถูกแตะต้องอีกเลย จากนั้นก็ถูกกำจัดออกไปอย่างมีประสิทธิภาพในฐานะข้อกังวลที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งทำได้โดยไวรัสที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมที่ไม่ได้รับการอธิบายอย่างดี ซึ่งถูกขนานนามว่า “Severance” ซึ่งในที่สุดก็ฆ่า Homo Aqua ทั้งหมดไป 90% อย่างรวดเร็วเท่าที่มันถูกนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของตอนสุดท้ายของซีรีส์

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Homo Aqua อย่างชัดเจนของมนุษยชาติจะเป็นจุดจบที่มืดมนอย่างน่าทึ่งในการจบซีรีส์ แต่ War Between ไม่สนใจจริง ๆ การกำจัดและการยอมจำนนของ Homo Aqua ถูกดำเนินการและแก้ไขในช่วงครึ่งหลังของตอนสุดท้ายของซีรีส์ ทำให้ War Between มีเวลาเหลือน้อยมากที่จะให้ผู้เล่นที่เป็นมนุษย์ต้องต่อสู้กับราคาทางศีลธรรมของสิ่งที่มันทำลงไป (ภาพแฟลชฟอร์เวิร์ดสั้น ๆ ที่แทรกเข้ามาอย่างน่าอึดอัดใจบ่งบอกว่าสิ่งที่เหลืออยู่ของ Homo Aqua จะได้รับการตอบสนองต่อบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรงต่อการใช้งาน Severance แต่ก็แค่นั้น) แต่กลับยังคงมุ่งเน้นไปที่ Barclay และ Salt โดยอดีตได้รับรางวัลสำหรับการเป็นพันธมิตรกับสิ่งที่ตอนนี้เป็นชนกลุ่มน้อยโดยค่อยๆ ถูกแปลงร่างเป็นลูกผสมระหว่าง Homo Aqua/มนุษย์ ซึ่งเป็นคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของ Homo Aqua โดยต้องแลกกับการทิ้งชีวิตมนุษย์ของเขาไว้เบื้องหลัง

การขาดความเอาใจใส่ขยายไปทั่วทุกเส้นเรื่องของ War Between ผลกระทบของความพยายามที่รุนแรงของ Homo Aqua ที่จะเปลี่ยนมนุษยชาติให้ลงมือทำถูกละทิ้งอย่างรวดเร็วเท่าที่มันถูกนำมาใช้ ตอนที่สองถึงจุดสุดยอดเมื่อ Salt ทิ้งขยะที่ผูกติดกับน้ำทุกชิ้นลงบนบก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการฝังโลกด้วยขยะและรบกวนรากฐานของการขนส่งของสังคมอย่างรุนแรง แต่ภายในตอนที่ห้า ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขในเบื้องหลัง โดยไม่เคยถูกแตะต้องอีกเลย ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของซีรีส์ในการตรวจสอบบทบาทของ UNIT ในฐานะองค์กรที่ดูเหมือนจะหมกมุ่นอยู่กับการใช้สถานะการสอดแนมเป็นอาวุธ ยิ่งทำให้ปัญหาที่ Pete McTighe ผู้ร่วมสร้างซีรีส์ยกขึ้นในตอน Doctor Who ปี 2025 ของเขาเรื่อง “Lucky Day” ทวีความรุนแรงขึ้น โดยไม่ได้จบลงด้วยการไตร่ตรองตนเอง แต่จบลงด้วย Kate Lethbridge-Stewart ข่มขู่ผู้บำบัดส่วนตัวของเธอด้วยการเปิดเผยการนอกใจของสามีของเธอ (ทำไม UNIT ถึงสามารถเข้าถึงการเฝ้าระวังส่วนบุคคลแบบนั้นได้ ซีรีส์ไม่สนใจ มันเป็นเรื่องสายลับฮีโร่ที่เจ๋งๆ เท่านั้น) ถ้าเธอไม่ปล่อยให้เธอมีบทบาทในการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นการชนะสำหรับฮีโร่ของเรา และเมื่อถึงตอนจบของซีรีส์ มันสอดคล้องมากพอที่ Kate จะเริ่มข่มขู่การคุกคามความเป็นส่วนตัวอย่างหยาบคายอย่างตลกขบขัน

Kate คือสิ่งที่ War Between จบลงด้วย ในฉากที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดเรื่องน้ำเสียงหรือข้อความที่ไม่สามารถเข้าใจได้ของ War Between หลังจากที่ได้เห็น Barclay และ Salt ไปใช้ชีวิตใหม่ใต้น้ำด้วยกัน เธอได้พบกับนักวิ่งคนหนึ่งบนชายหาดที่ทิ้งขวดน้ำทิ้งไว้ข้าง ๆ เธออย่างไม่ใส่ใจ ภาพสุดท้ายของ War Between—ภาพสุดท้ายของยุค Disney ของ Doctor Who ภาพสุดท้ายของแฟรนไชส์จนกว่าจะถึงเวลานี้ในปีหน้า—มี Kate ที่โกรธและคลั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ชักปืนใส่คนวิ่ง ตะโกนซ้ำ ๆ ว่าให้เขาหยิบขวดขึ้นมาขณะที่นิ้วของเธอค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ไกปืน

