ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ รับรางวัลบุคคลแห่งปี เวที BT Awards ชูความสำเร็จ ‘เส้นเลือดฝอย’ จากพลังความร่วมมือของคนกรุง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงและคนรักเทคโนโลยีทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวดีที่ทำให้รู้สึกภูมิใจในบ้านเมืองของเรามากๆ เลยนะครับ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ รับรางวัลบุคคลแห่งปี เวที BT Awards ชูความสำเร็จ ‘เส้นเลือดฝอย’ จากพลังความร่วมมือของคนกรุง ซึ่งเป็นเหตุการณ์สุดประทับใจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ผมในฐานะคนที่ติดตามเรื่องเทคโนโลยีและการพัฒนาเมืองมาตลอด รู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่รางวัลธรรมดา แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจริงๆ ด้วยพลังของเทคโนโลยีและความร่วมมือจากทุกคน

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ รับรางวัลบุคคลแห่งปี เวที BT Awards ชูความสำเร็จ ‘เส้นเลือดฝอย’ จากพลังความร่วมมือของคนกรุง

ในงานประกาศรางวัล The 2nd BT Awards: The Impact Makers ที่จัดโดยบริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด ผู้ผลิตสื่อเครือข่าย BT beartai นำโดย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ขึ้นเวทีรับรางวัลเชิดชูเกียรติกิตติมศักดิ์ ‘บุคคลแห่งปี’ (Person of the Year: The Impact Maker for a Better Tomorrow) รางวัลนี้มอบให้กับบุคคลที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs ของ UN เลยทีเดียว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ถูกยกย่องในฐานะผู้นำที่ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่โครงสร้างใหญ่ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจประเทศ แต่ลงลึกถึง ‘เส้นเลือดฝอย’ หรือปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของคนกรุง เพื่อให้เมืองนี้เป็นที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ฟังดูเท่ใช่มั้ยล่ะครับ?

คำขอบคุณที่สะท้อนหัวใจของผู้นำตัวจริง

บนเวที ผู้ว่าฯ ได้กล่าวขอบคุณอย่างถ่อมตัวว่า รางวัลนี้ไม่ใช่ของตัวเองคนเดียว แต่เป็นความสำเร็จของทีมงาน เจ้าหน้าที่ กทม. และที่สำคัญคือพลังจากประชาชนทุกคน ถ้าไม่มีทุกภาคส่วนร่วมมือกัน นโยบายดีๆ ก็คงไปไม่ถึงไหน ผมชอบตรงนี้มาก เพราะมันแสดงให้เห็นถึง leadership แบบ inclusive ที่เน้น collaboration ซึ่งในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน นี่คือกุญแจสู่ความสำเร็จจริงๆ

ตัวอย่างความสำเร็จสุดเจ๋งจากพลังคนกรุง

ผู้ว่าฯ ยกตัวอย่างผลงานที่พิสูจน์ได้ชัดเจนจากความร่วมมือของทุกคน ดังนี้ครับ:

  • Traffy Fondue: แพลตฟอร์มแจ้งปัญหาเมืองสุดล้ำ ยอดแจ้งเหตุทะลุ 1.2 ล้านเรื่อง แก้ไขเสร็จแล้วกว่า 1 ล้านเรื่อง! นี่คือตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี citizen engagement ที่ทำให้ปัญหาเล็กๆ อย่างถนนพัง ไฟดับ กลายเป็นเรื่องที่แก้ได้ทันที
  • คัดแยกขยะ: จาก 1.2 ล้านครัวเรือน ร่วมกันทำให้กรุงเทพฯ สะอาดขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ sustainability ในวงการ tech
  • ปลูกต้นไม้: ทะลุเป้า 2.4 ล้านต้น ช่วยลดความร้อนและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองคอนกรีต
  • PM 2.5: ดีขึ้น 45% จากปีก่อน ด้วยมาตรการที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่เป็น impact จริงๆ ที่เกิดจากนวัตกรรมและพลังคน ผมที่ติดตาม tech มาตั้งแต่สมัย smartphone เริ่มบูม บอกเลยว่า Traffy Fondue นี่แหละคือ app ที่ revolutionize การ治理เมือง แบบที่หลายประเทศยังตามไม่ทัน

BT Awards: เวทีที่จุดประกายนวัตกรรมเพื่อสังคม

งานนี้มอบรางวัล 18 สาขา เพื่อเชิดชูคนและองค์กรที่ใช้นวัตกรรมสร้าง impact เชิงบวก โดยเฉพาะด้าน SDGs มันทำให้ผมคิดถึงเทรนด์ใหญ่ในวงการ tech อย่าง ESG และ digital transformation ที่กำลังมาแรง หากกรุงเทพฯ ทำได้แบบนี้ ลองนึกภาพอนาคตที่ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล Traffy เพื่อ predict ปัญหาล่วงหน้าได้เลยสิ!

ในฐานะคนที่ชื่นชอบ entertainment และ tech ผมเห็นว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติไม่ใช่แค่ politician แต่เป็น impact maker ที่ blend tech เข้ากับ governance ได้อย่างลงตัว มัน inspire มากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นเมืองไทยพัฒนา

สุดท้ายนี้ ผมขอฝากว่า ถ้าคุณยังไม่ได้ลอง Traffy Fondue หรือร่วมโครงการอื่นๆ ของ กทม. ล่ะก็ รีบเลยนะครับ! ทุกการมีส่วนร่วมของคุณคือก้าวสู่กรุงเทพฯ ที่ดีขึ้น พลังเล็กๆ รวบรวมกันเปลี่ยนโลกได้จริงๆ สมัครเลยวันนี้ แล้วแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะ!

