ผู้เขียน: lalika69_admin

คิมบัล มัสก์ อธิบายอีเมลเอปสไตน์

สวัสดีครับทุกคน! ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าทำไมชื่อของ คิมบัล มัสก์ น้องชายของอีลอน มัสก์ ถึงโผล่ในเอกสารเอปสไตน์มากมาย ล่าสุดเขาออกมาให้คำตอบแบบชัดๆ แล้วนะครับ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียล โดยเฉพาะหลังจากไฟล์ล่าสุดจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐถูกเปิดเผย

คิมบัล มัสก์ อธิบายอีเมลเอปสไตน์

คิมบัล มัสก์ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารของ Tesla และ SpaceX รวมถึงเจ้าของร้านอาหารชื่อดัง โพสต์บน X (ทวิตเตอร์เก่า) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเคลียร์เรื่องนี้ เขาบอกว่า ในปี 2012 เขาเริ่มคบหากับผู้หญิงคนหนึ่งวัย 30 ปี ที่รู้จักผ่านเพื่อน ไม่ใช่เอปสไตน์ที่แนะนำนะครับ การพบกันครั้งเดียวกับเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ คือที่สำนักงานในนิวยอร์กตอนกลางวันเท่านั้น ไม่เคยเจอที่อื่นเลย

แล้วทำไมชื่อเขาถึงอยู่ในอีเมลและเอกสารเยอะแยะ? คิมบัล อธิบายอีเมลเอปสไตน์ ว่ามาจากจดหมายข่าวที่เขาส่งไปให้คนนับพันคนในสมัยนั้น แฟนสาวของเขาสมัครรับจดหมายข่าวนี้ แล้วเอปสไตน์ก็ได้รับเพราะ “เขาเป็นสมาชิกจดหมายข่าวที่ฉันส่งออกไป” คำพูดตรงจากปากคิมบัลเองครับ ถ้าใช้เมลคลายเอ็นต์ส่งจดหมายข่าวแทน Mailchimp ก็พอเข้าใจได้อยู่

คิมบัล มัสก์ อธิบายอีเมลเอปสไตน์: รายละเอียดในเอกสาร

แต่คำอธิบายนี้ยังไม่ครอบคลุมทุกอย่างนะครับ ดูจากเอกสาร เช่น อีเมลวันที่ 7 ตุลาคม 2012 คิมบัลส่งเมลถึงบอริส นิโคไลค (เพื่อนของบิล เกตส์และเอปสไตน์) และเอปสไตน์เอง โดยบอกว่า “ขอบคุณที่ช่วยเชื่อมต่อผมกับ [ชื่อถูกปกปิด]” นิโคไลคตอบว่า “คิมบัล ควรดีกับเธอดีๆ นะ เอปสไตน์โกรธมากถ้าใครทำร้ายสาวๆ หรือเพื่อนของเขา” คิมบัลตอบรับทันที “ข้อความชัดเจนครับ ผมมีความสุขมากกับเวลาเธอ”

นอกจากนี้ เอปสไตน์ยังมี Google Calendar เตือนเรื่อง “kimba musk, birthday four seasons” ใกล้วันเกิดคิมบัล และตารางเวลาที่มี “Kimbal in NYC” ถึง 5 ครั้งในช่วงปลาย 2012 ถึงต้น 2013 คำอธิบายเรื่องจดหมายข่าวช่วยได้บางส่วน แต่ยังมีคำถามค้างคาเยอะเลยครับ

  • ทำไมเอปสไตน์ถึงรู้รายละเอียดชีวิตโรแมนติกของคิมบัลขนาดนี้?
  • การพบกันแค่ครั้งเดียว แต่ทำไมดูสนิทสนมในอีเมล?
  • ตารางเวลานี้เกี่ยวกับอะไรกันแน่?

คิมบัลเป็นนักลงทุนใหญ่ใน Tesla ขายหุ้นได้กำไรมหาศาล มูลค่าทรัพย์สินราว 700 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 เขาเคยเป็นบอร์ด Burning Man จนเพิ่งลาออกปีนี้เพราะดราม่านี้ และบอร์ด Chipotle ช่วง 2013-2019 ชีวิตเขาคึกคักมาก!

สรุปแล้ว คิมบัล มัสก์ อธิบายอีเมลเอปสไตน์ ว่ามันเป็นเรื่องจดหมายข่าวเก่าๆ แต่หลายคนยังสงสัยอยู่ดี คุณล่ะครับ คิดว่าคำอธิบายนี้เคลียร์หรือยัง? มันทำให้ภาพลับๆ ของเอปสไตน์กับเหล่าคนดังชัดขึ้นไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ แล้วอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวดังๆ แบบนี้!

ที่มา – ‘He Was Subscribed to a Newsletter I Sent Out’: Kimbal Musk Posts His Explanation for All Those Epstein Emails

นิสัยการทำงานในที่ทำงาน AI หนักหน่วงนรกสนั่น

หลายคนคงคิดว่าการใช้เครื่องมืออัตโนมัติอย่าง AI จะทำให้งานหนักๆ หายไป แล้วชีวิตการทำงานผ่อนคลายขึ้น แต่กฎจักรวาลข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ "ratchet of productivity" มันหมุนไปทางเดียวเท่านั้น ถ้า AI ทำให้งานง่ายขึ้นสักนิด ความรู้สึกโล่งใจนั้นจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะงานใหม่ๆ จะโผล่มาทดแทนทันที

นิสัยการทำงานในที่ทำงาน AI หนักหน่วง

จากงานวิจัยที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการของ ดร.อารุณา รังกานาถาน จาก UC-Berkeley และ Xingqi Maggie Ye นักศึกษาปริญญาเอก พวกเขาพบว่า AI ไม่ได้ทำให้วันทำงานง่ายขึ้น แต่กลับ "เข้มข้น" งานมากกว่าเดิม มันฟังดูเหมือนนรกบนดินเลยล่ะ ถ้าคุณอยากได้บรรยากาศแบบนี้ในที่ทำงาน ก็คงเหมาะกับ Silicon Valley หรือ OpenAI ที่ CEO Sam Altman เคยเล่าว่า AI ทำให้เขาคิดไอเดียไม่ทัน "ผมคิดไอเดียไม่เร็วพออีกแล้ว" เขาบอกในสัมภาษณ์เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว (ดูคลิป) พร้อมยอมรับว่า AI ทำให้ทุกอย่างเกิดเร็วขึ้น ลองไอเดียได้มากขึ้น

