ผู้เขียน: lalika69_admin

เลือกตั้ง 2569 : ภูมิใจไทยมีมติให้ สส. ดูแลค่าอาหารตัวเองวันประชุมสภา ย้ำไม่ขัดข้องหากมีการเสนอให้ยกเลิก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนจากวงการการเมืองไทยหลัง เลือกตั้ง 2569 : ภูมิใจไทยมีมติให้ สส. ดูแลค่าอาหารตัวเองวันประชุมสภา ย้ำไม่ขัดข้องหากมีการเสนอให้ยกเลิก กันดีกว่า ในฐานะคนที่ติดตามข่าวการเมืองมานาน ผมเห็นว่านี่เป็นก้าวสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยแสดงถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่องบประมาณแผ่นดินจริงๆ

เลือกตั้ง 2569 : ภูมิใจไทยมีมติให้ สส. ดูแลค่าอาหารตัวเองวันประชุมสภา ย้ำไม่ขัดข้องหากมีการเสนอให้ยกเลิก

หลังจากที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้จุดประเด็นในสภาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม โดยตั้งคำถามว่าทำไม สส. ที่มีเงินเดือนถึง 113,560 บาท ยังต้องใช้งบภาษีประชาชนจ่ายค่าอาหารกลางวันอีก พรรคภูมิใจไทยก็ไม่นิ่งนอนใจครับ พวกเขายืนยันว่าจะยื่นญัตติด่วนและส่งตัวแทน สส. เข้าอภิปราย เพื่อแก้ปัญหาพลังงานที่กระทบประชาชนด้วย

นอกจากนี้ พรรคยังได้รับหนังสือจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ขอความเห็นเรื่องการจัดเลี้ยงอาหาร สส. ซึ่งเคยเสนอโดย อาสพลธ์ สรรณ์ไトリภพ สส.ศรีสะเกษ ของพรรคภูมิใจไทยในสภาชุดก่อน ในที่ประชุมพรรควันนี้ จึงมีมติชัดเจนว่า พรรคจะดูแลค่าใช้จ่ายด้านอาหารของ สส. เองในวันประชุมสภา ไม่ติดขัดหากยกเลิกจากส่วนกลาง เพราะที่ผ่านมา สส. ส่วนใหญ่ก็นำอาหารมารับประทานกันเองอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเลยครับ

ประเด็นอื่นๆ ที่ไม่ถูกหารือในที่ประชุม

ส่วนเรื่องลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน หรือตัดบำเหน็จบำนาญอดีต สส. นั้น ยังไม่มีการพูดถึงในที่ประชุมครั้งนี้ โฆษกพรรคย้ำว่ามุ่งเน้นเตรียมงานสภาเป็นหลัก ยังไม่พูดถึงไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงแนวทางปฏิบัติตัวหาก สส. ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย

  • พรรคภูมิใจไทยยืนยันความโปร่งใส ลดภาระงบประมาณ
  • สส. ส่วนใหญ่เคยจัดการค่าอาหารเองมานาน
  • พร้อมอภิปรายปัญหาพลังงานที่กระทบประชาชน

จากข้อมูลที่ผมศึกษามา สภาหลายประเทศอย่างอังกฤษหรือออสเตรเลีย สส. ก็จ่ายค่าอาหารเองทั้งนั้น นี่คือแนวโน้มที่การเมืองไทยกำลังปรับตัว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ดีๆ ให้ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเลือกตั้ง 2569 ที่ทุกพรรคต้องพิสูจน์ตัวเอง

ในมุมมองของผม ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้เราติดตามข่าวสารได้ง่ายแบบนี้ การตัดสินใจแบบนี้ของภูมิใจไทยน่าจะช่วยเพิ่มคะแนนนิยมได้เยอะเลยครับ มันแสดงถึงความเข้าใจปัญหาประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ถ้าพรรคอื่นๆ ตามรอย น่าจะเป็นเทรนด์ใหญ่ในสภาไทยปีนี้