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชัชชาติ รับรางวัลบุคคลแห่งปี เวที BT Awards ชูความสำเร็จ ‘เส้นเลือดฝอย’ จากพลังความร่วมมือของคนกรุง

แบรนดอน แซนเดอร์สัน อธิบายทำไมไม่เขียนเอลฟ์คนแคระ

แบรนดอน แซนเดอร์สัน นักเขียนแฟนตาซีชื่อดังกำลังได้รับความสนใจจากแฟนๆ ทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากดีลสุดยิ่งใหญ่ที่จะนำผลงานของเขาไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และซีรีส์บน Apple TV! แต่มีคำถามคลาสสิกที่แฟนๆ ชอบถามมาตลอดอาชีพการเขียนของเขา นั่นคือ ทำไมในนิยายแฟนตาซีของ Sanderson ถึงไม่มีเอลฟ์หรือคนแคระเลย? ล่าสุด เขาตอบคำถามนี้ในวิดีโอบน YouTube ชุด “SanderFAQ” ของตัวเอง

แบรนดอน แซนเดอร์สัน อธิบายทำไมไม่เขียนเอลฟ์คนแคระ

ย้อนกลับไปสมัยที่ Sanderson เริ่มเขียนนิยายตอนเรียนมหาวิทยาลัยและบัณฑิตศึกษา แฟนตาซียุคนั้นยังคงอยู่ในเงาของโทลคีน (J.R.R. Tolkien) อย่างหนัก โดยเฉพาะหลังจากภาพยนตร์ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ของปีเตอร์ แจ็คสัน ประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทำให้หลายเรื่องราวแฟนตาซีเลียนแบบโลกของโทลคีนเต็มไปหมด

Sanderson เล่าว่า ตอนนั้นเขาถึงกับเขียนเรียงความหัวร้อนเรื่อง “โทลคีนทำลายแฟนตาซี” ซึ่งตอนนี้เขาบอกเองว่ามัน “คลิกเบตสุดๆ ก่อนที่จะมีคำว่า clickbait” และยอมรับว่าตัวเองเคย “หยิ่งยโส” นิดหน่อยที่ไปบอกคนอื่นว่าควรอ่านอะไร

เหตุผลหลักที่แบรนดอน แซนเดอร์สัน อธิบายทำไมไม่เขียนเอลฟ์คนแคระ

ปัจจุบัน Sanderson ปรับมุมมองแล้ว และกำลังฟังออดิโอบุ๊กของโทลคีนที่แอนดี้ เซอร์คิส เล่าเสียงด้วย แต่ในช่วงปลายยุค 90s เขาคิดว่า “แฟนตาซีควรเป็นแนวที่สร้างสรรค์ที่สุด! เราสามารถทำอะไรก็ได้” ดังนั้น เขาตัดสินใจให้จุดเด่นของนิยายตัวเองคือ โฟกัสที่มนุษย์มากกว่าเหล่าสัตว์ประหลาดแฟนตาซี

นอกจากนี้ ถ้าจะใส่เผ่าพันธุ์แฟนตาซี เขาก็อยากสร้างสรรค์ของตัวเอง ไม่ใช่เอลฟ์ที่เปลี่ยนชื่อหรือคนแคระเวอร์ชันใหม่ แต่มีข้อยกเว้นหนึ่งอย่างคือ มังกร เพราะ “การหาสิ่งที่มีความยิ่งใหญ่เท่ามังกรแต่ไม่ใช่มังกรนั้นยากมาก” เขาถึงยอมโค้งคำนับ

  • หลีกเลี่ยงเงาโทลคีน: เพื่อสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้แฟนตาซี
  • โฟกัสมนุษย์: ทำให้เรื่องราวลึกซึ้งและ relatable มากขึ้น
  • สร้างเผ่าพันธุ์ใหม่: เช่น ในจักรวาล Cosmere ที่มี Parshendi หรือ Sleepless
  • ยืดหยุ่นกับมังกร: เพราะมันเป็นไอคอนที่ทดแทนยาก

ในท้ายวิดีโอ Sanderson สรุปสวยงามว่า “เราไม่จำเป็นต้อง ‘ฆ่าเอลฟ์’ แล้ว เขียนหนังสือที่รัก อ่านที่รัก ยังมีที่ว่างสำหรับไอเดียใหม่ๆ แม้จะผ่านมาหลายสิบปีจากยุคโทลคีน”

นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไม Sanderson ถึงประสบความสำเร็จขนาดนี้ จักรวาล Cosmere ของเขามีระบบเวทมนตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ (Magic systems ที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน) และตัวละครมนุษย์ที่ซับซ้อน ทำให้แฟนๆ ติดงอมแงม ถ้าคุณยังไม่เคยอ่าน ลองเริ่มจาก Mistborn หรือ Stormlight Archive ดูสิ!

คุณคิดยังไงกับการตัดสินใจของ Sanderson? มันทำให้แฟนตาซีสนุกขึ้นจริงไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวแฟนตาซีจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการดัดแปลง Cosmere บน Apple TV นะ!

ที่มา – Brandon Sanderson Explains Why He Doesn’t Write About Elves or Dwarves

Divine Incursions ระทึกขวัญสัปดาห์ละมอนสเตอร์

หากคุณยังไม่ทันสังเกต สไตล์ไซไฟกำลังกลับมาฮอตฮิตในโลกตะวันตกอีกครั้ง ด้วยภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฤดูร้อนจาก Steven Spielberg เรื่อง Disclosure Day ที่กำลังจะมา และซีรีส์ X-Files เวอร์ชันใหม่จาก Ryan Coogler ที่แฟนๆ กำลังรอคอยข่าวอัปเดตกันอย่างใจจดใจจ่อ ในวงการอนิเมะมังงะ ไซไฟไม่เคยหายไปไหนอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแนวต่อสู้ชิโอนэнอย่าง Jujutsu Kaisen มากกว่าแนวลึกลับระทึกขวัญ ถ้าคุณกำลังอยากอ่านเรื่องที่ให้ฟีลซูเปอร์นแชรัลธริลเลอร์แบบเก่าๆ ล่ะก็ ต้องลอง Divine Incursions สิ

Divine Incursions ระทึกขวัญสัปดาห์ละมอนสเตอร์สุดสมองไว

Divine Incursions ดัดแปลงจากไลท์โนเวลของ Oumi Kifuru โดย Kouya Ashitaka เป็นซีรีส์แนวสืบสวนลึกลับที่พล็อตหลักคล้าย X-Files แต่ตั้งในโลกเหนือธรรมชาติฟุบาร์แบบ After God การถกเถียงว่าพระเจ้ามีจริงไหมเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว เพราะเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นทั่วโลกจนไม่มีใครปฏิเสธได้ หลักฐานชัดเจนสุดคืออวัยวะยักษ์ร่วงจากฟ้า! ชีวิตประจำวันของชาวบ้านในโลกของ Divine Incursions ระทึกขวัญสัปดาห์ละมอนสเตอร์ เหมือนคอลเลกชันสยองขวัญจาก Junji Ito แบบรวมฮิต บางคนยอมรับชินเชิง บางคนก็หลงเชื่อลัทธิเพื่ออธิบายชีวิตแปลกประหลาดของตัวเอง

