ผู้เขียน: lalika69_admin

‘เติมบุญ เติมใจ เติมแมว’ คอมมูนิตี้นุ่มฟูแห่งห้องสมุดวัดปากน้ำ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา

หากการเข้าวัดคือการเติมบุญเพื่อความสงบในจิตใจ การได้เห็นสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ได้รับการดูแลอย่างดีก็คงเป็นความรู้สึก ‘ฮีลใจ’ ที่ทำให้เรารักโลกใบนี้มากขึ้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสกับ ‘เติมบุญ เติมใจ เติมแมว’ คอมมูนิตี้นุ่มฟูแห่งห้องสมุดวัดปากน้ำ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา ซึ่งบอกเลยว่าใครที่เป็นทาสแมวหรือกำลังมองหาพื้นที่พักใจ ต้องห้ามพลาดเด็ดขาดครับ

‘เติมบุญ เติมใจ เติมแมว’ คอมมูนิตี้นุ่มฟูแห่งห้องสมุดวัดปากน้ำ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา

เมื่อช่างภาพข่าวของเรามีโอกาสไปเยือน ‘ห้องสมุดมงคลสิริ’ ประจำวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ เราไม่ได้พบแค่เพียงหนังสือมากมายไว้ค้นคว้าเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีแก๊งแมวเหมียวหลากสีสันคอยต้อนรับผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น เบื้องหลังความนุ่มฟูนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของคอมมูนิตี้เล็กๆ ในวัด ทั้งพระ เณร แม่ชี และรปภ. ที่ช่วยกันดูแลสัตว์ร่วมโลกเหล่านี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ย้อนกลับไปเมื่อราว 14-15 ปีก่อน พระมหาวัฒน์พร อภิวฑฒโน หรือ ‘หลวงพี่วัฒน์’ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เริ่มต้นดูแลแมวจรที่เข้ามาพึ่งพิงด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว ท่านไม่ได้เพียงแค่ให้อาหาร แต่ยังมีการจัดการอย่างมีระบบ ทั้งการทำ ‘บัตรประจำตัว’ แมวแต่ละตัว รวมถึงการคุมประชากรด้วยการทำหมันตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ความใส่ใจนี้ทำให้ที่นี่กลายเป็น ‘เติมบุญ เติมใจ เติมแมว’ คอมมูนิตี้นุ่มฟูแห่งห้องสมุดวัดปากน้ำ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา อย่างแท้จริง

มาตรฐานการดูแลแมวระดับคุณภาพ

หลายคนอาจสงสัยว่าแมวที่นี่ทำไมถึงดูอ้วนท้วนสมบูรณ์และเป็นมิตรขนาดนี้? คำตอบคือความรักที่มาพร้อมกับกติกาครับ หลวงพี่วัฒน์ให้ความสำคัญกับการคัดกรอง แม้แต่ผู้ที่จะรับน้องแมวไปดูแลต่อ ก็ต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าน้องจะไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในระยะยาว

  • แมวทุกตัวมีประวัติการรักษาและสุขภาพที่ชัดเจน
  • มีการทำหมันเพื่อควบคุมประชากรอย่างเป็นระบบ
  • เน้นความรับผิดชอบ ไม่สนับสนุนการนำสัตว์มาปล่อยทิ้งที่วัด
  • เปิดพื้นที่ให้คนรักแมวได้มาสัมผัสความน่ารักและทำบุญร่วมกัน

หลวงพี่วัฒน์ฝากข้อคิดดีๆ ไว้ว่า อยากให้มองแมวเหล่านี้เป็นเหมือนคำสอนเรื่องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสัตว์โลก และที่สำคัญคืออย่ามองวัดเป็นที่ทิ้งสัตว์เลี้ยง เพราะการรับผิดชอบต่อหนึ่งชีวิตจนถึงที่สุดคือความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครับ

คำแนะนำสำหรับทาสแมวและสายบุญ

หากคุณอยากไปสัมผัสความน่ารักด้วยตัวเอง สามารถแวะไปได้ที่ห้องสมุดมงคลสิริ เปิดบริการทุกวัน 09.30 – 16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์) โดยแนะนำว่าหากมีจิตศรัทธา สามารถนำอาหารแมวไปบริจาคได้ แต่ทางวัดงดรับเป็นเงินสดเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยครับ

ในยุคที่ความเหงาเข้าครอบงำผู้คน คอมมูนิตี้สัตว์เลี้ยงในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ ถือเป็นเทรนด์ที่ดีที่ช่วยเติมพลังบวกให้กับสังคม การมีพื้นที่ให้เราได้ ‘ฮีลใจ’ ไปพร้อมกับการทำบุญถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด ขอเชิญชวนให้ทุกคนลองแวะไปชมความน่ารักและส่งต่อความเมตตากันครับ

ที่มา – ‘เติมบุญ เติมใจ เติมแมว’ คอมมูนิตี้นุ่มฟูแห่งห้องสมุดวัดปากน้ำ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา

Lanterns จะไม่ยืดเยื้อเหมือน Lost ตามคำบอกเล่าของ Damon Lindelof

แฟนๆ ซีรีส์แนวลึกลับหลายคนคงยังจำความรู้สึกตอนดูซีรีส์เรื่อง Lost ได้เป็นอย่างดี ทั้งความตื่นเต้นในช่วงแรกและความสับสนในตอนจบที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันมาจนถึงทุกวันนี้ ล่าสุด Damon Lindelof ผู้สร้างฝีมือดีที่เคยฝากผลงานอย่าง The Leftovers และ Watchmen ได้ออกมาเปิดเผยถึงโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดอย่าง Lanterns จะไม่ยืดเยื้อเหมือน Lost ตามคำบอกเล่าของ Damon Lindelof โดยเขายืนยันว่าจะไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอย่างแน่นอน

เหตุผลที่ Lanterns จะไม่ยืดเยื้อเหมือน Lost ตามคำบอกเล่าของ Damon Lindelof

ในช่วงที่เขากำลังโปรโมทซีรีส์ Lanterns ซึ่งเป็นผลงานการดัดแปลงจาก DC Comics บน HBO Max ประเด็นเรื่องความยาวของซีรีส์และการคลี่คลายปมปริศนาจึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง Lindelof ยอมรับว่าเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของ Lost ที่มักถูกวิจารณ์ว่าดำเนินเรื่องยืดเยื้อเกินไปเพียงเพราะสถานีต้องการให้ฉายต่อยาวๆ ทั้งที่โครงเรื่องเริ่มตันแล้ว

มุมมองจาก Damon Lindelof ต่อโปรเจกต์ Lanterns

ในการให้สัมภาษณ์ Lindelof ได้อธิบายถึงแนวคิดของ Lanterns ไว้อย่างชัดเจนว่า:

  • เขาร่วมงานกับ Chris Mundy เพื่อวางแผนการเล่าเรื่องให้เป็นระบบ
  • ซีรีส์ถูกออกแบบมาให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ในตัวเอง
  • มีการวางปมปริศนาและความสัมพันธ์ของตัวละครหลักที่จะต้องมีบทสรุปที่ชัดเจนเมื่อจบซีซัน

แทนที่จะพยายามลากเรื่องราวให้ยาวออกไปเหมือนการติดอยู่บนเกาะร้าง Lanterns เลือกที่จะนำเสนอซีรีส์ในแบบที่คนดูรู้สึกว่าได้รับประทานอาหารมื้ออร่อยที่อิ่มพอดี และยังคงมีความรู้สึกโหยหาอยากกลับมาในโลกใบนี้อีกครั้งแทนที่จะรู้สึกว่าอยากจบๆ ไปเสียที

สิ่งที่คุณจะได้เห็นใน Lanterns:

  • ความลึกลับที่เดินเรื่องฉับไว ไม่ยืดเยื้อ
  • เคมีระหว่างตัวละครสองตัวที่เข้มข้นและสมบูรณ์แบบ
  • บทสรุปที่วางแผนมาอย่างดีตั้งแต่ต้นจนจบ

เรียกได้ว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Damon Lindelof ในครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีของแฟนซีรีส์ที่เบื่อการนั่งรอคำตอบแบบไม่มีที่สิ้นสุด หากคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่เล่าเรื่องกระชับและเต็มไปด้วยคุณภาพ Lanterns น่าจะเป็นคำตอบที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ ส่วนตัวผมคิดว่าการที่ผู้สร้างกล้าการันตีเรื่องจุดจบแบบนี้ ทำให้ซีรีส์ดูน่าติดตามขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะครับ แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับการเปลี่ยนแนวทางของ Lindelof ในครั้งนี้?