ประสบการณ์ของ Altman คงคล้ายกับพนักงานในบริษัท 200 คนที่นักวิจัยศึกษาตลอด 8 เดือน (อ่านบทความ HBR) ที่นี่ไม่ได้บังคับใช้ AI แต่แค่ให้เครื่องมือ enterprise AI ไว้ พนักงานส่วนใหญ่เป็น knowledge workers และ software engineers ที่ใช้เครื่องมืออย่าง Claude Code ผลคือ พวกเขาทำงานเร็วขึ้น ครอบคลุมงานกว้างขึ้น ทำงานนานขึ้นโดยไม่ต้องสั่ง

นิสัยการทำงานในที่ทำงาน AI หนักหน่วงเปลี่ยนไปอย่างไร

พนักงานเริ่มขยายขอบเขตงาน รับงานคนอื่น กลายเป็นโค้ชสอน coding หรือแก้ bug ให้เพื่อนๆ การจ้างคนใหม่เลยเลื่อนหรือยกเลิก เพราะงานเก่าๆ ถูกดูดไปหมด นิสัยการทำงานในที่ทำงาน AI หนักหน่วงยังรวมถึงการแอบป้อน prompt ใน AI ขณะประชุม หลบใช้ระหว่างรอ loading หรือแม้แต่ตอนกินข้าว

ตีความยังไงก็ได้ ถ้าคุณอยู่ใน startup แบบ founder mode ที่ทุกคนแลกงานหนักกับ equity เพื่อหวังเป็น unicorn ก็คงชอบ แต่สำหรับคนทั่วไป? ไม่ขนาดนั้น จากแบบสอบถาม Pew 2024 (ดูข้อมูล) ชาวอเมริกันครึ่งหนึ่งพอใจกับงานมาก อีกครึ่งไม่ค่อยพอใจ โดยคนรายได้ต่ำพอใจน้อยกว่า (42%) สิ่งที่คนชอบที่สุดคือความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (64%) ส่วนพัฒนาทักษะกลับต่ำ (37%)

ดังนั้น นิสัยการทำงานในที่ทำงาน AI หนักหน่วงที่ต้องเรียนรู้หลายอย่าง ทำงานตอนพัก รับงานคนอื่น คงไม่ช่วยเพิ่มความสุข โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นพนักงานโรงพยาบาลหรือแอดมินโรงเรียน ที่ไม่อยากทำ software เอง (อ่านเพิ่ม)

แม้แต่ใน tech พนักงาน Crowdstrike ที่ขอ anonymity ก็บ่นใน newsletter Blood in the Machine (อ่าน) ว่าถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักขึ้นนานขึ้นโดยไม่เพิ่มเงิน "genAI ต้อง proofreading และ babysitting เยอะ ไม่ช่วยลดงานอย่างที่สัญญา Morale ต่ำสุดๆ"

สรุปแล้ว AI อาจทำให้ productivity ดูดี แต่จริงๆ มันแค่เร่งให้งานหนักขึ้น คุณล่ะ คิดว่านิสัยการทำงานในที่ทำงาน AI หนักหน่วงแบบนี้ดีหรือไม่? ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วเราจะได้เห็นมุมมองหลากหลาย!

ที่มา – Researchers Studied Work Habits in a Heavily AI-Pilled Workplace. They Sound Hellish

เลือกตั้ง 2569 : ปลัด กทม. เผยผลนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติ คืบหน้า 93.5% ยอดใช้สิทธิทะลุ 68% แจงปมพายุถล่มคันนายาว ต้องงดนับ 2 หน่วย รอ กกต. ชี้ขาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวเด็ดเกี่ยวกับเลือกตั้ง 2569ที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิต เหมือนกับซีรีส์ดราม่าการเมืองที่มาพร้อมพล็อตทวิสต์จากพายุฝนเลยล่ะครับ ผมในฐานะคนติดตามข่าวสารการเมืองมานาน จะมาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่คุณต้องรู้ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์แบบชัดเจน เหมือนมีเพื่อนผู้เชี่ยวชาญคอยอัปเดตให้ฟัง

เลือกตั้ง 2569 : ปลัด กทม. เผยผลนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติ คืบหน้า 93.5% ยอดใช้สิทธิทะลุ 68% แจงปมพายุถล่มคันนายาว ต้องงดนับ 2 หน่วย รอ กกต. ชี้ขาด

วานนี้ (9 กุมภาพันธ์) ณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาแถลงความคืบหน้าการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569ในพื้นที่ กทม. หลังปิดหีบไปเมื่อวันก่อนหน้านี้ จากระบบ ECT Report ณ เวลา 15.51 น. พบว่าการนับคะแนนทั้งหมด 6,167 หน่วยจากทั้งหมด 6,728 หน่วย (รวมหน่วยปกติและล่วงหน้า) คืบหน้าไปแล้วถึง 93.50% เรียบร้อยสุดๆ เลยครับ!

ที่น่าตื่นเต้นคือ ยอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตใน กทม. ทะลุ 64.46% ส่วนประชามติอยู่ที่ 68.19% สูงมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ แสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยยังให้ความสำคัญกับการเมืองมาก โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่ใช้แอปพลิเคชันติดตามผลเรียลไทม์ เหมือนติดตามสตรีมมิงหนังเลย


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


แต่ก็มีดราม่านิดหน่อยนะครับ จากพายุฝนกระหน่ำเมื่อเย็นวันที่ 8 ก.พ. โดยเฉพาะโซนตะวันออกอย่างมีนบุรี คลองสามวา สะพานสูง บึงกุ่ม คันนายาว และฝั่งธนบางแห่ง ทำให้การนับคะแนนล่าช้าไป 2 ชม. แต่เจ้าหน้าที่สู้ๆ นะ สถานการณ์คลี่คลายก็เร่งนับต่อจนเกือบครบ

ปัญหาหนักสุดอยู่ที่เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว จากพายุถล่มหนัก 2 หน่วยเลือกตั้ง:

  • หน่วยที่ 10: อุปกรณ์และแบบคะแนนเสียหาย แต่หีบทั้ง ส.ส.เขต บัญชีรายชื่อ ประชามติ ยังปลอดภัย
  • หน่วยที่ 9: เอกสารและบัตรบางส่วนเปียกเสียหาย

เลยต้องงดนับชั่วคราว เก็บหีบไว้ที่ห้องเก็บรักษาเขตคันนายาว แล้วรายงาน กกต. ให้ตัดสินตามกฎหมายต่อไป เป็นบททดสอบระบบที่แท้จริง เหมือนในหนังที่ต้องรอผู้ตัดสินชี้ขาด!

