สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน
เมื่อวานนี้ (22 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญ เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินเยือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยได้ยกย่องให้เป็นเกียรติอย่างล้นหลาม โดยได้ “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน”
สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน
ในพิธีนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงรับการถวายปริญญาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ ส่วนสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ทรงรับปริญญาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสุดที่สถาบันการศึกษาไทยมอบให้แก่ราชวงศ์ภูฏาน
กิจกรรมสำคัญของการเสด็จฯ ครั้งนี้คือ พระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งพระองค์ใช้โอกาสในการพูดคุยอย่างลึกซึ้ง อบอุ่น และเต็มไปด้วยความซาบซึ้งต่อมิตรภาพอันยาวนานที่มีมาระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน โดยพระองค์เล่าถึงความประทับใจครั้งแรกที่มาสัมผัสอาหารไทย ซึ่งช่วยเติมเต็มใจในยามที่อยู่ไกลจากภูฏาน
มิตรภาพระหว่าง prince Jigme และประเทศไทย
พระองค์ได้เล่าต่ออีกว่า เมื่อยังเป็นนักเรียนหนุ่มในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้พบกับ “ความเป็นไทย” ผ่านจิตวิญญาณทางศาสนา ความเมตตา พฤติกรรมการใช้ชีวิต และยังกล่าวถึงความขัดแย้งที่กลมกลืนระหว่างจิตวิญญาณทางธรรมกับความกล้าหาญแบบมวยไทยได้อย่างน่าสนใจ
พระองค์ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับราชวงศ์ไทย โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงแสดงถึงความมุ่งมั่น ความจริงใจ และความรักในหลวงในแผ่นดินและประชาชน
“สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน” ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจอันทรงพลังต่อสังคมทั้งไทยและภูฏาน เป็นการยืนยันว่าความสัมพันธ์อันมั่นคงระหว่างสองประเทศไม่เพียงแค่อยู่บนสัญลักษณ์ แต่ฝังรากลึกในความรู้สึกของประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่นจากชาวไทยต่อราชวงศ์ภูฏาน หรือการยอมรับและเคารพความมีอยู่ของกันและกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงความเข้าใจในศีลธรรม พุทธศาสนา และวิถีชีวิตของทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นว่า “มิตรภาพ” คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนสัมพันธ์สู่อานาคตที่ยั่งยืน
ในสายตาของใครหลายต่อหลายคน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการถวายเกียรติแก่ราชวงศ์ภูฏาน แต่ยังสร้างเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกว่าเป็นประเทศเล็กที่ใฝ่สันติภาพ รักศีลธรรม และเปี่ยมด้วยศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ควบคู่กับความก้าวหน้าทันสมัยในหลายด้าน
ในยุคที่โลกต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเช่นนี้จึงมีค่ากว่าที่จะคาดคิด นั่นคือเหตุผลที่ “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ แห่งภูฏาน เสด็จฯ จุฬาฯ ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์ พร้อมพระราชดำรัสว่าด้วยมิตรภาพสองแผ่นดิน” ถือเป็นสนามแสดงแห่งมิตรภาพและพระปรีชาญาณที่ควรค่าแก่การจดจำ
ท้ายที่สุดนี้ เราควรมองเหตุการณ์นี้ในฐานะแรงกระตุ้นให้สังคมไทยและภูฏานก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างอบอุ่น มั่นคง และมีความหมายต่อเกณฑ์แห่ง “ความสุข” สูตรบูฮานที่เราทั้งสองชาติให้คุณค่าไว้เหมือนกัน ร่วมเป็นพยานการและการแลกเปลี่ยนที่ดีงามให้คงอยู่ต่อไปยังรุ่นต่อไป