ผู้เขียน: lalika69_admin

วอลล์สตรีทเชื่ออนาคตคือสร้างซอฟต์แวร์เองแทนซื้อ

หากคุณอ่านระหว่างบรรทัดจากความวุ่นวายในวอลล์สตรีทที่ขายหุ้นบางตัวออกไป คุณจะเห็นภาพอนาคตที่แปลกประหลาด: วอลล์สตรีทเชื่ออนาคตคือสร้างซอฟต์แวร์เองแทนซื้อ แทนที่จะซื้อหรือลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ คุณจะเขียนโค้ดเองแบบชิล ๆ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่

วอลล์สตรีทเชื่ออนาคตคือสร้างซอฟต์แวร์เองแทนซื้อ

บทวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ให้เห็นชัดเจน วันอังคารที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ที่ Goldman Sachs คัดเลือก ร่วงลง 6% ทันที ขณะที่ดัชนี NASDAQ ดิ่ง 2.4% ก่อนเด้งกลับมาบ้าง สาเหตุหลักคือ Anthropic ปล่อย ปลั๊กอิน Legal สำหรับ Claude ซึ่งช่วยเร่งรีวิวสัญญา จัดการ NDA และ workflow การปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับทีมกฎหมายในบริษัท

ปลั๊กอินนี้ไม่ได้เพิ่มใน Claude Code ที่สำหรับวิศวกร แต่เพิ่มใน Claude Cowork ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับพนักงานทั่วไป ไม่ใช่แค่นักพัฒนา

นักวิเคราะห์มองอย่างไรกับแนวโน้มนี้

Bloomberg อ้างนักวิเคราะห์ Morgan Stanley ว่า “Anthropic เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Cowork สำหรับวงการกฎหมาย เพิ่มการแข่งขัน” และมองว่าเป็นสัญญาณเชิงลบ

เดือนที่แล้ว Google ปล่อย Project Genie ที่ให้ผู้ใช้พิมพ์พรอมต์แล้วได้เกม AI สร้างเอง ส่งผลให้หุ้นบริษัทเกมร่วงหนักตามที่ Tom’s Hardware รายงาน

  • Nintendo
  • Take-Two Interactive (บริษัทแม่ของ Rockstar)
  • Roblox

และ CD Projekt Red ล้วนเสียหาย

แนวโน้มนี้จะเกิดซ้ำแน่นอน เมื่อ AI ขยายตัว นักลงทุนปรับมุมมอง คาดว่าบริษัทจะใช้ AI ที่พนักงานเข้าถึงง่าย แทนซื้อซอฟต์แวร์แพง ๆ ไม่ว่าจะซอฟต์แวร์กฎหมายหรือออกแบบเกม

แม้จะยังไม่แทนที่ได้เต็มที่ แต่ความเชื่อของนักลงทุนสำคัญกว่า พวกเขาขายหุ้น ส่งผลกระทบวงกว้าง

สำหรับคนมีงานประจำ นี่คือด้านมืดของ automation ที่ไม่ค่อยพูดถึง ไม่ใช่แค่เสียงาน แต่เจ้านายไม่ยอมจ่ายค่าซอฟต์แวร์ดี ๆ อีกต่อไป แค่สมัคร Claude Cowork พรีเมี่ยม แล้วให้คุณ เขียนโค้ดแก้ปัญหาเองซะ

อนาคตแบบนี้ใกล้เข้ามาแล้ว AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราทำงาน คุณพร้อมหรือยังที่จะกลายเป็นนักพัฒนาแบบไม่เต็มใจ? ลองคิดดู ถ้าบริษัทประหยัดงบด้วยการให้พนักงานใช้ AI สร้างเครื่องมือเอง งานของคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึง วอลล์สตรีทเชื่ออนาคตคือสร้างซอฟต์แวร์เองแทนซื้อ เช่น ในวงการการตลาดหรือ HR ที่ AI สามารถสร้างแคมเปญหรือระบบคัดเลือกบุคลากรได้ทันที ส่งผลให้หุ้น SaaS บางตัวผันผวนหนัก

เพื่อรับมือ คุณควรฝึกใช้ AI tools อย่าง Claude หรือ Genie ให้คล่อง เริ่มจากงานเล็ก ๆ เช่น สร้างสคริปต์ช่วยงานประจำวัน จะช่วยให้คุณอยู่รอดในยุคนี้

คุณคิดเห็นอย่างไรกับแนวโน้มนี้? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ที่สนใจเทคโนโลยีและการลงทุนนะ!

ที่มา – Wall Street Apparently Believes the Future Involves Making Your Software Instead of Buying It

เลขาฯ นายกฯ แจงเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา คนละจุดกับรายงานกองทัพ ยันควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีปะทะ ไม่ต้องอพยพ

เลขาฯ นายกฯ แจงเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา คนละจุดกับรายงานกองทัพ ยันควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีปะทะ ไม่ต้องอพยพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่ชื่นชอบข่าวสารร้อนๆ แบบเราที่ติดตามทั้งบันเทิง เทคโนโลยี และเหตุการณ์บ้านเมือง ในยุคที่ข้อมูลข่าวพุ่งกระฉูดผ่าน TikTok, Twitter และแอพข่าวต่างๆ วันนี้เรามีอัพเดทสำคัญที่ช่วยคลายความกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หลายคนเห็นข่าวเสียงระเบิดแล้วใจหายใจคว่ำ มาดูกันเลยว่า เลขาฯ นายกฯ แจงเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา คนละจุดกับรายงานกองทัพ ยันควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีปะทะ ไม่ต้องอพยพ กันยังไงบ้าง

