ผู้เขียน: lalika69_admin

สปสช. กางตัวเลขงบบัตรทองปี 68 กว่า 1.79 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวอย่าง “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ “บัตรทอง” มาฝากกันครับ ล่าสุดทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ได้ออกมาเผยข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่โปร่งใสและน่าชื่นชม เพราะทุกคนสามารถเข้าไปร่วมตรวจสอบได้ด้วยตัวเองเลยครับ

สปสช. กางตัวเลขงบบัตรทองปี 68 กว่า 1.79 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ

สำหรับงบประมาณปี 2568 นี้ ตัวเลขรวมพุ่งไปสูงถึง 179,266.06 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกจัดสรรลงไปสู่หน่วยบริการกว่า 41,977 แห่งทั่วประเทศ เพื่อดูแลสุขภาพของพวกเราทุกคนให้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง โดยคุณธวัชชัย เรืองโรจน์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า การกระจายงบประมาณในครั้งนี้ทำตามขั้นตอนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริงครับ

เปิดรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเงิน 1.79 แสนล้านบาทนี้กระจายไปอยู่ที่ไหนบ้าง สปสช. ได้จำแนกรายละเอียดไว้ให้เราเห็น ดังนี้ครับ:

  • หน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข: ได้รับจัดสรรไปมากที่สุดถึง 120,979.72 ล้านบาท (ประมาณ 67.49%) ซึ่งครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลในสังกัด สป.สธ. และหน่วยงานวิชาการต่างๆ
  • โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (UHosNet): ได้รับการจัดสรรที่ 12,878.69 ล้านบาท
  • หน่วยบริการภาครัฐอื่นๆ: เช่น กระทรวงกลาโหม และกรุงเทพมหานคร ได้รับรวม 7,595.07 ล้านบาท
  • หน่วยบริการเอกชน: ทั้งโรงพยาบาลเอกชน คลินิก และร้านยา ก็มีส่วนสำคัญโดยได้รับงบประมาณไป 26,932.48 ล้านบาท
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอื่นๆ: ได้รับจัดสรรเพื่อดูแลในระดับพื้นที่อีกกว่า 10,880 ล้านบาท

การที่ สปสช. กางตัวเลขงบบัตรทองปี 68 กว่า 1.79 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ ผ่านเว็บไซต์หลักของหน่วยงานนั้น ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ ประชาชนอย่างเราไม่เพียงแค่รับทราบข้อมูลภาพรวม แต่ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์ Excel ไปวิเคราะห์เชิงลึกได้อีกด้วย นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เราเห็นว่าระบบสาธารณสุขของไทยมีความเป็นมืออาชีพและทันสมัยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ

ผมมองว่าการที่หน่วยงานรัฐกล้าเปิดเผยตัวเลขงบประมาณแบบละเอียดยิบเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมากครับ มันคือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้สิทธิบัตรทองทุกคนว่า ภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้เพื่อดูแลสุขภาพของคนในชาติอย่างคุ้มค่าที่สุด ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นการใช้ Data Analytics มาช่วยประเมินประสิทธิภาพการรักษามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน

หากเพื่อนๆ สนใจอยากเข้าไปดูรายละเอียดงบประมาณด้วยตาตัวเอง สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของ สปสช. ได้เลยครับ การเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและคอยติดตามตรวจสอบงบประมาณของภาครัฐแบบนี้แหละครับที่จะช่วยให้ระบบบริการสาธารณสุขของเราพัฒนาไปได้ไกลยิ่งขึ้น ผมแนะนำเลยว่าลองเข้าไปดูกันครับ จะได้รู้ว่าสิทธิบัตรทองของเรามีความสำคัญและมีการบริหารจัดการอย่างไรบ้าง

ที่มา – สปสช. กางตัวเลขงบบัตรทองปี 68 กว่า 1.79 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ

กทม. ส่งหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง สางปมผู้รับเหมาอุโมงค์หนองบอนยื่นฟื้นฟูกิจการ ‘ชัชชาติ’ ย้ำต้องได้บริษัทมั่นคง เร่งแก้บิ๊กโปรเจกต์ดีเลย์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการบริหารจัดการเมืองมาฝากกันครับ เกี่ยวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่คนกรุงเฝ้ารอคอย นั่นคือโครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน ซึ่งล่าสุดทางผู้ว่าฯ กทม. คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าเรื่องผู้รับเหมาที่กำลังเจอปัญหาเรื่องการยื่นฟื้นฟูกิจการครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมโครงการสำคัญแบบนี้ถึงมีความล่าช้า คำตอบหลักๆ คือเรื่องของความมั่นคงของคู่สัญญาครับ โดยล่าสุด กทม. ส่งหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง สางปมผู้รับเหมาอุโมงค์หนองบอนยื่นฟื้นฟูกิจการ ‘ชัชชาติ’ ย้ำต้องได้บริษัทมั่นคง เร่งแก้บิ๊กโปรเจกต์ดีเลย์ เพื่อให้ทางกรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ช่วยวินิจฉัยว่าบริษัทที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการยังสามารถทำสัญญาหรือดำเนินการก่อสร้างต่อได้หรือไม่ เพราะความโปร่งใสคือสิ่งที่ กทม. ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งครับ

กทม. ส่งหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง สางปมผู้รับเหมาอุโมงค์หนองบอนยื่นฟื้นฟูกิจการ ‘ชัชชาติ’ ย้ำต้องได้บริษัทมั่นคง เร่งแก้บิ๊กโปรเจกต์ดีเลย์

คุณชัชชาติได้ย้ำชัดเจนเลยครับว่า ในเชิงการบริหารจัดการแล้ว เราต้องการผู้รับเหมาที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งจริงๆ เพื่อประกันว่าโครงการจะไม่หยุดชะงักหรือทิ้งงานกลางคัน แต่ในฐานะหน่วยงานรัฐ กทม. เองก็มีกรอบกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จะตัดสินใจด้วยความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้ ดังนั้นการรอคำตอบที่ชัดเจนจากกรมบัญชีกลางจึงเป็นทางออกที่ถูกต้องและตรวจสอบได้มากที่สุดครับ

ปัญหาหมักหมมจากอดีต สู่ความท้าทายของ กทม.

นอกจากเรื่องผู้รับเหมาแล้ว ปัญหาของโครงการนี้ยังมีประเด็นเรื่องการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพหน้างานจริง ซึ่งเป็นปัญหาที่หมักหมมมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า คุณชัชชาติได้สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขแบบที่ไม่ได้วางแผนมาอย่างดีตั้งแต่ต้นนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างจริงๆ ครับ

ในมุมมองของผม สิ่งที่ กทม. กำลังทำอยู่นี้ถือเป็นแนวทางที่น่าชื่นชม เพราะ:

  • ความโปร่งใส: การส่งหนังสือหารือกรมบัญชีกลางช่วยลดข้อครหาและทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าไม่มีการเอื้อประโยชน์
  • ความจริงจัง: การไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาที่หมักหมมมา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน
  • การยึดถือระเบียบ: การทำงานตามกติกาของภาครัฐ ช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

สำหรับโปรเจกต์อื่นๆ ที่ยังดีเลย์อยู่ กทม. ก็มีการติดตามอย่างใกล้ชิดและใช้มาตรการตามสัญญาเพื่อเร่งรัดงานให้เร็วที่สุดครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อมั่นได้ว่าการขยับตัวครั้งนี้จะช่วยให้โครงการที่ติดขัดมีความชัดเจนมากขึ้นอย่างแน่นอน

มุมมองทิ้งท้าย: การบริหารจัดการเมืองใหญ่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีปัจจัยเสี่ยงสูงมากครับ ผมมองว่าการที่ผู้บริหารกล้าออกมาแจกแจงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา และใช้กลไกของกฎหมายเป็นที่ตั้ง ถือเป็นเทรนด์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความรับผิดชอบ (Accountability) มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับคนกรุงเทพฯ ครับ หากคุณมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการสาธารณะ อยากให้ลองติดตามการทำงานและร่วมเป็นหูเป็นตาตรวจสอบผ่านช่องทางต่างๆ ของ กทม. ได้เลยครับ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เมืองของเราเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ

ที่มา – กทม. ส่งหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง สางปมผู้รับเหมาอุโมงค์หนองบอนยื่นฟื้นฟูกิจการ ‘ชัชชาติ’ ย้ำต้องได้บริษัทมั่นคง เร่งแก้บิ๊กโปรเจกต์ดีเลย์