ในด้านน้ำเสียง มันติดตามลำดับที่ยาวนานและไม่มีบทสนทนาของการรวมตัวกันของ Barclay และ Salt ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เข้ากับเพลง “Heroes” ของ David Bowie ที่ Goldfrapp คัฟเวอร์ ดังนั้นมันคงจะตลกถ้าซีรีส์ไม่ได้พยายามที่จะปฏิบัติต่อมันอย่างจริงจังในทันที มันเป็นโน้ตจบที่แปลกประหลาดในตัวละครของ Kate (อย่างน้อยก็ตอนนี้) ซึ่งเปิดตัวเมื่อ 13 ปีที่แล้วในฐานะอนาคตที่ใจเย็น “วิทยาศาสตร์นำทาง” ที่ก้าวออกจากอดีตที่เป็นทหารของ UNIT แต่มันก็เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของซีรีส์ที่หวนกลับไปสู่แนวคิดที่โดยทั่วไปแล้วมันได้ละทิ้งไปเกือบตลอดระยะเวลาการฉายราวกับว่าในที่สุดมันก็จำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยปรารถนาที่จะเป็นซีรีส์ที่มีจุดมุ่งหมายที่แท้จริง และโดยการกล่าวถึงมันในลมหายใจสุดท้าย การเดินทางไปถึงที่นั่นก็มีความหมาย

มันเป็นโน้ตที่เป็นสัญลักษณ์สำหรับ ปีที่แย่ของ Doctor Who ที่จะจบลง โดยสะท้อนให้เห็นถึงจุดจบของยุคที่มี promise และศักยภาพมากมายเมื่อเริ่มต้นขึ้นเมื่อสองปีก่อน แต่กลับจมดิ่งลงไปในความรู้สึกไม่สบายที่ไม่ตั้งใจซึ่งบดบังความสามารถของซีรีส์ในการผูกมัดตัวเองกับการแสดงความคิดเห็นและการไตร่ตรองถึงโลกที่เราอาศัยอยู่ผ่านเลนส์ไซไฟ มันเหมาะสมแล้วที่การ แยกทางที่ไม่ราบรื่น ระหว่าง Disney และ BBC ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ในโลกไม่สามารถดู War Between ได้อย่างถูกกฎหมายจนกว่าจะถึงจุดที่คลุมเครือในปีหน้า เมื่อมันน่าจะถูกปล่อยออกมาทั้งหมดโดยไม่มีการโฆษณามากนัก: ซีรีส์ที่ไม่มีอะไรจะพูด ถูกฝังอยู่ในห้วงลึกและจะไม่ถูกคิดถึงอีกเลย ’ศึกระหว่างโลก’

The War Between the Land and the Sea กำลังสตรีมแบบเต็มเรื่องในสหราชอาณาจักรบน BBC iPlayer ซีรีส์จะสตรีมบน Disney+ ในระดับสากลในบางครั้งในปี 2026

ต้องการข่าวสารเพิ่มเติมจาก io9 หรือไม่? ตรวจสอบว่าเมื่อใดควรคาดหวัง Marvel, Star Wars, และ Star Trek ล่าสุด, อะไรต่อไปสำหรับ DC Universe บนฟิล์มและทีวี, และทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who.

Disney ไม่ให้ดู ‘ศึกระหว่างโลก’ ดีต่อโลก?

ทำไม Disney ถึงเก็บ ‘ศึกระหว่างโลก’ ไว้?

การที่ Disney ตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยซีรีส์สปินออฟ Doctor Who เรื่อง ’ศึกระหว่างโลก’ ในทันที อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมทั่วโลกในระยะยาว ซีรีส์นี้อาจมีปัญหาในด้านเนื้อหาและการดำเนินเรื่อง ทำให้การรอคอยอาจคุ้มค่ากว่าการรับชมทันที

บางทีการที่ Disney ไม่ให้เราดู ’ศึกระหว่างโลก’ ในตอนนี้ อาจจะเป็นโอกาสให้ทีมผู้สร้างได้กลับไปคิดทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาก่อนที่จะปล่อยออกมาให้ผู้ชมได้รับชมจริงๆ ก็เป็นได้

ที่มา – Disney Is Doing the World a Favor by Not Letting You See That ‘Doctor Who’ Spinoff Yet

โซนี่จับมือฮอนด้า! EV คันแรกเล่น PS Remote Play ได้

คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาโดย Sony จะให้ความสำคัญกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทเชี่ยวชาญ และตอนนี้ก็เป็นทางการแล้ว เรามีรถยนต์ที่มาพร้อมกับ PS Remote Play ในตัว!