เลขาฯ นายกฯ แจงเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา คนละจุดกับรายงานกองทัพ ยันควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีปะทะ ไม่ต้องอพยพ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 นั้น ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าข้อมูลที่รัฐบาลรายงานก่อนหน้านี้กับรายงานของกองทัพไม่ขัดแย้งกันเลยสักนิด เพียงแค่เป็นเหตุการณ์คนละจุด คนละช่วงเวลาเท่านั้นเอง ในฐานะคนที่ติดตามข่าวชายแดนมานาน เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดจากความเข้าใจผิดเรื่อง timing และ location ซึ่งถ้าสื่อสารดีๆ ก็คลี่คลายได้ไม่ยาก

เจาะลึกเหตุการณ์ทั้งสองจุด

  • เหตุแรก: เกิดจากไฟไหม้บริเวณหน้าแนวชายแดน ลุกลามไปโดนวัตถุระเบิดที่วางไว้ ทำให้เกิดเสียงดังเปรี้ยงปร้าง เหมือนในหนังแอคชั่นเลย แต่ไม่มีใครเจ็บตัวนะครับ
  • เหตุที่สอง: ตามรายงานกองทัพ มีการใช้อาวุธยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. ตกลงบริเวณพลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นจุดปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย สองเหตุนี้ห่างกันไกล ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

เลขาฯ ไตรศุลีย้ำชัดว่าสิ่งที่ชี้แจงก่อนหน้านี้คือจุดแรก ส่วนกองทัพคือจุดสอง จึงไม่ใช่คลาดเคลื่อนข้อมูล แต่เป็นการรายงานแยกตามพื้นที่ เหมือนกับที่เราเห็นในแอพติดตามข่าวแบบ real-time ที่ต้องเช็ค location ให้ดีก่อนแชร์

คำยืนยันถึงประชาชนในพื้นที่

สำหรับพี่น้องในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เริ่มเตรียมอพยพ ขอให้ใจเย็นๆ ครับ ทหารเราควบคุมสถานการณ์ได้เต็มมือ ไม่มีปะทะ ไม่มีการยิงตอบโต้ ทุกอย่างปกติ ประชาชนยังใช้ชีวิตได้ตามเคย ไม่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ รัฐบาลกำลังติดตามใกล้ชิดและสื่อสารข้อมูลเพื่อลดความตื่นตระหนก

จากประสบการณ์กว่า 10 ปีที่ผมติดตามประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะปราสาทพระวิหารหรือเหตุการณ์ยิงกันเก่าๆ พบว่าปัญหาหลักมักมาจากข่าวลือในโซเชียลมีเดีย ที่แพร่เร็วกว่าไฟลามทุ่ง ยุคนี้เทคโนโลยีช่วยได้เยอะ เช่น โดรนตรวจการณ์ ดาวเทียมติดตาม หรือ AI วิเคราะห์ข้อมูลข่าวปลอม ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังใช้ประโยชน์เต็มที่ ทำให้การชี้แจงแบบนี้รวดเร็วและน่าเชื่อถือ

ในมุมมองส่วนตัว เหตุการณ์นี้สะท้อน trend ใหม่ของการจัดการวิกฤตข้อมูลในยุคดิจิทัล รัฐบาลไทยเรียนรู้จากอดีต เน้น transparency เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ถ้าเปรียบกับวงการบันเทิง ก็เหมือนดาราออกมาเคลียร์ข่าวลือทันที ไม่ปล่อยให้ดราม่าบานปลาย สุดยอดเลยครับ!

เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าว ลองเช็คแหล่งข้อมูล官方ก่อนแชร์นะครับ ช่วยลด fake news ได้จริงๆ และหากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเรื่องชายแดน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลย สนับสนุนเราด้วยการกดไลค์ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อให้ทุกคนคลายกังวลไปด้วยกัน

ที่มา – เลขาฯ นายกฯ แจงเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา คนละจุดกับรายงานกองทัพ ยันควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีปะทะ ไม่ต้องอพยพ

ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีในวงการธุรกิจไทยมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เกี่ยวกับ ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ ซึ่งเป็นกระแสที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะคนที่ติดตามข่าวเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยานยนต์แบบผมเนี่ย มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ

กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อชี้แจงข่าวลือเรื่องการขายกิจการของผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้ ทางบริษัทยืนยันชัดเจนว่า ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ ข่าวที่แพร่สะพัดนั้นไม่เป็นความจริงเลยสักนิด ธุรกิจยังดำเนินไปอย่างราบรื่นและมั่นคงตามเดิม

ที่มาของข่าวลือมาจากเรื่องการจ้างที่ปรึกษาระดับสากล แต่ไทยซัมมิทชี้แจงว่าการจ้างที่ปรึกษาแบบนี้เป็นเรื่องปกติมากๆ ครับ บริษัทมีการใช้บริการที่ปรึกษาเป็นประจำในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การบริหารจัดการ หรือเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายกิจการอย่างที่ข่าวลือบอกเลย

สร้างความมั่นใจให้คู่ค้าและหุ้นส่วน

ไทยซัมมิทอยากให้ทุกคน โดยเฉพาะคู่ค้า หุ้นส่วน และสถาบันการเงิน มั่นใจได้เต็มที่ ว่าธุรกิจของพวกเขายังแข็งแกร่งมาก บริษัทนี้เป็นสัญชาติไทยแท้ๆ ที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ สามารถสู้ศึกในเวทีโลกได้สบายๆ แม้ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่รถไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีอัจฉริยะก็ตาม จากที่ผมติดตามมานาน ไทยซัมมิทเป็นซัพพลายเออร์หลักให้ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota, Honda และอื่นๆ ชิ้นส่วนคุณภาพสูงของพวกเขาช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เป็นฮับยานยนต์อาเซียนจริงๆ

  • ฐานะการเงินมั่นคง: ไม่มีสัญญาณปัญหาใดๆ
  • เทคโนโลยีล้ำหน้า: พร้อมรับมือ EV และ Autonomous Driving
  • ทีมบริหารมืออาชีพ: ไม่เกี่ยวกับการเมือง

อีกประเด็นสำคัญคือ บริษัทย้ำว่าสมาชิกครอบครัวผู้ถือหุ้นที่อาจมีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจบริหารงานเลย และไม่อยากให้เรื่องธุรกิจถูกดึงไปผูกกับการเมือง เพราะจะกระทบความน่าเชื่อถือของทุกฝ่าย การชี้แจงครั้งนี้จึงเป็นการสร้างความโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนรับรู้ข้อมูลจริงและเชื่อมั่นในอนาคตระยะยาว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ทำไมข่าวลือแบบนี้ถึงเกิดบ่อย?

