ผู้เขียน: lalika69_admin

กทม. ยกระดับคุมฝุ่น-ขยะเมือง รองผู้ว่าฯ พรพรหม สั่ง 3 หน่วยงานทำ SOP ร่วม พร้อมชูแผนดึงต่างชาติต่อยอด ‘Friends of Bangkok’

กทม. ยกระดับคุมฝุ่น-ขยะเมือง รองผู้ว่าฯ พรพรหม สั่ง 3 หน่วยงานทำ SOP ร่วม พร้อมชูแผนดึงต่างชาติต่อยอด ‘Friends of Bangkok’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองหลวงของเรามาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ คุณพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาขยับตัวครั้งสำคัญในการปรับกลยุทธ์การทำงานของ 3 หน่วยงานหลัก คือ สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย และสำนักงานการต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายในการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้น ทั้งเรื่องคุณภาพอากาศ การจัดการขยะ และการสร้างภาพลักษณ์ในเวทีโลก

กทม. ยกระดับคุมฝุ่น-ขยะเมือง รองผู้ว่าฯ พรพรหม สั่ง 3 หน่วยงานทำ SOP ร่วม พร้อมชูแผนดึงต่างชาติต่อยอด ‘Friends of Bangkok’ ถือเป็นนโยบายที่น่าจับตามองมาก เพราะหัวใจสำคัญคือการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน โดยท่านรองผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้เร่งจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) กลาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่จากทั้งสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย และเทศกิจ ทำงานประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะในย่านธุรกิจที่เข้มงวดขึ้น ไปจนถึงมาตรการเชิงรุกในการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

จัดการปัญหาฝุ่นและขยะอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในไฮไลท์ที่คนเมืองน่าจะถูกใจ คือการยกระดับมาตรการจัดการฝุ่นละออง PM2.5 โดยมีการหารือถึงการปรับเกณฑ์การเข้าควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษให้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่ต้องรอจนค่าฝุ่นถึงระดับวิกฤตสีแดง ก็อาจจะมีการขยับเข้าจัดการตั้งแต่เริ่มพุ่งแตะレベルสีส้ม เพื่อจำกัดต้นตอของฝุ่นควันอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความดุดันในการจัดการขยะ โดยเฉพาะร้านอาหารที่ต้องกำจัดปัญหาหนูและแมลงสาบด้วยการบังคับใช้ถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด หากไม่ปฏิบัติตามอาจส่งผลต่อการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการ นี่คือข่าวดีที่แฟนๆ สายกินและคนเดินถนนจะได้เห็นความสะอาดที่ชัดเจนขึ้นครับ

เชื่อมโยงกรุงเทพฯ สู่สากลผ่าน Friends of Bangkok

ไม่ใช่แค่การจัดการภายในประเทศเท่านั้น แต่ กทม. ยังเดินหน้าลุยงานต่างประเทศผ่านโปรเจกต์ กทม. ยกระดับคุมฝ้อม-ขยะเมือง รองผู้ว่าฯ พรพรหม สั่ง 3 หน่วยงานทำ SOP ร่วม พร้อมชูแผนดึงต่างชาติต่อยอด ‘Friends of Bangkok’ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทั่วโลก การดึงความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนาเมือง ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการเมืองสีเขียวที่จะมาต่อยอดให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่เมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

มุมมองของเรา: การที่หน่วยงานภาครัฐเริ่มหันมาใช้ SOP กลาง และเน้นการทำงานเชิงรุกแทนการรอแก้ไขปัญหาปลายเหตุ เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญมากครับ ในยุคที่ Tech และ Information ไหลเวียนเร็วแบบนี้ การมีฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันของ กทม. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากทำได้จริงตามแผน 100 วัน (Quick Win) ทั้งการปลูกต้นไม้เพิ่ม การสร้าง Pet Friendly Park และการควบคุมมลพิษอย่างเข้มข้น ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นโฉมหน้าใหม่ของกรุงเทพฯ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานทุกคนผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมเพื่อพวกเราชาวเมืองทุกคนครับ

ที่มา – กทม. ยกระดับคุมฝุ่น-ขยะเมือง รองผู้ว่าฯ พรพรหม สั่ง 3 หน่วยงานทำ SOP ร่วม พร้อมชูแผนดึงต่างชาติต่อยอด ‘Friends of Bangkok’