ศูนย์ติดตาม กทม. ที่ศาลาว่าการเสาชิงช้าปิดแล้วตอน 05.00 น. เอกสารส่ง กกต.กทม. ครบ ตอนนี้รอประกาศผลอย่างเป็นทางการ สามารถเช็คได้ที่ https://ectreport69.ect.go.th แบบเรียลไทม์ เหมือนแอปเทคโนโลยีล้ำๆ เลยครับ


เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

วิเคราะห์สถานการณ์: อะไรคือกุญแจสำคัญ?

จากประสบการณ์ผม ยอดใช้สิทธิสูงขนาดนี้บ่งชี้เทรนด์ใหม่ของการเลือกตั้งไทย ที่คนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีช่วยติดตาม ไม่ว่าจะเป็นเว็บ ECT หรือแอปข่าว ทำให้การเมืองสนุกเหมือนเอ็นเตอร์เทนเมนต์! พายุที่คันนายาวเป็นอุปสรรค แต่แสดงให้เห็นระบบมีความยืดหยุ่น รอ กกต. ชี้ขาดน่าจะไม่กระทบภาพรวมมาก

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดทิศทางประเทศไปอีกหลายปี โดยเฉพาะ กทม. ที่เป็นกระจกสะท้อนสังคม ผมคาดว่าผลจะออกเร็วๆ นี้ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยเร่งกระบวนการ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการเลือกตั้ง 2569 แม้มีดราม่าพายุ แต่พิสูจน์ว่าประชาธิปไตยไทยแข็งแกร่งจริงๆ เพื่อนๆ ลองติดตามผลเรียลไทม์ แล้วมาแชร์ความเห็นกันในคอมเมนต์นะครับ! อย่าลืมเช็คเว็บที่ลิ้งค์ด้านบน จะได้ไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : ปลัด กทม. เผยผลนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติ คืบหน้า 93.5% ยอดใช้สิทธิทะลุ 68% แจงปมพายุถล่มคันนายาว ต้องงดนับ 2 หน่วย รอ กกต. ชี้ขาด

AI ค้นพบกฎเกมกระดานสมัยโรมันลึกลับ

ในยุคนี้ AI สามารถช่วยจดบันทึกตอนหมอตรวจนัดหมอ เพิ่มความมั่นใจในการเรียนเรียนหนังสือ หรือแม้แต่ตรวจจับมะเร็งรักษาโรค (แต่ยังอ่านนาฬิกาไม่เก่งอยู่ดี) ล่าสุด นักวิจัยใช้ AI ค้นพบกฎเกมกระดานสมัยโรมันลึกลับจากแผ่นหินโบราณ!

AI ค้นพบกฎเกมกระดานสมัยโรมันลึกลับ

วัตถุรูปไข่ใบนี้ดูธรรมดาในมือคนทั่วไป แต่ลวดลายเรขาคณิตบนด้านหนึ่งและร่องรอยการใช้งาน บ่งชี้ว่าเป็นกระดานเกมหินสมัยโรมัน จากเมือง Coriovallum ในเนเธอร์แลนด์สมัยใหม่ ในงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Antiquity วันนี้ นักวิจัยนำโดย Walter Crist นักโบราณคดีจาก Leiden University ใช้ AI ทดสอบสมมติฐานและค้นหากฎเกมที่เป็นไปได้

มนุษย์ยุคโบราณก็หลงรักเกมกระดานเหมือนเรา เริ่มตั้งแต่ยุคสำริด แต่ชิ้นส่วนเกมส่วนใหญ่ไม่คงทนเท่า Monopoly สมัยนี้ แผ่นหินนี้จึงเป็นโอกาสทองศึกษานักเล่นเกมโบราณ

“เรายืนยันว่าเป็นเกมจากลวดลายเรขาคณิตและร่องรอยการเจียรจากตัวหมากโรมัน” – Walter Crist

ปัญหาคือลวดลายไม่ตรงกับเกมใดที่รู้จัก Crist และทีมจึงใช้ AI จำลองการเล่น โดยดูจากร่องรอยการสึกหรูที่ไม่สม่ำเสมอตามเส้น

วิธีที่ AI ค้นพบกฎเกมกระดานสมัยโรมันลึกลับ

ทีมให้ AI สองตัว “ต่อสู้” เล่นเกมกระดานยุโรปโบราณนับพันครั้ง เช่น Haretavl จากสแกนดิแนเวีย และ Gioco dell’orso จากอิตาลี จนเจอกฎที่ทำให้ร่องรอยตรงกับแผ่นหิน

  • ประเภทเกมบล็อกกิ้ง: เป้าหมายคือขวางทางคู่ต่อสู้ เหมือน Ticket to Ride
  • ยืนยันว่าเป็นกระดานเกมจริง
  • นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้ AI จำลองเล่นร่วมโบราณคดี

เกมบล็อกกิ้งในยุโรปพบน้อยและเริ่มกลางยุคกลาง แต่แผ่นนี้ชี้ว่าอาจเล่นตั้งแต่สมัยโรมัน นับร้อยปีก่อน!