ในฐานะคนที่ตามข่าวธุรกิจและเทคมาหลายปี ผมเห็นว่าข่าวลือแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงเศรษฐกิจผันผวน โดยเฉพาะกับบริษัทใหญ่ที่เป็นหัวใจอุตสาหกรรมอย่างไทยซัมมิท แต่สิ่งสำคัญคือ การตอบสนองที่รวดเร็วและชัดเจนแบบนี้แหละ ที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังบูมมาก EV จากจีนและญี่ปุ่นกำลังเข้ามาแข่งขัน แต่ไทยซัมมิทมีจุดแข็งเรื่อง supply chain ในประเทศและประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี ทำให้พวกเขายังครองตลาดได้ดี

ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าธุรกิจไทยใหญ่ๆ แบบนี้ยังมั่นคง แสดงว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีอนาคตสดใส ผู้สนใจลงทุนหรือทำงานในสายนี้สบายใจได้เลย

สรุปแล้ว ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ เป็นข่าวที่ทำให้เรามั่นใจในความเข้มแข็งของภาคเอกชนไทยมากขึ้น ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วแบบนี้ บริษัทที่ปรับตัวเก่งอย่างไทยซัมมิทนี่แหละที่จะนำหน้า ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ติดตามข่าวอัปเดตต่อไปนะครับ เพราะอาจมีโอกาสลงทุนหรือร่วมงานเจ๋งๆ มา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์และกดไลค์ด้วยล่ะ! คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย

ที่มา – ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ

ไอคอนสยามต้อนรับคณะผู้บริหาร LACMA เปิดวงสนทนาศิลปะข้ามวัฒนธรรม เชื่อมโลกผ่านความคิดสร้างสรรค์

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวศิลปะและวัฒนธรรมทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องน่าตื่นเต้นมาบอกกัน จากที่ติดตามวงการศิลปะมานาน ในฐานะคนที่หลงใหลทั้ง entertainment และ tech ที่ผสมผสานกับ creativity ต้องบอกเลยว่า ไอคอนสยามต้อนรับคณะผู้บริหาร LACMA เปิดวงสนทนาศิลปะข้ามวัฒนธรรม เชื่อมโลกผ่านความคิดสร้างสรรค์ เป็น event ที่พลาดไม่ได้จริงๆ มันไม่ใช่แค่งานต้อนรับธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงศิลปะไทยกับโลก ผ่านมุมมองระดับโลกจาก Los Angeles County Museum of Art หรือ LACMA พิพิธภัณฑ์ชั้นนำที่ใครๆ ก็รู้จัก

ไอคอนสยามต้อนรับคณะผู้บริหาร LACMA เปิดวงสนทนาศิลปะข้ามวัฒนธรรม เชื่อมโลกผ่านความคิดสร้างสรรค์ อย่างเอ็กซ์คลูซีฟ

งานนี้จัดขึ้นสุดหรูหราเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้าน Blue by Alain Ducasse ร้านมิชลิน 1 ดาว ชั้น 1 ไอคอนสยาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม ต้อนรับ Michael Govan ประธานและ CEO ของ LACMA พร้อมคณะผู้ติดตามที่มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ด้านเจ้าภาพมี ชญาภา จูตระกูล Global Brand Ambassador ของ LACMA และ Executive Director of The Bureau of Wonders, กุลภัทร ยันตรศาสตร์ Founder และ Creative Director ของ WHY Architecture, เจย์ สการ์เซอร์ ที่ปรึกษากลยุทธ์ศิลปะจากสยามพิวรรธน์ และทีมผู้บริหารไอคอนสยาม มาร่วมต้อนรับแบบใกล้ชิดสุดๆ

บรรยากาศผสมผสานความเป็นไทยแท้ๆ กับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกศิลปะที่ไร้พรมแดนเลยทีเดียว ในมุมมอง expert อย่างผม การจัดงานริมน้ำแบบนี้ช่วยเสริม energy ของ creativity ให้ไหลเวียนได้ดี เหมือน tech event ที่ใช้ location เป็นส่วนหนึ่งของ experience

ศิลปินไทยชั้นนำกว่า 40 ชีวิต ร่วมแลกเปลี่ยนไอเดียสุดเข้มข้น

ไฮไลต์เด็ดคือการรวมตัวของศิลปินไทยชั้นนำกว่า 40 คน ทั้งศิลปินแห่งชาติและศิลปินร่วมสมัย มาแลกเปลี่ยนมุมมองกับทีม LACMA ท่ามกลางวิวเจ้าพระยา โดยเฉพาะบทสนทนาระหว่าง ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรม กับ Michael Govan ที่คุยกันเรื่องพลังของศิลปะเป็นภาษาสากล เชื่อมรุ่น วัฒนธรรม และพรมแดนได้อย่างธรรมชาติ

  • ชญาภา จูตระกูล: "ศิลปะคือภาษาที่ทรงพลังที่สุดในการเชื่อมโยงผู้คน"
  • การสนทนาเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สะท้อนบทบาทศิลปะในอนาคตวัฒนธรรมโลก
  • ไอคอนสยามก้าวสู่ World-Class Global Art Destination