ที่มา – ‘Lanterns’ Won’t Go on Too Long Like ‘Lost’ Did, According to Damon Lindelof

สุรเดช ยกเคส เล่าต๋า จี้ ปปง.-ป.ป.ช. สอบเส้นทางการเงินราชทัณฑ์ กังขาช่องโหว่ลดโทษเอื้อผู้มีอิทธิพล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองกันอย่างหนัก เกี่ยวกับประเด็นกระบวนการยุติธรรมของไทยที่ดูเหมือนจะมีช่องโหว่ให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด คุณสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญโดยการนำกรณีของ “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตราชายาเสพติดชื่อดัง มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อสะท้อนความเหลื่อมล้ำในการบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ครับ

สุรเดช ยกเคส เล่าต๋า จี้ ปปง.-ป.ป.ช. สอบเส้นทางการเงินราชทัณฑ์ กังขาช่องโหว่ลดโทษเอื้อผู้มีอิทธิพล

หลายคนอาจจะงงว่าทำไมนักโทษคดียาเสพติดรายใหญ่ที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ถึงได้รับการปล่อยตัวออกมาด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 10 ปี? คุณสุรเดชได้ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า นี่อาจเป็นผลพวงจากช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอิทธิพลหรือคนที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งการใช้เกณฑ์การลดโทษแบบเหมารวม ทั้งเรื่องอายุและสุขภาพ อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดร้ายแรงหลุดรอดออกมาได้ง่ายเกินไป จนสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงมาตรฐานความโปร่งใสในกระบวนการนี้

ทำไมกรณีนี้ถึงน่ากังวล?

หากเรามองในมุมของความยุติธรรม การที่คดีอุกฉกรรจ์ถูกปฏิบัติเหมือนกับคดีความผิดทั่วไปในการพิจารณาพักโทษหรือลดโทษนั้น เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อความสงบสุขของประชาชนเป็นอย่างมากครับ คุณสุรเดชจึงได้ออกมาเรียกร้องให้ ปปง. และ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาลดโทษเหล่านี้ เพราะความสงสัยที่ว่า “มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่” เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศต้องการคำตอบที่ชัดเจน

แนวทางการปฏิรูปเพื่อคืนความยุติธรรมให้สังคม

เพื่อไม่ให้ปัญหา สุรเดช ยกเคส เล่าต๋า จี้ ปปง.-ป.ป.ช. สอบเส้นทางการเงินราชทัณฑ์ กังขาช่องโหว่ลดโทษเอื้อผู้มีอิทธิพล เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก คุณสุรเดชได้เสนอแนวทางปฏิรูป 3 ประการที่น่าสนใจมากครับ:

  • กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น: ควรยกเว้นการลดโทษพิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรงและคดีผู้มีอิทธิพล เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างสมน้ำสมเนื้อกับความผิดที่ได้ก่อไว้
  • ปรับปรุงระบบการจำแนกประเภทนักโทษ: ไม่ควรมองแค่ความประพฤติภายในเรือนจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำความรุนแรงของคดีในอดีตมาเป็นตัวตั้งในการพิจารณาด้วย
  • สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุล: ดึงอัยการและศาลเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบขั้นตอนการลดโทษ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงง่ายแบบนี้ การที่ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและกดดันให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น เป็นเรื่องที่ดีครับ หากหน่วยงานรัฐอย่างราชทัณฑ์สามารถปรับปรุงระบบให้มีความเป็นธรรมและเท่าเทียมได้จริงๆ ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยจะกลับมาอีกครั้ง แต่ถ้าปล่อยให้ความกังขาเหล่านี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาที่แก้ไขได้ยากครับ

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนคุก แต่เป็นเรื่องของ “มาตรฐานความปลอดภัย” ในสังคมไทยที่เราทุกคนต้องร่วมกันเรียกร้องครับ อย่าปล่อยให้กระบวนการลดโทษกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพล แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการลดโทษในคดีร้ายแรงแบบนี้? คอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยนะครับ!