นอกจากนี้ วิธีนี้ช่วยนักโบราณคดีระบุเกมแปลกๆ ที่ไม่มีเอกสารอ้างอิง ลวดลายเรขาคณิตจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป

ประโยชน์ของ AI ในโบราณคดี

AI ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องสมัยใหม่ แต่กำลังปฏิวัติการศึกษาอดีต จากการจำลองการใช้งานจริง ช่วยไขปริศนาวัตถุที่เงียบงันมานับพันปี คิดดูสิ ถ้าเอาไปใช้กับสุสานหรือโบราณสถานอื่นๆ จะค้นพบอะไรอีก?

เกมกระดานโบราณไม่ได้ต่างจากวันนี้มาก มีการแข่งขัน สนุก และบางทีก็ทะเลาะกันเพราะขวางทาง! การค้นพบนี้ย้ำว่า ความบันเทิงมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน

คุณล่ะ เคยสงสัยเกมโปรดของคุณจะอยู่รอดพันปีไหม? ลองแชร์ประสบการณ์เล่นเกมกระดานในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าว AI และโบราณคดีเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – Dueling AIs Reconstruct Rules of Mysterious Roman-Era Board Game

ทาร์แกริเอนเมาที่สุดในอัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร เผยแรงบันดาลใจ

อัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร (A Knight of the Seven Kingdoms) กำลังใกล้จบ เหลืออีกแค่สองตอนเท่านั้น! ตอนล่าสุด “Seven” ที่มาถึงก่อนกำหนด ได้เผยความท้าทายครั้งใหญ่ของดันค์ (Dunk) คือการต่อสู้แบบ Trial of Seven ที่น่าสะพรึงกลัว รวมถึงภารกิจหานักรบอีกหกคนมาร่วมรบเคียงข้างพระเอกของเรา แต่ตอนนี้ยังนำตัวละครที่เราพบครั้งแรกในตอนแรกออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้

ทาร์แกริเอนเมาที่สุดในอัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร คือใคร?

นั่นคือ ทาร์แกริเอนเมาที่สุดในอัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร หรือ Daeron Targaryen ที่รับบทโดย Henry Ashton เขาคือพี่ชายคนโตของเอ้ก (Egg) ที่เมาเหล้าตลอดเวลา ไม่ยอมสู้ที่ Ashford Meadow ตามคำสั่งครอบครัว จนต้องซ่อนตัวในโรงเตี๊ยมข้างทาง และพลาดตามน้องชายไป เมื่อถูกค้นพบและลากกลับมา เขาโกหกใหญ่หลวง กล่าวหาดันค์ว่าลักพาตัวเอ้ก!

พอเจอกันอีกครั้งในตอน “Seven” Daeron ยอมรับว่าโกหกเพื่อรักษาหน้าตากับพ่อมาคาร์ (Maekar) ที่ไม่เคยพอใจลูกชาย แต่เจ้าท่านี้ไม่ได้เป็นแค่คนเมาค้างและขี้ขลาด (สัญญาว่าจะไม่สู้ใน melee) เขายังเล่าถึงความฝันลึกลับเกี่ยวกับดันค์และมังกรที่ตาย ซึ่งเขาคิดว่าเป็นคำทำนาย

ความฝันลึกลับของทาร์แกริเอนเมาที่สุดในอัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร

ตระกูลทาร์แกริเอนแปลกประหลาดอยู่แล้ว แต่ Daeron ที่มีแนวโน้มลึกลับแบบนี้คือหนึ่งในสมาชิกที่แปลกที่สุดที่เราเจอมา ในสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Radio Times Ashton เผยว่า Daeron เองก็งงกับความฝันไม่แพ้ดันค์

“ตอนเขามีนิมิตเห็นมังกรตาย เขาคาดเดาว่านั่นคือใครและหมายถึงอะไร… เขาไม่รู้แน่ชัดว่าหมายถึงอะไร แต่รู้ว่ามันไม่ดีสำหรับเขาและครอบครัว” Ashton กล่าว

“น่าเสียดายที่พลังวิเศษแบบนี้—ความฝันและนิมิต—ตกไปอยู่กับคนที่รับมือไม่ไหว” ซึ่งสะท้อนคำพูดของ Daeron เอง

Ashton ยังเผยว่า showrunner Ira Parker และผู้กำกับ Owen Harris มีมุมมองต่างกันว่า Daeron เป็น “คนดีที่แกล้งทำเป็นไม่ดี หรือคนไม่ดีที่แกล้งทำเป็นดี” Ashton เลือกแนวทางว่า “เขาเป็นคนดี แต่ถูกปัญหาและความเจ็บปวดของตัวเองกลืนกิน จนทำตัวแย่”

แรงบันดาลใจเซอร์ไพรส์ของทาร์แกริเอนเมาที่สุดในอัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร

มีเรื่องสนุกสองอย่างในสัมภาษณ์: หนึ่งคือคำอธิบายตัวละคร Daeron ชี้ไปยังหนังคอมเมดี้ดำสุดคัลต์ปี 1987 Withnail and I (มีเสน่ห์แบบชนชั้นสูง แต่ยับเยินและเละเทะสุดๆ) สองคือ Ashton เคยออดิชั่น Game of Thrones สมัยยังเป็นนักเรียน: “พวกเขามาหาทุกโรงเรียน ออดิชั่นวัยรุ่นทุกคน! สำหรับจอน สโนว์เลย”

  • Withnail and I: แรงบันดาลใจหลัก ทำให้ Daeron มี charisma แบบเมามาย
  • ออดิชั่น Jon Snow: โอกาสพลาด แต่ได้มาเป็นทาร์แกริเอนแทน!
  • ความฝัน prophetic: เชื่อมโยงมรดกทาร์แกริเอน อาจ hint สปินออฟอนาคต

ทาร์แกริเอนเมาที่สุดในอัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร ไม่ใช่แค่มุกตลก แต่เป็นตัวละครที่มีมิติลึกซึ้ง แสดงให้เห็นด้านมืดของตระกูลมังกรที่เคยยิ่งใหญ่ ซีรีส์เรื่องนี้ดึงดูดด้วยรายละเอียดจากนิยายของ George R.R. Martin ทำให้แฟน Game of Thrones ต้องติดตาม

อย่าพลาดตอนต่อไปของ อัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร วันอาทิตย์นี้บน HBO และ HBO Max! ถ้าชอบข่าวซีรีส์แฟนตาซี ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดท Marvel, Star Wars, Star Trek และ Doctor Who เพิ่มเติมได้เลย คุณคิดว่า Daeron จะมีบทบาทสำคัญใน Trial of Seven หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์!