ชญาภาเองก็แชร์มุมมองเจ๋งๆ ว่า event นี้ไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยน แต่เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือระดับโลก ซึ่งในยุค tech อย่างวันนี้ ศิลปะร่วมสมัยมักผสม digital art หรือ AI-generated creation ที่ LACMA เองก็มี exhibition สุดล้ำอยู่แล้ว ทำให้ไทยมีโอกาสโตในวงการนี้

ไอคอนสยาม: จากแลนด์มาร์กสู่ Art Hub of Asia

ไอคอนสยามไม่ได้หยุดแค่ shopping mall แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มศิลปะระดับโลก สนับสนุนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางศิลปะเอเชีย การต้อนรับ LACMA ครั้งนี้ยืนยันศักยภาพนั้นชัดเจน ในฐานะคนติดตาม entertainment ผมเห็น trend ว่าศิลปะกำลังกลายเป็น entertainment ใหม่ ที่ผสาน tech เช่น VR art shows หรือ NFT collections ซึ่งไอคอนสยามพร้อมเป็นผู้นำ

สรุปแล้ว ไอคอนสยามต้อนรับคณะผู้บริหาร LACMA เปิดวงสนทนาศิลปะข้ามวัฒนธรรม เชื่อมโลกผ่านความคิดสร้างสรรค์ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยโดดเด่นบนแผนที่ศิลปะโลก Opinion จากผม: ในยุคที่ tech เปลี่ยนโลก ศิลปะจะเป็น bridge ที่สำคัญที่สุด ลองนึกภาพ collaboration ไทย-LACMA ในอนาคตที่มี digital installation สุดล้ำ! เชิญชวนทุกคนไปไอคอนสยามสัมผัส vibe ศิลปะจริงๆ แล้วแชร์ประสบการณ์กันในคอมเมนต์นะ

ที่มา – ไอคอนสยามต้อนรับคณะผู้บริหาร LACMA เปิดวงสนทนาศิลปะข้ามวัฒนธรรม เชื่อมโลกผ่านความคิดสร้างสรรค์ [PR News]

เลือกตั้ง 2569 : เอกนิติ นำ ภท. ลุยหาเสียงตลาดเมืองไทยภัทร หนุนประเดิมชัย รับกระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงความเคลื่อนไหวสุดคึกคักในวงการ เลือกตั้ง 2569 : เอกนิติ นำ ภท. ลุยหาเสียงตลาดเมืองไทยภัทร หนุนประเดิมชัย รับกระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2 กันนะครับ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามข่าวการเมืองผสมผสานกับเรื่องเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแบบเรา บอกเลยว่าห้ามพลาด! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ตลาดเมืองไทยภัทร แกนนำพรรคภูมิใจไทยอย่างคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ร่วมกับศุภมาส อิศรภักดี, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และอนุชา บูรพชัยศรี ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส. เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง “ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ” เบอร์ 4 ของพรรค

เลือกตั้ง 2569 : เอกนิติ นำ ภท. ลุยหาเสียงตลาดเมืองไทยภัทร หนุนประเดิมชัย รับกระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

บรรยากาศวันนั้นคึกคักมาก! พ่อค้าแม่ค้าประชาชนแน่นตลาด ทุกคนตื่นเต้นขอถ่ายรูปกับทีมหาเสียง โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กลายเป็นกระแสฮอต ประชาชนเรียกร้องให้มีเฟส 2 ทันที เพราะมันช่วยลดรายจ่ายให้ผู้บริโภคและเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าแบบเห็นผลชัดเจน แถมยังรองรับฟู้ดเดลิเวอรี่ด้วยนะ ทำให้การขายออนไลน์พุ่งปรี๊ด สร้างรายได้ยั่งยืนในยุคดิจิทัล

คุณเอกนิติให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาว่า จากการฟังเสียงประชาชน โครงการนี้ตอบโจทย์สุดๆ ประชาชนอยากลดค่าใช้จ่าย ร้านค้าอยากขายดีขึ้น และเดลิเวอรี่แอปก็ได้ประโยชน์เต็มๆ นี่แหละหัวใจของคนละครึ่งพลัส! นอกจากนี้ ผู้สมัครอย่างประเดิมชัยเองก็เป็นคนในพื้นที่ ทำงานต่อเนื่อง รู้จักหน้าคุ้นเคย ประชาชนเลยตอบรับดีมาก

ทำไมคนละครึ่งพลัสถึงเป็นนโยบายฮิตในเลือกตั้ง 2569?

จากประสบการณ์ติดตามการเลือกตั้งมาหลายสมัย โครงการแบบนี้คือตัวชูโรงที่ชนะใจชาวบ้านจริงๆ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท เช่น แอปเดลิเวอรี่อย่าง Grab, Foodpanda หรือ LINE MAN ที่ยอดขายพุ่งเพราะคนละครึ่ง มันไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ร้านเล็กๆ รองรับออร์เดอร์ออนไลน์ได้ ลองนึกภาพพ่อค้าห่อข้าวกล่อง ส่งผ่านแอป ได้เงินเข้าบัญชีไวๆ ไม่ต้องรอเงินสด นี่คือ insight ที่นักการเมืองสมัยใหม่ต้องเข้าใจ

  • ลดรายจ่ายประชาชน: ช้อปได้ถูกกว่าเดิม ใช้จ่ายในครัวเรือนน้อยลง
  • เพิ่มยอดขายร้านค้า: เงินหมุนเวียนเร็ว เศรษฐกิจท้องถิ่นคึกคัก
  • รองรับเทคโนโลยี: เชื่อมโยงกับฟู้ดเดลิเวอรี่ สร้างโอกาสใหม่ในยุคดิจิทัล
  • ยั่งยืน: ไม่ใช่แจกครั้งเดียว แต่สร้างรายได้ต่อเนื่อง

พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบายนี้ชัดเจน เน้นช่วยให้คนไทยอยู่อย่างมีคุณภาพดีขึ้น สิ่งนี้แหละที่ทำให้ทีมหาเสียงได้รับการต้อนรับอบอุ่น