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิว่าควรลดงบ สส. ตรงไหนอีกบ้าง แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดต เลือกตั้ง 2569 กับเราเพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : ภูมิใจไทยมีมติให้ สส. ดูแลค่าอาหารตัวเองวันประชุมสภา ย้ำไม่ขัดข้องหากมีการเสนอให้ยกเลิก

ผู้ก่อตั้ง Figure AI และนักออกแบบ iPhone Air ร่วมมือผลิต AI ลึกลับ

ในโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ก่อตั้ง Figure AI และนักออกแบบ iPhone Air ร่วมมือผลิต AI ลึกลับ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนจับตามอง Brett Adcock ผู้ก่อตั้ง Figure AI ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีพันล้านจาก Vettery ที่ขายกิจการในปี 2018 ได้ประกาศก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Hark โดยมี Abidur Chowdhury อดีตนักออกแบบหลักจาก Apple ที่เคยเป็นผู้นำทีม iPhone Air มาร่วมทีมด้วย

ผู้ก่อตั้ง Figure AI และนักออกแบบ iPhone Air ร่วมมือผลิต AI ลึกลับ

Brett Adcock ไม่ใช่ผู้ก่อตั้งมือใหม่ เขามีประวัติยาวเหยียดในวงการสตาร์ทอัพ เริ่มจาก Archer Aviation บริษัท eVTOL ที่นักลงทุนคาดหวังรายได้มหาศาล ตามด้วย Cover ที่ใช้เทคโนโลยี NASA ป้องกันการยิงในโรงเรียน และ Figure AI บริษัทหุ่นยนต์มนุษย์ที่ทำเดโมสุดประทับใจ แม้จะมีคดีฟ้องร้องที่น่าติดตาม

ตอนนี้ Hark มาพร้อมวิสัยทัศน์ใหญ่หลวง โดยรวม foundation models, ซอฟต์แวร์, ฮาร์ดแวร์ และอินเทอร์เฟซใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ “คาดการณ์ความต้องการ ลดภาระ认知 และทำงานเหมือนคู่หู” Adcock บอกว่า AI ปัจจุบันยังไม่ดีพอ เขาต้องการระบบที่คิดเหมือนเราและคิดล่วงหน้า

Abidur Chowdhury: ดาวรุ่งจาก Apple สู่ Hark

Abidur Chowdhury คือไฮไลต์ เขาเป็นนักออกแบบหลัก iPhone Air จนได้เล่าการเปิดตัวเอง แต่หลังผลิตภัณฑ์รีวิวดีแต่ขายไม่ออก เขาก็ลาออกทันทีเพื่อมาร่วม ผู้ก่อตั้ง Figure AI และนักออกแบบ iPhone Air ร่วมมือผลิต AI ลึกลับ ที่ Hark

ทีม Hark มีนักวิจัย วิศวกร และนักออกแบบกว่า 45 คน จาก Tesla, Meta และ Apple ภายในเมษายนจะมีคลัสเตอร์ NVIDIA B200 GPUs นับพันตัว มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ นี่คือฮาร์ดแวร์ระดับโปรสำหรับสร้าง AI

ผลิตภัณฑ์ลึกลับคืออะไร?

ยังไม่ชัดเจน แต่คล้าย mystery device ของ OpenAI ที่ร่วมกับ Jony Ive อดีต Apple โดย Hark จะวาง AI agent ใกล้ตัวผู้ใช้ ทำงานตลอดวันผ่านการสนทนาธรรมชาติ Chowdhury กล่าวว่า เทคโนโลยีอนาคตไม่ควรเรียกร้องความสนใจหรือกั้นระหว่างเรากับโลก

  • เปรียบเทียบกับ AI glasses ของ Meta ที่ประสบความสำเร็จปานกลาง
  • หลีกเลี่ยงความล้มเหลวอย่าง Rabbit r1 และ Humane AI Pin
  • หรือ Friend AI pendant ที่ทำไม่มากแต่ก็ไม่ตั้งใจ

Jensen Huang CEO Nvidia สนับสนุน โดย Nvidia เคยลงทุน Figure AI ด้วย “ยุค AI ส่วนตัวจะกำหนดโดย agent ที่เข้าใจบริบทและทำงานแทนเรา”

นี่คือก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม AI ที่มุ่งสู่ฮาร์ดแวร์ส่วนตัวที่แท้จริง หาก Hark สำเร็จ อาจเปลี่ยนวิธีที่เราโต้ตอบกับเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาสมาร์ทโฟนได้จริง คุณพร้อมสำหรับอนาคตแบบนี้หรือยัง? ติดตามอัปเดตข่าว AI ล่าสุดกับเราเพื่อไม่พลาด!