ที่มา – The Booziest Targaryen in ‘A Knight of the Seven Kingdoms’ Reveals His Surprising Inspiration

เดจาวูที่ฐานปล่อย SLS: ทำไม NASA หลุดคำสาปรั่วไฮโดรเจนไม่ได้?

ในช่วงเตรียมภารกิจ Artemis 1 ของ NASA เมื่อปี 2022 ปัญหารั่วไฮโดรเจนซ้ำซากทำให้ ล่าช้ากว่ากำหนด และ ยกเลิกการปล่อยครั้งหนึ่ง ไปแล้ว หน่วยงานอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ มีเวลาถึง 3 ปีในการแก้ปัญหาฮาร์ดแวร์ของจรวด Space Launch System (SLS) แต่การทดสอบ wet dress rehearsal สำหรับ Artemis 2 กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน

เดจาวูที่ฐานปล่อย SLS: ทำไม NASA หลุดคำสาปรั่วไฮโดรเจนไม่ได้?

วิศวกร NASA ตรวจพบรอยรั่วไฮโดรเจนที่หนึ่งใน tail service mast umbilicals บน mobile launcher ระหว่างการทดสอบเชื้อเพลิง ส่งผลให้ต้อง ยกเลิกที่ T-5:15 นาที โครงสร้างสูง 35 ฟุต (11 เมตร) เหล่านี้ทำหน้าที่ส่งเชื้อเพลิง cryogenic และสายไฟฟ้าไปยัง core stage ของ SLS และที่นี่คือแหล่งรั่วไฮโดรเจนเดียวกับที่รบกวน Artemis 1

ในอัปเดตวันอาทิตย์ NASA ระบุ ว่า ช่างเทคนิคเปลี่ยนซีลสองตัวใน tail service mast เพื่อแก้ปัญหาที่เชื่อว่าเป็นต้นตอของการรั่ว แต่คำถามใหญ่คือ เดจาวูที่ฐานปล่อย SLS: ทำไม NASA หลุดคำสาปรั่วไฮโดรเจนไม่ได้? หลังจากมีเวลา 3 ปีเต็ม

ทำไมไฮโดรเจนเหลวถึงเป็นเชื้อเพลิงสุดหิน?

เพื่อความเป็นธรรมกับ NASA ไฮโดรเจนเหลวเป็นเชื้อเพลิงที่จัดการยากมาก เพราะเป็นโมเลกุลเล็กสุด (สองอะตอมไฮโดรเจนจับกัน) มันแทรกซึมผ่านรอยแยกเล็กๆ ในซีลและข้อต่อได้ง่าย อุณหภูมิเย็นจัดที่ -423°F (-253°C) ยังทำให้ฮาร์ดแวร์เปราะและแตกหักได้

อย่างไรก็ตาม ไฮโดรเจนเหลวให้พลังงานต่อน้ำหนักสูงสุด สร้างแรงขับสูงกว่าทุกเชื้อเพลิง NASA ใช้มาตั้งแต่ยุค Space Shuttle และ เจอปัญหารั่วมาตลอด SLS ออกแบบตาม Shuttle จึงไม่แปลกที่ปัญหาเดิมๆ กลับมา แม้ Artemis 1 จะเป็นการปล่อยครั้งแรกและเดียวเท่านั้น โปรแกรม SLS ยังเด็ก ยังมีโอกาสน้อยในการปรับปรุง

จากมุมนี้ การทดสอบ wet dress rehearsal ของ Artemis 2 ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ราบรื่นกว่าของ Artemis 1 ที่ ยกเลิกก่อนเติมถัง เนื่องจากปัญหา mobile launcher ครั้งนี้เติมเชื้อเพลิงทั้ง upper stage และ core stage สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก เต็มถัง

“เราเรียนรู้มากจาก Artemis 1 และนำไปใช้ใน wet dress เมื่อวานนี้” Lori Glaze รักษาการผู้บริหาร副主任 Exploration Systems Development Mission Directorate ของ NASA กล่าว ในการแถลงหลังทดสอบวันที่ 3 กุมภาพันธ์

  • หลังยกเลิก wet dress แรกของ Artemis 1 ต้องลองอีก 4 ครั้ง และปล่อยจริง 3 ครั้ง กว่าจะสำเร็จ
  • NASA กำลังพยายามหลีกเลี่ยง timeline ยาวแบบนั้นสำหรับ Artemis 2

ในแถลงวันอาทิตย์ วิศวกรกำลังวิเคราะห์ซีลที่ถอดออกเพื่อหาต้นตอ พร้อมเชื่อมต่อ interfaces (แผ่นและ quick-disconnect สำหรับเชื้อเพลิงและสายไฟ) ใหม่ และทดสอบก่อน wet dress ถัดไป หากควบคุมรั่วไฮโดรเจนได้ Artemis 2 อาจ ปล่อยได้ ตั้งแต่ 6 มีนาคม เป็นการบินครั้งแรกที่มีคนขับ สำคัญยิ่งต่อโปรแกรม SLS

ปัญหา เดจาวูที่ฐานปล่อย SLS นี้แสดงให้เห็นว่า NASA ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ แต่บทเรียนจาก Artemis 1 กำลังเริ่มเห็นผล หากแก้ได้จริง โปรแกรม Artemis จะก้าวหน้าไปอีกขั้น

คุณคิดว่าปัญหารั่วไฮโดรเจนจะหายไปเมื่อไหร่? ติดตามอัปเดตข่าวอวกาศล่าสุดกับเรา และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Deja Vu at the SLS Launchpad: Why Can’t NASA Shake Its Hydrogen Leak Curse?