ที่มา – สุรเดช ยกเคส เล่าต๋า จี้ ปปง.-ป.ป.ช. สอบเส้นทางการเงินราชทัณฑ์ กังขาช่องโหว่ลดโทษเอื้อผู้มีอิทธิพล

คนวัย 50-61 ปี ไม่ตื่นตระหนกกับ AI มากที่สุดจริงหรือ?

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างรวดเร็ว ผลสำรวจล่าสุดจาก Pew Research ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับทัศนคติของผู้คนต่อเทคโนโลยีนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า คนวัย 50-61 ปี ไม่ตื่นตระหนกกับ AI มากเท่ากับกลุ่มช่วงวัยอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสวนทางกับกระแสสังคมในปัจจุบัน

คนวัย 50-61 ปี ไม่ตื่นตระหนกกับ AI มากที่สุดจริงหรือ?

จากการสำรวจพบว่าโดยรวมแล้ว ชาวอเมริกันมีความกังวลเกี่ยวกับ AI มากกว่าความตื่นเต้น และระดับความกังวลนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2021 อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนในช่วงอายุ 50-64 ปี กลับมีแนวโน้มที่แตกต่างออกไป พวกเขาเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่ได้ตอบว่า “กังวลมากกว่าตื่นเต้น” ในสัดส่วนที่สูงเหมือนกลุ่มอื่น แม้จะไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะหลงรักเทคโนโลยีนี้จนหมดใจ แต่ความนิ่งเฉยนี้ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง

ทำไมกลุ่มช่วงวัยนี้ถึงมีมุมมองที่ต่างออกไป?

นักวิเคราะห์มองว่า แม้กลุ่ม คนวัย 50-61 ปี ไม่ตื่นตระหนกกับ AI เท่ากับคนรุ่นใหม่ที่มักมองเห็นถึงผลกระทบในระยะยาวและปัญหางานที่อาจถูกแย่งชิง แต่ความจริงแล้วกลุ่มนี้ยังคงมีความกังวลเรื่องงานอยู่ไม่น้อย โดยกว่า 72% เชื่อว่าจะมีงานน้อยลงในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นตระหนกจนเกินเหตุเหมือนกับกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น

  • ความเก๋าเกม: ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาหลายยุคทำให้พวกเขามอง AI เป็นเพียงเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่ง
  • ความนิ่งเฉย: อาจเป็นเพราะความมั่นคงในหน้าที่การงานหรือฐานะที่ทำให้ไม่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้น
  • มุมมองระยะยาว: กลุ่มคนในช่วงวัยนี้อาจจะโฟกัสไปที่ผลกระทบในภาพรวมมากกว่าความกังวลส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้เป็นเพียงการบันทึกภาพรวมในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การที่กลุ่ม คนวัย 50-61 ปี ไม่ตื่นตระหนกกับ AI อาจเป็นเพียงการสะท้อนถึงวุฒิภาวะและการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยความสุขุม ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการมองโลกเทคโนโลยีด้วยเหตุและผลมากกว่าอารมณ์ความรู้สึก

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใด AI เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างเท่าทันคือหัวใจสำคัญ แทนที่จะตื่นตระหนก ลองเปลี่ยนความกังวลเป็นการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แล้วคุณจะพบว่า AI ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

ที่มา – People From 50- to 61-Years-Old Are Reportedly the Least Freaked Out by AI

เทียบ 3 ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ป้องกันการฟ้องปิดปาก เพื่อเสรีภาพในยุคดิจิทัล

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่หลักในการสื่อสาร หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับ ‘การฟ้องปิดปาก’ หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อมุ่งเน้นกลั่นแกล้งหรือลดทอนพลังในการตรวจสอบของผู้คน แม้จะมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไปบ้างแล้ว แต่ปัจจุบันกลับมีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้น คือการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มาใช้เป็นเครื่องมือแทน ซึ่งสร้างสภาวะที่เรียกว่า ‘Chilling Effect’ หรือการที่คนรู้สึกกลัวจนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อะไรเลย วันนี้เราจึงต้องมาดูว่าแนวทางการ เทียบ 3 ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ป้องกันการฟ้องปิดปาก ในปัจจุบันมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง

เจาะลึกการ เทียบ 3 ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ป้องกันการฟ้องปิดปาก

ปัจจุบันมีความพยายามจากหลายหน่วยงานเพื่อผลักดันกฎหมายออกมาคุ้มครองเสรีภาพ โดยมีการ เทียบ 3 ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ป้องกันการฟ้องปิดปาก ที่น่าสนใจดังนี้:

1. ร่างกฎหมายจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (กระทรวงยุติธรรม)

เน้นการปฏิรูปกระบวนพิจารณาความแพ่งเพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนที่สามารถปล่อยตัวชั่วคราวได้โดยไม่มีหลักประกัน ไปจนถึงการให้ศาลสั่งค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) เพื่อป้องปรามผู้ที่นำคดีมาฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง

2. ร่างกฎหมายจากพรรคประชาชน

ฉบับนี้เน้นการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ (ป.อาญา, ป.แพ่ง, ป.วิ.อาญา, ป.วิ.แพ่ง) โดยมุ่งเป้าไปที่การลดโทษทางอาญา เช่น เปลี่ยนโทษหมิ่นประมาทจากการจำคุกมาเป็นโทษปรับทางพินัย เพื่อไม่ให้มีการนำคุกมาใช้เป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน

3. ร่างกฎหมายจากคณะกรรมการกฤษฎีกา

เป็นแนวทางที่เน้นการแก้ไข ป.วิ.แพ่ง เพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ก็มีข้อควรระวังเรื่องมาตรการ ‘ยุติการกระทำก่อนฟ้อง’ ที่ภาคประชาสังคมกังวลว่าจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ‘เซ็นเซอร์ล่วงหน้า’ กับสื่อมวลชน

มุมมองในฐานะผู้ใช้งานเทคโนโลยี: การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับทุกคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย การฟ้องปิดปากไม่ใช่แค่เรื่องของนักกิจกรรม แต่เป็นเรื่องของ ‘เราทุกคน’ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการแสดงความคิดเห็น การมีกฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หากคุณสนใจและอยากมีส่วนร่วมในการปกป้องสิทธิของตนเอง อย่าลืมติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมายเพื่อให้เสียงของเราถูกรับฟังครับ

ที่มา – เทียบ 3 ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ป้องกันการฟ้องปิดปาก

ศาลยุติธรรมปรับแผนอำนวยความสะดวก เลื่อนพิจารณาคดีพื้นที่ปัวถึงต้นเดือน ก.ย. คดีฝากขัง-ประกันตัวเดินหน้าปกติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีอัปเดตสถานการณ์สำคัญจากจังหวัดน่านมาฝากกันครับ อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้พี่น้องชาวน่านกำลังเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและเส้นทางการคมนาคมเป็นวงกว้าง ล่าสุดทางสำนักงานศาลยุติธรรมก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการประกาศ ศาลยุติธรรมปรับแผนอำนวยความสะดวก เลื่อนพิจารณาคดีพื้นที่ปัวถึงต้นเดือน ก.ย. คดีฝากขัง-ประกันตัวเดินหน้าปกติ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับความปลอดภัยสูงสุดในช่วงวิกฤตนี้ครับ

ศาลยุติธรรมปรับแผนอำนวยความสะดวก เลื่อนพิจารณาคดีพื้นที่ปัวถึงต้นเดือน ก.ย. คดีฝากขัง-ประกันตัวเดินหน้าปกติ

ท่านอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และคุณธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ท่านได้เน้นย้ำว่าแม้สถานการณ์น้ำท่วมจะยากลำบาก แต่ระบบยุติธรรมต้องไม่หยุดชะงัก โดยจะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ

โดยประกาศจากศาลจังหวัดน่านระบุชัดเจนว่า เนื่องด้วยอิทธิพลจากร่องมรสุมที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังเส้นทางสัญจรในเขตพื้นที่สาขาปัว จึงมีการปรับตารางพิจารณาคดีดังนี้ครับ:

  • คดีที่มีนัดหมายวันที่ 19 สิงหาคม 2569: เลื่อนไปเป็นวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 08.30-16.30 น.
  • คดีที่มีนัดหมายวันที่ 20 สิงหาคม 2569: เลื่อนไปเป็นวันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 08.30-16.30 น.

ข้อยกเว้นสำหรับคดีที่จำเป็น

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วคดีเร่งด่วนล่ะจะทำอย่างไร? ทางศาลได้เตรียมทางออกไว้ให้แล้วครับ โดยยังคงยืนยันว่าการ ศาลยุติธรรมปรับแผนอำนวยความสะดวก เลื่อนพิจารณาคดีพื้นที่ปัวถึงต้นเดือน ก.ย. คดีฝากขัง-ประกันตัวเดินหน้าปกติ นั้นมีข้อยกเว้นที่สำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ได้แก่:

  • คดีที่เกี่ยวกับอิสรภาพของบุคคล เช่น การรับฟ้อง ผัดฟ้อง การฝากขัง การปล่อยตัวชั่วคราว รวมถึงการขอหมายจับหรือหมายค้น ศาลจะยังคงดำเนินการตามปกติเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน
  • คดีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมและยินยอมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อ โดยมองว่าสถานการณ์ในขณะนั้นปลอดภัยต่อทุกฝ่าย
  • คดีที่คู่ความเดินทางมาถึงศาลแล้ว ซึ่งผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลยพินิจพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมได้ทันทีครับ

ในมุมมองของผม นี่คือการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมและสะท้อนถึงการปรับตัวขององค์กรภาครัฐในยุคดิจิทัล การเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการคดีในช่วงที่เกิดภัยพิบัติไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการประชาชนให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้นครับ ในอนาคตเราน่าจะได้เห็นการใช้ระบบ Virtual Hearing หรือการนัดหมายออนไลน์ที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นวิถีใหม่ (New Normal) ของงานบริการในกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างแน่นอน

สำหรับเพื่อนๆ หรือคู่ความท่านใดที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือประสานงาน สามารถติดต่อศูนย์หน้าบัลลังก์ ศาลจังหวัดน่าน ได้ที่หมายเลข 06-2304-0326 หรือ 0-5479-1630 ถึง 34 ได้เลยครับ ขอให้ทุกคนในพื้นที่ปลอดภัยและผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกันนะครับ

ที่มา – ศาลยุติธรรมปรับแผนอำนวยความสะดวก เลื่อนพิจารณาคดีพื้นที่ปัวถึงต้นเดือน ก.ย. คดีฝากขัง-ประกันตัวเดินหน้าปกติ

ทร. ยืนยันเรือหลวงภูมิพลออกปฏิบัติภารกิจได้ หลังเครื่องยนต์พัง รับกำลังพลหมุนเวียนทำความรู้หลุด ขอรอผลสอบเป็นทางการ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนในแวดวงความมั่นคงมาฝากกันครับ เกี่ยวกับกรณีที่มีข่าวออกมาหนาหูว่าเรือรบหลวงลำสำคัญอย่างเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง จนหลายคนกังวลว่าเรือจะยังคงปฏิบัติภารกิจได้อยู่ไหม งานนี้โฆษกกองทัพเรือออกมาไขข้อข้องใจให้กระจ่างแล้วครับ

ทร. ยืนยันเรือหลวงภูมิพลออกปฏิบัติภารกิจได้ หลังเครื่องยนต์พัง รับกำลังพลหมุนเวียนทำความรู้หลุด ขอรอผลสอบเป็นทางการ

พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ออกมาชี้แจงว่า จริงๆ แล้วทางกองทัพได้ตรวจพบความเสียหายของเครื่องยนต์มาตั้งแต่ปี 2567 และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่จำนวน 2 เครื่อง ด้วยงบประมาณ 490 ล้านบาทครับ โดยยืนยันว่าการเปลี่ยนใหม่มีความคุ้มค่าและยั่งยืนกว่าการซ่อมแซมเครื่องเดิมแน่นอน

แม้จะมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ แต่ทางกองทัพย้ำชัดว่า ทร. ยืนยันเรือหลวงภูมิพลออกปฏิบัติภารกิจได้ หลังเครื่องยนต์พัง รับกำลังพลหมุนเวียนทำความรู้หลุด ขอรอผลสอบเป็นทางการ จริงๆ เพราะระบบเครื่องยนต์กังหันแก๊ส (Gas Turbine) ของเรือยังใช้งานได้ดีตามแผนการเดินเรือครับ

เบื้องลึกสาเหตุและแนวทางการแก้ไข

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดจากอะไรกันแน่ ทางกองทัพเรือยอมรับว่า:

  • อาจมีเรื่องของการหมุนเวียนกำลังพลที่ทำให้องค์ความรู้ในการดูแลเครื่องยนต์ขาดช่วงไปบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบบการทำงานจริง
  • คณะกรรมการสอบสวนกำลังดำเนินการอย่างละเอียด โดยต้องใช้ทั้งหลักฐานทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ประกอบการพิจารณา
  • กระแสข่าวเรื่องการออกแบบเรือโดยบริษัทเกาหลีใต้ไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะแบบเรือได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจากสถาบัน KR Class แล้ว

นอกจากนี้ ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้ เรือหลวงภูมิพลฯ ยังมีกำหนดร่วมภารกิจตรวจการฝึกความพร้อมรบร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความพร้อมของเรือได้เป็นอย่างดีครับ

มุมมองส่วนตัวและบทสรุป: เรื่องเทคโนโลยีทางทหารมีความซับซ้อนสูงมากครับ การบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) ภายในองค์กรที่มีการโยกย้ายกำลังพลอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ผมมองว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้กองทัพเรือไทยมีการพัฒนาปรับปรุงข้อกำหนดทางเทคนิค (TOR) ให้รัดกุมขึ้นในอนาคต สำหรับคนไทยที่รักและติดตามข่าวสารด้านนี้ การได้รับข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากกองทัพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนครับ

ที่มา – ทร. ยืนยันเรือหลวงภูมิพลออกปฏิบัติภารกิจได้ หลังเครื่องยนต์พัง รับกำลังพลหมุนเวียนทำความรู้หลุด ขอรอผลสอบเป็นทางการ

ศบภ.มทบ.38 ระดมกำลังลุยน้ำท่วมช่วยชาวท่าวังผา หลังฝนถล่มแม่น้ำน่านเอ่อล้น-น้ำป่าไหลหลาก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงจากทางภาคเหนือมาอัปเดตให้ฟังกันครับ เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดทั้งคืน ล่าสุด ศบภ.มทบ.38 ระดมกำลังลุยน้ำท่วมช่วยชาวท่าวังผา หลังฝนถล่มแม่น้ำน่านเอ่อล้น-น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยครับ

ศบภ.มทบ.38 ระดมกำลังลุยน้ำท่วมช่วยชาวท่าวังผา หลังฝนถล่มแม่น้ำน่านเอ่อล้น-น้ำป่าไหลหลาก

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยจากกองพันทหารม้าที่ 2 กรมทหารม้าที่ 10 ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนครับ การทำงานครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะระดับน้ำในแม่น้ำน่านพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน รวมถึงมีน้ำป่าไหลหลากในบางจุด ทำให้การสัญจรและการใช้ชีวิตของชาวบ้านในอำเภอท่าวังผาได้รับความลำบากอย่างมาก

ภารกิจช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางวิกฤต

การที่ ศบภ.มทบ.38 ระดมกำลังลุยน้ำท่วมช่วยชาวท่าวังผา หลังฝนถล่มแม่น้ำน่านเอ่อล้น-น้ำป่าไหลหลาก ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การนำกำลังคนเข้าไปอย่างเดียวนะครับ แต่มีการจัดเตรียมยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อเข้าถึงพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการเฝ้าระวังระดับน้ำและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น

  • การเข้าถึงพื้นที่: หน่วยทหารใช้ความชำนาญในพื้นที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ถูกตัดขาด
  • การเฝ้าระวัง: ติดตามพยากรณ์อากาศและระดับน้ำแม่น้ำน่านแบบนาทีต่อนาที
  • การประสานงาน: ทำงานร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ซ้ำซ้อน

ในมุมมองของผม สถานการณ์ภัยธรรมชาติในปัจจุบันมีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ สำหรับใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ผมอยากแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมรับมือด้วยการเก็บของมีค่าไว้ในที่สูง หรือเตรียมกระเป๋ายังชีพไว้เสมอ แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่การป้องกันตัวเองเบื้องต้นก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีการสื่อสารและระบบแจ้งเตือนภัยในปัจจุบันช่วยชีวิตคนได้มหาศาล แต่พลังความร่วมมือของคนในชุมชนและการทำงานของเจ้าหน้าที่คือหัวใจสำคัญจริงๆ ครับ ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีนะครับ

ที่มา – ศบภ.มทบ.38 ระดมกำลังลุยน้ำท่วมช่วยชาวท่าวังผา หลังฝนถล่มแม่น้ำน่านเอ่อล้น-น้ำป่าไหลหลาก