ปูพรมตรวจค้นแม่สอดรวบผู้ช่วยนายทะเบียน โยงเครือข่ายทุจริตออกบัตรหัวศูนย์ สวมสิทธิ์ชาวเมียนมา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางสังคมที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคงและระบบทะเบียนราษฎรไทย เมื่อเร็วๆ นี้มีการเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปถึงอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับคดี ปูพรมตรวจค้นแม่สอดรวบผู้ช่วยนายทะเบียน โยงเครือข่ายทุจริตออกบัตรหัวศูนย์ สวมสิทธิ์ชาวเมียนมา ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ของการทุจริตในระบบราชการได้อย่างชัดเจนครับ

เจาะลึกปฏิบัติการ ปูพรมตรวจค้นแม่สอดรวบผู้ช่วยนายทะเบียน โยงเครือข่ายทุจริตออกบัตรหัวศูนย์ สวมสิทธิ์ชาวเมียนมา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น DSI, ป.ป.ท., ปปง. และกรมการปกครอง บุกตรวจค้นเป้าหมายกว่า 25 จุด ในอำเภอแม่สอด ปฏิบัติการนี้มุ่งเป้าไปที่การกวาดล้างขบวนการ “ฟอกแรงงาน” ที่มีการลักลอบออกบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “บัตรเลข 0” ให้กับชาวเมียนมาจำนวนมาก โดยพบหลักฐานที่น่าตกใจว่ามีการออกบัตรเถื่อนไปแล้วมากกว่า 700 ใบเลยทีเดียวครับ

เบื้องหลังขบวนการที่ทำลายความมั่นคงของชาติ

จากการสอบสวนพบว่าขบวนการนี้ไม่ได้ทำกันแค่คนเดียว แต่เป็นเครือข่ายที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้ช่วยนายทะเบียนร่วมมือกับนายหน้าในการหาผลประโยชน์ ซึ่งจากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ว่า:

  • มีการนำชาวต่างชาติมาสวมสิทธิ์เป็นบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ทั้งที่มีหนังสือเดินทางเมียนมาอยู่แล้ว
  • มีการเรียกรับผลประโยชน์สูงถึง 40,000 – 100,000 บาทต่อคน
  • เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความเชี่ยวชาญในระบบทะเบียนมาใช้ในการกระทำผิด

ความจริงแล้วการที่ ปูพรมตรวจค้นแม่สอดรวบผู้ช่วยนายทะเบียน โยงเครือข่ายทุจริตออกบัตรหัวศูนย์ สวมสิทธิ์ชาวเมียนมา ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลเริ่มเอาจริงเอาจังกับการคัดกรองบุคคลที่เข้ามาในประเทศอย่างเข้มงวดมากขึ้นครับ ระบบทะเบียนราษฎรเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคง หากปล่อยให้มีการสวมสิทธิ์หรือออกบัตรผิดประเภทแบบนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในระยะยาวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ในฐานะประชาชนที่คอยติดตามข่าวสาร คือเราต้องร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาครับ การทุจริตในรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐเสียรายได้ แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือของระบบเอกสารทางราชการอีกด้วย หากใครพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยในพื้นที่ของตนเอง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่หรือโทรสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกันรักษาความมั่นคงของประเทศเราให้ปลอดภัยและโปร่งใสมากขึ้นครับ

ที่มา – ปูพรมตรวจค้นแม่สอดรวบผู้ช่วยนายทะเบียน โยงเครือข่ายทุจริตออกบัตรหัวศูนย์ สวมสิทธิ์ชาวเมียนมา

ศาลอาญายกฟ้องคดีที่ 6 แอม ไซยาไนด์ ชี้หลักฐานยังไม่เพียงพอ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจกันอย่างต่อเนื่อง กับคดีความที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก นั่นก็คือคดีของ ‘แอม ไซยาไนด์’ หรือนางสาวสรารัตน์ วุฒิตาภรณ์ ล่าสุดทางศาลอาญาได้มีคำสั่งอ่านคำพิพากษาในคดีที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนรอคอยคำตอบว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร

ศาลอาญายกฟ้องคดีที่ 6 แอม ไซยาไนด์ ชี้พยานหลักฐานอ่อน-แพทย์ไม่ยืนยันสาเหตุเสียชีวิตจากสารพิษ

สำหรับการพิจารณาในคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องโดยกล่าวหาว่าแอมได้วางยาพิษไซยาไนด์ใส่ในอาหารของผู้ตาย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน เพื่อหวังผลเรื่องการล้างหนี้สิน แต่ในชั้นศาลนั้น แอมให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยทางศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานหลายด้าน ทั้งความสัมพันธ์ของผู้ตายและจำเลย รวมถึงพฤติกรรมทางการเงิน ซึ่งพบว่าจำเลยมีปัญหาหนี้สินจากการพนันออนไลน์จริง อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการตัดสินคดีอาญาคือความหนักแน่นของพยานหลักฐาน ซึ่งในคดีนี้ ศาลอาญายกฟ้องคดีที่ 6 แอม ไซยาไนด์ ชี้พยานหลักฐานอ่อน-แพทย์ไม่ยืนยันสาเหตุเสียชีวิตจากสารพิษ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ รายงานจากแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพในขณะนั้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากสารพิษไซยาไนด์โดยตรง แต่ระบุว่าอาจเกิดจากระบบหัวใจล้มเหลวหรือโรคประจำตัว ด้วยความที่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังมีความคลุมเครือ ศาลจึงยึดหลักกฎหมายว่าต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามมาตรฐานการยุติธรรม

สถานการณ์ภาพรวมของคดี แอม ไซยาไนด์

ปัจจุบันนี้ หากเรามาดูสถิติภาพรวมของการดำเนินคดีกับสรารัตน์ อัยการได้ยื่นฟ้องไปแล้วถึง 15 คดี โดยแบ่งเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 14 คดี และพยายามฆ่าอีก 1 คดี ซึ่งสถานะปัจจุบันศาลได้มีคำพิพากษาออกมาแล้วรวม 6 คดี ดังนี้ครับ:

  • คดีที่พิพากษาประหารชีวิต: 1 คดี
  • คดีที่พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต: 2 คดี
  • คดีที่ศาลอาญายกฟ้องคดีที่ 6 แอม ไซยาไนด์ ชี้พยานหลักฐานอ่อน: 3 คดี

มุมมองและข้อคิดเห็น: จากเหตุการณ์นี้ เราจะเห็นได้ว่าในกระบวนการยุติธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือพยานหลักฐานที่ต้องหนักแน่นและปราศจากข้อสงสัย การที่เราเห็นข่าวนี้บ่อยครั้งในสื่อออนไลน์ ย้ำเตือนให้เห็นว่ากฎหมายทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ไม่ว่าคดีจะได้รับความสนใจจากสังคมมากเพียงใดก็ตาม ความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณาคดีเป็นเรื่องที่พวกเราในฐานะประชาชนต้องติดตามอย่างมีวิจารณญาณครับ

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไปไกล การเสพสื่อต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาทและการรอฟังผลจากหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจจริงดีที่สุดครับ ใครที่มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถมาแชร์กันได้นะครับ และอย่าลืมติดตามการอัปเดตคดีที่เหลือต่อไปว่าจะมีทิศทางอย่างไร

ที่มา – ศาลอาญายกฟ้องคดีที่ 6 ‘แอม ไซยาไนด์’ ชี้พยานหลักฐานอ่อน-แพทย์ไม่ยืนยันสาเหตุเสียชีวิตจากสารพิษ

ศาลฎีกาไฟเขียว 60 พยาน คดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ทนายย้ำจุดยืนชงแก้ ม.112 ไม่ขัดจริยธรรม คาดไต่สวนจบพฤษภาคมปี 2570

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ กับกรณีล่าสุดที่ศาลฎีกาได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีที่ 44 อดีต สส. จากพรรคก้าวไกลถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการร่วมกันเสนอร่างแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

ศาลฎีกาไฟเขียว 60 พยาน คดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ทนายย้ำจุดยืนชงแก้ ม.112 ไม่ขัดจริยธรรม คาดไต่สวนจบพฤษภาคมปี 2570

ล่าสุด คุณนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝั่งผู้คัดค้าน ได้ออกมาให้ข้อมูลหลังจากที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝ่ายอดีต สส. นำพยานเข้าสืบได้จำนวน 60 ปาก จากเดิมที่เคยยื่นไปมากกว่า 80 ปาก โดยมีการปรับลดเพื่อความกระชับและลดความซ้ำซ้อนลงครับ การเดินหน้าสู้คดีในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบรรทัดฐานทางการเมืองไทยในอนาคต

แนวทางการสู้คดีและกลุ่มพยานสำคัญ

ทนายความได้แบ่งพยานทั้ง 60 ปากออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน ได้แก่:

  • กลุ่มผู้คัดค้าน: คาดว่าจะมีตัวบุคคลสำคัญอย่างคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เข้ามาเบิกความด้วยตนเอง ซึ่งต้องรอการยืนยันตารางเวลาที่ชัดเจนอีกครั้งครับ
  • กลุ่มนักวิชาการ: ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่จะมาให้ความเห็นเชิงวิชาการ
  • กลุ่มผู้รู้เห็นเหตุการณ์: พยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์จริงขณะปฏิบัติหน้าที่

ในมุมมองของการต่อสู้คดี ทนายยืนยันว่าการใช้สิทธิ์ของ สส. ในการเสนอแก้กฎหมายเป็นเรื่องที่ทำได้ และไม่ถือเป็นการขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมแต่อย่างใด การที่ศาลให้โอกาสนำพยานมาสืบได้ถึง 60 ปาก ยิ่งเป็นการสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมต้องการให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมอย่างเต็มที่และรอบด้านที่สุด โดยคาดว่ากระบวนการสืบพยานจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2570 ซึ่งแม้จะดูเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ก็ถือว่าเหมาะสมกับความซับซ้อนของคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมาก

ความเห็นและบทวิเคราะห์จากมุมมองคนติดตามการเมือง

หากเราวิเคราะห์จากสถานการณ์นี้ จะพบว่าคดี ศาลฎีกาไฟเขียว 60 พยาน คดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ทนายย้ำจุดยืนชงแก้ ม.112 ไม่ขัดจริยธรรม คาดไต่สวนจบพฤษภาคมปี 2570 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคดีความเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่การแสดงออกของฝ่ายนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย การติดตามการสืบพยานหลังจากนี้จึงน่าสนใจมากครับว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นศาลจะส่งผลต่อการตีความเรื่อง ‘มาตรฐานทางจริยธรรม’ อย่างไร

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมือง ผมขอแนะนำให้คอยติดตามอัปเดตจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้เป็นระยะนะครับ เพราะรายละเอียดการสืบพยานอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามความเหมาะสมของศาล และนี่คือหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องจับตาดูต่อไปว่าจุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าครับ

ที่มา – ศาลฎีกาไฟเขียว 60 พยาน คดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ทนายย้ำจุดยืนชงแก้ ม.112 ไม่ขัดจริยธรรม คาดไต่สวนจบพฤษภาคมปี 2570

ทร.ชี้แจงปรับฐานปฏิบัติการจันทบุรี-ตราด รอบด้าน เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศมาฝากกันครับ หลายคนอาจจะเคยเห็นภาพแชร์กันว่อนโซเชียลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีและตราด จนเกิดเป็นประเด็นถกเถียงกันว่ากำลังมีการก่อสร้างอะไรกันอยู่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อมูลจากทางกองทัพเรือให้ชัดเจนครับ

ทร.ชี้แจงปรับฐานปฏิบัติการจันทบุรี-ตราด รอบด้าน

ล่าสุดทางกองทัพเรือได้ออกมาเคลื่อนไหวโดย น.อ. นรา คุณโฑถม โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ ได้ออกมาไขข้อข้องใจว่า การดำเนินการที่เห็นในภาพนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการปรับฐานปฏิบัติการจันทบุรี-ตราด รอบด้าน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปะทะในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ต้องมีการยกระดับความปลอดภัยให้สูงขึ้นครับ

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นการก่อสร้างบังเกอร์เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วโครงการนี้ครอบคลุมมากกว่านั้นมากครับ โดยมีการปรับปรุงในส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • อาคารที่ทำการและที่พักอาศัยของกำลังพลเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
  • การปรับปรุงที่มั่นและบังเกอร์ให้มีความแข็งแรงตามลักษณะภูมิประเทศ
  • การจัดทำสิ่งกีดขวางและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อภารกิจ
  • การออกแบบตามหลักยุทธวิธีที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ทำไมต้องมีการปรับปรุง? เพราะความปลอดภัยของกำลังพลเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ การที่หน่วยงานความมั่นคงตัดสินใจยกระดับฐานปฏิบัติการ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันประเทศในระยะยาวและรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อความมั่นคงในยุคโซเชียล

ในยุคที่เราสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและการแชร์ข้อมูลได้เพียงปลายนิ้วมือ หลายครั้งการแชร์ภาพหรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับที่ตั้งทางทหารอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติโดยไม่รู้ตัวครับ การปรับฐานปฏิบัติการจันทบุรี-ตราด รอบด้าน ในครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนให้พวกเราชาวโซเชียลได้เรียนรู้ว่า ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารควรถูกเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำไปใช้ประโยชน์ได้

กองทัพเรือได้ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนอย่างจริงจังว่า ให้หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพหรือพิกัดของฐานปฏิบัติการ เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่แนวหน้าครับ

สรุปเทรนด์และมุมมอง: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงควบคู่ไปกับความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยเราครับ เราควรสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วยการเป็น “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพ ไม่แชร์ข้อมูลที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยส่วนรวม หากทุกคนตระหนักถึงจุดนี้ได้ ความมั่นคงของชาติก็จะแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ทร.ชี้แจงปรับฐานปฏิบัติการจันทบุรี-ตราด รอบด้าน พิจารณาความปลอดภัยกำลังพลตามพื้นที่ ขออย่าแชร์ข้อมูลกระทบความมั่นคง

สูญเสีย ‘เจ้าจิ๋วน้อย’ ลูกช้างป่าพลัดหลงอุทยานฯ ไทรโยค สัตวแพทย์สันนิษฐานสาเหตุเกิดจากภาวะไตวายเฉียบพลัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวเศร้าที่ทำเอาคนรักสัตว์และชาวโซเชียลใจหายไปตามๆ กัน กับการจากไปอย่างสงบของน้องช้างป่าตัวน้อยที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘เจ้าจิ๋วน้อย’ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พลัดหลงเข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีครับ

สูญเสีย ‘เจ้าจิ๋วน้อย’ ลูกช้างป่าพลัดหลงอุทยานฯ ไทรโยค สัตวแพทย์สันนิษฐานสาเหตุเกิดจากภาวะไตวายเฉียบพลัน

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนได้ดูแลเจ้าจิ๋วน้อยอย่างเต็มกำลังจริงๆ ครับ มีการเฝ้าระวังอาการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งให้สารน้ำทางหลอดเลือด ให้ออกซิเจน และป้อนนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งในช่วงแรกน้องยังดูตอบสนองดีและกินนมได้ตามปกติ ทำให้พวกเราทุกคนแอบหวังว่าจะได้เห็นข่าวดีของการฟื้นตัว แต่ทว่าธรรมชาติของลูกช้างที่พลัดหลงนั้นมีความเปราะบางสูงมากครับ

อาการเริ่มน่าเป็นห่วงเมื่อน้องมีภาวะอ่อนแรง สลับกับความพยายามจะลุกยืนด้วยตัวเอง รวมถึงมีอาการถ่ายเหลวและปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ที่ผ่านมา สัญญาณชีพของน้องได้อ่อนลงและจากไปอย่างสงบ แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตด้วยการกู้ชีพอย่างเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้ายแล้วก็ตาม

ข้อมูลเบื้องต้นจากสัตวแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุการล้ม

จากการประเมินเบื้องต้นของทีมสัตวแพทย์เกี่ยวกับการสูญเสีย ‘เจ้าจิ๋วน้อย’ ลูกช้างป่าพลัดหลงอุทยานฯ ไทรโยค สัตวเหตุเกิดจากภาวะไตวายเฉียบพลัน โดยจากการตรวจเลือดพบค่าการสลายของกล้ามเนื้อสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับความเป็นไปได้เรื่องความผิดปกติของอวัยวะภายในมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งในลำดับถัดไปจะมีการผ่าชันสูตรซากและเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียดอีกครั้งครับ

  • หมั่นสังเกตอาการสัตว์ป่าที่พลัดหลง
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เมื่อพบสัตว์ป่า
  • สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานอนุรักษ์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการช่วยชีวิตสัตว์ป่าที่พลัดหลงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ ถึงแม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก แต่ข้อจำกัดทางกายภาพของสัตว์ป่าและความเครียดจากการสูญเสียโขลงก็เป็นปัจจัยสำคัญ ในฐานะที่เราเป็นผู้ติดตามข่าวสาร การส่งกำลังใจให้ทีมสัตวแพทย์ผู้ทำงานหนักถือเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างพลังงานบวกได้ดีที่สุดครับ ผมเชื่อว่าเจ้าจิ๋วน้อยได้รับความรักและความเมตตาจากทุกคนอย่างเต็มที่แล้ว แม้จะอยู่กับเราได้ไม่นาน แต่เรื่องราวของน้องจะช่วยเตือนใจให้เราหันมาใส่ใจและปกป้องผืนป่าให้มากขึ้นครับ

ที่มา – สูญเสีย ‘เจ้าจิ๋วน้อย’ ลูกช้างป่าพลัดหลงอุทยานฯ ไทรโยค สัตวแพทย์สันนิษฐานสาเหตุเกิดจากภาวะไตวายเฉียบพลัน

CEO ของ Bluesky อยากลดการเมือง เน้นกีฬามากขึ้น

เชื่อว่าหลายคนที่เล่นโซเชียลมีเดียอยู่ตอนนี้คงเริ่มสังเกตเห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับทิศทางของแพลตฟอร์ม Bluesky กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่ Toni Schneider ซีอีโอของบริษัทได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาอยากเห็นแพลตฟอร์มขยับออกจากภาพจำของการเป็น “ฟองสบู่เสรีนิยม” และหันไปให้ความสำคัญกับหัวข้ออื่นๆ อย่างเช่นเรื่องกีฬาให้มากขึ้น

CEO ของ Bluesky อยากลดการเมือง เน้นกีฬามากขึ้น

หลายคนอาจตีความคำพูดนี้ไปไกลว่าเป็นการเปิดประตูต้อนรับกลุ่มการเมืองฝั่งขวา แต่ในความเป็นจริงแล้ว Schneider กำลังมองหาการสร้างประสบการณ์การใช้งานแบบสดๆ (Live experience) ซึ่งเขาเห็นตัวอย่างความสำเร็จมาแล้วจากการเกาะติดผลการเลือกตั้ง รวมถึงการพูดคุยเรื่องกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงบนแพลตฟอร์ม เขาเชื่อว่าผู้ใช้ที่เข้ามาเพื่อติดตามข่าวสารกีฬาจะได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีคุณภาพ โดยที่ไม่ต้องถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองเสมอไป

เหตุผลที่ CEO ของ Bluesky อยากลดการเมือง เน้นกีฬามากขึ้น คืออะไร?

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม CEO ของ Bluesky อยากลดการเมือง เน้นกีฬามากขึ้น ถึงกลายเป็นประเด็นร้อนแรง นั่นก็เพราะผู้ใช้งานบางกลุ่มกังวลว่าความพยายามนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศของแพลตฟอร์มไปจากเดิม อย่างไรก็ตาม Schneider ได้เน้นย้ำว่า เป้าหมายหลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่สุภาพและเป็นมิตร หากมีการพูดคุยที่ออกนอกลู่นอกทาง ผู้ใช้ก็ยังมีเครื่องมืออย่างระบบการ Block ที่แข็งแกร่งคอยกำกับดูแลอยู่ดี

หากลองมองเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง X (หรือ Twitter เดิม) จะเห็นได้ว่าในนั้นเต็มไปด้วยคอนเทนต์ข่าวกีฬาปนกับดราม่าและการปั่นกระแสมากมาย Bluesky จึงพยายามนำเสนอทางเลือกที่ดูสะอาดตากว่าและเน้นความเห็นจากแฟนตัวจริง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่พวกเขากำลังพยายามรักษาไว้

สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ:

  • การขยายฐานผู้ใช้ให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดแค่กลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง
  • การสร้างพื้นที่พูดคุยแบบ Real-time เกี่ยวกับอีเวนต์ระดับโลกอย่างการแข่งกีฬา
  • การรักษาสมดุลของความหลากหลายทางความคิดภายใต้ความสุภาพและปลอดภัย

ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่าความพยายามนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะการทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่แห่งการสนทนาที่สร้างสรรค์นั้นยากกว่าการดึงดูดคนด้วยดราม่า แต่ถ้า Bluesky ทำสำเร็จจริง มันอาจเป็นโมเดลที่โซเชียลมีเดียในอนาคตควรยึดถือ หากเราทุกคนช่วยกันสร้างสังคมที่เน้นความชอบมากกว่าอคติ การเล่นโซเชียลก็คงมีความสุขขึ้นเยอะเลยว่าไหมครับ?

ที่มา – The CEO of Bluesky Says He Wants Less of a Focus on Liberal Politics (and More Sports)

ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ลุยตรวจ ‘บ้านหนังสือ’ หวังเป็นแหล่งเชื่อมโยงชุมชนไร้ค่าใช้จ่าย

ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ลุยตรวจ ‘บ้านหนังสือ’ หวังเป็นแหล่งเชื่อมโยงชุมชนไร้ค่าใช้จ่าย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมอยากพาทุกคนไปอัปเดตเรื่องราวดีๆ ในกรุงเทพมหานครกันสักหน่อยครับ เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ในชุมชนกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจมาก เมื่อพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมโครงการ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ลุยตรวจ ‘บ้านหนังสือ’ หวังเป็นแหล่งเชื่อมโยงชุมชนไร้ค่าใช้จ่าย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้กับคนเมืองครับ

โครงการนี้ไม่ได้เป็นแค่ห้องสมุดธรรมดาๆ นะครับ แต่มันคือการสร้างพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับทุกคนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กๆ และเยาวชนที่ต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ในการทำกิจกรรม จากการลงพื้นที่ที่สุเหร่าบ้านดอน เขตวัฒนา เราพบว่าเจ้าหน้าที่ดูแลดีมาก และสภาพแวดล้อมก็เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือสุดๆ มีทั้งแอร์เย็นๆ และหนังสือที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายของคนในยุคดิจิทัลแบบนี้ครับ

การที่ กทม. ให้ความสำคัญกับ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ลุยตรวจ ‘บ้านหนังสือ’ หวังเป็นแหล่งเชื่อมโยงชุมชนไร้ค่าใช้จ่าย ในครั้งนี้ มันสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารมองเห็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำครับ เพราะในเมืองใหญ่พื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ใช้ฟรีแบบนี้หายากมาก การมีบ้านหนังสือในชุมชนจึงเป็นการลดช่องว่างและมอบโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

จากข้อมูลที่เราทราบมา มีเยาวชนแวะเวียนมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องครับ สิ่งนี้ย้ำเตือนใจเราว่า ‘พื้นที่สร้างสรรค์’ ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นเสมอแม้ในยุคที่เทคโนโลยีจะก้าวไกลเพียงใด เพราะการได้มานั่งอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชน มันสร้างสายใยที่โซเชียลมีเดียให้ไม่ได้จริงๆ ครับ

ทำไม ‘บ้านหนังสือ’ ถึงสำคัญกับอนาคตชุมชน?

เรามักจะมองว่าในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน อะไรๆ ก็หาได้บนอินเทอร์เน็ต แต่จริงๆ แล้วการมีสถานที่ทางกายภาพให้คนในชุมชนได้มาพบปะกันนั้นมีพลังมหาศาลครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไม ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ลุยตรวจ ‘บ้านหนังสือ’ หวังเป็นแหล่งเชื่อมโยงชุมชนไร้ค่าใช้จ่าย ถึงเป็นโครงการที่ผมอยากชวนทุกคนมาช่วยกันสนับสนุน เพราะมันคือ:

  • แหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านที่ประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัว
  • พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
  • จุดศูนย์รวมให้คนทุกช่วงวัยในชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
  • เครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์

ในมุมมองของผม โครงการนี้คือเทรนด์ของเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญครับ ผมอยากเห็นบ้านหนังสือเหล่านี้กระจายไปทุกหัวระแหงในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นพื้นที่ฮีลใจและลับสมองให้กับทุกคน หากเพื่อนๆ อยู่ใกล้ที่ไหน ลองแวะเข้าไปใช้บริการดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าชุมชนที่น่าอยู่เริ่มต้นได้จากหนังสือเพียงไม่กี่เล่มและพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้เองครับ

ที่มา – ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ลุยตรวจ ‘บ้านหนังสือ’ หวังเป็นแหล่งเชื่อมโยงชุมชนไร้ค่าใช้จ่าย