ดิสนีย์อธิบายโฆษณา Super Bowl Mandalorian & Grogu

คืนที่ผ่านมา แฟน ๆ Star Wars ตื่นเต้นมากกับโฆษณาในงาน Super Bowl โดยหวังว่าจะได้เห็นภาพจริง ๆ จากภาพยนตร์ The Mandalorian and Grogu ซึ่งเป็นการกลับมาของแฟรนไชส์ในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ The Rise of Skywalker แต่สิ่งที่ได้เห็นคือ 30 วินาทีของ Mandalorian และ Grogu เดินลุยหิมะเท่านั้น ดิสนีย์คิดว่านี่สำคัญกว่าการบอกว่าทำไมแฟน ๆ ต้องไปโรงหนังในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ดิสนีย์อธิบายโฆษณา Super Bowl Mandalorian & Grogu

กระแสตอบรับต่อ โฆษณาสั้น ๆ ใน Super Bowl ไม่ได้มาจากความไม่พอใจกับทิศทางของ The Mandalorian หรือสิ่งที่มันแทนใน Star Wars หลังจาก 6 ปี จากโปรเจกต์สตรีมมิงกลายเป็นหน้าตาของแฟรนไชส์ แต่เป็นความสับสนกับกลยุทธ์การตลาดของหนังเรื่องใหม่

ด้วยสถานะความกดดันสูงในฐานะภาพยนตร์ Star Wars เรื่องแรกที่ลงโรงหลังปี 2019 แฟน ๆ คาดหวังการตลาดแบบจัดเต็ม แต่ Lucasfilm และดิสนีย์กลับเงียบเหงา ภาพแรกอย่างเป็นทางการมาใน กันยายน 2025 เน้นบรรยากาศและของอ้างอิง Star Wars เก่า ๆ เช่น AT-AT, Hutt, สัตว์จาก holochess มากกว่าพล็อตจริง ๆ และ 5 เดือนหลังจากนั้น มีแค่รูป Mandalorian กับ Grogu เท่านั้นแหละ!

เหตุผลที่ดิสนีย์เลือกโฆษณาแบบนี้สำหรับ Mandalorian & Grogu

ดังนั้นโฆษณา Super Bowl ที่เลียนแบบโฆษณา Budweiser เก่า ๆ กับม้าลากรถ จึงดูแปลก แต่ดิสนีย์บอกว่านี่คือจุดประสงค์: ไม่ใช่โฆษณาหนังตรง ๆ แต่เตือนให้แฟน ๆ นึกถึงความรักต่อตัวละคร โดยไม่เกี่ยวกับหนังจริง ๆ

“Grogu ไม่ใช่แค่ตัวละคร แต่เป็นปรากฏการณ์วัฒนธรรมป๊อป เขานำความเบาสบาย หัวเราะ ความสุข และความผูกพันทางอารมณ์ทันที” Jackson George รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดสร้างสรรค์ของดิสนีย์ ให้สัมภาษณ์ Variety “โฆษณานี้ฉลองความรักต่อตัวละคร เตือนถึงความสนุก หัวใจ และความยิ่งใหญ่ของ Star Wars และสัญญาว่าประสบการณ์บนจอเงิน”

ส่วนการอ้างอิง Budwezer Clydesdale ก็เหมาะสำหรับสร้างอารมณ์โดยไม่สปอยล์ Ryan Stankevich หัวหน้าการตลาด Lucasfilm บอกว่า “ทีมครีเอทีฟเลือกคอนเซปต์ที่อ้างอิงโฆษณา Super Bowl เก่า ๆ จับความอบอุ่น หัวเราะ และความผูกพัน เหมาะเป็นก้าวต่อไปก่อนหนังออกซัมเมอร์นี้”

แต่เหลือแค่ 3 เดือนก่อนหนังเข้าโรง (22 พฤษภาคม) สิ่งที่แฟน ๆ กังวลไม่ใช่พล็อต เพราะ The Mandalorian ใช้กลยุทธ์ลึกลับมาตลอดตั้งแต่ซีซันแรกที่ปกปิด Baby Yoda มันเน้นบรรยากาศมากรายละเอียด โดยเฉพาะเมื่อ Grogu กลายเป็นขวัญใจป๊อปคัลเจอร์ แค่ชี้ก็หลงรักแล้ว

ปัญหาคือ นี่เป็นหนังโรง ไม่ใช่ซีซันใหม่สตรีมมิง หนังยังไม่พิสูจน์ว่าทำไมต้องเป็นหนังใหญ่ ไม่ใช่ซีซัน 4 (ที่อาจมี ในอนาคต) ยิ่ง Lucasfilm เปลี่ยนแผนภาพยนตร์ Star Wars หลัง Rise of Skywalker บ่อย ๆ

แค่ชี้ Mandalorian กับ Grogu แฟน ๆ รู้จัก แต่พอที่จะลากคนไปโรงหลังจากชินดู small screen มั้ย? เราจะรู้ใน 3 เดือน

แน่นอน คุณชี้ Mandalorian กับ Grogu คนก็รู้จัก แต่พอที่จะดึงคนไปโรงภาพยนตร์หลังจากถูกสอนมาว่าพวกเขาเป็นดาวเด่นบนสตรีมมิงหรือ? คำตอบรอได้ในวันที่ 22 พฤษภาคม เมื่อ The Mandalorian & Grogu ลงโรง ลองคิดดูนะว่ากลยุทธ์แบบนี้จะเวิร์กมั้ย หรือแฟน ๆ ต้องการเนื้อหาจริง ๆ มากกว่านี้

ถ้าคุณเป็นแฟน Star Wars ตัวยง อย่าลืมติดตามข่าวสารล่าสุดจาก io9 เกี่ยวกับ Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who เพื่อไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – Disney Explains Why the ‘Mandalorian and Grogu’ Super Bowl Spot Was Like That

BBC ไม่บอกเงินทุน Doctor Who หลังแยก Disney

แฟน ๆ Doctor Who ตอนนี้รู้แค่เรื่องเดียวที่แน่นอน นั่นคือ ตอนพิเศษคริสต์มาส ที่กำลังจะมาถึงปลายปีนี้ โดยมี Russell T. Davies โชว์รันเนอร์คนปัจจุบันมารับหน้าที่เขียนสคริปต์ ใครจะได้มารับบทพระเอก Time Lord ในตอนนี้ยังเป็นปริศนาอยู่เลยนะครับ และพูดถึงตอนพิเศษแล้ว ตอนนี้เข้าสู่กลางเดือนกุมภาพันธ์แล้ว แต่ Disney+ อดีตพันธมิตรโปรดักชันยังไม่ประกาศวันฉายของสปินออฟ The War Between the Land and Sea ซึ่งเคยฉายบน BBC ปลายปี 2025 ด้วยซ้ำ