Afeela 1 รถแฮทช์แบ็ค EV ที่เล็กกว่า Tesla Model S เล็กน้อย จะได้รับการติดตั้ง PS Remote Play สำหรับเกม PlayStation 4 และ PlayStation 5 เมื่อวางจำหน่ายในปีหน้า ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้รถยนต์เคยรวมระบบสตรีมมิ่งและเล่นเกมในรถยนต์ เช่น Stream ที่มีใน Model S และ Model X แต่นี่เป็นแอปพลิเคชันแรกของระบบ Sony ที่จะใช้แพลตฟอร์ม PlayStation

Afeela เป็นผลผลิตของ Sony Honda Mobility โดยบริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายนี้ดำเนินการส่วนใหญ่ในด้านสาระบันเทิงในรถยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า และ Honda ทำหน้าที่ผลิตและส่วนประกอบอื่นๆ ของรถยนต์ รถยนต์จะประกอบที่โรงงานของ Honda ในโอไฮโอ

แม้ว่า Sony จะพูดถึงการผลิตรถยนต์อย่างเปิดเผยมาตั้งแต่ CES 2020 แต่บริษัทได้ประกาศข้อตกลงกับ Honda เพื่อให้บริการด้านวิศวกรรมและการผลิตในปี 2022 และเปิดตัวรถต้นแบบที่ CES 2023 รุ่นผลิตจริงที่ใกล้เคียงได้รับการจัดแสดงเมื่อต้นปีนี้

ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 102,000 ดอลลาร์เมื่อรถยนต์มาถึงกลางปีหน้า ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจะมาพร้อมกับ lidar และ radar และแบตเตอรี่ขนาด 91 kWh ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 180 kW สองตัว (ประมาณ 480 แรงม้า) จะให้ระยะทางการขับขี่มากถึง 300 ไมล์ ตามข้อมูลของบริษัท

คุณสมบัติอื่นๆ ได้แก่ หน้าจอสามจอที่ด้านหน้าสำหรับข้อมูลรถยนต์และระบบสาระบันเทิง รวมถึงหน้าจอสองจอสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ผู้ช่วย AI และ “media bar” ที่ด้านหน้าแทนที่กระจังหน้าซึ่งเจ้าของสามารถปรับแต่งข้อความได้ การชาร์จยังสามารถทำได้ผ่านเครือข่าย Supercharger ของ Tesla

ต้องมี ค่าธรรมเนียมการจอง 200 ดอลลาร์ เพื่อสำรองที่นั่ง แต่รุ่นเริ่มต้นราคาถูกกว่าที่ 89,000 ดอลลาร์จะไม่เริ่มการผลิตจนถึงปี 2027 นอกจากนี้ยังมีให้เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนียในขณะนี้ โดยการซ่อมแซมส่วนใหญ่จะดำเนินการจากระยะไกล

โซนี่จับมือฮอนด้า! EV คันแรกเล่น PS Remote Play ได้

ข่าวใหญ่คือ โซนี่จับมือฮอนด้า! EV คันแรกเล่น PS Remote Play ได้ จริงๆ! นี่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานเทคโนโลยีของ Sony เข้ากับโลกยานยนต์อย่างลงตัว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเพลิดเพลินกับเกม PlayStation ขณะเดินทางได้ (แต่ต้องจอดรถก่อนนะ!) การที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Sony มาพร้อมกับฟีเจอร์ PS Remote Play นั้นเป็นอะไรที่น่าสนใจและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับวงการรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้

PS Remote Play ในรถ EV คันแรกของ Sony

การที่ โซนี่จับมือฮอนด้า! EV คันแรกเล่น PS Remote Play ได้ ไม่ได้หมายความเพียงแค่การเล่นเกมเท่านั้น แต่มันแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Sony ในการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เชื่อมต่อและสนุกสนานยิ่งขึ้น ลองจินตนาการถึงการเดินทางไกลๆ ที่ผู้โดยสารสามารถเล่นเกม PS5 ผ่าน Remote Play ได้อย่างราบรื่น หรือการใช้ AI assistant ในรถเพื่อควบคุมระบบต่างๆ ด้วยเสียง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ Afeela 1 กำลังจะมอบให้

  • หน้าจอแสดงผลหลายจอ
  • ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ
  • แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ถึง 300 ไมล์
  • การชาร์จไฟผ่าน Tesla Supercharger

โซนี่จับมือฮอนด้า! EV คันแรกเล่น PS Remote Play ได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผสมผสานเทคโนโลยีเกมเข้ากับยานยนต์ ซึ่งอาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต เช่น การพัฒนาเกมหรือแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ หรือการใช้เทคโนโลยี VR/AR เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สมจริงยิ่งขึ้น

ราคาสูงถึง 102,000 ดอลลาร์อาจทำให้หลายคนเข้าถึงยาก แต่สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครและเป็นแฟน PlayStation ตัวยง Afeela 1 อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ที่มา – Sony’s First EV Collab With Honda Comes With PS Remote Play in Tow