ผู้เขียน: lalika69_admin

ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. นั่งหัวโต๊ะรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริง 50 เขต จ่ออัปเกรดฟีเจอร์ Traffy Fondue แก้เรื่องร้องเรียนประชาชน

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีอัปเดตเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองของเราให้ฉลาดขึ้น หรือที่เรียกว่า Smart City ซึ่งล่าสุดทางกรุงเทพมหานครได้ขยับตัวครั้งสำคัญในการปรับปรุงระบบรับเรื่องร้องเรียนให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น กับข่าวที่ว่า ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. นั่งหัวโต๊ะรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริง 50 เขต จ่ออัปเกรดฟีเจอร์ Traffy Fondue แก้เรื่องร้องเรียนประชาชน เพื่อให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพวกเราคนเมืองทำได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิมครับ

ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. นั่งหัวโต๊ะรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริง 50 เขต จ่ออัปเกรดฟีเจอร์ Traffy Fondue แก้เรื่องร้องเรียนประชาชน

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา คุณศนิ จิวจินดา ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ได้เปิดวงหารือร่วมกับทีม สวทช. และตัวแทนจากทั้ง 50 เขตทั่วกรุง เพื่อเจาะลึกปัญหาในการใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue จากปากของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้างานจริง โดยการพูดคุยครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนั่งฟังเฉยๆ แต่เป็นการนำประสบการณ์ตรงของเจ้าหน้าที่มาวิเคราะห์เพื่อหาจุดบกพร่อง แล้วเตรียมนำไปพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ใช้งานง่ายขึ้นครับ

ทำไมการอัปเกรดนี้ถึงสำคัญกับคนกรุง?

หลายคนอาจเคยแจ้งปัญหาผ่านแอปฯ แล้วรู้สึกว่าขั้นตอนยังไม่คล่องตัว หรือการติดตามสถานะยังไม่ชัดเจน การที่ กทม. ลงมาคลุกคลีและรับฟังปัญหาผ่าน ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. นั่งหัวโต๊ะรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริง 50 เขต จ่ออัปเกรดฟีเจอร์ Traffy Fondue แก้เรื่องร้องเรียนประชาชน ในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่า ระบบจะถูกปรับแต่งให้เข้ากับบริบทการทำงานจริงของแต่ละสำนักงานเขตมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ:

  • การจัดการที่เร็วขึ้น: ระบบหลังบ้านจะจัดการคัดแยกประเภทปัญหาได้ฉลาดขึ้น ทำให้ส่งต่อให้ฝ่ายที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที
  • ลดช่องว่างการสื่อสาร: การปรับฟีเจอร์จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น และประชาชนได้รับข้อความแจ้งเตือนที่ชัดเจนขึ้น
  • ข้อมูลที่แม่นยำ: ข้อมูลร้องเรียนจะถูกจัดระเบียบให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้นโยบายการพัฒนาเมืองเดินหน้าได้ตรงจุด

จากมุมมองของผมที่เป็นคนเกาะติดเทคโนโลยีการบริหารจัดการเมือง การนำ Data มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงซอฟต์แวร์ตามเสียงของผู้ใช้งานจริงแบบนี้ คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จด้าน Digital Government เลยครับ การที่ กทม. ไม่ยึดติดกับระบบเดิม แต่พร้อมปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยตามความต้องการของเจ้าหน้าที่และประชาชน จะช่วยสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริง

ในอนาคต ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็น Traffy Fondue ทำงานได้มากกว่าแค่การแจ้งซ่อมถนนหรือไฟทาง แต่จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ดังนั้น ใครที่ยังไม่ได้ลองใช้ หรือเจอจุดไหนที่อยากให้ปรับปรุง ก็ลองแจ้งผ่านช่องทางนี้กันบ่อยๆ นะครับ เสียงของทุกคนมีผลต่อการพัฒนาจริงๆ!

ที่มา – ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. นั่งหัวโต๊ะรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริง 50 เขต จ่ออัปเกรดฟีเจอร์ Traffy Fondue แก้เรื่องร้องเรียนประชาชน

เหตุใดผู้คนในอินเดียนับพันจึงออกมาร่วมประท้วงที่นำโดย “พรรคประชาชนแมลงสาบ”

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารต่างประเทศในช่วงนี้ คงจะเห็นภาพความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ที่เหล่าเยาวชน Gen Z นับหมื่นคนต่างออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมบนท้องถนนอย่างคึกคัก ซึ่งสิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลกไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่คือจุดเริ่มต้นที่แปลกใหม่และเปี่ยมไปด้วยสัญลักษณ์นั่นก็คือ เหตุใดผู้คนในอินเดียนับพันจึงออกมาร่วมประท้วงที่นำโดย “พรรคประชาชนแมลงสาบ” กันแน่?