ที่มา – Figure AI Founder and iPhone Air Designer Team Up on AI Mystery Product

รอง ผบ.ตร. นำทีมสอบ 24 คนไทยถูกจับท่าขี้เหล็ก เร่งคัดแยก เหยื่อค้ามนุษย์ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ชื่นชอบข่าวสารบันเทิงและเทคโนโลยี! วันนี้เรามีเรื่องร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการอาชญากรรมไซเบอร์มาอัปเดตกันครับ เรื่อง รอง ผบ.ตร. นำทีมสอบ 24 คนไทยถูกจับท่าขี้เหล็ก เร่งคัดแยก เหยื่อค้ามนุษย์ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นี่แหละครับ ที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นและต้องระวังตัวกันมากขึ้น เพราะมันเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นภัยร้ายในโลกออนไลน์ที่เราเจอบ่อยๆ ในข่าวเทคและบันเทิง

รอง ผบ.ตร. นำทีมสอบ 24 คนไทยถูกจับท่าขี้เหล็ก เร่งคัดแยก เหยื่อค้ามนุษย์ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศตคม.ตร.) ได้นำทีมลงพื้นที่จริงจังเลยครับ ไปประชุมหารือที่ศูนย์ปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย มีหน่วยงานใหญ่ๆ มาร่วมเพียบ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน, พ.ต.อ.ณัฐ พรหมเทพ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ, รองอธิบดีอัยการ, ตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.), กองปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.), หน่วย TBC ชายแดนไทย-เมียนมา แถมยังมีตัวแทนจากตำรวจสหรัฐและญี่ปุ่นด้วย! การรวมพลังระดับนานาชาติแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหามันใหญ่จริงๆ

backstory การจับกุมครั้งใหญ่ที่ท่าขี้เหล็ก

ทุกอย่างเริ่มจากวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 (ในเนื้อหาบอก 2569 คงพิมพ์ผิดนะครับ) ทางการเมียนมา บุกจับที่โรงแรม Golden Sky ในเมืองท่าขี้เหล็ก จับผู้ต้องสงสัยรวม 231 คนเลยทีเดียว! ในนั้นมีคนไทย 24 ราย (ชาย 11 หญิง 13) ตอนนี้ถูกขังที่สถานีตำรวจท่าขี้เหล็ก รอฟ้องศาลเมียนมา ทางทีมไทยจึงข้ามแดนไปขอหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ สอบปากคำ และตรวจสถานที่

ข้อหาหนักที่คนไทยต้องเจอ

  • ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยผิดกฎหมาย: โทษจำคุก 5-7 ปี
  • หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย: โทษจำคุก 6 เดือน-5 ปี

จากการสอบเบื้องต้น คนไทยกลุ่มนี้บอกว่าถูกบังคับข้ามไปทำงาน แต่เจ้าหน้าที่ไทยอย่าง บช.สอท. และ ปคม. จะไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ ครับ จะนำเข้าสู่ National Referral Mechanism (NRM) กลไกคัดกรองระดับชาติ เพื่อแยกให้ชัดว่าเป็น ‘ผู้กระทำผิด’ หรือ ‘เหยื่อค้ามนุษย์’ และตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์หรือคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ร่วมกับ AOC ที่ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.ท.จิรภพ ดูแล

ในมุมของผมที่ติดตามข่าวเทคอาชญากรรมมานาน แก๊งพวกนี้ฉลาดมากครับ ใช้เทคโนโลยีล้ำๆ อย่าง AI สร้างเสียงปลอม โทรศัพท์ VoIP สแปม และแพลตฟอร์มดาร์กเว็บในการหลอกลวง ปัจจุบัน trend ชัดเจนคือย้ายฐานจากกัมพูชา (สีหนุวิลล์) มาท่าขี้เหล็ก เพราะทางการเข้มงวดขึ้น ล่าสุดข้อมูลข่าวกรองบอกว่ามีชาวเอเชียหลายชาติถูกหลอกมาทำงานผิดกฎหมายที่นี่เพียบ ไทยเลยประสานตรงกับผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา ร่วมลุยตรวจจับฐานทัพ