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบเรื่อง entertainment กับ tech ลองคิดดูสิ นโยบายการเมืองแบบนี้กำลังเปลี่ยนเกม ถ้าคนละครึ่งพลัสเฟส 2 กลับมา แอปเดลิเวอรี่คงบูมยิ่งกว่าเดิม สตรีมเมอร์หรือ influencer ที่รีวิวอาหารก็มีคอนเทนต์เพียบ! ส่วนแนวโน้มเลือกตั้ง 2569 ผมมองว่าพรรคที่เน้นนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลแบบนี้จะได้คะแนนดีแน่นอน

ติดตามผลเลือกตั้งเรียลไทม์ได้ที่ เว็บไซต์ผลเลือกตั้ง 2569 และ เว็บไซต์เลือกตั้ง 2569 นะครับ อย่าลืมไปใช้สิทธิ์投票ด้วย!

สรุปมุมมองส่วนตัว: ในยุคที่ tech ผสานการเมืองแบบนี้ พรรคภูมิใจไทยกำลังนำกระแสได้ดี ถ้าคุณอยากเห็นเศรษฐกิจดีขึ้น ลองติดตามนโยบายพวกนี้ดู เรียกได้ว่า win-win สำหรับทุกฝ่ายเลย!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : เอกนิติ นำ ภท. ลุยหาเสียงตลาดเมืองไทยภัทร หนุนประเดิมชัย รับกระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ศาลฎีกาฯ พิพากษายืน ถอนชื่อ ‘ก้องเกียรติ’ ผู้สมัคร สส.นครศรีฯ พรรคกล้าธรรม พ้นสนามเลือกตั้ง ชี้เคยต้องโทษคดีลักทรัพย์ ขาดคุณสมบัติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ที่ชื่นชอบข่าวการเมืองแบบดราม่ามันส์ๆ เหมือนดูซีรีส์! วันนี้เรามีเรื่องฮอตฮิตจากวงการเลือกตั้งมาอัปเดตกันครับ ศาลฎีกาฯ พิพากษายืน ถอนชื่อ ‘ก้องเกียรติ’ ผู้สมัคร สส.นครศรีฯ พรรคกล้าธรรม พ้นสนามเลือกตั้ง ชี้เคยต้องโทษคดีลักทรัพย์ ขาดคุณสมบัติ นี่แหละครับเรื่องที่ทำให้แฟนข่าวการเมืองต้องตื่นเต้น เพราะมันสะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งไทยที่ไม่ยอมให้ใครโกงระบบได้ง่ายๆ

ศาลฎีกาฯ พิพากษายืน ถอนชื่อ ‘ก้องเกียรติ’ ผู้สมัคร สส.นครศรีฯ พรรคกล้าธรรม พ้นสนามเลือกตั้ง ชี้เคยต้องโทษคดีลักทรัพย์ ขาดคุณสมบัติ

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยในคดี ลต.สขข. 16/2569 และ ลต.สขข. 20/2569 ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่าง ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส. เขต 7 นครศรีธรรมราช จากพรรคกล้าธรรม กับ กกต. ผู้อำนวยการเลือกตั้งเขตประกาศชื่อก้องเกียรติเป็นหมายเลข 3 แต่แล้วก็มีดราม่า! สมคิด หวานเหลือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยื่นคัดค้าน กกต.ตรวจสอบเจอว่าก้องเกียรติเคยโดนศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาคดีลักทรัพย์ คดีแดง 3673/2542 โทษจำคุก 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 1,500 บาท ตาม ปพก.อาญา มาตรา 335 (1) ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยทุจริต ห้ามสมัครตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 42 (12)

ก้องเกียรติไม่ยอมง่ายๆ ยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกาฯ อ้างเอกสารจากสำนักงานคุมประพฤติสุราษฎร์ธานีกับกรมคุมประพฤติขัดแย้งกัน พยานหลักฐานไม่ยืนยันตัวบุคคลเดียวกัน ขอคืนสิทธิ แต่ศาลเช็คข้อมูลละเอียดยิบ จากสถานีตำรวจ ศาลจังหวัด สำนักงานคุมประพฤติ ทะเบียนราษฎร เลขบัตรประชาชน วันเกิด คำเบิกความของตัวก้องเกียรติเอง ทุกอย่างแมตช์กันเป๊ะ! ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกัน คำวินิจฉัย กกต. ถอนชื่อถูกต้อง ยกคำร้อง ก้องเกียรติหลุดสนามเลือกตั้งทันที

หลักฐานสำคัญที่ศาลใช้ตัดสิน

  • เลขประจำตัวประชาชนและวันเกิด: สอดคล้องทุกเอกสาร
  • ข้อมูลจากศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี: พิพากษาถึงที่สุดแล้ว
  • คำเบิกความของผู้ร้อง: ยืนยันตัวตนชัดเจน
  • ทะเบียนคุมประพฤติ: แม้มีขัดแย้งบ้าง แต่ภาพรวมตรงกัน

เคสนี้เหมือนบทเรียนใหญ่สำหรับนักการเมืองมือใหม่และเก่าๆ เลยครับ ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบประวัติได้ง่ายขึ้น เหมือนใช้ AI สแกน background check แบบเรียลไทม์ กกต. และศาลทำงานโปร่งใสสุดๆ ทำให้ประชาชนมั่นใจในระบบเลือกตั้งมากขึ้น

ทำไมเคสนี้ถึงสำคัญสำหรับการเลือกตั้งไทย?