รีวิว X by Xreal a01+ แว่น AR น้ำหนักเบา สบายกระเป๋า

ในสมรภูมิแว่นตาอัจฉริยะที่กำลังดุเดือด Xreal ถือเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในตอนนี้ ด้วยการจับมือกับ Google ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์นี้พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การจะครองใจผู้ใช้ไม่ได้อยู่ที่ชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ประสิทธิภาพของตัวแว่นต้องดีจริงด้วย วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับ รีวิว X by Xreal a01+ แว่น AR น้ำหนักเบา สบายกระเป๋า ซึ่งเป็นรุ่นราคาประหยัดที่สุดของ Xreal ในขณะนี้

ประสิทธิภาพของ รีวิว X by Xreal a01+ แว่น AR น้ำหนักเบา สบายกระเป๋า

ด้วยราคาเพียง 299 ดอลลาร์ ทำให้ a01+ กลายเป็นแว่นตา AR ที่เข้าถึงง่ายที่สุดเท่าที่ Xreal เคยผลิตมา แม้หน้าตาภายนอกจะดูเรียบง่าย แต่ภายในอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอ Micro OLED ที่ความสว่างสูงถึง 1,600 nits และความละเอียด 1,920 x 1,080 ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมมีความคมชัดเหนือราคาไปมาก

จุดเด่นของ รีวิว X by Xreal a01+ แว่น AR น้ำหนักเบา สบายกระเป๋า

นอกจากคุณภาพจอที่น่าประทับใจแล้ว a01+ ยังมาพร้อมกับจุดเด่นที่สำคัญอีกมากมาย:

  • น้ำหนักเบาหวิว: ด้วยน้ำหนักเพียง 62 กรัม ทำให้แทบไม่รู้สึกว่าสวมใส่อะไรอยู่บนหน้าเลย
  • การปรับแต่งที่สะดวก: สามารถเปลี่ยนหน้ากากเลนส์ด้านหน้าได้ง่าย และยังมีแป้นจมูกให้เลือกหลายขนาด
  • รองรับการเล่นเกม: มีค่า Refresh Rate สูงถึง 120Hz ช่วยให้การเคลื่อนไหวในเกมลื่นไหลไม่มีสะดุด

แว่นรุ่นนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพกพาหน้าจอจำลองขนาดใหญ่ไปใช้ระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นบนเครื่องบินหรือรถไฟ คุณสามารถเชื่อมต่อกับ iPhone 15, 16, 17 หรืออุปกรณ์ที่รองรับ DisplayPort ผ่าน USB-C ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะไม่มีฟีเจอร์ Spatial Computing เหมือนแว่นรุ่นท็อป แต่สำหรับคนที่เน้นการดูสื่อบันเทิงรุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ครบถ้วนในราคาที่คุ้มค่ามาก

หากคุณกำลังมองหาแว่น AR เริ่มต้นที่มีงานประกอบดี ดีไซน์ที่ปรับแต่งได้ และการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน a01+ คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะมีข้อสังเกตเรื่องความร้อนเล็กน้อยขณะใช้งานเป็นเวลานานหรือการใช้พลังงานแบตเตอรี่จากเครื่องที่เชื่อมต่อ แต่นี่คือจุดเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประสบการณ์ความบันเทิงที่คุณจะได้รับจากมัน

ที่มา – X by Xreal a01+ Review: AR Glasses That Are Light on Your Face (and Wallet)

หนังแอนิเมชันเรื่องใหม่ของ Dan Trachtenberg ประกาศวันฉายแล้ว

หลังจากที่แฟนหนังแนวระทึกขวัญเฝ้ารอคอยผลงานถัดไปจากผู้กำกับมือฉกาจอย่าง Dan Trachtenberg ล่าสุดก็มีข่าวดีมาฝากกันแล้วครับ เพราะ หนังแอนิเมชันเรื่องใหม่ของ Dan Trachtenberg ประกาศวันฉายแล้ว อย่างเป็นทางการโดยสตูดิโอ Paramount ซึ่งก็ไม่ใช่โปรเจกต์อื่นไกล แต่เป็นการหยิบเอาคอมิกเรื่อง Freddy the 13th ของ Yehudi Mercado มาดัดแปลงนั่นเอง

หนังแอนิเมชันเรื่องใหม่ของ Dan Trachtenberg ประกาศวันฉายแล้ว

สำหรับกำหนดการฉายที่ทาง Paramount วางไว้คือวันที่ 13 ตุลาคม 2028 ซึ่งถ้าใครสังเกตปฏิทินให้ดี วันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ 13 พอดีเป๊ะ! เรียกได้ว่าเป็นการเลือกวันเปิดตัวที่สมบูรณ์แบบสำหรับหนังที่มีธีมความสยองขวัญปนตลกเรื่องนี้จริงๆ