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ข่าวบันเทิง แต่กระทบชีวิตจริงครับ เพื่อนๆ ที่เล่นโซเชียลหรือหางานออนไลน์ต้องระวัง โดยเฉพาะข้อเสนอ ‘รายได้ดี ทำงานต่างแดน’ ที่โผล่ใน TikTok หรือ Facebook มันมักเป็นกับดักค้ามนุษย์ชัดๆ

ข้อคิดและแนวโน้มที่ต้องรู้

จากประสบการณ์ผม แก๊งคอลเซ็นเตอร์กำลังอัปเกรดตัวเองด้วย Web3 และคริปโตเพื่อฟอกเงิน ทำให้จับยากขึ้น ไทย-เมียนมา-นานาชาติกำลังเร่งมือ แต่เราต้องช่วยตัวเองด้วย ตรวจสอบนายจ้างผ่านเว็บรัฐบาล อย่าโอนเงินล่วงหน้า และแจ้งตำรวจทันทีถ้าถูกหลอก สุดท้ายนี้ ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ติดตามข่าวจากแหล่งน่าเชื่อถือ และแชร์เตือนกัน ถ้าคุณเคยเจอ scam คอมเมนต์เล่าให้ฟังด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันป้องกัน!

ที่มา – รอง ผบ.ตร. นำทีมสอบ 24 คนไทยถูกจับท่าขี้เหล็ก เร่งคัดแยก เหยื่อค้ามนุษย์ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวิกฤตพลังงาน กลายเป็นวิกฤตปากท้องของผู้คน

สวัสดีครับทุกคน! ในยุคที่เทคโนโลยีและความบันเทิงครองโลก แต่ปัญหาพื้นฐานอย่างน้ำมันยังคงเป็นตัวกำหนดชีวิตประจำวันของเรา เมื่อวิกฤตพลังงาน กลายเป็นวิกฤตปากท้องของผู้คน มันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอเศรษฐกิจ แต่กระทบตรงถึงกระเป๋าตังค์ของคนไทยทุกคนเลยนะครับ ผมเคยเห็นเคสแบบนี้ในวงการเทคที่ startup ต้องหยุดพัฒนาแอปเพราะขาดพลังงาน ส่งผลให้รายได้หายวับไปทันที วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเอง ว่าปัญหานี้รุนแรงแค่ไหน

ลองนึกภาพคนขับรถที่บอกว่า “ไม่ได้ตั้งใจหยุดงาน แต่ถูกบังคับเพราะไม่มีน้ำมัน” ใช่ครับ! เกษตรกร แรงงานรายวัน คนขับรถส่งของ พนักงานโรงงาน ทุกคนกำลังเจอวิกฤตนี้เต็มๆ จากราคาน้ำมันผันผวน การขาดแคลน และการกักตุน มันทำให้รายได้เท่าศูนย์ทันที โดยเฉพาะในไทยที่เงินสำรองน้อย การหยุดงานไม่กี่วันอาจกลายเป็นหนี้สินยืดเยื้อ

เมื่อวิกฤตพลังงาน กลายเป็นวิกฤตปากท้องของผู้คน: กรณีรถพุ่มพวงและรถส่งของ

เริ่มจากรถกระบะพุ่มพวงที่ต้องตระเวนขายของทุกวัน น้ำมันดีเซลคือหัวใจ แต่พอปั๊มจำกัดเติมแค่ 200-500 บาทต่อครั้ง รถก็จอดนิ่ง สินค้าเต็มคันแต่ขายไม่ได้ ลูกค้าในชุมชนห่างไกลก็เดือดร้อนตาม คนขับรถบรรทุกหกล้อเล่าว่า ปกติวิ่งรอบละรายได้ดี แต่ตอนนี้หยุดเกือบสัปดาห์เพราะกลัวน้ำมันหมดกลางทาง ต้องหันไปขายอาหารตามสั่งแทน รายได้หดฮวบ แถมยังเอาจยย. ขึ้นรถเผื่อฉุกเฉิน ชีวิตพลิกผันชัดๆ