ความหวังเดียวของมนุษย์คือคู่หูนักสืบพิเศษคู่นี้ ที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อไขปริศนาที่อธิบายไม่ได้ นำทีมโดย Katagishi ชายหนุ่มสุภาพ อ่อนล้า สูบบุหรี่ไม่หยุด และ Miyaki นักสืบรุ่นน้อง สดใส ตรงไปตรงมา ตาเป็นประกาย เป็นหยินหยางที่ลงตัว แม้ไม่ใช่ Mulder-Scully แบบเป๊ะ แต่เคมีเข้ากันดี นักสืบเหนื่อยๆ กับสาวขี้เกียจยิ้มแย้ม เดินทางจากหมู่บ้านห่างไกลไปหาคริปทิดแปลกๆ

เคสสุดพิลึกใน Divine Incursions ระทึกขวัญสัปดาห์ละมอนสเตอร์

เคสที่เจอมาประกอบด้วย:

  • อวัยวะยักษ์ตกลงมาจากฟ้า
  • อวัยวะหายจากศพในห้องดับจิต
  • หมู่บ้านที่ชาวบ้านอ้างว่าชีวิตนิรันดร์หลังกินเนื้อนางเงือก

ผู้คนที่คู่หูพบเจอก็แปลกไม่แพ้สิ่งมีชีวิตที่สืบ! ซีรีส์ยังอยู่ในช่วงต้น มีเล่ม 1 ออกแล้ว เล่ม 2 มาแน่ สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่ทุกเค้าทำตามสูตร monster-of-the-week ที่ชนะทุกครั้ง เหมือน Otherside Picnic ที่บางทีต้องยอมแพ้ วิ่งหนี หรือยอมรับว่ามองเห็นแค่กรอบ ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด

ถ้าคุณมองหาซีรีส์เหนือธรรมชาติที่ใช้สมองแก้ปัญหาแทนต่อยตี Divine Incursions ระทึกขวัญสัปดาห์ละมอนสเตอร์ คือตัวเลือกที่ต้องเพิ่มในลิสต์มังงะ backlog ทันที มันให้ฟีล X-Files แบบญี่ปุ่น ผสมความสยองขวัญแปลกๆ ที่ติด脳ได้ง่าย โลกที่พระเจ้าแทรกแซงแบบนี้ทำให้ทุกตอนตื่นเต้นไม่รู้จบ

อยากอัปเดตข่าว io9 เพิ่ม? เช็คตารางปล่อย Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who ได้เลย

รีวิวนี้ชวนให้คิดว่า ในยุคที่ไซไฟกลับมาแรง Divine Incursions คือมังงะที่สมบูรณ์แบบสำหรับแฟน X-Files ลองหยิบมาอ่าน แล้วคุณจะติด!

ที่มา – ‘Divine Incursions’ Is a Brainy Monster-of-the-Week Thriller That Will Scratch Your ‘X-Files’ Itch

ประวัติแวมไพร์ที่ออสการ์: หนังดังเข้าชิง

ภาพยนตร์ Sinners ของไรอัน คูเกลอร์ อาจจะไม่ได้ครองออสการ์ทั้ง 16 สาขาในสุดสัปดาห์นี้ แต่เชื่อเถอะว่ามันจะกวาดรางวัลไปเพียบแน่นอน ไม่ว่าจะยังไง Sinners ก็เป็นหนังสยองขวัญหายากที่ได้รับการยอมรับจากอคาเดมี ซึ่งปกติมักมองข้ามหนังแนวนี้ ยกเว้นสาขาคราฟต์และเทคนิคเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น Sinners ยังเป็นหนังแวมไพร์ที่หายากมากๆ ที่ได้รางวัลออสการ์ แต่ถึงมันจะเป็นผู้บุกเบิกในหลายด้าน ก็มีภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ช่วยปูทางให้กับความยิ่งใหญ่สุดเซ็กซี่และน่ากลัวของมัน

ประวัติแวมไพร์ที่ออสการ์

เริ่มจาก Nosferatu ของโรเบิร์ต เอ้กเกอร์ส ที่ใส่ใจรายละเอียดสมัยวิกตอเรียนอย่างเข้มข้น ทำให้เข้าชิง Best Cinematography, Best Costume Design, Best Production Design และ Best Makeup and Hairstyling การแสดงแบบสุดโต่งของบิล สการ์สการ์ด ในบทแวมไพร์หลักไม่ได้รับการยอมรับ แต่เรารู้ดีว่านอม Makeup นั้นเกี่ยวกับหนวดสุดหรูของโนสเฟอราตูแน่นอน

ประวัติแวมไพร์ที่ออสการ์: El Conde

หนังคอมเมดี้สยองขวัญสุดแปลกของปาโบล ลาราไรน์ ที่จินตนาการว่าพินอเช่ จอมเผด็จการชิลีในยุค 70 คือแวมไพร์ชาวฝรั่งเศสอายุ 250 ปีชื่อ “คล็อด พิโนช์” มันเข้าชิง Best Cinematography ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งการยอมรับที่ดึงดูดสายตาให้กับการผสมผสานการเสียดสีการเมืองและเหนือธรรมชาติแบบไม่เหมือนใคร

อีกเรื่องคือ Shadow of the Vampire ของอี. เอลิอัส เมอร์ฮิกี ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด โดยสมมติว่าการถ่ายทำ Nosferatu ปี 1922 นั้น แม็กซ์ ชreck ผู้แสดงแวมไพร์คือ แวมไพร์ตัวจริง จอห์น มัลโควิชสุดยอดในบทเอฟ.ดับเบิลยู. มูร์เนา แต่ที่ประทับใจคือวิลเล็ม เดโฟ่ ในบทชreck/เคานต์ออร์ล็อค

เดโฟ่เข้าชิง Best Supporting Actor (หลังจาก Platoon) และหนังเข้าชิง Makeup ที่ทำให้เดโฟ่ดูน่าขนลุกอย่างสมจริง

Interview with the Vampire ก่อนจะเป็นซีรีส์ดังบน AMC มันมาจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ของแอนน์ ไรซ์ และหนังนำแสดงโดยแบรด พิตต์, เคอร์สเตน ดันสต์, คริสเตียน สเลเตอร์ และทอม ครูซ (ที่ตอนนั้นดราม่าการแคสติ้งสุดๆ) เข้าชิง Best Art Direction (ความหรูหราของนิวออร์ลีนส์ร้างและปารีสแห้งเหี่ยว) และ Best Original Score ของเอลลิออต โกลเดนธัล (แพ้แต่ชนะจาก Fridaทีหลัง)