สำหรับใครที่ยังงงว่าทำไมต้องเป็น “แมลงสาบ” ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่กลายเป็นไวรัล เมื่อประธานศาลฎีกาอินเดียได้เปรียบเทียบเยาวชนว่างงานว่าเป็นเหมือนแมลงสาบ ซึ่งจากคำกล่าวนี้เองที่ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในอินเดีย เปลี่ยนความโกรธแค้นให้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารเชิงเสียดสี จนกลายเป็นขบวนการทางการเมืองที่ทรงพลังอย่างพรรคประชาชนแมลงสาบ หรือ Cockroach Janta Party (CJP) ในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจกระแส เหตุใดผู้คนในอินเดียนับพันจึงออกมาร่วมประท้วงที่นำโดย “พรรคประชาชนแมลงสาบ”

กระแสการประท้วงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่หนักหน่วง โดยมีประเด็นหลักที่ทำให้เหล่าเยาวชนต้องออกมาเรียกร้อง ดังนี้:

  • วิกฤตความล้มเหลวของระบบการศึกษา: โดยเฉพาะกระแสความไม่พอใจต่อการสอบ NEET ที่มีการกล่าวหาเรื่องข้อสอบรั่วไหลซ้ำซาก ทำให้นักเรียนนับล้านคนต้องสูญเสียอนาคตและเผชิญกับสภาวะเครียดจัด
  • การเรียกร้องความรับผิดชอบ: พวกเขาต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกมารับผิดชอบด้วยการลาออก หลังจากที่ระบบไร้ความโปร่งใส
  • การแสดงพลังของ Gen Z: อภิจิต ดิปเก ผู้นำขบวนการได้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เปลี่ยนความไม่พอใจจากโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวบนถนนจริง

เหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ โซนัม วังชุก นักกิจกรรมคนสำคัญถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในขณะที่เขากำลังอดอาหารประท้วง สิ่งนี้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เยาวชนอินเดียตัดสินใจก้าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง เหตุใดผู้คนในอินเดียนับพันจึงออกมาร่วมประท้วงที่นำโดย “พรรคประชาชนแมลงสาบ” คงเป็นคำถามที่สะท้อนถึงการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเหนื่อยล้ากับระบบการเมืองดั้งเดิม

มุมมองต่อเทรนด์การเมืองยุคใหม่ในมุมมองของ Gen Z

ในมุมมองของผม นี่คือสัญญาณเตือนที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลทั่วโลก การประท้วงครั้งนี้ฉายภาพให้เห็นว่า พลังของคนรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือการกดไลก์บนโลกออนไลน์อีกต่อไป แต่สามารถแปลงร่างเป็นพลังกดดันทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพผ่านการเปรียบเทียบและการใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย

หากจะมองถึงอนาคต สิ่งนี้คือบทเรียนว่าความไม่โปร่งใสในระบบการสอบหรือโอกาสในการทำงานคือเรื่องที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญอันดับต้นๆ หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยหรือใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม ก็มีแต่จะยิ่งผลักดันให้กลุ่มเคลื่อนไหวมีความเข้มแข็งและดึงดูดพันธมิตรจากหลายฝ่ายให้เข้ามาร่วมมากขึ้น ซึ่งความน่าสนใจของกระแสนี้คือ พรรคการเมืองฝ่ายค้านเริ่มมองเห็นศักยภาพและยืนเคียงข้าง ซึ่งจะทำให้เกมการเมืองของอินเดียหลังจากนี้มีความซับซ้อนและเร้าใจยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – เหตุใดผู้คนในอินเดียนับพันจึงออกมาร่วมประท้วงที่นำโดย “พรรคประชาชนแมลงสาบ”

หนังสยองขวัญ AI ของ Neill Blomkamp ห่วยแตกสิ้นดี

เชื่อว่าแฟนหนังไซไฟหลายคนคงมีความรู้สึกรักและผูกพันกับผู้กำกับ Neill Blomkamp ไม่น้อย แม้ผมเองจะเป็นแฟนตัวยงของ District 9 รวมถึง Chappie ที่มักจะโดนวิจารณ์แต่ผมก็ยังยืนยันว่ามันมีดีของมัน แต่ดูเหมือนว่าล่าสุดความอดทนของแฟนๆ กำลังถูกทดสอบด้วยโปรเจกต์ใหม่ของเขา นั่นก็คือ หนังสยองขวัญ AI ของ Neill Blomkamp ห่วยแตกสิ้นดี อย่างที่หลายคนกำลังพูดถึงกันในขณะนี้ครับ