เกษตรกรรอคิวน้ำมัน: ไม่ใช่กักตุน แต่คือการเอาตัวรอด

เห็นภาพเกษตรกรเอาถังมาเติมเต็มท้ายกระบะ บางคนหาว่ากักตุน แต่จริงๆ น้ำมันคือตัวกำหนดฤดูกาล รถไถ รถเกี่ยว ถ้าเริ่มปลูกช้า เก็บเกี่ยวไม่ทัน ผลผลิตเน่า รายได้จากเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา กลายเป็นศูนย์ ผู้ประกอบการฟาร์มผักออร์แกนิคเล่าว่าต้นทุนพุ่ง น้ำมัน ปุ๋ย ถุงพลาสติกหายาก ต้องเลิกจ้างแรงงานรายวัน ส่งผลกระทบลูกโซ่

แรงงานรายวัน: ไม่มีน้ำมัน = ไม่มีงาน

แรงงานตัดหญ้า ก่อสร้าง เกษตร รายวันทั้งนั้น ถ้าเครื่องตัดหญ้าเติมน้ำมันไม่ได้ งานยกเลิก รายได้หาย ไซต์ก่อสร้างชะงักเพราะรถขุดรถปูนหยุด กลุ่มนี้ไม่มีเงินเดือนประจำ เงินเก็บน้อย วิกฤตนี้กระทบหนักสุด

พนักงานโรงงาน: ลดชั่วโมง ลดเงินเดือน

โรงงานอาหารสัตว์ลดผลิตเพราะวัตถุดิบไม่ถึง จากทำงาน 5 วันเหลือ 3 วัน เงินเดือนหั่นครึ่ง รายจ่ายยังเดิม ค่ากิน ค่าบ้าน หนี้สิน มนุษย์เงินเดือนก็เดือดร้อน

สรุปคือ เมื่อวิกฤตพลังงาน กลายเป็นวิกฤตปากท้องของผู้คน มันกระทบทุกภาคส่วน ในมุม expert ผมมองว่านี่คือ disruption คล้าย tech bubble ที่ supply chain หยุดชะงัก แนวโน้มคือรัฐต้องเร่งนโยบายพลังทางเลือกอย่าง EV และ biofuel ให้เร็วขึ้น

CTA: ทุกคนลองเช็คเงินสำรอง ติดตามข่าวพลังงาน และสนับสนุนนโยบาย xanh กันนะครับ จะได้ไม่ให้วิกฤตนี้ซ้ำรอย!

ที่มา – เมื่อวิกฤตพลังงาน กลายเป็นวิกฤตปากท้องของผู้คน

“ผมไม่ค่อยใช้ AI”: ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลสงสัย AI แทนมนุษย์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเทคโนโลยีทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างเมามันส์ในวงการไอที นั่นคือเรื่อง “ผมไม่ค่อยใช้ AI”: ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลสงสัย AI แทนมนุษย์ ซึ่งมาจากปากของสตีฟ วอซ์เนียก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลคนดัง ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ในรายการ CNN เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตรงกับโอกาสครบรอบ 50 ปีของแอปเปิลในวันที่ 1 เมษายนนี้พอดี

วอซ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความฉลาดและวิสัยทัศน์กว้างไกล ดูจะอยู่ในอารมณ์ย้อนความทรงจำ พูดถึงความภาคภูมิใจในแอปเปิลที่เติบโตมาจนยิ่งใหญ่ แต่พอถูกถามถึงอนาคต โดยเฉพาะ AI เขากลับให้คำตอบที่เซอร์ไพรส์ทีม CNN สุดๆ เลยล่ะครับ

“ผมไม่ค่อยใช้ AI”: ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลสงสัย AI แทนมนุษย์