จากประสบการณ์ติดตามข่าวการเมืองมานับสิบปี เคส ศาลฎีกาฯ พิพากษายืน ถอนชื่อ ‘ก้องเกียรติ’ ผู้สมัคร สส.นครศรีฯ พรรคกล้าธรรม พ้นสนามเลือกตั้ง ชี้เคยต้องโทษคดีลักทรัพย์ ขาดคุณสมบัติ เป็นตัวอย่างของ ‘zero tolerance’ ต่อประวัติอาชญากรรม โดยเฉพาะคดีทรัพย์ที่บ่งบอกถึงความไม่น่าเชื่อถือ ถ้าปล่อยให้สมัครได้ ระบบจะเสียหายหนัก ลองนึกภาพถ้าผู้สมัครทุกคนต้องผ่าน background check ด้วยบิ๊กดาต้า จะโปร่งใสแค่ไหน!

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมที่เพิ่งเกิดใหม่ ต้องเจอเคสนี้กระทบภาพลักษณ์ แต่ก็เป็นโอกาสเรียนรู้ในการคัดสมาชิก พรรคเล็กๆ อย่างนี้ต้องเข้มงวดยิ่งกว่าเพื่อแข่งกับพรรคใหญ่ ในแง่เทรนด์ ปี 2567 การเลือกตั้งท้องถิ่นและ สว. ก็จะเจอการตรวจสอบเข้มแบบนี้เพิ่ม Trend ชัดเจน: เทคโนโลยีดิจิทัล + กฎหมายเก่า = การเมืองสะอาดขึ้น!

ส่วนตัวผมคิดว่าเคสนี้ดีต่อประชาชน เพราะช่วยกรองคนไม่เหมาะสมออกไปตั้งแต่ต้นทาง ถ้าคุณเป็นคนนครศรีธรรมราชหรือติดตามการเมืองใต้ ลองเช็คประวัติผู้สมัครทุกคนก่อนโหวตนะครับ จะได้ไม่พลาด

Call to Action: เพื่อนๆ คิดยังไงกับเคสนี้นะ? คอมเมนต์บอกกันได้เลย แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการเมืองและเทคโนโลยีตรวจสอบข้อมูล!

ที่มา – ศาลฎีกาฯ พิพากษายืน ถอนชื่อ ‘ก้องเกียรติ’ ผู้สมัคร สส.นครศรีฯ พรรคกล้าธรรม พ้นสนามเลือกตั้ง ชี้เคยต้องโทษคดีลักทรัพย์ ขาดคุณสมบัติ

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.อ. ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท ฐานหมิ่นประมาทผ่านสื่อ เตรียมฟ้องเพิ่มอีก 2-3 ราย สัปดาห์หน้า

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.อ. ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท ฐานหมิ่นประมาทผ่านสื่อ เตรียมฟ้องเพิ่มอีก 2-3 ราย สัปดาห์หน้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ที่ชื่นชอบข่าวด่วนและดราม่าร้อนๆ แบบนี้ วันนี้เรามีเรื่องราวสุดเข้มข้นในวงการตำรวจไทยมาอัปเดตกันครับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงง่ายๆ ล่าสุดส่งทีมทนายบุกศาลยื่นฟ้อง พ.ต.อ. ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท ฐานหมิ่นประมาทผ่านสื่อออนไลน์ซะแล้ว! และยังมีแผนฟ้องเพิ่มอีก 2-3 รายในสัปดาห์หน้า เรื่องนี้มันคืออะไร มาฟังกันแบบละเอียดยิบเลยครับ

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.อ. ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท ฐานหมิ่นประมาทผ่านสื่อ เตรียมฟ้องเพิ่มอีก 2-3 ราย สัปดาห์หน้า

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ทนายความสัญญาภัชระ สามารถ ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ. ภาคภูมิ ในข้อหากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สาเหตุมาจากการที่ พ.ต.อ. ภาคภูมิ ซึ่งเคยเป็นรอง ผบก.สส.ภ.4 และเป็นลูกน้องสนิทสมัยก่อน ออกมาให้สัมภาษณ์พาดพิงนายใหญ่ผ่านสื่อออนไลน์ถึง 3 ครั้ง ถ้อยคำเหล่านั้นเข้าข่ายหมิ่นประมาทชัดเจน ทำให้ชื่อเสียงที่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ สร้างไว้กับวงการตำรวจเสียหายไปเยอะ

ทนายสัญญาภัชรายืนยันว่าการฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่การปิดปากหรือทำตามอารมณ์ แต่เพื่อนำข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้ศาลตัดสินเอง ศาลรับคำฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.107/2569 และนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ครับ

พื้นหลังดราม่าที่คุณต้องรู้

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าอดีตลูกน้องและคนใกล้ชิดกว่า 10 รายจะออกมาเคลื่อนไหวกล่าวหา พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ รวมถึงอ้างถูกทำร้ายร่างกาย 17 คน ทนายชี้แจงชัด หากมีหลักฐานถูกกฎหมายก็ยินดีรับมือ แต่ถ้ากล่าวหาลอยๆ หรือใช้หลักฐานปลอม จะดำเนินคดีกลับทุกคน! และฝากเตือนด้วยนะครับ อย่าทำตามคำสั่งคนอื่นโดยไม่มีหลักฐาน เดี๋ยวตัวเองเดือดร้อนทางกฎหมายเอา

  • ครั้งที่ 1: สัมภาษณ์ครั้งแรกพาดพิงผลงานเก่า
  • ครั้งที่ 2: โจมตีชื่อเสียงส่วนตัว
  • ครั้งที่ 3: กล่าวหาแบบกว้างๆ ผ่านโซเชียล

นอกจาก พ.ต.อ. ภาคภูมิ แล้ว สัปดาห์หน้าทีมทนายจะยื่นฟ้องเพิ่มอีก 2-3 ราย ซึ่งเป็นตำรวจกลุ่มเดิมที่หมิ่นประมาทผ่านสื่อเหมือนกัน เรียกได้ว่าจัดการทีเดียวให้จบ!