Dan Trachtenberg ได้กล่าวถึงโปรเจกต์นี้ผ่าน Instagram ส่วนตัวไว้ว่า ตลอดอาชีพการทำงานที่ผ่านมาเขามักจะทำหนังที่ผู้ปกครองอาจจะไม่ค่อยอยากให้ลูกหลานดูเท่าไรนัก แต่ครั้งนี้เขาตั้งใจทำหนังที่ทุกคนในครอบครัวสามารถดูร่วมกันได้ ซึ่ง Freddy the 13th จะเล่าเรื่องราวของเฟรดดี้ ชายหนุ่มผู้โชคร้ายที่สุดในโลกที่ได้รับพลังวิเศษมาโดยบังเอิญหลังจากกำจัดวายร้ายเหนือธรรมชาติไปตัวหนึ่ง

รายละเอียดน่าสนใจเกี่ยวกับ หนังแอนิเมชันเรื่องใหม่ของ Dan Trachtenberg ประกาศวันฉายแล้ว

หลายคนอาจจะสงสัยว่างานนี้จะทำให้เขาทิ้งผลงานหนังคนแสดงไปเลยหรือไม่ แต่ต้องบอกว่าไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะด้วยวิธีการทำงานแอนิเมชันที่ยืดหยุ่น ทำให้เขาสามารถบริหารจัดการโปรเจกต์ควบคู่ไปกับงานอื่นๆ ได้ เหมือนกับที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วกับการสร้างหนังหลายเรื่องในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

  • แนวหนังเป็น Horror-Comedy ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว
  • สร้างจากคอมิกโดย Yehudi Mercado
  • ได้ร่วมงานภายใต้ดีลใหม่กับ Paramount Pictures

แม้ว่าการรอคอยจนถึงปี 2028 อาจจะดูนานไปสักนิด แต่ความตื่นเต้นของเรื่องราวที่ผสมผสานความอัปโชคนำมาซึ่งพลังพิเศษนั้น เป็นสิ่งที่น่าติดตามมากจริงๆ และในระหว่างที่เรากำลังนับถอยหลังรอชมผลงานชิ้นนี้ เราก็หวังว่าสไตล์งานภาพและการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของ Trachtenberg จะทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นคลาสสิกเรื่องใหม่ที่แฟนๆ ต้องกลับมาหยิบดูซ้ำทุกวันศุกร์ที่ 13 อย่างแน่นอน

คุณล่ะครับ ตื่นเต้นไหมที่จะได้เห็นผู้กำกับสายดุอย่างเขากระโดดมาทำแอนิเมชันตลกสยองขวัญแบบครอบครัว? สำหรับผมแล้ว นี่คือการทดลองที่ท้าทายและคุ้มค่ากับการรอคอยอย่างยิ่ง! ที่มา – Dan Trachtenberg’s Next Animated Film Just Got a Release Date

สวรส. เตือนอินฟลูฯ หยุดคอนเทนต์กินดิบ ชี้ทำบาปไม่รู้ตัว ยืนยันชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับได้มาตรฐาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นผ่านตาในหน้าฟีดโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็น TikTok หรือ Facebook กับบรรดาคอนเทนต์ “กินดิบ” หรือเมนูอาหารสุดแปลกที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ จนบางครั้งเราก็แอบเผลอกลืนน้ำลายตาม แต่อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนใจไปลองเมนูเหล่านั้นนะครับ เพราะล่าสุดทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนแรงๆ เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ โดยใช้หัวข้อว่า สวรส. เตือนอินฟลูฯ หยุดคอนเทนต์กินดิบ ชี้ทำบาปไม่รู้ตัว ยืนยันชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อันตรายกว่าที่เราคิดมากครับ

สวรส. เตือนอินฟลูฯ หยุดคอนเทนต์กินดิบ ชี้ทำบาปไม่รู้ตัว ยืนยันชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับได้มาตรฐาน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับในนิสิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งพบการติดเชื้อจำนวนมาก จนหลายคนตั้งคำถามกับความแม่นยำของชุดตรวจ OV-ATK แต่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ชุดตรวจนี้ผ่านมาตรฐาน อย. มีค่าความแม่นยำสูงมาก และที่น่ากลัวกว่าผลบวกคือการที่คนติดเชื้อแล้วตรวจไม่เจอ (ผลลบลวง) ดังนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการคัดกรองมากกว่ามองว่าเป็นเรื่องไกลตัวครับ