วอซ์บอกว่าทุกวันนี้ทุกคนดูเหมือนจะแข่งกัน “สร้างสมอง” ด้วย AI แต่เขาย้อนว่า จริงๆ แล้วเรารู้วิธีสร้างสมองแท้ๆ อยู่แล้ว นั่นคือกระบวนการที่ใช้เวลา “9 เดือน” ชัดเจนเลยว่าเขาหยอกเล่นถึงการตั้งครรภ์ของมนุษย์นั่นเอง แบบนี้ฟังแล้วขำๆ แต่แฝงความจริงจังว่าสมองมนุษย์มันซับซ้อนเกินกว่าที่ AI จะเลียนแบบได้ง่ายๆ

“ผมไม่ค่อยใช้ AI มากนัก แต่เคยลองถามคำถามไปบ้างเพื่อทดสอบ” วอซ์เล่า เขาบอกว่าถ้าถามคำถามที่คำสำคัญแค่อย่างเดียว AI มักจะตอบแบบอธิบายกว้างๆ แต่ไม่ตรงจุดที่เขาต้องการจริงๆ มันเหมือนได้คำตอบที่สมบูรณ์แบบแต่ขาดเสน่ห์

ทำไม “ผมไม่ค่อยใช้ AI” ของวอซ์ถึงน่าสนใจ

วอซ์อธิบายต่อว่าบางครั้งเขาอ่านเนื้อหาจาก AI แล้วรู้สึกว่ามัน “แห้งแล้งและเพอร์เฟกต์เกินไป” เขาชอบอะไรที่มาจากมนุษย์จริงๆ ที่มีอารมณ์ ความรู้สึก และความไม่สมบูรณ์แบบ แต่พอใช้ AI แล้วมักผิดหวังบ่อยๆ พิธีกร CNN ไม่ยอมแพ้ ถามต่อไปว่า AI จะพัฒนาจนแทนที่มนุษย์ได้มั้ย

คำตอบของวอซ์ชัดเจน: “ทุกอย่างมันพัฒนาได้ดีขึ้นเสมอ แต่ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณเลยว่าเราจะเข้าใจสมองมนุษย์ดีพอที่จะสร้าง AI ที่มีอารมณ์ ห่วงใยผู้อื่น อยากเป็นคนดี หรือเข้าใจ нюансы เล็กๆ น้อยๆ ในคำพูดของมนุษย์” เขาบอกว่า AI ยัง “ไม่ได้มีชีวิตแบบมนุษย์” จึงขาดความเข้าใจลึกซึ้ง

ถึงอย่างนั้น วอซ์ก็ไม่ได้ปิดประตูตาย บอกว่า “บางวันมันอาจฉลาดจริงๆ และเข้าใจเรายังไงก็เหมือนมนุษย์ด้วยกัน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น” คำพูดนี้มาจากคนที่เห็นเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล จึงน่าเชื่อถือมาก

  • จุดเด่นของความเห็นวอซ์: AI เก่งเรื่องข้อมูล แต่ขาดอารมณ์และประสบการณ์ชีวิต
  • มนุษย์ยังเหนือกว่าในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และ empathy
  • AI พัฒนาได้ แต่แทนที่มนุษย์ทั้งหมด? ยังไกลตัว
  • ตัวอย่าง: ถาม AI คำถาม nuanced มันตอบกว้างๆ ไม่ลึก

ในยุคที่ AI hype สูงมาก เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Grok ที่ทุกคนใช้กัน วอซ์กลับเป็นเสียงสะท้อนว่าอย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินไป มันช่วยงานได้ แต่แทนมนุษย์? คงไม่ใช่ตอนนี้ ความเห็นนี้ชวนให้เราคิดถึงสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษยธรรม

ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้า AI เขียนบทความนี้แทน มันอาจเพอร์เฟกต์แต่ขาดความเป็นกันเองแบบนี้แหละ! วอซ์ยังเตือนว่าเทคโนโลยีไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องรอให้มัน “มีชีวิต” จริงๆ ก่อน

สำหรับผม ความเห็น “ผมไม่ค่อยใช้ AI”: ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลสงสัย AI แทนมนุษย์ นี้เป็น reminder ดีๆ ว่า AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เจ้านาย คุณล่ะครับ คิดยังไงกับเรื่องนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือถ้าชอบบทความแบบนี้ อย่าลืมกด subscribe เพื่อติดตามข่าวเทคโนโลยีอัปเดตทุกวันนะครับ!