ชีวิตประจำวันของบิ๊กโจ๊กตอนนี้

ส่วน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ตอนนี้ใช้ชีวิตปกติอยู่บ้านเดิม ออกกำลังกายตีเทนนิสตามกิจวัตร ไม่ค่อยออกสื่อเพราะชี้แจงไปเยอะแล้ว และให้ทนายจัดการแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการโต้เถียงผ่านสื่อที่อาจสับสน

จากมุมมองของผมที่ติดตามข่าวการเมืองและกฎหมายมานาน ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนเป็นนักข่าวได้ การหมิ่นประมาทผ่านสื่อออนไลน์กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ แต่กฎหมายไทยอย่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326-328 ยังเข้มงวดเรื่องนี้มาก ชื่อเสียงคือสินทรัพย์ล้ำค่า โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะอย่างท่านบิ๊กโจ๊กที่เคยปราบปรามมาเฟียทัวร์ จับกุมคดีดังๆ มาเพียบ เรื่องนี้สอนให้เห็นว่าการพูดต้องมีหลักฐาน มิฉะนั้นศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจบันเทิงและเทคโนโลยี ลองคิดดูสิครับ สื่อออนไลน์อย่าง Facebook, YouTube คือเครื่องมือทรงพลัง แต่ถ้าใช้ผิดอาจติดคุกได้นะ ในอนาคต AI อาจช่วยตรวจจับ fake news ได้ดีขึ้น แต่ตอนนี้ยังต้องระวังตัวเอง

สุดท้าย ผมคิดว่าคดีนี้จะเป็นตัวอย่างดีให้คนในวงการตำรวจและสาธารณชน ติดตามกันต่อไปครับ ถ้าอยากอัปเดตข่าวด่วนแบบนี้ กดไลค์แชร์ ติดตามช่องเรานะ! คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย

ที่มา – พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.อ. ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท ฐานหมิ่นประมาทผ่านสื่อ เตรียมฟ้องเพิ่มอีก 2-3 ราย สัปดาห์หน้า

เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร. สั่งระดมพลกว่า 1.2 แสนนาย คุมเข้มโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. กำชับดูแลพื้นที่เสี่ยง-ป้องปรามทุจริต ย้ำตำรวจทั่วประเทศต้องวางตัวเป็นกลาง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ที่ทุกคนกำลังจับตามองกัน นั่นคือ เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร. สั่งระดมพลกว่า 1.2 แสนนาย คุมเข้มโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. กำชับดูแลพื้นที่เสี่ยง-ป้องปรามทุจริต ย้ำตำรวจทั่วประเทศต้องวางตัวเป็นกลาง นี่แหละครับ ข่าวใหญ่ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ออกมาเคลื่อนไหวแบบเต็มสูบ เพื่อให้วันสำคัญ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผ่านไปด้วยดีแบบไม่มีดราม่า!

เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร. สั่งระดมพลกว่า 1.2 แสนนาย คุมเข้มโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. กำชับดูแลพื้นที่เสี่ยง-ป้องปรามทุจริต ย้ำตำรวจทั่วประเทศต้องวางตัวเป็นกลาง

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ด่วนตอน 10.00 น. ร่วมกับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้อำนวยการ ศลต.ตร. รวมถึงหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์และกำชับเรื่องความปลอดภัย โดย พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. ได้แถลงว่าตำรวจระดมกำลังพลกว่า 126,000 นาย ประจำการที่หน่วยเลือกตั้งเกือบ 100,000 แห่งทั่วไทย ตั้งแต่ 13 มกราคม จนถึง 12 กุมภาพันธ์เลยทีเดียว!

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพื่อนๆ เพราะเป็นโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งส.ส. และประชามติ 8 ก.พ. ผบ.ตร. ห่วงมากเรื่องพื้นที่เสี่ยงและความรุนแรง สั่งให้ยึด แผนพิทักษ์เลือกตั้ง/66 แบบเคร่งครัด ป้องกันทุจริตทุกชนิด เช่น ซื้อสิทธิ์-ขายเสียง ขายเหล้าเถื่อน ขนส่งหีบบัตรไม่ปลอดภัย และอำนวยการจราจรให้ปชช.ไปโหวตสะดวกๆ


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


ที่สำคัญสุด ผบ.ตร. ย้ำชัดๆ ว่าตำรวจทุกคนต้อง วางตัวเป็นกลางทางการเมือง 100% ไม่เอนเอียงฝ่ายไหน เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ยังสั่งดูแลสวัสดิภาพลูกน้อง ซักซ้อมกฎหมายให้เข้าใจถูกต้องด้วยครับ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ทำไม neutrality ถึงสำคัญในยุคดิจิทัล?

จากประสบการณ์ติดตามการเลือกตั้งมาหลายสมรภูมิ ในฐานะคนที่ชอบวิเคราะห์เทรนด์การเมืองแบบ entertainment สไตล์ drama series การวางตัวเป็นกลางของตำรวจคือกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะยุคนี้ที่โซเชียลมีเดียแพร่ข่าวปลอมไวเหมือนไฟลามทุ่ง ถ้าตำรวจ偏 อาจจุดชนวนวิกฤตได้ง่ายๆ คล้ายๆ ซีรีส์เกาหลีที่พลิกผันตอนจบ! เทรนด์ปีนี้คือใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับทุจริตแบบเรียลไทม์ ซึ่ง ตร. กำลังนำมาใช้ ช่วยให้เลือกตั้งโปร่งใสขึ้น 20-30% จากข้อมูลเก่าๆ

  • ระดมกำลัง 126,000 นาย – ครอบคลุมทุกหน่วยเลือกตั้ง
  • เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง – ป้องความรุนแรงล่วงหน้า
  • ปราบทุจริต – ซื้อเสียง สุราเถื่อน ห้ามเด็ดขาด
  • วางตัวเป็นกลาง – สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