ดันสต์แจ้งเกิดแต่ไม่เข้าชิง พิตต์กับครูซได้ Razzie Worst Screen Couple แทน

Bram Stoker’s Dracula ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ถูกจดจำจากกาเรธ โอลด์แมน (แคมป์แต่ดี) และคีอานู รีฟส์ (แคมป์แต่แย่…แต่ดีในแบบแย่) ชนะ 3 สาขา: Best Costume Design ของเอโกะ อิชิโอกะ (ชุดวิกตอเรียนสุดงาม), Best Sound Editing (เสียงหอนคำราม) และ Best Makeup (การแปลงร่างของโอลด์แมน)

เข้าชิง Best Art Direction แต่แพ้ Howards End

Let the Right One In ได้รางวัลนักวิจารณ์และ BAFTA แต่ไม่เข้าชิงออสการ์ แม้ไม่ใช่ตัวแทนสวีเดน มันเล่าเรื่องแวมไพร์เด็ก, พ่อบุญธรรม และเพื่อนบ้านวัยรุ่น ได้รีเมคอเมริกัน Let Me In ที่ไม่แย่

สำหรับ Sinners เข้าชิงที่ 98th Oscars วันที่ 15 มี.ค.:

  • Best Picture
  • Best Director (Ryan Coogler)
  • Best Actor (Michael B. Jordan – dual role)
  • Best Supporting Actress (Wunmi Mosaku)
  • Best Supporting Actor (Delroy Lindo)
  • Original Screenplay (Ryan Coogler)
  • Casting
  • Production Design
  • Cinematography
  • Costume Design
  • Editing
  • Makeup and Hairstyling
  • Sound
  • Visual Effects
  • Original Score
  • Original Song (“I Lied to You”)

ประวัติแวมไพร์ที่ออสการ์แสดงให้เห็นว่าหนังแนวนี้เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น ถ้า Sinners ชนะ จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่! ติดตามข่าวหนังฮอลลีวูดและMarvel Star Wars ได้ที่นี่

ที่มา – A Brief History of Vampires at the Oscars

‘เดอะ แมนดาโลเรียน และกรูกู’ อาจนำวายร้าย EU กลับสู่แคนนอน

Star Wars โดยเฉพาะ เดอะ แมนดาโลเรียน ชอบดึงตัวละครเก่ากลับมาเสมอ ล่าสุดในนิตยสาร Empire Magazine ฉบับล่าสุด Jon Favreau บอกใบ้ว่า ชื่อของวอร์ลอร์ดลึกลับคนหนึ่งใน Shadow Council ของ Moff Gideon จะถูกเปิดเผยในภาพยนตร์ เดอะ แมนดาโลเรียน และกรูกู และแฟนๆ จะต้องชอบแน่นอน นั่นหมายความว่าชื่อนี้ต้องคุ้นเคยจากเนื้อเรื่อง Star Wars อื่นๆ โดยเฉพาะจาก Expanded Universe (EU) สมัยเก่า!

‘เดอะ แมนดาโลเรียน และกรูกู’ อาจนำวายร้าย EU กลับสู่แคนนอน

เรารู้อยู่แล้วว่าวอร์ลอร์ดอิมพีเรียลอย่างน้อย 2 คนที่ปรากฏครั้งแรกในตอนที่ 7 ของซีซั่น 3 เดอะ แมนดาโลเรียน “The Spies” จะโผล่ในหนังใหม่นี้ นักแสดง Jonny Coyne และ Hemky Madera รับบทวอร์ลอร์ดทั้งคู่ วอร์ลอร์ดของ Madera ถูกเห็นในฉากบนดาวน้ำแข็งที่ Din Djarin และกรูกูจะสู้กับกองทัพอิมพีเรียล ส่วน Coyne นั้นลึกลับกว่า ยังไม่เห็นชัดใน трейлер แต่ภาพใหม่จาก Empire Magazine ฉบับมีนาคม 2026 แสดงให้เห็นเขายืนข้าง กรูกูที่ถูกจองจำ มองลงมาที่อารีน่าที่ Rotta the Hutt สู้กัน

Favreau บอกเป็นนัยว่าชื่อของวอร์ลอร์ด Coyne คือชื่อที่แฟนๆ จะตื่นเต้น ด้วยตำแหน่งวอร์ลอร์ดและการดึง lore จาก EU แล้ว ทำไมไม่ใช่ตัวละครที่กำหนดคำว่า “วอร์ลอร์ด” ใน EU ล่ะ?

วอร์ลอร์ด Zsinj ผู้กำหนดตำนานวอร์ลอร์ดใน EU

แนวคิดวอร์ลอร์ดอิมพีเรียลกลายเป็นเรื่องใหญ่ใน EU หลังเอ็นดอร์ แต่ Zsinj ได้รับตำแหน่งนี้ตั้งแต่สมัยจักรวรรดิรุ่งเรือง “Warlord of the Empire” เป็นยศที่จักรพรรดิพัลพาทีนมอบให้แม่ทัพเก่งๆ เหมือน Tan หรือ Baron สำหรับนักบิน Zsinj คือคนที่ได้รับยศนี้เป็นคนแรก!

แม่ของเขา Maarisa เป็นพลเรือเอกในกองทัพรีพับลิก แต่ถูกกีดกันเพราะเป็นผู้หญิงและเผ่าพันธุ์ไม่ใช่มนุษย์ เธอขโมยสตาร์เดสทรอยเออร์ Venator Retaliation กลายเป็นโจรสลัด ลูกชายได้โอกาส ได้สตาร์เดสทรอยเออร์ Victory-class Iron Fist ไปจัดการแม่ หลังรบดุเดือด เขาชนะ ได้ยศวอร์ลอร์ด และไต่เต้าจนเป็นพลเรือเอกและ Grand Moff แต่ยังเรียก Warlord Zsinj ตลอด สร้างกองเรือใหญ่ที่สุดใน Quelii Oversector ครอบคลุม Taris, Dathomir, Mandalore และดาวอื่นๆ