ยศชนันสั่งด่วน 3 จังหวัดภาคเหนือ น่าน-พะเยา-ลำพูน รับมืออุทกภัย-น้ำป่าไหลหลาก สแตนด์บายเฮลิคอปเตอร์-แจ้งเตือน 24 ชม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้สภาพอากาศบ้านเราเริ่มมีความแปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด หลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนฟ้าคะนองที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่น่าจับตามองและเป็นประโยชน์ต่อพวกเราทุกคน โดยเฉพาะใครที่มีแผนจะเดินทางไปเที่ยวหรือมีญาติพี่น้องอยู่ในภาคเหนือครับ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการออกคำสั่งด่วนที่สุดถึง 3 จังหวัด ได้แก่ น่าน พะเยา และลำพูน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น โดยหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ ยศชนันสั่งด่วน 3 จังหวัดภาคเหนือ น่าน-พะเยา-ลำพูน รับมืออุทกภัย-น้ำป่าไหลหลาก สแตนด์บายเฮลิคอปเตอร์-แจ้งเตือน 24 ชม. เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดหากเกิดเหตุไม่คาดฝันครับ

มาตรการรับมือ ยศชนันสั่งด่วน 3 จังหวัดภาคเหนือ น่าน-พะเยา-ลำพูน รับมืออุทกภัย-น้ำป่าไหลหลาก สแตนด์บายเฮลิคอปเตอร์-แจ้งเตือน 24 ชม.

เพื่อให้การจัดการเหตุการณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทางคณะกรรมการฯ ได้วาง 8 มาตรการเข้มข้น ซึ่งผมสรุปใจความสำคัญมาให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ:

  • การเฝ้าระวังเชิงรุก: เน้นประสานข้อมูลระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและจังหวัดข้างเคียง เพื่อให้แจ้งเตือนภัยได้อย่างแม่นยำและทันท่วงทีในจุดเสี่ยงซ้ำซาก
  • ระบบแจ้งเตือนภัยอัจฉริยะ: ใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast ร่วมกับการกระจายข่าวผ่านผู้นำชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านเตรียมตัวอพยพหรือปฏิบัติตามคำแนะนำได้ทันที
  • ความพร้อมของอุปกรณ์และกำลังพล: สั่งการให้เตรียมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลประจำจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง และที่น่าสนใจคือมีการสแตนด์บายเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ไว้สำหรับการช่วยเหลือในพื้นที่ที่เข้าถึงยากโดยเฉพาะ
  • ศูนย์พักพิงและสาธารณสุข: เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก อาหาร และระบบการแพทย์ไว้รองรับผู้ประสบภัยอย่างเพียงพอ
  • การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ให้ความสำคัญกับการอพยพและดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเป็นอันดับแรก
  • การฟื้นฟูเยียวยา: เตรียมมาตรการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ. 2568 ให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการบังคับใช้มาตรการภายใต้หัวข้อ ยศชนันสั่งด่วน 3 จังหวัดภาคเหนือ น่าน-พะเยา-ลำพูน รับมืออุทกภัย-น้ำป่าไหลหลาก สแตนด์บายเฮลิคอปเตอร์-แจ้งเตือน 24 ชม. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับการบริหารจัดการเชิงรุก ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ของการรับมือภัยพิบัติในยุคปัจจุบันครับ

มุมมองของผมต่อสถานการณ์นี้

ในยุคที่สภาพอากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การรอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยแก้ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดอีกต่อไป การที่รัฐบาลยกระดับการสั่งการโดยนำเฮลิคอปเตอร์และระบบแจ้งเตือนแบบ Cell Broadcast มาใช้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่การจัดการภัยพิบัติที่พึ่งพา Data และเทคโนโลยีมากขึ้น ผมอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงคอยติดตามประกาศจากทางจังหวัดและเตรียมเบอร์ฉุกเฉินไว้เสมอ การไม่ประมาทคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – ยศชนันสั่งด่วน 3 จังหวัดภาคเหนือ น่าน-พะเยา-ลำพูน รับมืออุทกภัย-น้ำป่าไหลหลาก สแตนด์บายเฮลิคอปเตอร์-แจ้งเตือน 24 ชม.