BBC ไม่บอกเงินทุน Doctor Who หลังแยก Disney

ขณะที่ BBC กำลังไตร่ตรองถึงอนาคตของ Doctor Who หลังจากแยกทางกับ Disney ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ก็ทำให้ซีรีส์งบน้อยแบบดั้งเดิมมีโปรดักชันคุณภาพสูงขึ้นมาก ผู้บริหารดูจะเห็นพ้องกันว่าอยากให้ซีรีส์เรื่องนี้ไปต่อ แต่ปัญหาคือจะทำได้ยังไง?

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับDeadline Zai Bennett หัวหน้าโปรดักชันของ BBC Studios พูดถึง Doctor Who แบบคลุมเครือ การสูญเสียเงินก้อนโตจาก Disney ที่ช่วยพยุงซีซันล่าสุดสองซีซันกลายเป็นเรื่องน่ากังวลใหญ่

BBC ไม่บอกเงินทุน Doctor Who หลังแยก Disney: รายละเอียดจาก Deadline

“เพื่อให้ซีรีส์ไปต่อได้ยาวนานหลังตอนคริสต์มาส 2026 BBC ต้องหาเงินทดแทนส่วนที่หายไป ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านปอนด์ต่อชั่วโมง” Deadline เขียนไว้แบบนั้น

เว็บข่าวบันเทิงถาม Bennett ตรง ๆ ว่า “BBC Studios จะช่วยออกเงินส่วนที่ขาดหายไปเพื่ออนาคตระยะยาวของซีรีส์ไหม” แต่ผู้บริหารไม่ตอบตรง ๆ เขาบอกว่า “ผมไม่พูดแทน BBC” แต่ “เราทุกคนร่วมมือกัน” เพื่อมุ่งมั่นกับอนาคตของ Doctor Who

“เราคือส่วนสำคัญของ Doctor Who และทุกคนมีแรงจูงใจที่จะทำให้ Doctor Who มีชีวิตยืนยาวและรุ่งเรือง เรามีตอนคริสต์มาสกำลังมา หลังจากนั้นเราจะทำงานร่วมกัน” เขาบอก Deadline

ฟังดูไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่มีความกระตือรือร้นต่อซีรีส์ แม้จะยังไม่มีอะไรแน่นอน คงต้องรอฟังรายละเอียดเพิ่มเติมตลอดปีนี้ โดยเฉพาะข่าวตอนคริสต์มาส

อนาคต Doctor Who หลัง BBC ไม่บอกเงินทุน Doctor Who หลังแยก Disney

การแยกทางกับ Disney ทำให้ BBC ต้องคิดหนักเรื่องงบประมาณ เพราะ Disney ช่วยอัพเกรดโปรดักชันให้หรูหราขึ้น แฟน ๆ หลายคนกังวลว่าซีรีส์จะกลับไปงบน้อยแบบเก่าไหม? แต่ผู้บริหารยืนยันว่าอยากให้ต่อ ลองมาดูประเด็นสำคัญ:

  • ตอนคริสต์มาส 2026: ยืนยันแล้ว เขียนโดย Russell T. Davies
  • นักแสดง Doctor คนใหม่: ยังไม่ประกาศ อาจเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่
  • สปินออฟ: The War Between the Land and Sea รอวันฉายบน Disney+
  • งบประมาณ: BBC ต้องหาแหล่งใหม่ อาจจากสปอนเซอร์หรือขายสิทธิ์ต่างประเทศ
  • แผนระยะยาว: อาจหยุดพักปี 2027 แต่หวังกลับมาแข็งแกร่ง

จากประสบการณ์ Doctor Who ฟื้นตัวได้เสมอ ไม่ว่าจะเจอวิกฤตอะไร ผมเชื่อว่าซีรีส์นี้จะรอดและกลับมาสนุกกว่าเดิมแน่นอน

อยากรู้ข่าวเพิ่ม? ติดตามตารางMarvel Star Wars Star Trek DC Universe และDoctor Who ล่าสุดได้ที่นี่! แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ว่าอยากเห็น Doctor คนไหนในตอนคริสต์มาส?

ที่มา – The BBC’s Not Saying How It’ll Fund ‘Doctor Who’ After Its Disney Breakup

เราได้ดูส่วนใหญ่ของ Project Hail Mary ความคาดหวังสูงลิ่ว

แน่นอนว่า Project Hail Mary มีทั้งยานอวกาศใหญ่โตสวยงาม เดิมพันระดับโลก และไรอัน กอสลิง พูดขำๆ แต่หัวใจหลักของเรื่องคือบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น “มันเป็นหนังและหนังสือที่เกี่ยวกับการร่วมมือและความร่วมมือ และสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าเราทำงานร่วมกัน” ผู้กำกับคริส มิลเลอร์ กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้

“เรา” ในที่นี้คือ ไรแลนด์ เกรซ (กอสลิง) ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมที่กลายมาเป็นนักบินอวกาศ โลกส่งเขาไปในห้วงอวกาศเพื่อช่วยชีวิตมนุษยชาติ และร็อกกี้ เอเลี่ยนตัวหิน จากดาวดวงอื่นที่ดาวของมันก็กำลังเผชิญวิกฤตเช่นกัน สัตว์ประหลาดตัวนี้ถูกเก็บไว้ในทีเซอร์จนกระทั่งเทรลเลอร์ซุปเปอร์โบวล์สัปดาห์นี้ ที่โชว์เต็มๆ แต่เขาคือดาวเด่นคู่หลัก และความสัมพันธ์ของทั้งคู่คือแกนกลางของหนัง

“มันเป็นหนังที่ให้ความหวัง และความสัมพันธ์นี้ที่แกนกลาง สองสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่พอรวมกันแล้วทำสิ่งมหัศจรรย์ได้” มิลเลอร์เสริม “นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดเราให้มาทำโปรเจกต์นี้ หวังว่าคนดูจะออกจากโรงด้วยความoptimism ว่าอะไรเป็นไปได้บ้าง”

เราได้ดูส่วนใหญ่ของ Project Hail Mary ความคาดหวังสูงลิ่ว

นั่นคือความรู้สึกของ io9 หลังจากไปงานพิเศษในลอสแองเจลิส สัปดาห์ที่แล้ว ที่ผู้กำกับฟิล ลอร์ด และคริส มิลเลอร์ โชว์เทรลเลอร์สุดท้าย บวก footage เพิ่มอีก 30 นาที ผ่าน 9 ฉากที่พาเราเดินทางเกือบทั้งเรื่อง ทำให้ชัดเจนว่า Project Hail Mary จากนิยายของแอนดี้ วีร์ อาจจะพิเศษมากๆ ไม่ใช่แค่เพราะฉากอวกาศ (3/4 ของหนัง) จะฉายใน IMAX 1.43:1 เต็มๆ ขณะที่ฉากย้อนอดีตบนโลกใช้ 2.39:1 แบบดั้งเดิม แม้จะช่วยได้มาก

ฉากเปิดเรื่องและการเดินทางของเกรซ

ฉากเริ่มจากเปิดเรื่อง เกรซตื่นในอวกาศหลังโคม่า ไม่รู้ตัวเองเป็นใครอยู่ไหน จากนั้นฉากย้อนอดีตบนโลก แสดงการเปลี่ยนจากครูธรรมดาเป็นนักบินอวกาศผู้กอบกู้ ด้วยวิทยาศาสตร์สไตล์แอนดี้ วีร์เต็มๆ

ต่อด้วยฉากสำคัญในความสัมพันธ์ของเกรซกับร็อกกี้ ที่พากย์และควบคุมโดยเจมส์ ออร์ติซ มิลเลอร์เล่าว่าตอนแคสติ้ง เคยคิดใช้ดาราใหญ่ แต่พอเจอออร์ติซ ก็รู้ทันทีว่าไม่ต้อง “ชัดเจนตั้งแต่ถ่ายฉากแรกๆ ว่ามันใช่แล้ว เขาคือร็อกกี้ งานแสดงสุดยอด”

เราได้ดูครั้งแรกที่เกรซกับร็อกกี้เชื่อมต่อกัน เมื่อยานร็อกกี้เจาะอุโมงค์เชื่อมยาน และสื่อสารด้วยโมเดลหยาบๆ ฉากที่สอง เกรซถอดรหัสโมเดลใหม่จากร็อกกี้ จนต้องตัดสินใจใหญ่: ไว้ใจสิ่งมีชีวิตต่างดาวนี้ได้ไหม?

เคมีสุดฮาของเกรซและร็อกกี้

สุดท้าย ฉากที่ร็อกกี้ (ตอนนี้พูดอังกฤษได้จากโปรแกรมที่เกรซเขียน) เข้ายานเกรซในฟองอากาศ ลูกกลิ้งความอยากรู้อยากเห็นของเขาทำให้กลิ้งวนเร็ว ส่งคอมเมนต์ทุกอย่างในยาน สนุกและฮาแตกต่างจากที่เคยเห็น จนเทรลเลอร์ใหม่ ฉาก confession สไตล์ Real World ของเกรซ โดนร็อกกี้ยัดเยียด ในหนังร็อกกี้ผสม puppetry บนเซ็ตกับ CGI แต่ humor และ energy มาจากของจริง

“ทั้งคู่เคมีดีมาก มี spontaneity เวลาอยู่ด้วยกัน” ลอร์ดกล่าว “แม้ฉากที่ใส่ CGI ออร์ติซอยู่เซ็ตตลอด พูดสดกับกอสลิงผ่าน ear rig ในบูธข้างๆ เพื่อจับ dialogue สดๆ”

ฉากสุดท้ายจากช่วงหลัง ทั้งคู่สนิทกันมาก คิดค้นวิธีช่วยดาวทั้งสอง แต่ภารกิจอันตราย Hail Mary บน Hail Mary ฉากดราม่าแอคชั่นเข้มข้น แสดงว่าหนังจะทำให้เราร้องไห้เยอะ “ทั้งเรื่อง emotional มาก คนดูบอก没想到ว่าจะซึ้งขนาดนี้” มิลเลอร์บอก

นี่คือสไตล์ลอร์ด-มิลเลอร์ จาก Jump Street Lego Spider-Verse Cloudy พวกเขาจับ emotion และ relationship ได้ดี “สิ่งที่เรียนรู้คือคนดูชอบดูคนเข้ากันได้ มันสนุก เล่นใหญ่” ลอร์ดกล่าว “ครึ่งแรกอาชีพ ทุกคนบอกต้องมี conflict แต่เราอยากโชว์ partnership ที่สำเร็จ” “คนทำงานเก่งดีคือ genre ดีๆ แบบ Spotlight หรือ Ghostbusters เรื่องนี้ก็เช่นกัน” มิลเลอร์เสริม

ดังนั้น Project Hail Mary คือหนังคนทำงานเก่ง? Sci-fi? Comedy? Drama? คำตอบคือใช่ทั้งหมด

“มัน defy genre เพราะ thrilling dramatic emotional funny ครบ” มิลเลอร์บอก แต่ที่หวังคือมันดี และเรามี feeling ดีว่ามันจะดีจริง

Project Hail Mary เข้าฉาย 20 มีนาคม

หลังจาก เราได้ดูส่วนใหญ่ของ Project Hail Mary ความคาดหวังสูงลิ่วแบบนี้ หนังเรื่องนี้มีโอกาสเป็น sci-fi ระดับตำนาน ด้วยเคมีตัวละคร การผสม genre และเทคนิค IMAX สุดยอด อย่าพลาดติดตามและไปดูในโรงใหญ่!

อยากรู้ข่าวเพิ่ม? เช็คตารางMarvel Star Wars Star Trek DC Universe และDoctor Who

ที่มา – We Saw a Huge Chunk of ‘Project Hail Mary’ and Expectations Couldn’t Be Higher