ทำไม หนังสยองขวัญ AI ของ Neill Blomkamp ห่วยแตกสิ้นดี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Neill Blomkamp ได้แชร์คลิปวิดีโอผ่านบัญชี X ของเขาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่าเป็น “หนัง AI เต็มรูปแบบ” ครั้งแรกของเขา ซึ่งใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Seedance 2.0 ในการสร้างขึ้นมาครับ เขายังเปรยด้วยว่าอยากจะทำภาพยนตร์ขนาดยาวด้วยรูปแบบนี้ผ่านสตูดิโอใหม่ที่ชื่อว่า Barley Studios อีกด้วย

เนื้อหาในคลิปเล่าเรื่องราวของทหารหญิงในกองทัพสหรัฐฯ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากเครื่องเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก และเธอก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นซอมบี้ภายใต้โปรเจกต์ลับที่ชื่อว่า Project Nightborne ซึ่งฟังดูแล้วพล็อตเรื่องอาจจะดูน่าสนใจสำหรับการนำเสนอในสไตล์ Blomkamp แต่เมื่อมันถูกถ่ายทอดออกมาผ่าน AI สิ่งที่ได้กลับน่าผิดหวังอย่างแรง

เสียงวิจารณ์ต่อ หนังสยองขวัญ AI ของ Neill Blomkamp ห่วยแตกสิ้นดี

ปัญหาหลักของคลิปนี้คือ “ความไร้ชีวิตชีวา” ครับ แม้ว่าพิกเซลของภาพจะดูคมชัดคล้ายกับหนังระดับ 8K ที่ถ่ายจากกล้องราคาแพง แต่การแสดงในคลิปกลับดูแข็งทื่อ ไม่เป็นธรรมชาติ และเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ติดขัดจนน่ารำคาญ มันตอกย้ำให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยีการสร้างภาพ AI จะพัฒนาไปไกล แต่คุณภาพการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครแทบไม่มีความก้าวหน้าเลยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

  • ขาดความลึกซึ้งทางอารมณ์: ผู้ชมไม่รู้สึกอินไปกับตัวละครเลยแม้แต่น้อย
  • การแสดงที่ไร้ชีวิต: บทสนทนาดูประดิษฐ์และแข็งกระด้างอย่างชัดเจน
  • ความน่าเบื่อของเนื้อหา: หนัง AI นี้พึ่งพาแค่เทคนิคภาพแต่ขาดจิตวิญญาณของผู้กำกับ

ความล้มเหลวในครั้งนี้ของ Blomkamp เป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้เทคโนโลยีจะทรงพลังเพียงใด แต่หากปราศจากความใส่ใจในรายละเอียดของการเล่าเรื่อง (Storytelling) และทักษะการกำกับที่เข้าถึงอารมณ์มนุษย์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นเพียงภาพจำลองที่ไร้จิตวิญญาณเท่านั้น ต่อให้ผู้สร้างจะตั้งใจนำเสนอผลงานที่ดูหรูหราเพียงใด แต่มันก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จที่แฟนๆ คาดหวัง

สุดท้ายแล้วผมหวังว่า Neill Blomkamp จะกลับมาสู่เส้นทางเดิม ที่เน้นการเล่าเรื่องด้วยหัวใจและฝีมือการกำกับที่เขามี แทนที่จะไปเสียเวลากับนวัตกรรมที่ยังคงให้ผลลัพธ์แบบที่เรียกว่า ‘ไร้ค่า’ ในทางศิลปะแบบนี้ครับ

ที่มา – Neill Blomkamp’s New Horror Clip Is Entirely AI-Generated, Sucks

ผู้เชี่ยวชาญทดลองใช้ TH-AI Passport ชี้จุดเด่นด้านโมเดลและต้นทุน แต่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าเมื่อเปิดใช้จริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเทคทุกคน! วันนี้เราจะมาคุยกันถึงประเด็นฮอตในแวดวงปัญญาประดิษฐ์บ้านเรา นั่นคือเจ้า TH-AI Passport ที่หลายคนกำลังจับตามอง ซึ่งล่าสุดบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้มีโอกาสเข้าไปลองทดสอบใช้งานจริงผ่านระบบ Whitelist กันมาแล้ว เลยเกิดเป็นเสียงสะท้อนที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของเครื่องมือที่ได้รับและความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเม็ดเงินงบประมาณที่ภาครัฐต้องลงทุนไป

เจาะลึกผลทดลองใช้ TH-AI Passport กับมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

จากการทดสอบเบื้องต้น จุดเด่นที่หลายคนเห็นพ้องกันคือการที่ TH-AI Passport รวบรวม AI หลากหลายรูปแบบไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวประมวลผลข้อความ (Chatbot), การเขียนโปรแกรม, ไปจนถึงการสร้างภาพและวิดีโอ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากในการสมัครใช้งานหลายบริการพร้อมกัน นอกจากนี้ เรื่องของการจ่ายเงินแบบ Pay-per-Active User หรือการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้จริง ก็ได้รับคำชื่นชมว่าช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณได้ดีกว่าการเหมาจ่ายแบบเดิมๆ

มุมมองเชิงลึก: ทำไมการเข้าถึง AI ระดับสูงถึงสำคัญ?

คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หนึ่งในผู้ได้ทดลองใช้ ได้ให้ความเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้มีจุดแข็งที่ตอบโจทย์ผู้เริ่มต้น แต่ในขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ใช้งานระดับสูงและนักพัฒนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปิด API ให้เชื่อมต่อกับระบบอื่น หรือการให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ในฝั่งของความคุ้มค่า คุณธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ได้วิเคราะห์ตัวเลขงบประมาณ 1,500 ล้านบาท กับเป้าหมายผู้ใช้ 5 ล้านคน ซึ่งเฉลี่ยตกอยู่ที่ 25 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเขามองว่าหากประชาชนได้ใช้โมเดลระดับสูงจริงๆ ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก แต่สิ่งสำคัญคือต้องดูว่า “เงื่อนไข” การใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร และจะมีการจำกัดการใช้เครดิตมากน้อยแค่ไหนเมื่อเปิดให้คนหมู่มากได้ทดลองใช้จริง

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

  • ระบบ Agent และการเชื่อมต่อ: คุณโดม เจริญยศ มองว่าการใช้เพียงแค่หน้าเว็บไซต์สนทนาอาจยังไม่เพียงพอ เทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่การใช้งานผ่าน Agent และซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องมือภายนอกได้
  • ความโปร่งใสของงบประมาณ: สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ ความสำเร็จของ TH-AI Passport ไม่ได้วัดแค่ฟีเจอร์ แต่ต้องดูที่ความต่อเนื่องในการใช้งานจริง
  • คุณภาพและประสิทธิภาพ: ต้องมีการทดสอบระบบเมื่อมีผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมากว่ายังคงความเสถียรได้หรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีให้เข้าถึงประชาชนเป็นเรื่องที่ดีมากครับ แต่บททดสอบที่แท้จริงคือ “ความยั่งยืน” การเปิดเผยข้อมูลการใช้งานจริงและงบประมาณที่โปร่งใสจะเป็นตัวตัดสินว่าโครงการนี้จะสร้าง Impact ได้มากแค่ไหน เราในฐานะผู้ใช้งานต้องช่วยกันติดตามและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าการมีแพลตฟอร์มศูนย์กลางแบบนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ต้องไม่หยุดพัฒนาเพื่อก้าวตามเทรนด์โลกให้ทันครับ

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญทดลองใช้ TH-AI Passport ชี้จุดเด่นด้านโมเดลและต้นทุน แต่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าเมื่อเปิดใช้จริง

ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand มูลค่าความเสียหายทะลุ 1.3 พันล้าน

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้มีประเด็นร้อนในแวดวงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่น่าสนใจมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของสินค้าไทยในตลาดโลก นั่นคือเรื่องของ ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจพบการกระทำผิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง

เมื่อไม่นานมานี้ คุณพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ออกมาเปิดเผยผลการปฏิบัติงานในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – กรกฎาคม 2569) พบว่ามีการจับกุมคดีสำคัญได้ถึง 177 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,377.8 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้ายังคงเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทยครับ

เจาะลึกปฏิบัติการ ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand

ปัญหาที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์สำคัญคือการพบสินค้าที่ระบุว่า ‘Made in Thailand’ แต่แท้จริงแล้วนำเข้ามาจากจีนและเตรียมส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า นี่คือกลโกงที่ทำลายความเชื่อมั่นของคู่ค้าต่างชาติอย่างร้ายแรง โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบหลักฐานสำคัญ 2 คดีใหญ่ ได้แก่:

  • คดีบุหรี่ต่างชาติ: มีการนำเข้าบุหรี่ ยี่ห้อ TWOMOON จากจีนจำนวนกว่า 5.37 ล้านมวน โดยพยายามปลอมปนหีบห่อว่าเป็นสินค้าผลิตในไทย ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 17 ล้านบาท
  • คดีอุปกรณ์มีดและบรรจุภัณฑ์: พบใบมีดพร้อมบรรจุภัณฑ์กว่า 202,000 ชุด ที่ระบุแหล่งกำเนิดเท็จ ซึ่งมูลค่าความเสียหายในคดีนี้พุ่งสูงถึง 84.27 ล้านบาท

การที่ ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนไปยังกลุ่มผู้ค้าที่ไม่สุจริตว่า ทางการไทยได้ยกระดับการบริหารความเสี่ยงและการเอกซเรย์สินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้นแล้ว

