ผู้เขียน: lalika69_admin

ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า เมื่อใครสักคนทำผิดพลาดและต้องโทษจำคุกไปแล้ว พอกลับออกมาสู่โลกภายนอก ชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อ? สังคมมักมองด้วยสายตาที่ไม่แน่ใจ แต่ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากครับ เมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายใหญ่ในระดับประเทศ นั่นคือ ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน ซึ่งนี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ได้มองแค่การลงโทษ แต่เป็นการ “ให้โอกาส” เพื่อให้คนกลุ่มนี้กลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอีกครั้ง

ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน

ประเด็นเรื่อง ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน เป็นการจับมือกันของหลายหน่วยงาน ทั้งกรมการจัดหางาน กรมราชทัณฑ์ ไปจนถึงสภาหอการค้าไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดกำแพงทางสังคมที่ขวางกั้นผู้พ้นโทษไม่ให้เข้าถึงงานดีๆ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เน้นย้ำว่า การมีงานทำคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้กลับไปทำผิดซ้ำอีก

เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้พ้นโทษผ่านกลไกทางภาษีและประกันสังคม

สิ่งที่น่าสนใจในความร่วมมือครั้งนี้คือความพยายามที่จะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่แค่การขอความร่วมมือเปล่าๆ แต่ภาครัฐกำลังเตรียมมาตรการจูงใจที่จับต้องได้ เช่น:

  • มาตรการลดหย่อนภาษี: เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทห้างร้านต่างๆ กล้าตัดสินใจรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน
  • การเชื่อมต่อประกันสังคม: สนับสนุนให้ผู้พ้นโทษสามารถส่งเงินสมทบต่อได้เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
  • การพัฒนาทักษะฝีมือ: ไม่ใช่แค่หางาน แต่มีการฝึกอบรมทักษะที่ตลาดต้องการจริงๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้

เป้าหมายที่วางไว้คือการผลักดันให้ผู้พ้นโทษและกลุ่มเปราะบางได้รับการจ้างงานไม่น้อยกว่า 500 คนภายในปี 2569 แม้จะดูเป็นตัวเลขเริ่มต้น แต่ถ้าเรามองภาพรวมที่มีผู้พ้นโทษนับแสนคนต่อปี นี่คือการปูรากฐานที่ดีเยี่ยมครับ

มุมมองต่ออนาคต: ทำไมเราถึงควรให้โอกาส?

จากประสบการณ์ที่ได้ติดตามประเด็นสังคมมาโดยตลอด ผมมองว่านโยบายนี้เป็น Win-Win Strategy อย่างแท้จริง ภาคเอกชนได้แรงงานที่มีทักษะ (ซึ่งผ่านการฝึกฝนจากศูนย์ CARE มาแล้ว) ส่วนผู้พ้นโทษเองก็ได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเอง หากภาคธุรกิจเปิดใจกว้างขึ้น โดยลดอคติและเลือกพิจารณาจากศักยภาพและความพร้อมในการทำงาน มากกว่าจะมองแค่เรื่องอดีต บอกเลยว่าเราจะได้เห็นพลังแรงงานใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แน่นอน

ความสำเร็จของเรื่องนี้วัดกันที่ “การสร้างความยั่งยืน” หากมาตรการภาษีมีผลจริง และระบบประกันสังคมเชื่อมต่อได้ไร้รอยต่อ เราจะเห็นตัวเลขการกระทำผิดซ้ำที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของสังคมไทยในยุคใหม่ที่เน้นการสร้างโอกาสมากกว่าการตีตราครับ

ที่มา – ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน

จุลพันธ์ยันไม่ขยายกรอบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เหตุกระทบวันเลือกตั้ง ชี้ขยายให้แล้ว 45 วัน แนะเร่งลงทะเบียน 5 วันสุดท้าย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวแรงงานและนายจ้างทุกคน วันนี้เรามีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ของเรามาฝากกันครับ สำหรับใครที่เป็นผู้ประกันตนคงทราบดีว่าช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายของการลงทะเบียนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สำคัญมาก เพราะตัวแทนที่เราเลือกไปจะเป็นผู้กำหนดทิศทางสวัสดิการและการดูแลพวกเราในอนาคต

จุลพันธ์ยันไม่ขยายกรอบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เหตุกระทบวันเลือกตั้ง ชี้ขยายให้แล้ว 45 วัน แนะเร่งลงทะเบียน 5 วันสุดท้าย

ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสเรียกร้องให้ขยายเวลาการลงทะเบียนว่า ทางกระทรวงฯ ไม่สามารถขยายเวลาเพิ่มเติมได้แล้วครับ เนื่องจากมีความจำเป็นในเรื่องของกรอบเวลาทางกฎหมาย หากขยายออกไปอีกจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำหนดการวันเลือกตั้งจริง ซึ่งในความเป็นจริงทางสำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มเวลาการลงทะเบียนให้จาก 30 วัน เป็น 45 วันแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนเข้ามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด

เหตุผลในเชิงเทคนิคที่รัฐมนตรีชี้แจงคือ เรื่องของกระบวนการอุทธรณ์สิทธิที่ค่อนข้างตึงและมีกำหนดการตายตัว หากเราขยายเวลาลงทะเบียนออกไปอีก จะทำให้กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ล่าช้าจนส่งผลต่อวันเลือกตั้งจริงที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ ดังนั้นการคงกรอบเวลาเดิมไว้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกำหนดการเพื่อผลประโยชน์ของพวกเราทุกคนครับ

สถานะล่าสุดและการเตรียมพร้อม

จากการรายงานตัวเลขล่าสุด มีลูกจ้างลงทะเบียนแล้วกว่า 800,000 ราย และฝั่งนายจ้างอยู่ที่ 7,000 กว่าคน แม้จะเป็นตัวเลขที่น่าชื่นชม แต่ก็ยังอยากให้เพิ่มสัดส่วนการมีส่วนร่วมให้มากขึ้นไปอีกครับ นายจุลพันธ์ได้ฝากเน้นย้ำว่า จุลพันธ์ยันไม่ขยายกรอบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เหตุกระทบวันเลือกตั้ง ชี้ขยายให้แล้ว 45 วัน แนะเร่งลงทะเบียน 5 วันสุดท้าย ดังนั้นช่องทางที่เหลือคือการรีบทำก่อนปิดระบบในอีกไม่กี่วันนี้ครับ

ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับการลงทะเบียน:

  • โหลดแอปพลิเคชัน SSO+ ของสำนักงานประกันสังคม
  • เข้าเว็บไซต์ทางการของสำนักงานประกันสังคม
  • ติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้คือโอกาสสำคัญของคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการผลักดันให้สวัสดิการทันสมัยมากขึ้น การที่เรามีเสียงในบอร์ดบริหารจะช่วยให้คำแนะนำหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ถูกปรับใช้ให้เข้ากับเทรนด์ของแรงงานยุคปัจจุบันที่เน้นความคล่องตัวและเทคโนโลยีได้มากขึ้นครับ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปเพียงเพราะไม่ได้ลงทะเบียนนะครับ เพราะ 5 วันสุดท้ายนี้สำคัญมากจริงๆ

สุดท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคนที่มีสิทธิ อย่าลืมเช็คสถานะและรีบดำเนินการลงทะเบียนผ่านช่องทางที่กำหนดให้เรียบร้อยครับ เพราะการเลือกตั้งในวันที่ 27 กันยายนนี้ คือการส่งเสียงของเราไปถึงผู้กำหนดนโยบาย เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและสวัสดิการที่คุ้มค่าสำหรับคนทำงานทุกคนครับ

ที่มา – จุลพันธ์ยันไม่ขยายกรอบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เหตุกระทบวันเลือกตั้ง ชี้ขยายให้แล้ว 45 วัน แนะเร่งลงทะเบียน 5 วันสุดท้าย

เปิด 2 แผนสำรองกู้อุโมงค์รถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ นายกสมาคมวิศวกรฯ แนะวิธีหยุดน้ำใต้ดิน หลังพบถนนประชาธิปกยุบแล้ว 20 ซม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ที่หลายคนกำลังเป็นห่วงกันอยู่ นั่นคือกรณีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ครับ หลังจากที่มีรายงานเรื่องน้ำใต้ดินรั่วซึมเข้าอุโมงค์จนทำให้พื้นถนนทรุดตัว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ เพราะมันกระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ

เปิด 2 แผนสำรองกู้อุโมงค์รถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ นายกสมาคมวิศวกรฯ แนะวิธีหยุดน้ำใต้ดิน หลังพบถนนประชาธิปกยุบแล้ว 20 ซม.

ล่าสุด ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้ข้อมูลที่น่าสนใจมากครับ ท่านระบุว่าสาเหตุสำคัญคือการรั่วซึมบริเวณบ่อรองรับน้ำ (Sump) ซึ่งเป็นจุดลึกที่สุดของอุโมงค์ โดยทางสมาคมฯ ได้เสนอให้ทางผู้รับเหมาพิจารณาใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหากวิธีปัจจุบันไม่ได้ผล ซึ่งนั่นก็คือการใช้เทคโนโลยีแช่แข็งดินเพื่อหยุดยั้งกระแสน้ำและการเคลื่อนตัวของทรายใต้ดิน หรือแม้กระทั่งการอัดน้ำเพื่อสร้างแรงดันต้าน ซึ่งถือเป็นแผนสำรองที่วิศวกรต้องตระเตรียมไว้ครับ

สำหรับประเด็นที่ว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น นายกสมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตว่าต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานการปรับปรุงดินก่อนเริ่มงานอย่างละเอียด เพราะหากดินหายไปจากใต้รากฐานอาคาร ไม่ว่าจะเป็นตึกแถวเก่าหรือบ้านเรือนโดยรอบ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวแน่นอนครับ เปิด 2 แผนสำรองกู้อุโมงค์รถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ นายกสมาคมวิศวกรฯ แนะวิธีหยุดน้ำใต้ดิน หลังพบถนนประชาธิปกยุบแล้ว 20 ซม. ทั้งนี้เราต้องคอยเฝ้าระวังตัวเลขการทรุดตัวกันแบบวันต่อวัน เพื่อที่จะประเมินความปลอดภัยร่วมกับทางวิศวกรรมครับ

แนวทางการเฝ้าระวังและข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชน

ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้งานพื้นที่หรืออยู่อาศัยใกล้จุดก่อสร้าง สิ่งที่อยากแนะนำให้ทุกคนช่วยกันสังเกตคือ:

  • ตรวจสอบรอยร้าวตามผนังหรือพื้นบ้านว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือผิดปกติหรือไม่
  • หากมีการทรุดตัวของพื้นผิวถนนที่ผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
  • ระวังการใช้งานในจุดที่ใกล้เคียงกับบ่อก่อสร้างในช่วงที่ฝนตกหนัก

ดร.อมร ได้ย้ำว่าสภาพอากาศเป็นปัจจัยวิกฤตครับ ฝนที่ตกลงมาจะยิ่งเพิ่มแรงดันน้ำใต้ดิน การตรวจวัดพฤติกรรมโครงสร้างทุกชั่วโมงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อความมั่นใจของคนที่อยู่โซนวงเวียนใหญ่ ทั้งนี้ ในส่วนของกระบวนการตรวจสอบนั้น คณะกรรมาธิการการคมนาคมเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเพื่อถอดบทเรียนและหามาตรการป้องกันระยะยาวครับ

มุมมองในอนาคต: การขยายตัวของเทคโนโลยีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินประชาชน” การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตรวจสอบงานใต้ดินให้เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบเซนเซอร์หรือเทคโนโลยีแช่แข็งดินแบบที่กล่าวถึง น่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของการก่อสร้างในเมืองใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าแค่เรื่องของความเร็วในการก่อสร้างครับ หากเรามีมาตรฐานที่รัดกุม เหตุการณ์แบบนี้จะกลายเป็นกรณีศึกษาที่ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามผ่านปัญหาเรื่องการก่อสร้างใต้ดินได้อย่างมืออาชีพมากขึ้นครับ

ที่มา – เปิด 2 แผนสำรองกู้อุโมงค์รถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ นายกสมาคมวิศวกรฯ แนะวิธีหยุดน้ำใต้ดิน หลังพบถนนประชาธิปกยุบแล้ว 20 ซม.

พาณิชย์ผนึก สสว. คิกออฟโปรเจกต์ DFT+ ติดปีก 80 เอสเอ็มอีไทย ลุยเจรจาการค้าฮ่องกงดันส่งออกสู่เวทีโลก

พาณิชย์ผนึก สสว. คิกออฟโปรเจกต์ DFT+ ติดปีก 80 เอสเอ็มอีไทย ลุยเจรจาการค้าฮ่องกงดันส่งออกสู่เวทีโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีมากสำหรับผู้ประกอบการบ้านเราครับ เมื่อล่าสุดกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้จับมือกับ สสว. เปิดตัวโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมเหล่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ไทยให้แกร่งกว่าเดิมกับโครงการที่มีชื่อว่า พาณิชย์ผนึก สสว. คิกออฟโปรเจกต์ DFT+ ติดปีก 80 เอสเอ็มอีไทย ลุยเจรจาการค้าฮ่องกงดันส่งออกสู่เวทีโลก เพื่อเป้าหมายในการพาธุรกิจของเราก้าวข้ามขีดจำกัดจากตลาดท้องถิ่นสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว

เราต้องยอมรับก่อนครับว่าในยุคที่โลกหมุนไวแบบนี้ SMEs ไทยถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะมีอยู่กว่า 3.28 ล้านรายทั่วประเทศ และสร้างมูลค่าให้ GDP สูงถึง 35% แต่ในขณะเดียวกัน การจะออกไปตีตลาดโลกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎระเบียบการค้ามีความซับซ้อนและการแข่งขันที่ดุเดือดมาก โครงการนี้จึงเข้ามาแก้โจทย์ที่ผู้ประกอบการมักสงสัย ทั้งเรื่อง FTA ที่หลายคนยังใช้ไม่เป็น หรือเรื่องความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีครับ

โอกาสทองของ SMEs ไทยกับโครงการ DFT+

ทำไมโครงการนี้ถึงน่าสนใจมาก? เพราะคำว่า DFT+ ไม่ได้มีการอบรมแค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่เป็นการปูทางแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “บวกโครงสร้าง บวกโอกาส และบวกเครือข่าย” โดยคัดเลือกผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสูงถึง 80 ราย มาร่วมอัปเกรดทักษะ ตั้งแต่การเข้าใจกฎหมายการค้า การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไปจนถึงการได้ลงพื้นที่ศึกษาตลาดและเจรจาธุรกิจจริงที่งาน HKTDC Food Expo PRO 2026 ณ ฮ่องกง ซึ่งถือเป็นเวทีการค้าที่ใหญ่และมีผู้ซื้อจากทั่วโลกมารวมตัวกันครับ

  • อบรมเข้มข้น: เจาะลึกความรู้นำเข้า-ส่งออกและ FTA ที่ผู้ประกอบการต้องรู้
  • เครือข่ายธุรกิจ: สร้างโอกาสใหม่ๆ ผ่านการจับคู่ธุรกิจระดับอินเตอร์
  • ตลาดระดับสากล: พาไปบุกตลาดฮ่องกงเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ในเวทีโลก

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้โครงการ พาณิชย์ผนึก สสว. คิกออฟโปรเจกต์ DFT+ ติดปีก 80 เอสเอ็มอีไทย ลุยเจรจาการค้าฮ่องกงดันส่งออกสู่เวทีโลก แตกต่างจากโครงการอื่น คือการบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงานยักษ์ใหญ่ เช่น BOI, กรมศุลกากร, และธนาคาร EXIM Bank ที่เข้ามาช่วยซัพพอร์ตในแง่ของเงินทุนและนโยบาย ทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าทุกย่างก้าวจะมีความปลอดภัยและได้รับการสนับสนุนที่ดีที่สุดครับ

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องฝันถึงตลาดโลกแบบลอยๆ แต่สามารถคว้าโอกาสได้จริงผ่านระบบที่เป็นรูปธรรม หากท่านเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่คือช่วงเวลาสำคัญในการอัปเกรดองค์ความรู้และสร้างพาร์ทเนอร์ชิพที่แข็งแกร่ง เพราะอนาคตของการส่งออกไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชค แต่ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวและการรู้วิธีใช้เครื่องมือทางการค้าอย่างชาญฉลาด หากใครสนใจก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ อย่าพลาดติดตามโครงการดีๆ แบบนี้ในปีต่อไปนะครับ

ที่มา – พาณิชย์ผนึก สสว. คิกออฟโปรเจกต์ DFT+ ติดปีก 80 เอสเอ็มอีไทย ลุยเจรจาการค้าฮ่องกงดันส่งออกสู่เวทีโลก

จับ ‘รินริน’ เอเย่นต์จัดหายาซุกกระเป๋าลายช้างส่งแอร์ฯ มีนา ป.ป.ส.-ดีเอสไอ เร่งประสานออสเตรเลียกวาดล้างทั้งขบวนการ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนในแวดวงอาชญากรรมมาอัปเดตกันครับ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการขนส่งและทำเอาหลายคนต้องหันมามองพฤติกรรมความปลอดภัยในการรับฝากของกันใหม่ กับกรณีการจับ ‘รินริน’ เอเย่นต์จัดหายาซุกกระเป๋าลายช้างส่งแอร์ฯ มีนา ป.ป.ส.-ดีเอสไอ เร่งประสานออสเตรเลียกวาดล้างทั้งขบวนการ ซึ่งงานนี้บอกเลยว่าเบื้องหลังซับซ้อนกว่าที่คิดครับ

เจาะลึกเบื้องหลัง จับ ‘รินริน’ เอเย่นต์จัดหายาซุกกระเป๋าลายช้างส่งแอร์ฯ มีนา ป.ป.ส.-ดีเอสไอ เร่งประสานออสเตรเลียกวาดล้างทั้งขบวนการ

เรื่องราวเริ่มต้นมาจากการจับกุมอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวที่ชื่อ ‘มีนา’ ผู้ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวได้พร้อมของกลางเฮโรอีนที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้าลายช้างขณะจะเดินทางไปออสเตรเลีย จนนำไปสู่การขยายผลครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกรวบตัว ‘เอกวิทย์’ หรือ ‘เพ้ง’ ในจังหวัดพะเยา ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นเจ้าของบัญชีไลน์ปริศนาที่ใช้ชื่อว่า ‘รินริน’ ผู้ทำหน้าที่เป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการประสานงานและจัดหายาเสพติดครับ

จากการสอบสวนชายคนนี้สารภาพว่า จริงๆ แล้วเขามีอาชีพเป็นเกษตรกร แต่ด้วยล่อตาล่อใจกับค่าจ้างสูงถึงเที่ยวละ 100,000 บาท เขาจึงยอมเข้ามาเป็นฟันเฟืองในการบรรจุยาใส่กระเป๋าผ้าลายช้างเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยมีการใช้ไรเดอร์รับจ้างเป็นคนเคลื่อนย้ายของจากเหนือลงมาถึงกรุงเทพมหานครก่อนจะส่งต่อให้มีนา นอกจากนี้เรายังพบเส้นทางการเงินที่น่าตกใจด้วยการโอนเงินผ่านบัญชีภรรยาของไรเดอร์รวมแล้วกว่า 1 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

โครงสร้างขบวนการค้ายาข้ามชาติ

การขยายผลครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการจัดแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบของกลุ่มมิจฉาชีพ ได้แก่:

  • สายสั่งการ: บัญชีไลน์ ‘รินริน’ (เอกวิทย์) รับหน้าที่ดูแลการบรรจุและจ่ายค่าจ้าง
  • สายจัดหาลูกค้า: บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Rose Rose’ ทำหน้าที่ติดต่อมีนาโดยตรง
  • สายรับของปลายทาง: หญิงสาวที่ชื่อ ‘เดียร์’ ในออสเตรเลีย
  • นายทุนใหญ่: ระดับบงการใน สปป.ลาว ที่ถือเป็นบอสใหญ่ของขบวนการนี้

ด้วยพฤติการณ์การจับ ‘รินริน’ เอเย่นต์จัดหายาซุกกระเป๋าลายช้างส่งแอร์ฯ มีนา ป.ป.ส.-ดีเอสไอ เร่งประสานออสเตรเลียกวาดล้างทั้งขบวนการ ทำให้ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐอย่าง ป.ป.ส. และดีเอสไอ ไม่นิ่งนอนใจครับ พวกเขากำลังเร่งขอหมายจับตัวการใหญ่ใน สปป.ลาว และทำงานร่วมกับตำรวจออสเตรเลียอย่างใกล้ชิดเพื่อถอนรากถอนโคนขบวนการนี้ให้สิ้นซาก

ความเห็นและข้อคิดจากเหตุการณ์นี้: สำหรับใครที่ทำงานเกี่ยวกับการเดินทางหรือต้องรับฝากของ เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีเลยครับว่า ‘ของที่ไม่ใช่ของเราและไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัด’ อย่ารับฝากเด็ดขาด เพราะค่าจ้างเพียงไม่กี่หมื่นบาท อาจแลกมาด้วยอนาคตที่ดับวูบและโทษหนักระดับประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตได้ ในยุคที่มิจฉาชีพแฝงตัวมาในรูปแบบแอปพลิเคชันออนไลน์ การมีความระมัดระวังและคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ อย่าปล่อยให้ความโลภมาทำให้เราต้องกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพลโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – จับ ‘รินริน’ เอเย่นต์จัดหายาซุกกระเป๋าลายช้างส่งแอร์ฯ มีนา ป.ป.ส.-ดีเอสไอ เร่งประสานออสเตรเลียกวาดล้างทั้งขบวนการ

‘ชัชชาติ’ สั่งปูพรมตรวจตึกอายุเกิน 90 ปี เล็งเปิดช่องทางเฉพาะแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue เล็งดึงพนักงานกวาดถนนช่วยเฝ้าระวัง

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์อาคารย่านสัมพันธวงศ์ถล่มที่เกิดขึ้นได้ดี ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทางกรุงเทพมหานครต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของอาคารในเมืองหลวงอย่างจริงจัง ล่าสุด ‘ชัชชาติ’ สั่งปูพรมตรวจตึกอายุเกิน 90 ปี เล็งเปิดช่องทางเฉพาะแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue เล็งดึงพนักงานกวาดถนนช่วยเฝ้าระวัง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกในอนาคต

‘ชัชชาติ’ สั่งปูพรมตรวจตึกอายุเกิน 90 ปี เล็งเปิดช่องทางเฉพาะแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue เล็งดึงพนักงานกวาดถนนช่วยเฝ้าระวัง

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้เร่งเครื่องจัดการประเด็นความปลอดภัยใน 3 ส่วนหลัก คือ อาคารห้องแถวเก่า อาคารสูงขนาดใหญ่ และพื้นที่ก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนานนั้นถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ปัจจุบัน กทม. มีข้อมูลอาคารในพื้นที่กว่า 280,000 แห่ง โดยกลุ่มที่อายุเกิน 91 ปี จำนวนกว่า 435 แห่ง คือกลุ่มเป้าหมายแรกที่ต้องเร่งตรวจเช็กอย่างละเอียด เพราะอาคารเหล่านี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2476 ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงทางโครงสร้างสูงมาก

แนวทางการเฝ้าระวังเชิงรุกและการใช้เทคโนโลยี

นอกจากมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับอาคารสูงที่ต้องตรวจสอบประจำทุกปีแล้ว กทม. ยังหยิบเอาพลังของเทคโนโลยีและคนในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่ง ‘ชัชชาติ’ สั่งปูพรมตรวจตึกอายุเกิน 90 ปี เล็งเปิดช่องทางเฉพาะแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue เล็งดึงพนักงานกวาดถนนช่วยเฝ้าระวัง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ช่องทาง Traffy Fondue: จะมีการเพิ่มเมนูใหม่ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสอาคารเสี่ยงได้โดยตรง เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินจุดอันตรายทันที
  • เครือข่ายพนักงาน กทม.: พนักงานกวาดถนนที่ลงพื้นที่ทุกวันจะเป็น “ตาข่าย” ชั้นดีในการคอยสังเกตความผิดปกติของอาคารและรายงานเข้ามายังระบบส่วนกลาง
  • เช็กลิสต์ด้วยตนเอง: กทม. จะทำคู่มือให้ชาวบ้านช่วยกันสังเกต เช่น รอยร้าว คอนกรีตหลุดร่อน หรือการต่อเติมผิดประเภท

ในมุมมองของผม มาตรการนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความปลอดภัย แต่ยังสะท้อนถึงการนำ Data และการมีส่วนร่วมของชุมชนมาแก้ปัญหาเมืองได้อย่างสร้างสรรค์ การที่ กทม. ไม่ได้ผลีผลามทำจนเกิดความตื่นตระหนก แต่เลือกใช้วิธีพูดคุยและประสานงานกับเจ้าของอาคารเป็นอันดับแรกนั้นถือเป็นแนวทางที่ยั่งยืนครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ในย่านตึกเก่าหรือใกล้เขตก่อสร้าง ผมแนะนำว่าช่วงนี้หมั่นสังเกตรอยร้าวหรือความผิดปกติบนโครงสร้างตึกที่คุณอยู่อาศัยหรือทำงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ หากพบความเสี่ยง อย่ารอช้าที่จะแจ้งพิกัดผ่านแอปฯ Traffy Fondue เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่งครับ

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ สั่งปูพรมตรวจตึกอายุเกิน 90 ปี เล็งเปิดช่องทางเฉพาะแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue เล็งดึงพนักงานกวาดถนนช่วยเฝ้าระวัง

สรุปเหตุดินทรุดวงเวียนใหญ่ กทม. สั่งปิดถนน-อพยพคน ผู้เชี่ยวชาญเตือนจับตา 4 สัญญาณอันตรายก่อนดินถล่ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์สำคัญที่กำลังเป็นประเด็นร้อนกันหน่อยครับ สำหรับกรณี สรุปเหตุดินทรุดวงเวียนใหญ่ กทม. สั่งปิดถนน-อพยพคน ผู้เชี่ยวชาญเตือนจับตา 4 สัญญาณอันตรายก่อนดินถล่ม ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้บริเวณวงเวียนใหญ่นั่นเองครับ สถานการณ์นี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนกรุงฯ ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษครับ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อมีการตรวจพบน้ำรั่วซึมรุนแรงเข้าสู่บ่อพักน้ำใต้อุโมงค์ (Sump) ด้วยอัตราที่สูงถึง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเนื้อคอนกรีตจนนำไปสู่การทรุดตัวของถนนประชาธิปกอย่างที่เห็นในข่าวครับ ทางผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่รอช้า สั่งการให้ปิดการจราจรและอพยพผู้คนในอาคารเสี่ยงภัยทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ใช้เวลาอย่างเร่งด่วนในการฉีดคอนกรีตเพื่อลดแรงดันน้ำ จนปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ได้เรียบร้อยแล้วครับ

สรุปเหตุดินทรุดวงเวียนใหญ่ กทม. สั่งปิดถนน-อพยพคน ผู้เชี่ยวชาญเตือนจับตา 4 สัญญาณอันตรายก่อนดินถล่ม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ คุณอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากเพื่อให้พวกเราเฝ้าระวังความปลอดภัยครับ โดยได้สรุปไว้ว่าต้องจับตา 4 สัญญาณอันตรายก่อนดินถล่ม ดังนี้ครับ:

  • สังเกตสีของน้ำที่รั่วซึม หากมีทรายหรือมวลดินปนออกมาถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญ
  • การเพิ่มขึ้นของความแรงและอัตราการไหลของน้ำอย่างกะทันหัน
  • การทรุดตัวของผิวจราจรที่กินพื้นที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • รอยร้าวที่เกิดขึ้นบนอาคารโดยรอบพื้นที่ก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม ทางโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ยืนยันว่าโครงสร้างอุโมงค์หลักยังคงแข็งแรงและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว ทางตำรวจจราจรแนะนำให้เลี่ยงเส้นทางและไปใช้ถนนอิสรภาพหรือถนนจรัญสนิทวงศ์แทนนะครับ

ก้าวต่อไปของโครงสร้างพื้นฐานกับความปลอดภัย

ผมมองว่า สรุปเหตุดินทรุดวงเวียนใหญ่ กทม. สั่งปิดถนน-อพยพคน ผู้เชี่ยวชาญเตือนจับตา 4 สัญญาณอันตรายก่อนดินถล่ม ในครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมากครับ แม้ว่าเทคโนโลยีวิศวกรรมการก่อสร้างของไทยจะมีความก้าวหน้าไปมากจนสถานีนี้จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรีในปี 2570 แต่ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนเสมอ

ในยุคที่เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว การตรวจสุขภาพอาคารและการเฝ้าระวังโครงสร้างในระยะยาวจะกลายเป็นเทรนด์ที่สำคัญไม่แพ้เรื่องความสวยงามของโครงการครับ เพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ก่อสร้างก็อย่าลืมหมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัวนะครับ หากพบเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอย่ารีรอที่จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นี่คือความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – สรุปเหตุดินทรุดวงเวียนใหญ่ กทม. สั่งปิดถนน-อพยพคน ผู้เชี่ยวชาญเตือนจับตา 4 สัญญาณอันตรายก่อนดินถล่ม

หนัง Live-Action Naruto ประกาศสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว

ในที่สุดแฟนๆ นินจาคาถาโอ้โหเฮะก็ได้เฮกันสักทีครับ หลังจากที่มีข่าวลือและโปรเจกต์ดึงเอามังงะในตำนานมาทำเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มานานกว่า 10 ปี ตอนนี้หนัง Live-Action Naruto ประกาศสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โดยแฟนๆ ทั่วโลกต่างตั้งตารอคอยว่าตำนานของอุซึมากิ นารูโตะ จะออกมาโลดแล่นบนหน้าจอฮอลลีวูดในรูปแบบคนแสดงอย่างไร

หนัง Live-Action Naruto ประกาศสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว

ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่กำกับไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น Destin Daniel Cretton ผู้กำกับฝีมือดีจาก Shang-Chi นั่นเอง หลังจากเคลียร์คิวงานจนเสร็จสิ้น เขาก็ได้ประกาศข่าวดีผ่านโซเชียลมีเดียว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกนักแสดง (Casting) เพื่อหาผู้ที่จะมารับบทตัวละครหลักอย่าง นารูโตะ, ซาสึเกะ และซากุระ หรือที่เรารู้จักกันดีในนามทีม 7 นั่นเองครับ

รายละเอียดการคัดเลือกนักแสดงในการสร้าง หนัง Live-Action Naruto ประกาศสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางด้านอาจารย์มาซาชิ คิชิโมโตะ ผู้ให้กำเนิด Naruto ได้กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า นี่คือปาฏิหาริย์ที่มังงะของเขากำลังกลายเป็นหนังฮอลลีวูดจริงๆ โดยเขาเชื่อมั่นในตัวผู้กำกับ Cretton เป็นอย่างมากครับ

ทำไมโปรเจกต์นี้ถึงน่าสนใจ? ต่อไปนี้คือสิ่งที่เรารู้:

  • ผู้กำกับ: Destin Daniel Cretton จะนำประสบการณ์จากหนัง Marvel มาถ่ายทอดวิถีนินจา
  • เนื้อหา: เน้นการนำเรื่องราวสุดคลาสสิกจาก Weekly Shōnen Jump ตั้งแต่ปี 1999 มาตีความใหม่
  • การคัดเลือก: กำลังเปิดรับนักแสดงจากทั่วโลกเพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของตัวละคร

หลายคนคาดการณ์ว่าเราน่าจะได้เห็นผลผลิตชิ้นนี้ในช่วงปี 2027 หรือ 2028 ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากอนิเมะญี่ปุ่นที่มักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าทำออกมาแล้วจะรุ่งหรือร่วง เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่คอหนังและคอการ์ตูนต้องจับตาดูกันยาวๆ

สำหรับผมเองมองว่าการที่อาจารย์คิชิโมโตะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เป็นสัญญาณที่ดีมากว่าจะไม่มีการเปลี่ยนบทจนผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไร? ใครกันนะที่เหมาะจะมารับบทเป็นนารูโตะหรือซาสึเกะ? ใครมีนักแสดงในดวงใจที่อยากแนะนำ ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ

ที่มา – The Live-Action ‘Naruto’ Movie Is Finally Happening, for Real

Spider-Man: Brand New Day คาดเปิดตัวสูงสุดแห่งปี

เชื่อเลยว่าคอหนังซูเปอร์ฮีโร่ทุกคนคงทราบกันดีว่า Spider-Man: Brand New Day กำลังจะกลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของวงการภาพยนตร์ เพราะนับตั้งแต่ตอนจบที่ชวนอึ้งของ Spider-Man: No Way Home แฟนๆ ทั่วโลกต่างตั้งตารอคอยว่าชะตากรรมของ Peter Parker จะเป็นอย่างไรต่อไปในขณะที่โลกทั้งใบลืมตัวตนของเขาไปแล้ว ถึงแม้ผู้คนจะลืมเขา แต่แฟนคลับยังคงจำหนุ่ม Tom Holland ได้แม่นยำ และในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะพากันไปถล่มโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน

Spider-Man: Brand New Day คาดเปิดตัวสูงสุดแห่งปี

คำถามที่น่าสนใจในตอนนี้คือ หนังเรื่องนี้จะปังแค่ไหน? จะทำรายได้ทะลุ 2 พันล้านเหรียญเหมือนภาค No Way Home หรือจะทำรายได้ในระดับกลางๆ แบบที่ผ่านมา? ล่าสุดมีรายงานจาก Deadline ออกมาเปิดเผยตัวเลขรายได้เปิดตัวที่คาดการณ์ไว้สำหรับ Spider-Man: Brand New Day โดยการประเมินเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 180 ถึง 190 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดาสำหรับตลาดภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน

จับตา Spider-Man: Brand New Day ทุบสถิติใหม่

ตัวเลขการคาดการณ์นี้ยังเป็นเพียงการประเมินจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การขายตั๋วล่วงหน้า การสำรวจความนิยม และกระแสในโซเชียลมีเดีย แต่เชื่อได้ว่าเมื่อแคมเปญการตลาดเริ่มโหมกระหน่ำในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ตัวเลขเหล่านี้มีสิทธิ์ขยับสูงขึ้นอีกแน่นอน หากเราลองมองดูข้อดีของโปรเจกต์นี้:

  • การรอคอยที่ยาวนานของแฟนคลับที่โหยหาเรื่องราวของ Spider-Man สาย MCU
  • สถานะของ Peter Parker ที่ทำให้เนื้อเรื่องมีความสดใหม่และน่าค้นหา
  • การเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จะมาเรียกผู้ชมเข้าโรงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

หาก Spider-Man: Brand New Day เปิดตัวที่ 190 ล้านเหรียญจริง นี่จะเป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของแฟรนไชส์ Spider-Man (รองจาก No Way Home) และจะกลายเป็นหนังที่เปิดตัวแรงที่สุดของปี 2026 แซงหน้า Toy Story 5 ไปอย่างสวยงาม ถึงแม้หนังภาคนี้จะไม่มีกระแสข่าวลือเรื่องการกลับมาของ Tobey Maguire หรือ Andrew Garfield มาช่วยกระตุ้นเหมือนภาคก่อน แต่ความลึกลับของพล็อตเรื่องกลับกลายเป็นจุดขายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

สำหรับผม การตั้งตารอคอยในครั้งนี้คือความรู้สึกที่พิเศษมาก แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ความสดใหม่ของเนื้อเรื่องอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด แล้วคุณล่ะคิดว่า รายได้เปิดตัวของภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดไว้หรือไม่? มาลองเดากันและแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยครับ!

ที่มา – ‘Spider-Man: Brand New Day’ Is Projected to Have the Year’s Biggest Opening