อันตรายจากพยาธิใบไม้ในตับที่เรามองข้าม

รู้หรือไม่ครับว่าประเทศไทยเรามีผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน และเจ้าพยาธิร้ายนี้คือตัวการสำคัญที่ทำให้ไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกที่มีผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีสูงมาก โดยสาเหตุหลักกว่า 70-80% เกิดจากการอักเสบเรื้อรังจากพยาธิชนิดนี้นั่นเอง หากเรายังคงมองข้ามและสนุกกับการกินดิบตามกระแสโซเชียล อาจกลายเป็นว่าเรากำลังสะสมระเบิดเวลาไว้ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว

  • พยาธิใบไม้ในตับโตเต็มวัยจะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ทำให้อักเสบและเกิดมะเร็งได้ในอนาคต
  • คอนเทนต์กินดิบในโซเชียลมีเดียอาจกระตุ้นพฤติกรรมเลียนแบบที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของวัยรุ่นและคนทั่วไป
  • ร้านอาหารที่มีเมนูปลาร้าหรือปลาน้ำจืด ควรหันมาติดป้ายยืนยันว่า “ต้มสุก” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค
  • การตรวจคัดกรองและรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์เป็นเรื่องสำคัญและปลอดภัยกว่าการปล่อยทิ้งไว้

ในมุมมองของผม การที่อินฟลูเอนเซอร์จะทำคอนเทนต์ “กินแซ่บ กินดิบ” เพื่อเรียกยอดวิวเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงธุรกิจ แต่หากการกระทำนั้นเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงที่บั่นทอนสุขภาพของผู้ติดตามจนอาจนำไปสู่โรคมะเร็งร้ายแรงในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ก็สมควรแก่เวลาที่เราจะหันมาทบทวนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการทำคอนเทนต์สายอาหารครับ การเป็น Influencer ที่ดีไม่ได้มีแค่การสร้างยอดวิว แต่คือการรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ส่งต่อไปยังสังคมด้วย

บทสรุปและคำแนะนำ: สำหรับเพื่อนๆ สายกิน ลองเปลี่ยนมาสนับสนุนอาหารที่ปรุงสุกสะอาดกันดีกว่าครับ เพราะนอกจากจะได้รสชาติที่แซ่บนัวเหมือนเดิมแล้ว ยังสบายใจได้ว่าไม่มีพยาธิเป็นเพื่อนร่วมทางแน่นอน ส่วนใครที่กังวลเรื่องสุขภาพ อย่าลังเลที่จะปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อทำการตรวจคัดกรองโดยใช้ชุดตรวจมาตรฐานครับ สุขภาพที่ดีคือต้นทุนสำคัญที่สุดของการใช้ชีวิต อย่าให้คอนเทนต์เพียงชั่วข้ามคืนมาทำลายสุขภาพระยะยาวของเราเลยครับ

ที่มา – สวรส. เตือนอินฟลูฯ หยุดคอนเทนต์กินดิบ ชี้ทำบาปไม่รู้ตัว ยืนยันชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับได้มาตรฐาน

อัปเดต Severance, Pluribus และ Widow’s Bay จาก Apple TV

เชื่อว่าแฟนๆ Apple TV+ หลายคนคงกำลังนั่งนับวันรอคอยข่าวคราวของซีรีส์โปรดกันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุด Matt Cherniss หัวหน้าฝ่ายโปรแกรมมิ่งของ Apple TV ได้ออกมาพูดถึงอนาคตของซีรีส์ดังอย่าง Severance, Pluribus และ Widow’s Bay ทำให้แฟนๆ ทั่วโลกต่างตื่นเต้นกันยกใหญ่ แม้ว่าจะยังไม่มีการระบุวันที่ฉายชัดเจน แต่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็พอทำให้เราใจชื้นขึ้นมาได้บ้างว่าซีซันต่อไปกำลังมาแน่นอน

อัปเดต Severance, Pluribus และ Widow’s Bay จาก Apple TV

สำหรับใครที่ยังคงมูฟออนไม่ได้จากฉากจบอันน่าตื่นตะลึงของ Severance ซีซัน 2 เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมา Cherniss แอบกระซิบว่า “เรากำลังเดินหน้าผลิตอย่างเต็มที่ และใกล้จะเข้าสู่กระบวนการถ่ายทำเต็มรูปแบบแล้ว” ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะเราต่างทราบกันดีว่าการรอคอยระหว่างซีซันนั้นทรมานแค่ไหน

ความคืบหน้าของโปรเจกต์ซีรีส์ฟอร์มยักษ์

นอกจาก Severance แล้ว อัปเดต Severance, Pluribus และ Widow’s Bay จาก Apple TV ยังรวมไปถึงผลงานอันทะเยอทะยานอย่าง Pluribus ของ Vince Gilligan ด้วย แม้ตารางงานจะยังไม่ถูกเคาะออกมาปีไหน แต่ทางทีมงานก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้ซีรีส์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดตามความตั้งใจของครีเอเตอร์ ส่วนทางฝั่งซีรีส์คอมเมดี้สยองขวัญอย่าง Widow’s Bay ที่เพิ่งปิดซีซันแรกไปหมาดๆ ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าทีมงานกำลังเร่งเขียนบทและเตรียมงานสร้างซีซัน 2 กันอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทำไม Apple TV+ ถึงใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้? นี่คือเหตุผลเบื้องต้นที่เราคาดการณ์ได้:

  • คุณภาพคือหัวใจสำคัญ: การรักษามาตรฐานของบทและโปรดักชั่นต้องใช้เวลา
  • ความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง: อย่างกรณีของ Severance ที่เต็มไปด้วยปมปริศนา
  • การถ่ายทำในสถานที่จริง: เช่น Widow’s Bay ที่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ในรัฐแมสซาชูเซตส์

แม้หลายคนจะบ่นอุบว่าอยากให้มาฉายไวๆ แต่เชื่อเถอะครับว่างานคุณภาพระดับ Apple TV+ นั้นคุ้มค่าแก่การรอคอยเสมอ การที่ผู้บริหารออกมาการันตีด้วยตัวเองว่าเขาเข้าใจ “ความกระหาย” ของผู้ชม ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะไม่ถูกทิ้งให้รอเก้ออย่างแน่นอน

สำหรับผมเอง ในฐานะแฟนซีรีส์ไซไฟและระทึกขวัญ ผมเชื่อว่าความล่าช้าเล็กน้อยแลกกับความประณีตในการเล่าเรื่องคือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด เรามาเป็นกำลังใจให้ทีมงานสร้างสรรค์ตอนต่อๆ ไปออกมาให้ปังกว่าเดิมกันดีกว่าครับ ใครรอเรื่องไหนเป็นพิเศษ พิมพ์มาคุยกันได้เลย!

ที่มา – Apple TV’s Programming Head Knows You’re Dying for ‘Severance,’ ‘Pluribus,’ and ‘Widow’s Bay’ Updates

OKMD เปิดโครงการรับมือสังคมอายุยืน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Silver Economy

เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มสังเกตเห็นแล้วว่ารอบตัวเรามีผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) อย่างเต็มตัวครับ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ทั้งในแง่ของระบบสาธารณสุขและโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม วันนี้ผมจึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับความเคลื่อนไหวสำคัญจาก สํานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ที่ได้ออกมาประกาศเดินหน้าโครงการสุดเจ๋งเพื่อปรับจูนประเทศไทยให้พร้อมรองรับยุคใหม่นี้

OKMD เปิดโครงการรับมือสังคมอายุยืน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Silver Economy

โครงการที่ว่านี้มีชื่อว่า ‘Longevity for All’ ซึ่งจะเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการในปี 2569 โดยมีเป้าหมายหลักในการเตรียมความพร้อมให้ทั้งประชาชนทั่วไปและเหล่าผู้ประกอบการได้รู้จักวิธีรับมือและเติบโตไปพร้อมกับสังคมอายุยืน ไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและการใช้ชีวิตให้เราสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกช่วงวัยครับ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การมีอายุยืนไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องขององค์ความรู้และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทางหน่วยงานจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้ระดับสากลให้เข้าถึงง่าย และที่น่าตื่นเต้นคือการที่ OKMD เปิดโครงการรับมือสังคมอายุยืน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Silver Economy อย่างจริงจัง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยด้วย

การปรับจูนทักษะเพื่อก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจสูงวัย

สำหรับเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ประกอบการ หรือคนที่กำลังมองหาลู่ทางทำธุรกิจ โครงการนี้ถือเป็นโอกาสทองเลยครับ เพราะมีการบูรณาการความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เข้ามาช่วยออกแบบสินค้าและบริการ โดยมีหลักสูตรที่น่าสนใจอย่าง Science-based Longevity Economy Workshop ที่จะลงพื้นที่จัดอบรมให้ความรู้ถึง 4 ภูมิภาค รวมถึงโปรแกรมบ่มเพาะเชิงลึกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาด Silver Economy อีกด้วย

นอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ทาง OKMD ยังผลิตสื่อความรู้ให้เราได้ศึกษาแบบฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ สารคดี และบทความเชิงลึกกว่า 100 ตอน รวมไปถึงงานอีเวนต์ใหญ่ Knowledge Festival ภายใต้แนวคิด ‘To Live – To Love – To Learn’ ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน 2569 ณ House Samyan ซึ่งจะเป็นพื้นที่ให้เราได้มาอัปเดตเทรนด์และเรียนรู้วิธีออกแบบชีวิตตัวเองไปพร้อมๆ กันครับ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ ของการเปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงวัยแบบที่เราเคยกังวล ให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่เปี่ยมไปด้วยพลัง (Silver Economy) หากเรามองเห็นโอกาสตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้สูงวัย หรือการออกแบบไลฟ์สไตล์ที่เน้นความสุขและสุขภาพที่ดี ประเทศไทยมีโอกาสสูงมากที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของสังคมอายุยืนในระดับภูมิภาคได้ไม่ยากเลยครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวอัปสกิลของคุณไว้ให้พร้อมนะครับ เพราะอนาคตที่ยืนยาวกำลังรอให้เราไปใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด

ที่มา – OKMD เปิดโครงการรับมือสังคมอายุยืน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Silver Economy

เจาะลึก กมธ.ทหาร จัดเวทีเสวนา หนุนโครงการจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ พร้อมก้าวสำคัญสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สวัสดีครับแฟนๆ สายเทคโนโลยีและติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เพิ่งได้มีการจัดเวทีเสวนาสำคัญในหัวข้อที่หลายคนจับตามองนั่นคือ กมธ.ทหาร จัดเวทีเสวนา หนุนโครงการจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ ขณะที่กองทัพเรือเปิดข้อมูล TOR ย้ำขั้นตอนคัดเลือกเข้มข้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยไปอีกขั้นครับ

โครงการนี้ไม่ใช่แค่การซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อให้กองทัพเรือมีอาวุธที่ทันสมัยเท่านั้นนะครับ แต่หัวใจสำคัญคือเรื่องของ Offset Policy หรือนโยบายการชดเชยทางเศรษฐกิจที่ผู้ชนะการประมูลจะต้องนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาถ่ายทอดให้กับประเทศไทยด้วย นี่คือกลยุทธ์ที่หลายประเทศใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งครั้งนี้กองทัพเรือวางมาตรการไว้รัดกุมมากครับ

ทำไม กมธ.ทหาร จัดเวทีเสวนา หนุนโครงการจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ ถึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย?

หลายคนอาจสงสัยว่าการจัดหาเรือฟริเกตจะส่งผลต่อชีวิตประจำวันเราอย่างไร? คำตอบคือเรื่องนี้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมต่อเรือที่เข้มข้นมากครับ ทาง กรรมาธิการฯ และตัวแทนจากสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทยได้ยืนยันชัดเจนว่า อู่ต่อเรือไทยมีความพร้อมเกิน 100% หากได้รับโอกาสในการร่วมผลิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี จะทำให้เกิดการจ้างงานและหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศมหาศาลครับ

ไฮไลท์สำคัญของโครงการนี้ที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • การลงทุนในไทย: ผู้ชนะประมูลต้องเข้ามาลงทุนจริง ไม่ใช่แค่ขายของแล้วจากไป
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยี: เป็นโอกาสทองที่วิศวกรไทยจะได้ใกล้ชิดกับเทคโนโลยีระดับโลก
  • Offset Policy 15%: มีการกำหนดขั้นต่ำของการชดเชยทางเศรษฐกิจไว้ไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท
  • การฝึกอบรมบุคลากร: สร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับแรงงานในอุตสาหกรรมหนักของไทย

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อความคุ้มค่าและความยั่งยืน

ทางด้านคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ มองว่าการสั่งต่อเรือครั้งละ 4 ลำนั้นมีความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์และในแง่ของเศรษฐศาสตร์ เพราะจะช่วยดึงดูดการลงทุนระยะยาวและทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ในขณะที่กองทัพเรือเองก็เน้นย้ำถึงขั้นตอนการคัดเลือกที่โปร่งใสตามมาตรฐานสากล ซึ่งโครงการนี้อาจกลายเป็นต้นแบบการจัดหาโครงการขนาดใหญ่โครงการอื่นๆ ในอนาคตได้อีกด้วย

สำหรับสถานะปัจจุบัน กมธ.ทหาร จัดเวทีเสวนา หนุนโครงการจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ นี้ถือเป็นการจุดประกายให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมที่จะเติบโตไปอีกขั้นในอุตสาหกรรมความมั่นคง โดยเรือลำที่ 1 มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาทกำลังอยู่ในช่วงสรุปผลบริษัทที่เข้าประมูล ซึ่งหากทำได้สำเร็จตามแผนการ 14 ปีที่วางไว้ เราอาจเห็นอู่เรือไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้ไม่ยากครับ

ความคิดเห็นส่งท้าย: การผลักดันโครงการนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่การซื้ออาวุธ แต่ควรถูกมองว่าเป็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาวางรากฐานให้ประเทศ หากภาครัฐและเอกชนไทยจับมือกันแน่นภายใต้นโยบาย Offset Policy ที่โปร่งใส นี่คือจุดเปลี่ยนที่คุ้มค่ามากสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาวครับ แฟนๆ คิดว่าอย่างไรครับ? การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นก้าวที่ถูกต้องแล้วหรือยัง มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้นะครับ!

ที่มา – กมธ.ทหาร จัดเวทีเสวนา หนุนโครงการจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ ขณะที่กองทัพเรือเปิดข้อมูล TOR ย้ำขั้นตอนคัดเลือกเข้มข้น

เปิดโปงขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สวมสิทธิสัญชาติไทย เอื้ออาชญากรรมข้ามชาติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมืองเราอย่างมากมาแชร์กันครับ กับเรื่องราวการ เปิดโปงขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สวมสิทธิสัญชาติไทย เอื้ออาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการทะเบียนราษฎรและระบบความปลอดภัยของประเทศแบบสุดๆ ครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้มันรุนแรงยังไง? แค่การไปจดรับรองบุตรให้เด็กชาวจีนเนี่ยนะ? ความจริงคือขบวนการนี้ไม่ได้มีแค่การปลอมเอกสารธรรมดาครับ แต่มันคือการสร้าง ‘นอมินีตัวเป็นๆ’ ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นคนไทย 100% ในทางทะเบียน เพื่อให้ได้รับสิทธิพลเมืองแบบเต็มขั้น ซึ่งนั่นแหละครับคือประตูบานแรกที่เปิดให้มิจฉาชีพข้ามชาติเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ของเราอย่างหน้าตาเฉย

ผลกระทบจากการเปิดโปงขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สวมสิทธิสัญชาติไทย เอื้ออาชญากรรมข้ามชาติ

จากการขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราพบว่าแก๊งนี้เชื่อมโยงกับผู้ร่วมขบวนการกว่า 40 ราย ไม่ว่าจะเป็นพ่อชาวไทย (ที่รับจ้างเป็นพ่อทิพย์) แม่ชาวจีน และที่น่าตกใจคือมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเข้าไปเอื้อประโยชน์ให้ด้วย สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อกฎหมาย แต่ยังนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ตามมาเป็นหางว่าว ได้แก่:

  • การทำธุรกิจสีเทา: เมื่อมีสัญชาติไทย ก็สามารถเปิดบริษัท นอมินี เพื่อฟอกเงินหรือทำธุรกิจผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น
  • ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ: ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือธุรกิจผิดกฎหมายรูปแบบใหม่ที่ใช้เอกสารไทยเป็นเกราะกำบัง
  • กระทบต่อสวัสดิการของคนไทยแท้: งบประมาณรัฐที่ควรจะถูกจัดสรรไปให้ประชาชน ตัวจริง กลับต้องถูกเบียดบังไปใช้กับบุคคลที่สวมรอยเข้ามา
  • ความมั่นคงของฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร: เมื่อข้อมูลถูกปลอมแปลง ความน่าเชื่อถือของระบบรัฐก็ลดลง ทำให้การตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงเป็นไปได้ยากขึ้น

ในมุมมองของผม การที่อาชญากรอาศัยช่องโหว่ทางทะเบียนแบบนี้ คือภัยคุกคามที่เราต้องตื่นตัวครับ ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจสอบตัวตนมีก้าวหน้าไปมาก แต่ทว่าก็ยังมี ‘คน’ ที่พยายามใช้ช่องว่างนี้ทำลายระบบลง นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องหันมาทบทวนระบบตรวจสอบให้รัดกุมกว่าเดิม ไม่ใช่แค่มองแค่เอกสารในมือ แต่ต้องตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง

การ เปิดโปงขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สวมสิทธิสัญชาติไทย เอื้ออาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งนี้จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งครับ ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองไทย เราควรหูไวตาไว หากพบเห็นความผิดปกติในละแวกบ้านหรือการแจ้งเกิด-แจ้งรับรองบุตรที่ดูไม่ชอบมาพากล การแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องประเทศชาติของเราครับ

เทรนด์ในอนาคต ผมเชื่อว่าทางรัฐบาลจะมีการนำระบบ Digital ID และการเชื่อมโยงฐานข้อมูล DNA เข้ามาเป็นฐานในการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและตระหนักถึงภัยใกล้ตัวรูปแบบนี้ให้ดีนะครับ

ที่มา – เปิดโปงขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สวมสิทธิสัญชาติไทย เอื้ออาชญากรรมข้ามชาติ

เหตุใดข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน จึงล่มตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์บอกว่ามัน “จบลงแล้ว”

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาพบกันอีกครั้งกับการอัปเดตสถานการณ์โลกที่กำลังร้อนระอุ หลายคนคงได้เห็นข่าวจากหน้าสื่อต่างประเทศกันแล้วนะครับว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศกลางที่ประชุมนาโตว่าการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านถือว่า “จบลงแล้ว” ซึ่งคำประกาศนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่ถ้าเราย้อนกลับไปวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งกว่าแค่พาดหัวข่าว เราจะพบว่า **เหตุใดข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน จึงล่มตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์บอกว่ามัน “จบลงแล้ว”** เสียอีกครับ

เจาะลึกเหตุผลว่าเหตุใดข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน จึงล่มตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์บอกว่ามัน “จบลงแล้ว”

การทำความเข้าใจความขัดแย้งครั้งนี้ต้องมองผ่านเลนส์ของทั้งสองฝ่ายครับ ฝ่ายสหรัฐฯ เองต้องการกดดันเพื่อเปลี่ยนระบอบหรือลดทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านเองถือว่าสถานะของตนในภูมิภาคสำคัญยิ่งกว่าการประนีประนอมเพียงชั่วคราว ข้อตกลงที่ลงนามเมื่อ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา แทนที่จะเป็นทางออก กลับกลายเป็นเพียงสนามประลองการตีความบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ทั้งคู่ต่างพยายามแย่งชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์

ประเด็นหลักที่ทำให้ความสัมพันธ์พังทลาย

หากเราสรุปปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความพยายามสันติภาพครั้งนี้กลายเป็นหมัน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก:

  • ช่องแคบฮอร์มุซ: นี่คือหัวใจสำคัญ อิหร่านมองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่แสดงอำนาจของตน แต่สหรัฐฯ พยายามหาเส้นทางสำรองเพื่อลดอำนาจการต่อรองของอิหร่าน ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันตั้งแต่ต้น
  • สถานะในเลบานอน: สหรัฐฯ พยายามใช้การทูตกันอิหร่านออกไปจากกระบวนการทางการเมืองในเลบานอน ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่อิหร่านคาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับบทบาทของตน
  • เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ: กองทุนฟื้นฟูมหาศาลที่ถูกนำมาล่อใจ กลับมาพร้อมกับเงื่อนไขบังคับที่อิหร่านไม่เคยยอมรับมาก่อน เช่น การปรับเปลี่ยนโครงการขีปนาวุธ

เหตุการณ์นี้นำไปสู่ภาวะที่นักวิชาการเรียกว่า “กับดักการยกระดับความขัดแย้ง” ที่ทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้กันในระดับที่จำกัดแต่ต่อเนื่อง จนสุดท้ายแม้ไม่มีใครอยากทำสงครามเต็มรูปแบบ แต่ทั้งคู่ก็ถูกดึงเข้าใกล้หายนะทางการทูตมากขึ้นทุกที ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า **เหตุใดข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน จึงล่มตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์บอกว่ามัน “จบลงแล้ว”** เพราะมันเป็นเพียงข้อตกลงบนกระดาษที่ไม่มีรากฐานของความไว้วางใจ ซึ่งน่าเสียดายที่ผลกระทบนี้อาจทำให้โลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและน้ำมันไปอีกยาวนาน

มุมมองในอนาคต: ในโลกยุคปัจจุบันที่พึ่งพาเทคโนโลยีและโลจิสติกส์ ความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซคือตัวแปรหลักที่ส่งผลถึงราคาสินค้าทั่วโลก หากการเจรจาล้มเหลวแบบนี้ นักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องวางแผนรับมือกับความเสี่ยงของราคาน้ำมันที่อาจผันผวนได้ตลอดเวลาครับ สันติภาพที่แท้จริงไม่สามารถสร้างได้ด้วยการบีบบังคับ แต่ต้องอาศัยการยอมรับความจริงร่วมกัน ซึ่งดูเหมือนว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังห่างไกลจากจุดนั้นมากครับ

ที่มา – เหตุใดข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน จึงล่มตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์บอกว่ามัน “จบลงแล้ว”