ก้าวต่อไปของการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์

นอกจากการป้องกันคดีสวมสิทธิ์แล้ว กรมศุลกากรยังทำงานหนักในด้านอื่นๆ เช่น การป้องกันการนำเข้าขยะอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลกว่า 5.6 ล้านกิโลกรัม และการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชา ที่สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลเช่นกัน สำหรับผู้ประกอบการไทย ผมมองว่านี่คือโอกาสดีที่จะสร้างจุดแข็งให้กับแบรนด์ด้วยการรักษามาตรฐานคุณภาพและการสำแดงข้อมูลที่เป็นจริงอย่างเคร่งครัด เพราะความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญที่สุดในการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ

ในมุมมองของผม การปราบปรามนี้ไม่ใช่แค่การทำงานของภาครัฐเท่านั้น แต่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเองต้องช่วยกันตรวจสอบและไม่สนับสนุนสินค้าที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้ ‘Made in Thailand’ ยังคงเป็นตราประทับของคุณภาพที่ทั่วโลกให้การยอมรับอย่างแท้จริงครับ เราต้องร่วมกันจับตาและสนับสนุนมาตรการเหล่านี้ให้ยั่งยืน เพื่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพครับ

ที่มา – ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ ‘Made in Thailand’ เผยผลงานปราบปรามท่าเรือแหลมฉบัง ความเสียหายทางเศรษฐกิจทะลุ 1.3 พันล้านบาท

เจาะลึก พล.ต.อ. สำราญ นวลมา แคนดิเดต ผบ.ตร. เบอร์ 3 ที่สังคมจับตาในฐานะตัวเต็ง ‘นอนมา’ คุมทัพสีกากี

ในสมรภูมิการช่วงชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ที่กำลังเดือดระอุอยู่ในขณะนี้ กฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 อาจจะเน้นย้ำเรื่องอาวุโสเป็นหลัก แต่ด้วยช่องว่างที่เปิดโอกาสให้พิจารณาความรู้ความสามารถมาประกอบด้วย ทำให้สปอตไลต์ทุกดวงพุ่งเป้าไปที่ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา แคนดิเดต ผบ.ตร. เบอร์ 3 ที่สังคมจับตาในฐานะตัวเต็ง ‘นอนมา’ คุมทัพสีกากี อย่างปฏิเสธไม่ได้

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโปรไฟล์ที่น่าสนใจของท่านรอง ผบ.ตร. ท่านนี้กันครับว่า ทำไมชื่อของท่านถึงถูกกระแสสังคมล้อเลียนอย่างติดปากว่าไม่ใช่แค่ “นวลมา” แต่เป็น “นอนมา” กันแน่

วิเคราะห์ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา แคนดิเดต ผบ.ตร. เบอร์ 3 ที่สังคมจับตาในฐานะตัวเต็ง ‘นอนมา’ คุมทัพสีกากี

ด้วยวัยเพียง 53 ปี พล.ต.อ. สำราญ มีเส้นทางเติบโตที่เรียกได้ว่า “สายปฏิบัติการครบเครื่อง” เริ่มต้นจากงานสอบสวน ขยับเข้าสู่หน่วยคอมมานโด 191 และไต่เต้าจนเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นี่คือการฝ่าฟันจากหน้างานจริง ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีในตำรา ยิ่งไปกว่านั้นการผ่านหลักสูตรระดับสากลอย่าง FBI-ALERT ยิ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำที่ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการคลี่คลายเหตุกราดยิงหรือเหตุการณ์วิกฤตต่างๆ ท่านมักจะเป็นคนแรกที่ลงไปหน้างานเองเสมอ

ผลงานเด่นและการปราบปรามอาชญากรรมที่สั่นสะเทือน

ที่ผ่านมา ผลงานของท่านชัดเจนในเรื่องการปราบปรามทุนจีนสีเทา การกวาดล้างขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติและการทุจริตทางทะเบียนราษฎร ซึ่งถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล การยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดมูลค่ารวมหลักพันล้านบาท ไม่เพียงแต่สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม แต่มันยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อีกทั้งยังเคยพาหน่วยงานตนเองคว้ารางวัลด้านความโปร่งใส (ITA) ในระดับดีเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งการันตีถึงระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ

ทำไมสังคมถึงให้น้ำหนักว่า “นอนมา”?

หากมองผ่านเลนส์นักวิเคราะห์การเมืองและรัฐศาสตร์ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา กลายเป็นเต็งหนึ่ง คือ:

  • อายุราชการที่เอื้อต่อการสานต่องาน: ด้วยวัยที่ยังไม่มาก ทำให้ท่านสามารถเป็นผู้นำองค์กรได้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนผ่านบ่อยๆ
  • ความเก่งทั้งบู๊และบุ๋น: การมีภาพลักษณ์มือปราบหน้างานที่เข้าถึงลูกน้อง และความเชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย
  • การสนับสนุนจากขั้วอำนาจ: แม้อาวุโสจะเป็นลำดับ 3 แต่ความพร้อมและความมั่นใจจากฝ่ายการเมืองที่ต้องการกู้ศรัทธาศักดิ์ศรีตำรวจ ทำให้ท่านกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงหลังจากนี้ไม่ใช่แค่การทำงานปราบโจร แต่คือการก้าวข้ามด่าน “ความชอบธรรม” ในใจประชาชน หากท่านได้รับการคัดเลือก การพิสูจน์ฝีมือผ่านผลงานจริงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะลบข้อครหาเรื่อง ‘ตั๋วการเมือง’ ออกไปได้

ในยุคที่ทุกอย่างต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำทัพสีกากีจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ การที่สังคมจับตามอง พล.ต.อ. สำราญ นวลมา แคนดิเดต ผบ.ตร. เบอร์ 3 ที่สังคมจับตาในฐานะตัวเต็ง ‘นอนมา’ คุมทัพสีกากี นับเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญที่จะบอกว่า การแต่งตั้งในอนาคตจะยึดตามระบบอาวุโส หรือจะใช้เกณฑ์ความสามารถเป็นตัวตั้งกันแน่ ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างไม่กะพริบตาครับ

ที่มา – พล.ต.อ. สำราญ นวลมา แคนดิเดต ผบ.ตร. เบอร์ 3 ที่สังคมจับตาในฐานะตัวเต็ง ‘นอนมา’ คุมทัพสีกากี

AI สร้างอคติใหม่ในการจ้างงานได้เอง แม้ไม่มีข้อมูลเดิม

ในยุคปัจจุบันที่การใช้ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกพนักงานของบริษัทต่างๆ เรามักจะได้ยินความกังวลว่าอัลกอริทึมอาจพ่วงอคติเดิมๆ ของมนุษย์เข้ามาด้วย แต่ล่าสุดมีการศึกษาที่น่าตื่นเต้นจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและมหาวิทยาลัยชิคาโก พบความจริงที่น่าตกใจว่า AI สร้างอคติใหม่ในการจ้างงานได้เอง แม้ว่าในตอนแรกจะไม่มีข้อมูลอคติใดๆ ตกค้างอยู่เลยก็ตาม

ทำไม AI สร้างอคติใหม่ในการจ้างงานได้เอง?

นักวิจัยได้จำลองการเล่นเกมการจ้างงาน โดยให้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) รับบทเป็นผู้คัดเลือกพนักงาน พวกเขาใช้กลุ่มตัวอย่างสมมติ 4 กลุ่ม ได้แก่ Tufa, Aima, Reku และ Weki ซึ่งทุกคนมีความสามารถเท่าเทียมกัน ผลปรากฏว่าเมื่อ AI ได้รับผลตอบรับจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดแม้เพียงครั้งเดียว มันจะเริ่มสร้างทัศนคติเชิงลบต่อกลุ่มคนนั้นๆ โดยอัตโนมัติ และขยายอคตินั้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างรุนแรงและรวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว

ภัยเงียบจากการเรียนรู้แบบผิดที่ผิดทาง

ปัญหาสำคัญอยู่ที่หลักการตัดสินใจที่เรียกว่า ‘explore-exploit tradeoffs’ หรือการเลือกระหว่างการลองเสี่ยงสิ่งใหม่กับการเลือกสิ่งที่เคยทำแล้วได้ผลดี AI มักมีแนวโน้มที่จะชอบ ‘ผลลัพธ์สูงสุด’ มากกว่าการทดลอง ทำให้มันมองข้ามศักยภาพของบุคคลจากกลุ่มที่มันเคยมี ‘ประสบการณ์ไม่ดี’ เพียงเล็กน้อย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม AI สร้างอคติใหม่ในการจ้างงานได้เอง ในขณะที่มันพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ให้ถึงขีดสุดนั่นเอง

  • ผลกระทบต่องานวิจัย: โมเดลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูง (เช่น OpenAI o3) กลับแสดงออกถึงอคติที่รุนแรงกว่าโมเดลรุ่นเล็ก
  • ผลลัพธ์ในโลกจริง: การนำ AI มาใช้ในกระบวนการคัดกรองอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องเรื่องการเลือกปฏิบัติในบริษัทชั้นนำหลายแห่ง
  • ความเสี่ยงในวงกว้าง: ปัญหานี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องการจ้างงาน แต่ยังลามไปถึงการคัดกรองผู้เช่าที่อยู่อาศัยและการตัดสินใจทางการแพทย์

สถานการณ์นี้น่ากังวลเมื่อมากกว่า 90% ของบริษัทระดับโลกเริ่มหันมาใช้ระบบอัตโนมัติในการสรรหาบุคลากร การที่ AI มองข้ามความเป็นมนุษย์และยึดติดกับแพทเทิร์นของข้อมูลเก่าเกินไปอาจทำให้ผู้คนที่มีศักยภาพเสียโอกาสสำคัญในชีวิตไปอย่างไม่เป็นธรรม

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ เราไม่ควรปล่อยให้ระบบอัตโนมัติทำงานโดยปราศจากการตรวจสอบจากมนุษย์ การพัฒนา AI ที่เท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนโค้ดที่ไม่มีอคติ แต่คือการควบคุมไม่ให้เครื่องจักรเรียนรู้พฤติกรรมการตัดสินใจที่สร้างกำแพงกั้นโอกาสของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง เราต้องมองหาจุดสมดุลใหม่เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างโอกาสอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นตัวกลางที่สร้างอคติในระบบการจ้างงานครับ

ที่มา – AI Tends to Develop New Stereotypes to Base Hiring Decisions On, Study Says

Kevin Feige ยอมรับ Blade อาจไม่มีโอกาสได้สร้างแล้ว

เชื่อว่าแฟนหนัง Marvel หลายคนคงจำฉากเด็ดใน Deadpool & Wolverine กันได้ดี เมื่อ Wesley Snipes กล่าวขึ้นมาว่า “มี Blade เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น และจะมีเพียงคนเดียวตลอดไป” ซึ่งประโยคนี้ไม่เพียงแต่สร้างเสียงหัวเราะ แต่ยังทำเอาแฟนคลับหลายคนถึงกับอึ้ง เพราะมันเหมือนเป็นการตอกย้ำข่าวลือที่ว่าโปรเจกต์ Kevin Feige ยอมรับ Blade อาจไม่มีโอกาสได้สร้างแล้ว หลังจากที่รอคอยกันมานานหลายปี

สถานะล่าสุดจากปากผู้บริหารเมื่อ Kevin Feige ยอมรับ Blade อาจไม่มีโอกาสได้สร้างแล้ว

ตั้งแต่ปี 2019 ที่ Marvel ประกาศว่าจะนำ Blade ที่นำแสดงโดย Mahershala Ali นักแสดงรางวัลออสการ์สองสมัยกลับมาสร้างใหม่ โดยมีฐานมาจากคอมิกส์ชื่อดัง ข่าวคราวของโปรเจกต์นี้ก็มีทั้งหยุดชะงัก เปลี่ยนผู้กำกับ และถูกเลื่อนฉายไปมาจนกลายเป็นเรื่องตลกในวงการหนังไปแล้ว จนกระทั่งล่าสุด Josh Horowitz จากพอดแคสต์ Happy Sad Confused ได้ถามถึงความคืบหน้าของเรื่องนี้จาก Kevin Feige หัวเรือใหญ่ของ Marvel Studios โดยตรง

เปิดคำตอบชัดๆ หลัง Kevin Feige ยอมรับ Blade อาจไม่มีโอกาสได้สร้างแล้ว

คำตอบของ Feige ในครั้งนี้ดูจะมีความหมายในสองทาง เขาแสดงความเสียใจที่โปรเจกต์นี้ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน และยอมรับว่าเขารู้สึกเหมือนเป็น “คนล้มเหลว” ที่ไม่สามารถทำให้หนังของ Mahershala Ali เกิดขึ้นจริงได้ แม้ว่าในเชิงเทคนิคเขาจะไม่ได้ประกาศยกเลิกแบบเป็นทางการ 100% แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทแล้ว แฟนๆ คงต้องทำใจไว้ล่วงหน้าว่าความหวังที่เราจะมีหนัง Blade ยุคใหม่ภายใต้การนำของ Ali นั้นอาจจะริบหรี่เต็มที

หากเรามาย้อนดูเส้นทางของหนังเรื่องนี้ จะเห็นอุปสรรคมากมายที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของสตูดิโอ:

  • การเปลี่ยนตัวผู้กำกับและทีมเขียนบทซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • ตารางการถ่ายทำที่ล่าช้าจนนักแสดงระดับมือวางอย่าง Mahershala Ali อาจไม่สามารถรอได้
  • การปรับทิศทางของจักรวาล MCU ให้เน้นไปที่ Multiverse และโปรเจกต์อื่นที่เป็นรูปธรรมมากกว่า

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้ถึงไปไม่ถึงฝั่งฝัน สำหรับคอหนังแล้ว นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญของ Hollywood ว่าแม้จะมีนักแสดงระดับยอดฝีมือ หรือ IP ที่แข็งแกร่งเพียงใด แต่การจัดการโปรดักชั่นที่ไม่มีความชัดเจนก็สามารถทำให้ทุกอย่าพังไม่เป็นท่าได้ นอกจากเรื่องของ Blade แล้ว Feige ยังได้อัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับ *Secret Wars* และ *Doomsday* ที่ยังคงมีกำหนดการที่ชัดเจน เพื่อให้แฟนๆ ได้เตรียมตัวลุ้นกันต่อในอนาคต

ในมุมมองของผม แม้จะน่าเสียดายที่ไม่ได้เห็น Mahershala Ali ในบทบาทนี้ แต่บางครั้งความทรงจำที่สวยงามและความเป็นตำนานของ Wesley Snipes ก็อาจเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วก็ได้ การปล่อยให้ Blade กลายเป็นตำนานที่จบไปอย่างสมบูรณ์แบบ อาจจะดีกว่าการฝืนสร้างออกมาแล้วไม่ได้คุณภาพตามที่แฟนๆ คาดหวัง

ที่มา – Kevin Feige Has Finally Admitted ‘Blade’ Probably Isn’t Happening

YouTube กวาดล้างคอนเทนต์ขยะและ AI Slop คุณภาพต่ำ

เชื่อว่าเพื่อนๆ ครีเอเตอร์หลายคนคงเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบนแพลตฟอร์มกันบ้างแล้ว เมื่อล่าสุด YouTube กำลังเดินหน้าจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า YouTube กวาดล้างคอนเทนต์ขยะและ AI Slop อย่างจริงจัง หลังจากที่ปล่อยให้วิดีโอคุณภาพต่ำที่สร้างจาก AI ท่วมแพลตฟอร์มมานานจนแทบจะกลบผลงานสร้างสรรค์ดีๆ ไปหมดแล้ว

YouTube กวาดล้างคอนเทนต์ขยะและ AI Slop เพื่อคัดกรองคุณภาพ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการกวดขันเรื่องนี้? จริงๆ แล้ว YouTube ได้ประกาศผ่านช่อง Creator Insider ว่าบริษัทมีนโยบายชัดเจนในการจัดการกับเนื้อหาที่ขาดความสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ วิดีโอที่ซ้ำซากจำเจ, เนื้อหาที่สร้างความไม่สบายใจ (off-putting) หรือดัดแปลงอารมณ์ความรู้สึกคนดู, และการใช้ AI สวมรอยเป็นตัวตนคนอื่น หากช่องไหนทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ บอกเลยว่าโอกาสในการสร้างรายได้จะถูกตัดทิ้งทันที!

ทำไมต้องซีเรียสกับ YouTube กวาดล้างคอนเทนต์ขยะและ AI Slop?

Matt Halprin รองประธานฝ่ายความปลอดภัยของ YouTube ได้ออกมาให้ความเห็นว่า AI ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป หากใครใช้ AI เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ YouTube ก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าใช้เครื่องมือนี้มาปั๊มวิดีโอแบบรวดเร็วโดยไม่มีเนื้อหาอะไรเลย (Content Farming) ก็ถือว่าเป็นการละเมิดนโยบายของแพลตฟอร์ม

สถิติที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • วิดีโอที่ระบบแนะนำให้ผู้ใช้ใหม่ประมาณ 20% เป็นคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI คุณภาพต่ำ
  • ใน YouTube Shorts สัดส่วนวิดีโอที่สร้างจาก AI สูงถึง 1 ในทุกๆ 2 คลิป
  • ช่องที่เน้นดราม่าหรือภาพความรุนแรงเพื่อดึงดูดความสนใจกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนัก

ความพยายามของ YouTube ครั้งนี้ถือเป็นดาบสองคม เพราะในขณะที่พวกเขาจะกวาดล้าง AI Slop แต่บริษัทเองก็ยังลงทุนใน Generative AI อยู่ไม่น้อย สิ่งนี้จึงกลายเป็นเกมแมวจับหนูที่ยากจะจบลงง่ายๆ แต่สำหรับครีเอเตอร์อย่างเรา นี่คือสัญญาณเตือนว่ายุคของการ “ปั๊มงาน” โดยไม่สนคุณภาพกำลังจะหมดไป

บทสรุปสำหรับครีเอเตอร์: หากคุณยังต้องการเติบโตในเส้นทางสายวิดีโอ ทางรอดเดียวคือการใส่ “ความเป็นมนุษย์” และ “ความคิดสร้างสรรค์” ลงไปในผลงานให้มากที่สุด อย่าปล่อยให้ AI ทำงานแทนคุณทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้วอัลกอริทึมจะเลือกสนับสนุนช่องที่มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ชมจริงๆ แทนที่จะเป็นแค่เนื้อหาขยะครับ

ที่มา – YouTube Cracks Down on ‘Off-Putting Content’ and AI Slop