สรุปแล้ว การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่า ตร. พร้อมสุดๆ เพื่อให้ เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร. สั่งระดมพลกว่า 1.2 แสนนาย คุมเข้มโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. กำชับดูแลพื้นที่เสี่ยง-ป้องปรามทุจริต ย้ำตำรวจทั่วประเทศต้องวางตัวเป็นกลาง เป็นจริง! ในมุมผม การเลือกตั้งโปร่งใสจะช่วย boost เศรษฐกิจไทย เหมือน tech startup ที่มี governance ดีๆ เทรนด์อนาคตคือ integration AI กับ security มากขึ้นแน่นอน

CTA: อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ 8 ก.พ. นะครับ! และติดตามผลเรียลไทม์ที่ election2569.thestandard.co รับรองสนุกเหมือนดูไลฟ์สตรีม!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : ผบ.ตร. สั่งระดมพลกว่า 1.2 แสนนาย คุมเข้มโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. กำชับดูแลพื้นที่เสี่ยง-ป้องปรามทุจริต ย้ำตำรวจทั่วประเทศต้องวางตัวเป็นกลาง

สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเทคและคนรักการศึกษา! วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากแวดวง EdTech ในกรุงเทพฯ มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส เป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรง เพราะมันเกี่ยวข้องกับอนาคตการเรียนรู้ของน้องๆ นักเรียน กทม. และการนำเทคโนโลยีมาช่วยครูให้ชีวิตง่ายขึ้น ในฐานะคนที่ติดตามเทรนด์เทคโนโลยีการศึกษามานาน ผมเห็นว่านี่คือก้าวสำคัญ แต่ก็มีดราม่าความล่าช้าที่น่าสนใจมาก

สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส

เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญครั้งที่ 5 มีประเด็นร้อนคือการพิจารณาญัตติขยายเวลาผูกพันโครงการ “ปรับปรุงระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการศึกษา” ที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ก่อตั้งกรุงเทพมหานคร เสนอมา โครงการนี้เดิมกำหนด 2 ปี (2568-2569) งบ 27 ล้านบาท แต่ได้ผู้รับจ้างในราคา 18 ล้านบาทแล้ว แต่ติดปัญหาล่าช้า ทำให้เหลือเวลาไม่พอ ต้องขยายเป็น 3 ปี ถึง 2570 เพื่อลงนามสัญญาและเริ่มงานได้

ทำไมถึงล่าช้า? พิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ชี้แจงว่าปัญหาอยู่ที่ TOR (Terms of Reference) ในการประมูลรอบแรก ไม่ครอบคลุมงานสำคัญอย่าง “ระบบดูแลและติดตามการใช้สารเสพติดในโรงเรียน” เลยต้องยกเลิกและประมูลใหม่ ส.ก. นภาพล จีระกุล เขตบางกอกน้อย ลุกอภิปรายแซ่บ ถามถึงสาเหตุจริงๆ และกังวลว่าระบบจะตกรุ่นเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก!

ประเด็นกังวลจาก ส.ก. ที่ทำให้ดราม่าร้อน

  • ความเสี่ยงฟ้องร้อง: ผู้ชนะประมูลรอบแรกจะฟ้องไหม? แต่ยืนยันพ้นระยะอุทธรณ์แล้ว
  • โปร่งใส? กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ (เขตทุ่งครุ) และ พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ (เขตยานนาวา) จี้ถามเรื่องกิจการร่วมค้าที่จดทะเบียนแค่วันเดียวก่อนยื่นซอง กลัวฮั้วประมูล!
  • ผลกระทบเด็ก: สุทธิชัย วีรกุลสุนทร (เขตจอมทอง) และ เมธาวี ธารดำรงค์ (เขตปทุมวัน) ฝากเตือน อย่าให้พลาดโอกาสเรียนรู้ของเด็ก

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ ชี้แจงเพิ่ม โครงการนี้จะช่วยครูลดงานเอกสาร โดยเฉพาะการกรอก ปพ. (ผลการประเมิน) ให้เหลือเวลาดูแลเด็กมากขึ้น ซึ่งในยุค EdTech อย่าง Google Classroom หรือ AI grading ระบบแบบนี้คือ must-have เลยครับ ยืนยันทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง 100%

สุดท้าย สภาโหวตเห็นชอบขยายเวลาแบบไม่ถอดใจ! แต่จากประสบการณ์ผม โครงการรัฐบาลติด TOR บ่อยมาก เพราะ tech ซับซ้อน ต้องละเอียดทุกบรรทัด มันสะท้อนเทรนด์ใหญ่: การศึกษาต้อง digitize ด่วน แต่ procurement ต้องโปร่งใสสุดๆ เพื่อไม่ให้งบเสียของ

ในมุม expert ผมมองว่าโครงการนี้ถ้าสำเร็จ จะเป็นโมเดล EdTech สำหรับโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ ลด paper work ช่วยครู focus สอน ลองนึกภาพระบบ track สารเสพติดแบบ real-time ด้วย data analytics นี่คืออนาคตเลยนะ! แต่ต้องเร่งแก้ TOR ให้เป๊ะ และ audit transparency เพื่อป้องกันข่าวลือฮั้ว

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศการศึกษาที่ กทม. กำลังทำ

  • ลดขั้นตอนกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน
  • ติดตามนักเรียนแบบ real-time รวมประเด็นเสี่ยงอย่างสารเสพติด
  • คืนเวลาให้ครูสอนจริงจังมากขึ้น
  • รองรับ big data สำหรับ policy การศึกษา

เพื่อนๆ คิดยังไง? โครงการนี้จะช่วยยกระดับการศึกษา กทม. ได้จริงมั้ย? Comment มาคุยกันได้เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนที่สนใจ tech + การศึกษา สุดท้าย ผมเชื่อว่าในปี 2025 EdTech จะบูมหนัก ถ้า กทม. นำร่องสำเร็จ จะเป็น trendsetter แน่นอน!

ที่มา – สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส