ผู้เขียน: lalika69_admin

Dario Amodei พยายามเจรจากับเพนตากอนอีกครั้ง

หลังจากดราม่าที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน Dario Amodei CEO ของ Anthropic ก็กำลัง Dario Amodei พยายามเจรจากับเพนตากอนอีกครั้ง ตามรายงานจากแหล่งข่าวลับที่ให้ข้อมูลกับ Financial Times

Dario Amodei พยายามเจรจากับเพนตากอนอีกครั้ง หลังเหตุการณ์ตึงเครียด

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นอย่างไร? (หายใจเข้าลึกๆ ก่อนนะ) ก่อนที่สหรัฐฯ จะทำสงครามกับอิหร่าน Anthropic กำลังเจรจากับ Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหม เรื่องการใช้โมเดล AI Claude สำหรับการเฝ้าระวังมวลชนและอาวุธอัตโนมัติ เพนตากอนมองว่านี่เป็นการดูหมิ่น และปฏิบัติต่อ Amodei เหมือนศัตรูที่พยายามยึดอำนาจทหารจากรัฐบาลทรัมป์ ทุกอย่างดูแปลกๆ Hegseth ตอบโต้ด้วยการประกาศว่า Anthropic เป็นความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และอ้างแบบผิดกฎหมายว่าบริษัทที่ทำสัญญากับรัฐบาลห้ามทำงานกับ Anthropic ในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ตอนนั้นเพนตากอนกำลังใช้ Claude ช่วยเตรียมทิ้งระเบิดใส่อิหร่านอยู่

คู่แข่งหลักอย่าง OpenAI เซ็นสัญญาให้เพนตากอนใช้ผลิตภัณฑ์ในช่องทางลับทันที และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ระเบิดก็ตกใส่อิหร่านแล้ว

การเจรจาครั้งใหม่กับ Emil Michael

ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ FT รายงานว่า Amodei กำลังเจรจาอีกครั้งกับ Emil Michael รองรัฐมนตรีกลาโหมฝ่ายวิจัยและวิศวกรรม ซึ่งเคยบอกว่า Amodei “เป็นคนโกหกและมี God-complex”

มีเมโมจาก Amodei ส่งถึงพนักงานที่รายงานไปแล้วเมื่อวันพุธ ประโยคยาวเหยียดนี้เปรียบเทียบการเจรจากับเพนตากอน (หรือ DoW) กับ Sam Altman คู่แข่ง:

“เราไม่ได้ให้คำชมแบบเผด็จการกับทรัมป์ (ต่างจาก Sam) เราสนับสนุนกฎระเบียบ AI ซึ่งขัดกับวาระของพวกเขา เราบอกความจริงเรื่องนโยบาย AI (เช่น การเลิกจ้างงาน) และเรายืนหยัดตามเส้นแดงด้วยความซื่อสัตย์ แทนที่จะสมรู้ร่วมคิดผลิต ‘safety theater’ เพื่อประโยชน์พนักงาน (ซึ่งผมสาบานเลยว่าทุกคนที่ DoW, Palantir, ที่ปรึกษาการเมือง คิดว่าเป็นปัญหาที่เรากำลังแก้)”

ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Information Technology Industry Council ที่มี Nvidia, Amazon, Apple และ OpenAI ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อรายงานล่าสุดเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีที่ขัดแย้งกับเพนตากอน

ความสำคัญของ Dario Amodei พยายามเจรจากับเพนตากอนอีกครั้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างบริษัท AI กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางทหาร Anthropic ยืนหยัดเรื่องจริยธรรมและความปลอดภัย ขณะที่ OpenAI เลือกทางสายกลางเพื่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ การที่ Dario Amodei พยายามเจรจากับเพนตากอนอีกครั้ง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการหาจุดสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการกำกับดูแล

  • ประเด็นหลัก: ความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานจากเพนตากอน
  • บทบาทของ Claude ในปฏิบัติการทหาร
  • การแข่งขันระหว่าง Anthropic และ OpenAI
  • อนาคตของ AI ในกองทัพสหรัฐฯ

Gizmodo ติดต่อ Anthropic เพื่อยืนยันการเจรจาครั้งใหม่และรายละเอียดเพิ่มเติม เราจะอัปเดตหากมีข้อมูลใหม่

ในมุมมองของผม การที่ Dario Amodei พยายามเจรจากับเพนตากอนอีกครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงที่สมดุลมากขึ้น ลองติดตามดูว่าอนาคต AI กับทหารจะเป็นอย่างไร คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Dario Amodei Is Reportedly Taking One More Stab at Making Nice with the Pentagon

รู้จัก 4 เส้นทางน้ำมันดิบไทยอยู่ตรงไหนของโลก? สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในช่วงนี้สถานการณ์ตะวันออกกลางร้อนระอุ จนกระทรวงพลังงานต้องออกมาเตือนให้เราติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด อย่าตื่นตระหนก และสำคัญสุดๆ อย่ากักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเด็ดขาดนะ เพราะอาจผิดกฎหมาย แถมยังเสี่ยงอันตรายจากการเก็บไม่ถูกวิธีได้อีก THE STANDARD WEALTH ชวนมาทำความเข้าใจกันแบบเป็นกันเอง กับเรื่อง รู้จัก 4 เส้นทางน้ำมันดิบไทยอยู่ตรงไหนของโลก? สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน เพื่อให้เรารู้ว่าประเทศไทยเตรียมพร้อมยังไง หากเกิดวิกฤตพลังงานจริงๆ

ก่อนอื่น มาดูภาพรวมกันก่อน ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองอยู่ราว 60 วัน แต่ไม่ใช่แปลว่าเหลือใช้แค่นั้นนะ! มันหมายถึง ถ้าไทยหยุดนำเข้าน้ำมันทั้งหมดเลย เรายังใช้ได้ 60 วัน ซึ่งกระทรวงยืนยันว่ายังมีการนำเข้าต่อเนื่องจากแหล่งอื่นๆ เพื่อชดเชยจากตะวันออกกลางที่เสี่ยงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบนี้สำคัญมาก เพราะเป็นเส้นทางหลักขนส่งน้ำมันโลก ถ้าปิด ราคาน้ำมันพุ่งแน่ๆ แต่ไทยมีแผนสำรองชัดเจนแล้ว

รู้จัก 4 เส้นทางน้ำมันดิบไทยอยู่ตรงไหนของโลก? สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน

มาดู 4 เส้นทางหลักที่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบกันก่อน จากกราฟิกข้อมูล เส้นทางที่ 1 และ 2 น่าจะมาจากตะวันออกกลางผ่านฮอร์มุซเป็นหลัก เสี่ยงสูงสุดตอนนี้ ส่วนเส้นทางที่ 3 จากแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐอเมริกา ซึ่งปลอดภัยกว่าเพราะเลี่ยงฮอร์มุซได้ และเส้นทางที่ 4 อาจจากเอเชียหรือรัสเซียทางเหนือ ไทยพึ่งพาเส้นทางเหล่านี้เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะตอนนี้ที่เร่งปรับแผนซื้อจากแหล่งใหม่ๆ

ทีนี้มาสู่หัวใจสำคัญ สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน ที่กระทรวงพลังงานประกาศล่าสุด ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง:

  • ปรับแผนจัดซื้อจากแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ลดพึ่งพาฮอร์มุซ (เส้นทางที่ 3) คาดขนส่งถึงเมษายนนี้ ช่วยกระจายแหล่งนำเข้า
  • ระงับส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว เพราะไทยยังพึ่งพาพลังงานจากลาวบางส่วน และป้องกันลักลอบส่งต่อประเทศที่สาม
  • เพิ่มซื้อก๊าซธรรมชาติ จากปิโตรนาส มาเลเซีย และอ่าวไทย เสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้า
  • จัดหา Spot LNG จากสหรัฐฯ จัดการต้นทุนค่าไฟช่วงพีคดีมานด์เมษายน ราคาไฟไม่พุ่ง
  • ใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคาดีเซล คงที่ 29.94 บาท/ลิตร 15 วัน ใช้อุดหนุนวันละ 422 ล้านบาท

แผนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้นั่งรอชะตากรรม แต่มีกลยุทธ์เชิงรุก โดยเฉพาะการกระจายเส้นทางนำเข้าและใช้กองทุนช่วยประชาชน สำหรับคนที่สนใจเทคโนโลยีและบันเทิงอย่างเราๆ เรื่องนี้กระทบตรงๆ นะ เพราะราคาน้ำมันแพง ค่าแท็กซี่ ค่าบินไปเที่ยว หรือแม้แต่ชาร์จ EV ก็เชื่อมโยงกันหมด ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ไทยน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำลงในระยะยาวด้วย

ในมุมมองของผมที่ติดตามเรื่องพลังงานมานาน ไทยควรเร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน เพื่อลดพึ่งพาน้ำมันดิบในอนาคต เพราะภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยๆ แน่นอน อย่าตื่นตระหนก แต่เตรียมตัวด้วยการประหยัดพลังงาน เช่น ใช้รถ EV หรือทำงานจากบ้านบ้าง ลองเช็คราคาน้ำมัน App กระทรวงพลังงานทุกวัน แล้วมาร่วมอัพเดทกันในคอมเมนต์นะ!

ที่มา – รู้จัก 4 เส้นทางน้ำมันดิบไทยอยู่ตรงไหนของโลก? สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน

กรมอุตุนิยมวิทยา เผยอีสาน ตะวันออก เหนือ กลาง รับมือพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้น้าเมฆมาอัปเดตพยากรณ์อากาศล่าสุดจาก กรมอุตุนิยมวิทยา เผยอีสาน ตะวันออก เหนือ กลาง รับมือพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง กันเลยนะครับ วันที่ 5 มีนาคมนี้ อากาศไทยกำลังเข้าสู่โหมดพายุฤดูร้อนแบบเต็มตัว โดยเฉพาะภาคอีสาน ตะวันออก เหนือ และกลาง ที่ต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี เพราะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฟ้าผ่าบางพื้นที่ ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวหรือออกงานกลางแจ้ง อย่าประมาทนะ!

กรมอุตุนิยมวิทยา เผยอีสาน ตะวันออก เหนือ กลาง รับมือพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

สาเหตุหลักมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดพาความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาเจอกับอากาศร้อนในไทยตอนบน ผลคือพายุฤดูร้อนถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว จากประสบการณ์ของน้าเมฆที่ติดตามอากาศมานาน พายุพวกนี้มักมาแบบรวดเร็ว ลมแรงมาก สามารถพัดล้มต้นไม้หรือป้ายโฆษณาได้ง่ายๆ เลยครับ

คำเตือนสำหรับภาคอีสาน ตะวันออก เหนือ และกลาง

  • หลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างเก่าๆ หรือป้ายที่ไม่แข็งแรง
  • เกษตรกรควรเสริมโครงไม้ผล เตรียมป้องกันผลผลิตและสัตว์เลี้ยง
  • ดูแลสุขภาพในอากาศร้อนอบอ้าว ด้วยการดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนในที่ร่ม

ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล อากาศร้อนจัดตอนกลางวัน มีฟ้าหลัว อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ 10-15 กม./ชม. ถือเป็นวันที่เหมาะกับการอยู่บ้านชิลๆ ดูซีรีส์หรือเล่นเกมเทคแก็ดเจ็ตใหม่ๆ มากกว่าออกไปข้างนอกนะครับ

ภาคใต้ตอนล่าง ฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

สำหรับเพื่อนๆ ทางใต้ตอนล่าง วันนี้มีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ จากลมตะวันตกและตะวันออกที่ปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย อ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามัน คลื่นสูง 1 เมตร ที่มีฝนคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ชาวเรือโปรดหลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนฟ้าคะนองครับ

จากมุมมองของน้าเมฆที่เป็นนักติดตามอากาศตัวยง พบว่าปีนี้พายุฤดูร้อนมาเร็วกว่าปกติ อาจเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อากาศร้อนจัดและพายุรุนแรงขึ้น แนะนำให้ทุกคนติดตั้งแอปพยากรณ์อากาศบนสมาร์ทโฟน เช่นแอปจากกรมอุตุฯ หรือแอปเทคอย่าง AccuWeather ที่มีแจ้งเตือนเรียลไทม์ ช่วยให้วางแผนไลฟ์สไตล์ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะออกไปเที่ยวคอนเสิร์ต 엔터เทนเมนต์หรือทำงานรีโมท

นอกจากนี้ ในยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลองใช้สมาร์ทโฮมเดวิสที่เชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์อากาศ เพื่อรับแจ้งเตือนอัตโนมัติ ปิดหน้าต่างหรือเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนฝนมา จะช่วยลดความเสียหายได้เยอะเลยครับ

สรุปแล้ว วันนี้ทั่วไทยต้องระวังพายุและอากาศร้อน อย่าลืมเช็คพยากรณ์ก่อนออกจากบ้านนะ! Trend ปีนี้คืออากาศแปรปรวนมากขึ้น ดังนั้นการเตรียมตัวด้วยเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิตสนุกๆ ต่อไป เชิญชวนทุกคนแชร์ประสบการณ์พายุฤดูร้อนในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตอากาศล่าสุด!

ที่มา – กรมอุตุนิยมวิทยา เผยอีสาน ตะวันออก เหนือ กลาง รับมือพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

สตาร์ทอัพวางศูนย์ข้อมูลใต้กังหันลมทะเล

ในยุคบูมของ AI ศูนย์ข้อมูลกำลังขยายตัวทั่วสหรัฐอเมริกา กินทรัพยากรและกดดันโครงข่ายไฟฟ้า ส่งผลให้วงการเทคโนโลยีหาทางเลือกแทนศูนย์ข้อมูลบนบก แม้บางบริษัทจะเล็งไปที่อวกาศ เช่น บริษัทของอีลอน มัสก์ แต่บางแห่งมองไปที่มหาสมุทร

บริษัทอย่าง Aikido Technologies ผู้พัฒนากังหันลมลอยน้ำจากแคลิฟอร์เนีย ได้เปิดตัวแผนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยวางศูนย์ข้อมูลไว้ในถังน้ำใต้ฐานกังหัน ระบบนี้รองรับพลังประมวลผล AI 10-12 เมกะวัตต์ ร่วมกับกังหัน 15-18 เมกะวัตต์และแบตเตอรี่ในตัว พวกเขาวางแผนทดสอบต้นแบบ 100 กิโลวัตต์นอกชายฝั่งนอร์เวย์สิ้นปีนี้ ตามรายงานของ IEEE Spectrum ที่นี่

สตาร์ทอัพวางศูนย์ข้อมูลใต้กังหันลมทะเล

“ก่อนจะไปนอกโลก เราควรไปนอกชายฝั่งก่อน” Sam Kanner CEO ของ Aikido Technologies กล่าว “Aikido พร้อมผสานชิ้นส่วนกังหันลมที่พิสูจน์แล้วกับเทคนิคก่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วไป เพื่อสร้างโรงงาน AI ขนาดกิกะวัตต์ได้เร็ว สะอาด ถูก และมีประสิทธิภาพกว่าวิธีดั้งเดิม”

การรวมศูนย์ข้อมูลกับโครงสร้างพลังงานหมุนเวียนแบบนี้เป็นทางแก้ปัญหาพลังงาน AI อย่างชาญฉลาด ศูนย์ข้อมูลทั่วไปกินไฟจากฟอสซิลจำนวนมหาศาล ในปี 2024 ศูนย์ข้อมูลสหรัฐใชไฟ 183 เทระวัตต์-ชั่วโมง หรือ 4% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ หากขยายต่อเนื่อง อาจเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2030

Aikido มุ่งลดคาร์บอนและบรรเทาความกดดันโครงข่ายไฟ โดยวางศูนย์ข้อมูลใกล้แหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบบประกอบด้วยแพลตฟอร์มใหญ่รองรับกังหันตรงกลาง มีขา 3 ขายื่นจากฐาน แต่ละขาสิ้นสุดด้วย ballast ลึก 20 เมตร เต็มไปด้วยน้ำจืดเพื่อลอยตัว แต่ส่วนบนของถังจะเป็นศูนย์ข้อมูล 3-4 เมกะวัตต์ ตาม IEEE Spectrum

ประโยชน์ของสตาร์ทอัพวางศูนย์ข้อมูลใต้กังหันลมทะเล

ดีไม่ใช่แค่ไฟ แต่ยังเย็นด้วย ใช้ทะเลเป็น “อ่างความร้อน无穷” ระบบระบายความร้อนแบบพาสซีฟ ส่งความร้อนจากศูนย์ข้อมูลผ่านผนังเหล็กถังลงสู่ทะเล บริษัทอ้างว่าผลกระทบความร้อนจำกัดแค่ไม่กี่เมตรรอบโครงสร้าง

แผนระยะยาวคือฟาร์มกังหันลมทะเลรองรับ 30 เมกะวัตต์ถึงกว่า 1 กิกะวัตต์ พอดีกับความต้องการโครงสร้าง AI ความหนาแน่นสูง ลดการใช้พลังงานและผลกระทบสิ่งแวดล้อม

Aikido ไม่ใช่รายเดียวพัฒนาศูนย์ข้อมูลใต้น้ำ แต่เป็นรายเดียวที่ฝังในโครงสร้างกังหันลมทะเล โดย WestfalenWind-Group ในเยอรมนีมีโครงการ windCORESบนบกที่ติดตั้งศูนย์ข้อมูลในหอคอยกังหันแล้ว

แม้แนวทางนอกชายฝั่งมีข้อดี แต่ก็มีอุปสรรค ภาคกังหันลมลอยน้ำเผชิญความล่าช้า ค่าใช้จ่ายพุ่ง และดอกเบี้ยสูงเมื่อเงินอุดหนุนรัฐลดลง Kanner บอก Data Center Dynamics ว่า Aikido หวังจุดประกายภาคนี้ด้วยโมเดลธุรกิจใหม่

แต่มีปัญหาเทคนิคด้วย Daniel King นักวิจัยจาก Foundation for American Innovation ชี้ถึงความท้าทายจากความเค็มและเศษซากทะเลที่ทำลายโครงสร้าง รวมถึงกฎระเบียบคุ้มครองสัตว์ทะเลจากความร้อน

การทดสอบต้นแบบจะให้ข้อมูลชัดเจนถึงความเป็นไปได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็น่าชื่นชมที่บริษัทพลังงานหมุนเวียนหาทางสนับสนุนการเติบโต AI ใหม่ๆ

ไอเดียสตาร์ทอัพวางศูนย์ข้อมูลใต้กังหันลมทะเลนี้ชาญฉลาดมาก คุณคิดว่ามันจะปฏิวัติอุตสาหกรรม AI ได้จริงไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้!

ที่มา – This Startup Wants to Tuck Data Centers Beneath Offshore Wind Turbines

นโยบายใหม่ United Airlines อาจทำให้ถูกไล่จากเที่ยวบิน

มีหลายเหตุผลที่อาจทำให้คุณถูกไล่ออกจากเที่ยวบินในสหรัฐฯ เช่น ไม่ทำตามคำสั่งของลูกเรือ หรือเมาเกินไปบนเครื่องบิน แต่ นโยบายใหม่ของ United Airlines ที่อาจทำให้ถูกไล่ออกจากเที่ยวบิน ล่าสุดคือ การปฏิเสธใช้หูฟังขณะฟังเสียงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

United Airlines ได้อัปเดตเอกสาร “Contract of Carriage” เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบโดย NBC 5 ในชิคาโก ข้อบังคับข้อ 21 ภายใต้ “Rules of Transport” ได้เพิ่มรายการใหม่ที่อาจทำให้ถูกปฏิเสธที่นั่ง คือ “ผู้โดยสารที่ไม่ใช้หูฟังขณะฟังเนื้อหาออดิโอหรือวิดีโอ”

นโยบายใหม่ของ United Airlines ที่อาจทำให้ถูกไล่ออกจากเที่ยวบิน

United ยืนยันการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อ Gizmodo ทางอีเมล โดยส่งรายการกฎที่แสดงบนหน้าจอสำหรับผู้ใช้ Wi-Fi บนเที่ยวบิน พนักงานของสายการบินกล่าวว่า “เราสนับสนุนให้ลูกค้าใช้หูฟังเสมอเมื่อฟังเนื้อหาออดิโอ และกฎ Wi-Fi ของเราก็เตือนให้ใช้หูฟังอยู่แล้ว”

“ด้วยการขยาย Starlink จึงเป็นเวลาที่ดีที่จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเพิ่มเข้าไปใน Contract of Carriage” พนักงานกล่าวต่อ

สายการบินจากชิคาโกได้ติดตั้งบริการอินเทอร์เน็ต Starlink แล้วกว่า 300 ลำ และคาดว่าจะติดตั้งเพิ่มอีก 500 ลำภายในสิ้นปี 2026 (ดูรายละเอียด)

สาเหตุ 22 ประการที่อาจทำให้ถูกไล่ออกจากเที่ยวบิน United

ปัจจุบันมี 22 ข้อภายใต้หมวด “safety” ที่อาจทำให้ถูกไล่จากเที่ยวบิน United รวมถึง:

  • ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งลูกเรือ
  • เมาสุราหรือใช้สารเสพติด
  • มีกลิ่นตัวแรง (malodorous condition ซึ่งคือ body odor)
  • ปฏิเสธใช้หูฟังขณะฟังออดิโอ

หากลืมนำหูฟังมา ผู้โดยสารอาจขอรับฟรีจากลูกเรือได้ตามที่ NBC 5 รายงาน

นโยบายนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการพัฒนา Wi-Fi ความเร็วสูงจาก Starlink ซึ่งทำให้ผู้โดยสารใช้สตรีมมิงมากขึ้น ส่งผลให้เสียงดังรบกวนผู้อื่นได้ง่าย สายการบินอื่นๆ เช่น Delta หรือ American ก็มีกฎคล้ายกัน แต่ United ทำให้ชัดเจนในเอกสารสัญญา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินชี้ว่า นโยบายนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์การบินให้สงบสุขมากขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินยาวๆ ที่ผู้โดยสารต้องนั่งติดกันหลายชั่วโมง การไม่ใช้หูฟังอาจนำไปสู่การร้องเรียนจากผู้โดยสารอื่น สุดท้ายกลายเป็นปัญหาความปลอดภัย

นอกจากนี้ United ยังมีกฎอื่นๆ เช่น ห้ามพกแบตเตอรี่สำรองเกิน 100Wh หรืออุปกรณ์ที่อาจรบกวนระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องบิน การอัปเดตนโยบายหูฟังจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

สำหรับนักเดินทางไทยที่บิน United สู่สหรัฐฯ หรือยุโรป ควรตรวจสอบ Contract of Carriage ล่าสุดเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แนะนำพกหูฟังสำรองหรือซื้อแบบไร้สายราคาถูกไว้ในกระเป๋า

นโยบายใหม่ของ United Airlines ที่อาจทำให้ถูกไล่ออกจากเที่ยวบิน นี้แสดงให้เห็นว่าสายการบินให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของทุกคน หากคุณลืมหูฟัง ลูกเรือยินดีช่วยเหลือ แต่การเตรียมพร้อมคือกุญแจสำคัญในการเดินทางที่ราบรื่น

เตรียมหูฟังให้พร้อมก่อนบิน United Airlines เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่คาดคิด และเพลิดเพลินกับ Wi-Fi ความเร็วสูงจาก Starlink อย่างเต็มที่!

ที่มา – The New United Airlines Policy That Could Get You Kicked Off a Flight

RFK Jr. จ่อเล็ง ดันกิ้น โดนัทส์

โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ หรือ RFK Jr. อาจเลือกสู้กับกลุ่มคนที่ไม่ถูกต้องเสียแล้ว รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคนนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชื่อเรื่องร่องรอยเคมี (chemtrails) กำลังเล็งเป้าไปที่ร้านกาแฟและขนมหวานชื่อดังของอเมริกา นั่นคือ ดันกิ้น โดนัทส์

RFK Jr. จ่อเล็ง ดันกิ้น โดนัทส์

สัปดาห์ที่แล้ว ในงานเฉลิมฉลองแคมเปญ “Real Food” ของรัฐบาลทรัมป์ที่ออสติน รัฐเท็กซัส RFK Jr. ประกาศว่าจะผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับส่วนผสมในอาหารของสหรัฐ โดยเฉพาะสารเติมแต่ง เขาชี้เป้าไปที่ดันกิ้น โดนัทส์และสตาร์บัคส์ โดยให้บริษัทเหล่านี้พิสูจน์ว่าอาหารในเมนูไม่เป็นอันตรายต่อเด็กๆ แม้ข้อความของเขาจะสับสนบ้าง เพราะเขาเคยยกย่องเนื้อบาร์บีคิวว่ามีประโยชน์ในแคมเปญเดียวกัน

“เราจะถามดันกิ้น โดนัทส์และสตาร์บัคส์ว่า ‘แสดงข้อมูลความปลอดภัยให้ดูหน่อยว่ามันปลอดภัยสำหรับเด็กสาววัยรุ่นที่จะดื่มกาแฟเย็นที่มีน้ำตาล 115 กรัมได้ไหม'” RFK Jr. กล่าว “ผมว่าเขาทำไม่ได้แน่”

RFK Jr. จ่อเล็ง ดันกิ้น โดนัทส์: ปัญหา GRAS Loophole

RFK Jr. และทำเนียบขาวของทรัมป์ไม่ปิดบังความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายอาหารครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกฎ GRAS (Generally Recognized as Safe) ของ FDA ซึ่งอนุญาตให้บริษัทประกาศเองว่าส่วนผสมใหม่ปลอดภัยโดยไม่ต้องขออนุมัติจาก FDA กระทรวงสาธารณสุขวางแผนปิดช่องโหว่นี้ โดยให้บริษัทต้องยื่นข้อมูลความปลอดภัยสำหรับแต่ละส่วนผสม

แนวคิดนี้ไม่บ้าเอ๊งเลย ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหารและนักการเมืองทั้งสองฝ่ายเรียกร้องให้ปฏิรูประบบ GRAS มานานก่อนที่ RFK Jr. จะขึ้นดำรงตำแหน่ง นักวิจัยยังชี้ว่าสารเติมแต่งหลายตัวข้ามการตรวจสอบความปลอดภัยไปมาก่อนขึ้นรายการ GRAS

แต่ปัญหาอยู่ที่รายละเอียด และด้วยประวัติของ RFK Jr. ที่ให้ข้อมูลอาหารผิดพลาด เราจึงสงสัยว่าปฏิรูปที่สมเหตุสมผลจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ยอมรับว่าการดื่มกาแฟเย็นหรืออะไรก็ตามที่มีน้ำตาล 115 กรัมบ่อยๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ในเมนูดันกิ้น โดนัทส์ มีเครื่องดื่มไม่กี่ตัวที่เข้าใกล้ระดับนั้น (โดยเฉพาะ Frozen Coffee) กาแฟเย็นขนาดใหญ่นมเต็มมัน และน้ำตาล มีน้ำตาลแค่ 35 กรัม ตามฉลากโภชนาการของบริษัท

  • RFK Jr. เตือนเรื่องน้ำตาลสูงถูกต้อง แต่เขายังยกย่องโค้กที่ใช้น้ำตาลอ้อยแทนน้ำเชื่อมข้าวโพด high-fructose corn syrup ซึ่งไม่ต่างกันเรื่องสุขภาพ
  • เขาโจมตีน้ำมันเมล็ดพืช (seed oils) โดยไม่มีหลักฐานรองรับความเป็นอันตราย
  • เปิดแคมเปญด้วยการเยี่ยมร้านบาร์บีคิวท้องถิ่นและยกย่องว่าเป็น “real food” แม้บาร์บีคิวจะมีแคลอรีสูง มีสารก่อมะเร็งจากการย่าง และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหากกินบ่อย

ผมรักทั้งบาร์บีคิวและดันกิ้น โดนัทส์นะ แต่เราควรทำให้คนกินในปริมาณพอดีและส่งเสริมอาหารสุขภาพมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว ปัญหาจริงๆ ในระบบอาหาร การเตรียม และการโฆษณาอาหารของอเมริกาต้องการการปฏิรูประบบกฎระเบียบและแรงจูงใจที่อิงหลักฐาน แต่ RFK Jr. และพวก MAHA ไม่น่าให้ความมั่นใจได้ และดูเหมือนชาวแมสซาชูเซตส์ รวมถึงผู้ว่าการ Maura Healey จะไม่พอใจกับการโจมตีดันกิ้น โดนัทส์ล่าสุด

คุณคิดยังไงกับการที่ RFK Jr. จ่อเล็ง ดันกิ้น โดนัทส์? ควรปฏิรูป GRAS หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการสนทนาเรื่องอาหารสุขภาพ!

ที่มา – RFK Jr. Is Now Taking Aim at Dunkin’ Donuts

กาฬโรคที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ Game of Thrones

แม้ว่า A Knight of the Seven Kingdoms และเรื่องเล่า novella ที่เป็นแรงบันดาลใจจะโฟกัสที่มุมมองขนาดเล็กของเวสเทอรอส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แตะประเด็นสำคัญในประวัติศาสตร์ของอาณาจักร เลยนะ ในฤดูกาลแรกของมันเกิดความวุ่นวายโดยไม่ตั้งใจที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของราชวงศ์ทาร์แกเรียนและเวสเทอรอสไปตลอดกาล

กาฬโรคที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ Game of Thrones

ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในตอนจบฤดูกาลแรกของ Knight of the Seven Kingdoms คือการตายโดยไม่ตั้งใจของเจ้าชายเบลอร์ ทาร์แกเรียนระหว่างการแข่งขันที่ Ashford Meadow ในปี 209 AC การสูญเสียทายาททำให้ลำดับการสืบราชบัลลังก์ทาร์แกเรียนเปลี่ยนไป และเสียผู้นำทางการเมืองที่ได้รับความนิยมในช่วงที่ราชวงศ์ทาร์แกเรียนกำลังมีจำนวนลดลง ดังที่เราเห็นในตอนจบฤดูกาลแรก หน้าที่ผู้สืบทอดของแดรอนผู้ดีตกเป็นของลูกชายเจ้าชายวาลาร์

แต่เจ้าชายวาลาร์ไม่เคยได้ขึ้นครองบัลลังก์ ลูกชายของเขาก็เช่นกัน สายเลือดของเบลอร์สิ้นสุดลง ไม่ใช่เพราะสงคราม การลอบสังหาร หรืออุบัติเหตุ แต่เพราะ กาฬโรคที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ Game of Thrones อย่าง Great Spring Sickness ที่ไม่มีเลือดมังกรคนไหนรอดพ้น

Great Spring Sickness: กาฬโรคฤดูใบไม้ผลิใหญ่

กาฬโรคที่เรียกว่า Great Spring Sickness (ตั้งชื่อตามช่วงเปลี่ยนฤดูใบไม้ผลิที่นำไปสู่สภาพอากาศดีของเวสเทอรอส โดยฤดูหนาวใหญ่ถัดไปไม่มาจนถึงปี 231 AC) แพร่ระบาดในปี 209 AC และกินเวลาประมาณ 2 ปี สังหารผู้คนนับหมื่น ผู้ป่วยแสดงอาการตอนเช้าและตายตอนค่ำได้เลย

โรคแพร่กระจายเร็วมาก ทำให้เมืองใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดโรค ขณะที่พื้นที่ชนบทยังช้าคือ Dorne และ the Vale ที่ปิดชายแดนและการค้าตั้งแต่แรก เซอร์ ดังก์กับสแควร์หนุ่มอีกอน “เอ้ก” ทาร์แกเรียนรอดเพราะเดินทางใน Dorneตอนที่ปิดพรมแดน

แต่ King’s Landing เจอหนัก พระเจ้าดาเอรอนที่ 2 ทาร์แกเรียนตายภายในปีเดียว ทั้งเจ้าชายวาลาร์และมatariส สายสืบราชบัลลังก์วุ่นวาย Dragonpit ที่เคยเลี้ยงมังกรถูกเผาด้วยไฟป่า ร่างผู้ตายเต็ม ทิ้งไว้เผาทั่วเมืองจนส่วนหนึ่งของเมืองไหม้

การตายของดาเอรอนที่ 2 วาลาร์ และมatariส ทำให้สายสืบไปที่น้องชายเอรีส์ที่ 1 ขึ้นครองบัลลังก์ แม้ครองได้กว่า 10 ปีแต่ไม่มีทายาทตรง จึงไปที่ลูกชายผู้รอดของดาเอรอนที่ 2 คือแมคาร์

ไม่ใช่แค่ทาร์แกเรียนที่เดือดร้อน เดมอน ลานนิสเตอร์ เจ้าของ Casterly Rock ตายจากโรค Faith of the Seven เสียหายหนัก High Septon นักบวชสำคัญ และ Silent Sisters ที่ดูแลศพเกือบตายหมด

การครองราชย์ของเอรีส์ที่หมกมุ่นหนังสือและคำทำนาย ทำให้เซเว่นคิงดอมส์มีวิกฤต โดย Bloodraven (Brynden Rivers) บริหารแทน หลังยุคสงบของดาเอรอน การเดินทางอันตรายจากกฎหมายล้มเหลว ผลกระทบโรค และภัยแล้ง 2 ปี

การตายของตัวประกันจากBlackfyre Rebellion ครั้งแรก ทำให้เกิด rebellion ครั้งที่ 2 ในปี 212 AC นำโดย Lord Gormon Peake และ Daemon II แม้ปราบได้ แต่ครั้งที่ 3 เกิดในรัชกาลเอรีส์

แต่ที่สำคัญคือสายทาร์แกเรียนไปสายแมคาร์แทนเบลอร์ จอร์จ อาร์.อาร์. มาร์ตินบอกว่าการตายของเบลอร์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ สูญเสียกษัตริย์ยอดนิยม ด้วยกาฬโรคที่ฆ่าลูกชาย สายเบลอร์สิ้นสุด เปิดทางสู่จุดจบของทาร์แกเรียนที่ต่างออกไป

เหตุการณ์ กาฬโรคที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ Game of Thrones แสดงให้เห็นว่าพลิกผันเล็กๆ สามารถเปลี่ยนโลกเวสเทอรอสได้ ถ้าคุณเป็นแฟน GoT อย่าพลาดติดตามเรื่องราวเหล่านี้ มันเชื่อมโยงกับ House of the Dragon ด้วย! แสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับ Great Spring Sickness

ที่มา – The Plague That Changed the Course of ‘Game of Thrones’ History

สัมผัส M5 Max MacBook Pro: ถังเหล็กแพง!

Apple ได้กำหนดกลยุทธ์การแบ่งชั้น MacBook ให้ชัดเจนแล้วนะครับ MacBook Neo ราคาประหยัดคือรุ่นเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ MacBook Neo นี่แหละ ส่วน M5 MacBook Air ที่อัปเดตใหม่เหมาะสำหรับคนทั่วไป งานตัดต่อรูปหรือวิดีโอเบาๆ แต่ถ้าคุณอยากได้เครื่องอสูรตัวจริง ต้องมองหา M5 Pro และ M5 Max MacBook Pro ซึ่งแรงมากแต่แพงหูฉี่ เหมาะกับงาน 3D เรนเดอร์หรือโค้ดดิ้งหนักๆ สิ่งที่สงสัยคือ ชิป M5 Max สุดโหดนี้ทำงานจริงได้แค่ไหน?

สัมผัส M5 Max MacBook Pro แบบใกล้ชิด

ถ้าคุณเคยลอง MacBook Pro 14 นิ้วรุ่นท็อป หรือ 16 นิ้ว ใน 5 ปีที่ผ่านมา ก็เดาได้เลยครับ สีมีแค่ space black กับ silver ไม่มีสีสันสนุกๆ แบบ MacBook Air sky blue หรือ Neo ลูกอม จอยังเป็น Liquid Retina XDR mini LED ของ Apple มีรอยบาก notch ใหญ่ย้อยลงมา ไม่เข้ากับเมนูบาร์โปร่งใสของ macOS 26 หวังว่ารุ่น OLED ที่ มีข่าวลือ จะตัด notch ออกสักที

MacBook Pro M5 Pro และ M5 Max รุ่นใหม่ สั่งจองได้แล้ว ส่งของ 11 มีนาคมนี้

สเปกชิป M5 Max ในสัมผัส M5 Max MacBook Pro

ทั้งสองขนาดมาพร้อมชิป M5 Pro หรือ M5 Max ภายใต้ฝากระโปรงมีอะไรเด็ดๆ เยอะ ถ้าอยากรู้สถาปัตยกรรมละเอียด ลองดู บทวิเคราะห์นี้ สรุปสั้นๆ คือ GPU กับ CPU แยกชิป เพื่อเพิ่มคอร์สูงสุด และรีแบรนด์ performance cores เป็น “super” cores แล้ว

Apple โชว์เดโมให้ดูว่า M5 Max MacBook Pro แรงแค่ไหนใน Final Cut Pro กับ Logic Pro แน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่เจ๋งคือรันโมเดล AI โค้ดดิ้งใน Xcode แบบ native สร้างแอป Magic 8-Ball ง่ายๆ มันทายถูกว่า Mercury อยู่ใน retrograde จริงๆ แต่ก็อย่าเอาโค้ด AI ทุกอันไปอัปโหลด App Store นะ

ทุกเครื่องมีพอร์ต Thunderbolt 5 USB-C 3 ช่อง ความเร็วถ่ายโอนข้อมูลสูงกว่า TB4 ใน M5 ฐาน รองรับจอภายนอก:

  • M5 ฐาน: จอ 2 ตัว 6K/60Hz หรือ 4K/144Hz
  • M5 Pro: จอ 3 ตัว เดียวกัน
  • M5 Max: จอ 4 ตัว ผ่าน USB+HDMI สามารถ daisy-chain แบบ Studio Display XDR ประหยัดพื้นที่

ผมวางแผนทดสอบ M5 Max ผ่าน benchmark เต็มรูปแบบ ยังไม่ได้ลองแอป 3D โมเดลลิงหนักๆ อยากรู้จริงๆ ว่า M5 Max กับ RAM 128GB จะเล่นเกม Cyberpunk 2077 หรือ Control ได้ดีแค่ไหน

ราคาเริ่มต้น 14 นิ้ว M5 Pro $2,200 (CPU 15 คอร์ GPU 16 คอร์) อยากได้ CPU 18/GPU 20 จ่ายเพิ่ม $200 M5 Max 14 นิ้ว $3,600 (CPU 18/GPU 32) GPU 40 คอร์ $4,100

แพงกว่านั้นคือ 16 นิ้ว M5 Max สุดล้ำ RAM 128GB SSD 8TB $6,900! ราคาเท่ารถมือสอง แต่ด้วย ราคา RAM พุ่ง หาเครื่องสเปกใกล้เคียงราคาถูกกว่านี้ยาก

แล้ว M5 MacBook Pro ฐานล่ะ? รอรีวิว ว่า M5 Air จะสู้ Pro ได้ไหม ถ้าอยากได้อะไรใหม่จริงๆ รอ OLED touchscreen ตามข่าว ให้ macOS 26 Tahoe หน้าต่างโค้งเข้ากัน

สรุปแล้ว สัมผัส M5 Max MacBook Pro ครั้งนี้รู้สึกถึงพลังมหาศาล เหมาะสำหรับโปรที่ต้องการเครื่องเทพจริงๆ แต่ราคาแรงเกิน ถ้างบถึงจัดไป แต่ถ้างบจำกัด รอ benchmark เต็มและเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นก่อนดีกว่า คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกหน่อย!

ที่มา – M5 Max MacBook Pro Hands-On: The Expensive Tank of Laptops

‘การฆ่าบริษัท’ เพนตากอนสู้ Anthropic แย่

เมื่อเพนตากอนตัดสินใจลงโทษ Anthropic บริษัท AI โดยประกาศว่าเป็นความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และสั่งห้ามทุกคนทำธุรกิจด้วย แฟนคลับ MAGA ส่วนใหญ่ปรบมือ แต่มีชายคนหนึ่งออกมาประณามอย่างเปิดเผย เขามองว่านี่คือส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ของประเทศ เรียกมันว่า “เสียงครวญของสาธารณรัฐเก่า”

‘การฆ่าบริษัท’ เพนตากอนสู้ Anthropic แย่

Dean Ball เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่สถาบัน Foundation for American Innovation ซึ่งเป็นกลุ่มคิดฝั่งขวา และเคยช่วยร่างแผนปฏิบัติการ AI ของรัฐบาลทรัมป์ในปี 2025 Ball ให้สัมภาษณ์กับThe Atlantic และเห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อมั่นในปรัชญอนุรักษนิยมแบบศตวรรษที่ 20

“อเมริกาสร้างบนรากฐานของเสรีภาพที่เป็นระเบียบ” Ball บอก Atlantic “รัฐกำหนดกฎกว้างๆ ที่ควรคงอยู่ชั่วนิรันดร์และเป็นสากล แล้วบังคับใช้กฎนั้น เรายังไม่สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่แนวคิดคือเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตผม สิ่งต่างๆ เริ่มพังทลาย”

Ball กล่าวว่า Pete Hegseth ประกาศ “ความปรารถนาที่จะฆ่า Anthropic” เมื่อติดป้าย supply chain risk ซึ่งไม่เคยเกิดกับบริษัทอเมริกันมาก่อน เขาบอกว่านี่เป็นสัญญาณแย่ต่อวงการธุรกิจ และเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมธุรกิจในจีน

‘การฆ่าบริษัท’ เพนตากอนสู้ Anthropic แย่แบบไหน

การเปรียบเทียบกับจีนเป็นสิ่งที่กลุ่มเสรีนิยมกระแสหลักพูดมาตั้งแต่ทรัมป์เริ่มวาระสองในมกราคม 2025 โดยเฉพาะเมื่อประธานาธิบดีเข้าถือหุ้นในหลายบริษัท เช่นหุ้น 10% ใน Intel แต่รีพับลิกันที่กล้าชี้การขึ้นสู่อำนาจนิยมภายใต้ทรัมป์นั้นหายาก

ก่อนสัมภาษณ์ Atlantic Ball เขียนโพสต์ในSubstack ด้วยถ้อยคำเศร้าสร้อยว่า “ผมไม่รู้ว่าอยู่ขั้นตอนไหนของการตาย แต่รู้ว่าอยู่ในห้อง hospice ผมรู้มานานแล้ว แต่บางครั้งปฏิเสธเหมือนคนไว้ทุกข์”

โดยสรุป Ball เชื่อว่าเพนตากอนมีสิทธิยกเลิกสัญญากับ Anthropic ถ้าทรัมป์และ Hegseth มองว่าบริษัทนี้ตื่นตัวเกินไป แต่การติดป้าย supply chain risk และห้ามบริษัทอื่นทำธุรกิจด้วยนั้น เป็นการใช้อำนาจที่สังคมเสรีและทุนนิยมแท้จริงไม่ควรยอมรับ

Ball ชี้ว่า AI จีนอย่าง DeepSeek ไม่ถูกติดป้ายความเสี่ยง ในขณะที่ Anthropic ถูก ทั้งที่ DeepSeek อาจเสี่ยงน้อยกว่าในสภาพปัจจุบัน แม้ Hegseth ถอย ก็ “ความเสียหายใหญ่เกิดขึ้นแล้ว” ซึ่งยากที่จะเถียง

“แม้ในกรณี supply chain risk แคบๆ รัฐบาลก็ยังบอกว่าจะปฏิบัติกับคุณเหมือนศัตรูต่างชาติ—บางอย่างแย่กว่า—แค่เพราะคุณไม่ยอมตามเงื่อนไขธุรกิจของพวกเขา” เขาเขียน

นักลงทุนเริ่มขยับเบื้องหลังตามรายงานใหม่จากReuters แต่ยากที่จะเก็บขวดกลับเข้าไป โดยเฉพาะถ้าคำขู่เพนตากอนรวมถึงอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบด้วย Claude

จากโพสต์ Substack ของ Ball: “ผมเห็นแต่ข้อเสียจากการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ติดป้าย Anthropic โดยเฉพาะเมื่อมีทางเลือกนโยบายที่ถูกกว่า ผู้ตัดสินใจที่ DoD ขาดความชัดเจนเชิงกลยุทธ์และไม่เคารพรากฐานสาธารณรัฐอเมริกัน—ขัดกับวิสัยทัศน์ของทรัมป์ที่ให้ AI เติบโตในอเมริกา”

ข้อโต้แย้งของ Ball เหมือนนักเชื่อทุนนิยมอเมริกันแท้ที่กำลังยอมรับความจริงของ寡头เทค แต่ยังไม่เชื่อมโยงไอเดียทั้งหมด วิสัยทัศน์ของทรัมป์คือผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่หลักการ แต่เขาพอเข้าใจว่านี่ไม่ใช่เวลาลงทุน AI

“Nvidia, Amazon, Google จะต้อง divest จาก Anthropic ถ้า Hegseth ได้ดั่งใจ” Ball ทวีตตอนเรื่องเริ่มร้อนแรง “นี่คือการฆ่าบริษัทชัดๆ ผมไม่อาจแนะนำให้ลงทุน AI อเมริกันได้ ไม่อาจแนะนำให้เริ่มบริษัท AI ในสหรัฐ”

‘การฆ่าบริษัท’ เพนตากอนสู้ Anthropic แย่ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการแทรกแซงทางการเมืองในวงการเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำลายนวัตกรรมและความเชื่อมั่นของนักลงทุน คุณคิดว่าอนาคต AI ในอเมริกาจะเป็นอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ‘Corporate Murder’: Even Trump’s Former AI Advisor Thinks the Pentagon’s Fight Against Anthropic Is Bad