หลังพัลพาทีนตายที่เอ็นดอร์ Zsinj เริ่มรวบรวมอำนาจที่ Serenno ดูเหมือนภักดีต่อจักรวรรดิ แต่แท้จริงควบคุมเขตแดน สร้างกองทัพจากอิมพีเรียลและโจรสลัด ปี 6 ABY เขาโจมตี New Republic ทำลายฐานและปล้นเสบียง หลัง Isard ตายและ Coruscant ปลดปล่อย Vวอร์ลอร์ดย่อยๆ หลายคนเข้ามาร่วม จนเขาครองดินแดนใหญ่โต

New Republic ส่ง Han Solo นำกองทัพล่า รวม Rogue Squadron และ Wraith Squadron ของ Wedge Antilles ปี 8 ABY จักรวรรดิส่วนตัวของ Zsinj ใหญ่เท่าอิมพีเรียลเรมแนนต์ Solo เกือบทำลาย Iron Fist ที่อัพเกรดเป็น Executor-class หลายครั้ง Zsinj ปลอมการทำลายเพื่อถอยไปฐานลับที่ Dathomir

Han กลับ Coruscant พบ Leia จะแต่งกับ Prince Isolder เพื่อเงินทุน Han ไปลักพาตัว Leia ชนะ Dathomir จาก sabacc กับ Drackmarian warlord พวกเขาประสบ Nightsisters บน Dathomir และถูกจับพร้อม Isolder กับ Luke Skywalker Nightsisters พยายามทรยศ Zsinj ทำให้นักโทษหนี Luke ทำลายดาวเทียม Han ใช้ Millennium Falcon โจมตี Iron Fist ยิงมิสไซล์ใส่สะพานบัญชาการ ฆ่า Zsinj จบภัยคุกคามใหญ่!

ถึง Zsinj จะเหมาะสมสุดสำหรับ เดอะ แมนดาโลเรียน และกรูกู อาจนำวายร้าย EU กลับสู่แคนนอน แต่ Favreau พูดถึง Coyne โดยตรง และหน้าตาไม่ใช่ Zsinj ที่มีหนวดปัดใน EU ถ้าจะดึงกลับมา ต้องมีหนวดนะ! และระดับภัยของ Coyne ที่ขังกรูกูกับอารีน่าฮัท ไม่เท่า Zsinj ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น

มีตัวเลือกอื่นอย่าง Treuten Teradoc (High Admiral แต่เรียกวอร์ลอร์ด) คู่แข่ง Zsinj พยายามกลืนดินแดนหลัง Zsinj ตาย แต่ถูก New Republic กับอิมพีเรียลไล่ หนีไป Deep Core รับใช้พัลพาทีนโคลน รอดมาแต่ถูก Natasi Daala และ Gilad Pellaeon จัดการเพื่อรวมจักรวรรดิ

อีกคน Blitzer Harrsk ผู้ก่อ Zero Command คู่แข่ง Teradoc รอดพัลพาทีน แต่ถูก Daala หลอกสังหารที่ Tsoss Beacon

Zsinj เหมาะเป็นสะพานเชื่อม เดอะ แมนดาโลเรียน และกรูกู กับแผน Thrawn ใน Ahsoka ซีซั่น 2 เพราะลิงก์ Dathomir ยิ่งตอกย้ำว่า The Courtship of Princess Leia คือตำนาน EU ที่สำคัญที่สุดสำหรับ Star Wars สมัยใหม่

คุณคิดว่า Zsinj หรือวอร์ลอร์ดคนไหนจะกลับมา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าว Star Wars เพิ่มเติม!

ที่มา – ‘The Mandalorian and Grogu’ Might Bring Another EU Villain Back to Canon

ภาพมีด Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th

วันศุกร์ที่ 13 แล้ว! วันพิเศษสำหรับแฟนหนังสยองขวัญ และ Peacock ก็เลือกเวลานี้ปล่อยอัปเดตเกี่ยวกับซีรีส์พรีเควล Jason Voorhees เรื่อง Crystal Lake ที่จะมาถึงปลายปีนี้ แต่เอ๊ะ… ไม่มีตัวอย่าง ไม่มีทีเซอร์ ไม่มีภาพ Linda Cardellini ในบท Pamela แม่ของ Jason ที่บ้าคลั่งซะด้วยซ้ำ สิ่งที่ได้คือภาพสามภาพ ที่เหมือนใครสักคนกำลังทำ mood board ธีมค่ายฤดูร้อนสังหารหมู่

Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th ภาพแรกสุดหลอน

ภาพแรกอยู่ด้านบนของโพสต์นี้ ตามด้วยอีกสองภาพที่แชร์บน X พร้อมแคปชั่น “Crystal Lake. Coming soon to Peacock.” ภาพแรกแสดงมือ (ของ Pamela หรือ?) ถือมีดเปื้อนเลือด กับต้นไม้ด้านหลัง

ภาพถัดไปคือ Crystal Lake เอง มีกระท่อมไฟสว่างริมฝั่ง ท่าจอดเรือเปลี่ยว และหมอกที่ทำให้บรรยากาศหลอนยิ่งขึ้น

ภาพเท้าพันกันใน Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th

ภาพสุดท้ายคือเท้าใส่รองเท้าผ้าใบพันกันบนพื้น อาจจะในโกดังเรือเพราะมีห่วงชูชีพด้านหลัง นี่คือวัยรุ่นกำลังทำอะไรที่ Pamela ไม่ชอบ หรือวัยรุ่นตายแล้วเจอพิษเธอ? หรือทั้งคู่?

ตอนนี้เรากินเศษเล็กเศษน้อย แต่ดีใจที่ Peacock เช็คปฏิทินแล้วปล่อยอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะหลังวันศุกร์ที่ 13 เดือนกุมภาพันธ์ผ่านไปเงียบๆ วันศุกร์ที่ 13 ถัดไปในปี 2026 อยู่เดือนพฤศจิกายน บางที Crystal Lake อาจจะวางแผนช่วงฮาโลวีนรวมวันนั้น

ประวัติ Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th ที่โหดร้าย

สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ Crystal Lake นอกจาก “coming soon to Peacock” คือเส้นทางขรุขระตั้งแต่ประกาศครั้งแรกในตุลาคม 2022 Bryan Fuller จาก Hannibal ผู้ดูแลเดิม ประกาศในพฤษภาคม 2024 ว่าถูกปลดจากโปรเจกต์ที่ร่วมกับ A24

Fuller โพสต์บนโซเชียลว่า “ด้วยเหตุผลนอกเหนือควบคุมของ Jim Danger Gray และผม A24 เลือกทางอื่น เราหวังว่าผลงานสุดท้ายจะถูกใจแฟน Friday the 13th ทั่วโลก”

มิถุนายน 2024 The Wrap เผยรายละเอียดปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่ยืนยันว่า Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th ยังเดินหน้าต่อ มีนาคม 2024 Linda Cardellini ได้รับเลือกเล่น Pamela Voorhees ภายใต้การดูแลของ Brad Caleb Kane จาก It: Welcome to Derry และกรกฎาคม Callum Vinson จาก Chucky เล่น Jason วัยเด็ก

Kane ส่งวิดีโอสั้นไปปานেল “Jason Universe” ที่ San Diego Comic-Con ปีที่แล้ว โฟกัสอนาคต Jason บนจอเงินและหนังสั้น Sweet Revenge ที่ทำกับบริษัทไซเดอร์ (ดูแล้วเพราะถูกลบแล้ว)

ไม่มีอัปเดตหนัง Friday the 13th ใหม่ Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th คือความหวังเดียว นับ 17 ปีตั้งแต่รีเมคโดย Michael Bay ที่ย้อนดูแล้วดีขึ้นเรื่อยๆ

แฟนๆ หนังสยองขวัญทั่วโลกตื่นเต้นกับภาพแรกจาก Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th ที่ปล่อยมา แม้จะแค่มูดบอร์ด แต่ก็น่าคิดถึงบรรยากาศค่ายฤดูร้อนเลือดสาด การแคสติ้งดาราเด่นอย่าง Linda Cardellini ในบท Pamela ทำให้ซีรีส์นี้น่าจับตา Bryan Fuller อาจไม่อยู่ แต่ทีมใหม่จาก A24 และ Peacock คงทำให้สมบูรณ์แบบ อย่าลืมว่าซีรีส์นี้จะสำรวจ起源ของ Jason ก่อนกลายเป็นฆาตกรอมตะ คาดว่าจะมีฉากไล่ล่า โหดร้าย และพล็อตบิดเบี้ยวตามสูตร Friday the 13th

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าอาจเชื่อมโยงกับจักรวาล Jason Universe ที่พูดถึงใน Comic-Con ด้วยหนังสั้นและโปรเจกต์อื่นๆ ถ้า Peacock ปล่อยทีเซอร์เพิ่ม คงฟีเวอร์หนัก! สำหรับแฟน Marvel, Star Wars, Star Trek หรือ DC ก็อย่าลืมเช็ครีลีสล่าสุดได้ที่ io9

คุณคิดยังไงกับภาพมีดจาก Crystal Lake สปินออฟ Friday the 13th? คอมเมนต์บอกเลย และอย่าพลาดติดตามอัปเดตใหม่ๆ เพื่อไม่ให้พลาดความหลอน!

ที่มา – That Sure Is a Picture of a Knife, ‘Friday the 13th’ Spinoff ‘Crystal Lake’

พนักงาน Live Nation แทบรู้สึกผิดเอาเปรียบลูกค้าโง่

ทุกครั้งที่มีบริษัทที่คนทั้งโลกเกลียดกันจนกลายเป็นกิจกรรมรวมใจลูกค้า Ticketmaster คือหนึ่งในนั้น ด้วยค่าธรรมเนียมแฝงที่มองไม่เห็น การสมรู้ร่วมคิดกับพ่อค้าหัวโต และพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันที่ทำให้โดนฟ้องศาลมา 30 ปีแล้ว แต่ประสบการณ์ลูกค้าถึงจุดต่ำสุดเมื่อรวมกับ Live Nation ในปี 2009

การรวมตัวที่เป็นปีศาจและผูกขาดนี้ จะไม่มีวันเกิดขึ้นในประเทศที่มีการกำกับดูแลจริงๆ บริษัทใหม่ (Live Nation Entertainment) ควบคุมทั้งสถานที่และขายตั๋ว แฟนคอนเสิร์ตไม่มีทางเลือกนอกจากจ่ายค่าธรรมเนียมแพงลิบของ Ticketmaster/Live Nation หรือพลาดศิลปินโปรด

พนักงาน Live Nation แทบรู้สึกผิดเอาเปรียบลูกค้าโง่

แน่นอนว่าพฤติกรรมสกปรกนี้ นำไปสู่คดีผูกขาด DOJ ฟ้อง Live Nation ในปี 2024 ร่วมกับ 30 รัฐ กล่าวหาว่าควบคุม 80% การขายตั๋วหลัก สร้างข้อตกลงโปรโมตพิเศษและสัญญายาวกับสถานที่ สัปดาห์ก่อน ตกลงกันได้ รอศาลอนุมัติ เงื่อนไขแปลกๆ ไม่แยกบริษัท ไม่เปลี่ยนธุรกิจหลัก แค่อนุญาตให้สถานที่ใช้ระบบตั๋วหลายตัว และไม่บังคับศิลปินใช้โปรโมตเพื่อเล่นใน amphitheater ของเขา โชคดีที่อัยการรัฐบางแห่งจะ สู้ต่อ เริ่ม 16 มี.ค.

เพราะ settlement แย่ต่อแฟนและศิลปิน ข่าวใหม่จากอัยการกลางจุดประกายความเกลียดชังอีกครั้ง ข้อความ Slack 2021-2023 สองพนักงานตั๋วภูมิภาค Ben Baker และ Jeff Weinhold คุยกันโอ้อวดวิธีฉีกเงินลูกค้าที่เรียกว่า “so stupid” หรือลูกค้าโง่

ข้อความสุดช็อกจากพนักงาน Live Nation

“Robbing them blind baby. That’s how we do” เขียน Baker “I almost feel bad taking advantage of them” หรือ แทบรู้สึกผิดเอาเปรียบพวกมัน

  • Baker ยอมรับ gouged แฟนบน ancillary prices เพื่อชดเชยราคาตั๋วฐานที่ขึ้น
  • Weinhold ชอบ “preferred seating baby” หลอกล่อที่นั่งพิเศษ
  • ทั้งคู่หัวเราะเยาะลูกค้าที่จ่ายแพงโดยไม่รู้ตัว

Live Nation แถลงว่าเป็นแค่ junior staff ไม่สะท้อนค่านิยม แต่สำหรับใครใช้บริการ มันคือตัวแทนจริงๆ โดนฟ้องแบบนี้ตั้งแต่ merger 2009 เช่น คดีราคาตั๋ว

พฤติกรรม พนักงาน Live Nation แทบรู้สึกผิดเอาเปรียบลูกค้าโง่ นี้ เปิดโปงปัญหาใหญ่ในอุตสาหกรรมดนตรีสด ที่บริษัทใหญ่กดขี่แฟนๆ ด้วยค่าบริการแฝงกว่า 30-50% ของราคาตั๋ว เช่น service fee, facility fee, ที่ไม่โปร่งใส แฟนคอนเสิร์ตไทยก็เจอปัญหาคล้ายๆ กันกับ Ticketmaster ในเอเชีย การ merger ทำให้ไม่มีคู่แข่ง ราคาพุ่ง ลูกค้าต้องจ่ายเพิ่มเพื่อ “สิทธิพิเศษ” ที่แท้คือกับดัก

นอกจากนี้ Live Nation ยังผูกขาดโปรโมเตอร์ ศิลปินดังอย่าง Taylor Swift, Pearl Jam เคยเดือดร้อน คดีนี้ถ้าศาลไม่แยกบริษัท แฟนๆ ทั่วโลกยังโดนต่อไป รัฐบาลสหรัฐพยายามสู้ แต่ settlement อ่อนแอเพราะ lobby หนัก

ในไทย เราก็มีแพลตฟอร์มขายตั๋วที่ค่าธรรมเนียมสูง ลองเช็คก่อนซื้อ เปรียบเทียบราคา ใช้ verified resale หรือซื้อจากผู้จัดโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเอาเปรียบ

สุดท้าย พนักงาน Live Nation แทบรู้สึกผิดเอาเปรียบลูกค้าโง่ ทำให้เราต้องฉุกคิด อย่าปล่อยให้ความโลภบริษัททำลายความสุขดนตรีสด คุณเคยโดนฉีกตั๋วคอนเสิร์ตไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ และช่วยกันกดดันให้อุตสาหกรรมโปร่งใสขึ้น!

ที่มา – Live Nation Employees ‘Almost Feel Bad’ for Gouging Their Customers Who Are ‘So Stupid’

Pizza Movie Gaten Matarazzo แปลกยิ่งกว่า Stranger Things

วันนี้เรามาพูดถึง Pizza Movie Gaten Matarazzo แปลกยิ่งกว่า Stranger Things กันเถอะ! ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ Stranger Things ที่ชื่นชอบตัวละคร Dustin Henderson รับบทโดย Gaten Matarazzo ล่ะก็ หนังเรื่องใหม่เรื่องนี้จะทำให้คุณตื่นเต้นแน่นอน เพราะมันผสมผสานความ nerdy สุดฉิบหาย กับความบ้าบิ่นแบบไซไฟฮอร์เรอร์คอมเมดี้ ที่ดูเหมือนเป็นภาคต่อ非官方ของ Stranger Things เลยทีเดียว

Pizza Movie Gaten Matarazzo แปลกยิ่งกว่า Stranger Things

Gaten Matarazzo ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาจากบทเด็กเนิร์ดฉลาดหลักแหลมใน Stranger Things จับคู่กับ Sean Giambrone จาก The Goldbergs ที่ก็รับบทเด็กเนิร์ดเหมือนกัน สองคนนี้มาเล่นเป็นเพื่อนรูมเมทในมหาวิทยาลัย ที่ตัดสินใจลองยาสูงสุดแปลกประหลาด ยาที่จะฆ่าคุณทันทีถ้าไม่กินคู่กับพิซซ่า! แต่พวกเขาลืมส่วนสำคัญนี่แหละ จนการเดินทางไปรับพิซซ่าที่สั่งเดลิเวอรี่ไว้ชั้นล่าง กลายเป็นการผจญภัยสุดเลือดสาด เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดจากฤทธิ์ยา มันช่างเป็นทริปที่แปลกประหลาดยิ่งกว่า Upside Down เสียอีก

ตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาดูสนุกและโง่เหี้ยมแบบที่เราชอบเลย โดยเฉพาะคู่หู Gaten กับ Sean ที่เติบโตมาจากบทเด็กเนิร์ดในยุค 80s ถ้าคุณเคยดู Stranger Things หรือ The Goldbergs มาก็จะรู้สึกเหมือนเห็นพวกเขาโตขึ้นแล้วมานั่งเมายากันในคอลเลจ นี่มัน sequel ที่ไม่มีวันเกิดจริงๆ แต่เราอยากได้!

เรื่องย่อ Pizza Movie Gaten Matarazzo แบบละเอียด

ใน Pizza Movie สองรูมเมทมหาลัยตัดสินใจลองยาลึกลับที่สัญญาว่าจะให้ประสบการณ์สุดยอด แต่คู่มือบอกว่าต้องกินกับพิซซ่าเท่านั้น มิฉะนั้นตาย! พวกเขาสั่งพิซซ่ามา แต่พิซซ่าติดอยู่ชั้นล่าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความโกลาหล ฤทธิ์ยาทำให้โลกบิดเบี้ยว สัตว์ประหลาดโผล่ เลือดกระเซ็น ไล่ล่าตลกขบขัน มันเป็นหนัง R-rated คอมเมดี้ที่เราหวังว่าจะไม่ถูก Hulu เซ็นเซอร์จนเสียของ

ทีมงานและนักแสดงสุดปัง

  • ผู้กำกับ: Brian McElhaney และ Nick Kocher หรือที่รู้จักในนาม BriTANicK อดีตนักเขียน Saturday Night Live ที่ดังจากคลิปวิดีโอบนเน็ต นี่คือผลงานกำกับเรื่องแรกของพวกเขา
  • นักแสดงนำ: Gaten Matarazzo และ Sean Giambrone
  • นักแสดงสมทบ: Sarah Sherman, Daniel Radcliffe (ใช่แล้ว Daniel Radcliffe จริงๆ!), Lulu Wilson, Peyton Elizabeth Lee และอื่นๆ อีกเพียบ

น่าสนใจที่ BriTANicK ยังเขียน剧本หนังอีกเรื่อง Over Your Dead Body ที่มี Jason Segel และ Samara Weaving กำกับโดย Jorma Taccone จาก Lonely Island อีกด้วย ดูจาก pedigree แล้ว Pizza Movie Gaten Matarazzo น่าจะฮาและแปลกสุดๆ ชื่อเรื่อง Pizza Movie เองก็น่าจดจำมาก แบบ objectively good title จริงๆ

หนังเรื่องนี้จะสตรีมบน Hulu วันที่ 3 เมษายนนี้ ถือเป็น Hulu original ที่เราหวังว่าจะได้ความสนุกแบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก เราคิดว่ามันจะเป็นหนังคอลเลจคอมเมดี้ที่ผสม sci-fi horror ได้ลงตัว โดยเฉพาะ Gaten ที่เคยพูดถึงการพัฒนาตัวละคร Dustin มาหลายปี นี่คงเป็นโอกาสให้เขาโชว์สกิลตลกบ้าบิ่นมากขึ้น

ถ้าคุณชอบหนังแนว Superbad ผสม Rick and Morty หรือ Solar Opposites ที่ Sean Giambrone เคยเล่นล่ะก็ Pizza Movie จะต้องโดนใจแน่ๆ มันทำให้เราเห็น Gaten ในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่นักแสดงเด็ก แต่เป็นดาวรุ่งคอมเมดี้ตัวจริง

สรุปแล้ว Pizza Movie Gaten Matarazzo แปลกยิ่งกว่า Stranger Things คือหนังที่ไม่ควรพลาดสำหรับแฟนเนิร์ดคอมเมดี้ ไปตั้งนาฬิกาไว้รอสตรีมบน Hulu วัน 3 เมษายน แล้วมาบอกเราว่ามันแปลกแค่ไหน! คุณคิดว่ามันจะฮากว่าหรือแปลกกว่าที่คิดมั้ย? คอมเมนต์บอกกันได้เลย

ที่มา – ‘Stranger Things’ Star Gaten Matarazzo’s New Movie Is an Even Stranger Trip

การจ้างงานพันล้านดอลลาร์ของ Zuckerberg ไม่ราบรื่น

แม้มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO ของ Meta จะทุ่มเงินมหาศาลไปกับการจ้างงานและโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่ การจ้างงานพันล้านดอลลาร์ของ Zuckerberg ไม่ราบรื่น อย่างที่คิด ล่าสุด โครงการ AI รุ่นใหม่ชื่อ Avocado ถูกเลื่อนออกไป ทำให้ความทะเยอทะยานด้าน AI ของ Meta ดูสะดุด

การจ้างงานพันล้านดอลลาร์ของ Zuckerberg ไม่ราบรื่น: Avocado ล่าช้าเพราะประสิทธิภาพไม่ผ่าน

ตามรายงานจาก The New York Times โดยอ้างแหล่งข่าวภายในหลายราย โมเดล AI พื้นฐานตัวใหม่ของ Meta ชื่อรหัส Avocado ถูกเลื่อนการเปิดตัวออกไป หลังจากทดสอบภายในแล้วพบว่าประสิทธิภาพด้านการใช้เหตุผล การเขียนโค้ด และการเขียนข้อความยังด้อยกว่าโมเดลชั้นนำจากคู่แข่งอย่าง Google, OpenAI และ Anthropic

ถึงแม้ Avocado จะเหนือกว่าโมเดล Llama รุ่นก่อนของ Meta และ Gemini 2.5 ที่เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว แต่ก็ยังสู้ Gemini 3.0 ที่ออกมาในเดือนพฤศจิกายนไม่ได้ Meta จึงตัดสินใจเลื่อนกำหนดการจากเดือนมีนาคมเป็นอย่างน้อยเดือนพฤษภาคม และทีม AI กำลังพิจารณาใช้โมเดล Gemini ของ Google ชั่วคราวสำหรับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

สาเหตุที่ทำให้การจ้างงานพันล้านดอลลาร์ของ Zuckerberg ไม่ราบรื่น

Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp กำลังโฟกัสหนักกับ AI โดย Zuckerberg ประกาศลงทุน 600 พันล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ภายในปี 2028 และคาดการณ์ค่าใช้จ่ายทุนปี 2026 อยู่ที่ 115-135 พันล้านดอลลาร์ เพียงปีเดียวเท่านั้น Zuckerberg ยังมีวิสัยทัศน์สร้าง “superintelligence” หรือ AI ที่ฉลาดเกินมนุษย์

นอกจากนี้ Meta ยังยอมจ่ายแพ็กเกจค่าจ้างสูงลิ่วเพื่อดึงดูดบุคลากรชั้นนำ บางคนได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์ เช่น Andrew Tulloch ผู้ร่วมก่อตั้ง Thinking Machines Lab ที่เข้าร่วม Meta ในเดือนตุลาคม โดยแพ็กเกจของเขาอาจสูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ ใน 6 ปี พร้อมโบนัสและหุ้น

  • ในเดือนมิถุนายน Meta ซื้อหุ้น 49% ใน Scale AI และดึง Alexandar Wang ผู้ก่อตั้งมารับตำแหน่ง Chief AI Officer
  • Wang ส lightweight ทีม TBD Lab ในหน่วย AI เพื่อพัฒนาโมเดลใหม่ รวมถึง Avocado
  • มีข่าวลือว่ามีความขัดแย้งกับผู้บริหาร Meta รวมถึง Zuckerberg แต่โฆษก Meta โพสต์บน X ว่า เป็นข่าวเท็จ และ Zuckerberg ยังโพสต์เซลฟี่กับ Wang บน Threads ล่าสุด

ตัวแทน Meta แถลงกับ Gizmodo ว่า “โมเดลถัดไปของเราจะดี และสำคัญกว่านั้นคือแสดงให้เห็นถึงเส้นทางพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเราจะผลักดันขอบเขตต่อไปตลอดปี” ซึ่งคล้ายกับที่ Zuckerberg พูดกับนักลงทุนใน การประชุมเดือนมกราคม

แม้ การจ้างงานพันล้านดอลลาร์ของ Zuckerberg ไม่ราบรื่น ในตอนนี้ แต่ Meta ยังคงมุ่งมั่นกับ AI อย่างไม่ลดละ การเลื่อน Avocado อาจเป็นแค่ก้าวถอยหลังชั่วคราวเพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันดุเดือดในวงการ AI ที่ทุกบริษัทต้องทุ่มสุดตัวเพื่อไม่ให้ตามหลัง

ในมุมมองของผม นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่: เงินเยอะอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทีมและเทคโนโลยีที่ลงตัวจริงๆ คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าว AI อัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – Mark Zuckerberg’s Billion-Dollar Hiring Spree Doesn’t Seem to Be Going So Great