ที่มา – ‘I Don’t Use AI Much’: Apple Co-Founder Expresses Skepticism AI Can Replace Humans

กมธ. ของวุฒิสภามติเอกฉันท์ เห็นควรให้รัฐบาล ‘ยกเลิก MOU43’ หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU44 เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามีข่าวการเมืองชายแดนที่ร้อนแรงมากๆ มาอัปเดตกันเลย นั่นคือ กมธ. ของวุฒิสภามติเอกฉันท์ เห็นควรให้รัฐบาล ‘ยกเลิก MOU43’ หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU44 เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว นี่เป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปเลยนะครับ จากประสบการณ์ติดตามข่าวชายแดนมานาน ผมมองว่านี่คือสัญญาณว่าประเทศเรากำลังจริงจังกับการปกป้องอธิปไตยมากขึ้น

กมธ. ของวุฒิสภามติเอกฉันท์ เห็นควรให้รัฐบาล ‘ยกเลิก MOU43’ หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU44 เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาได้ประชุมกันอย่างเข้มข้น หลังจากศึกษามาหลายเดือน พวกเขาลงมติเอกฉันท์เห็นชอบให้รัฐบาลยกเลิก MOU 2543 (หรือ MOU43) ต่อจาก MOU44 ที่เคยมติไปเมื่อธันวาคมปีก่อน นพดล อินนา ส.ว. และประธานกมธ. เล่าว่าพวกเขาเปิดประชุมกว่า 20 ครั้ง ลงพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน คุยกับหน่วยความมั่นคงและกระทรวงต่างประเทศ พบว่ากัมพูชารุกล้ำพื้นที่ไทยต่อเนื่อง แถมไม่สนใจทักท้วงของเราเลย

6 เหตุผลหลักที่กมธ. ยกขึ้นมา ทำไมต้องยกเลิก MOU43?

กมธ. ชี้แจงเหตุผลชัดเจน 6 ข้อ ที่ทำให้ MOU43 ไม่เวิร์คแล้วครับ ลองมาดูกัน:

  • ข้อกำหนดบกพร่อง: MOU ยอมรับแผนที่กัมพูชาสเกล 1:200,000 ซึ่งขัดกับแผนที่ไทย 1:50,000 ทำให้ปักปันเขตแดนลำบาก JBC ก็ไม่มีอำนาจจัดการรุกล้ำ
  • ปัญหาชอบด้วยรัฐธรรมนูญ: คณะรัฐมนตรีสมัยก่อนแค่อรับทราบ ไม่เห็นชอบ และไม่ผ่านสภา ทั้งที่กระทบอาณาเขต
  • แผนที่กัมพูชาไม่รับรอง: รัฐธรรมนูญกัมพูชา 1993 ใช้สเกล 1:100,000 ทำให้ MOU43 เสี่ยงสูญเปล่า
  • ล่าช้าตลอด 26 ปี: สำรวจคืบหน้าแค่ 60% ของขั้นแรก
  • สถานการณ์เปลี่ยน: หลังปะทะใหญ่ 2 ครั้งปี 2568 ไทยยึดแถลงการณ์ GBC 27 ธ.ค. 2568 คงกำลังทหารไว้
  • กัมพูชาไม่รักษาสัญญา: ยั่วยุ สร้างข่าวปลอม MOU ไม่รัดกุมพอรับมือ

จากที่ผมวิเคราะห์ในฐานะคนติดตามข่าวการต่างประเทศมานาน เหตุผลเหล่านี้สมเหตุสมผลมากครับ โดยเฉพาะเรื่องแผนที่ที่เป็นปัญหาตลอด มันเหมือนกับการเจรจาที่ไทยเสียเปรียบตั้งแต่ต้น

ทางออกหลังยกเลิก MOU43 คืออะไร?

ดีข่าวคือ ไทยยกเลิกฝ่ายเดียวได้ตามอนุสัญญาเวียนนา (VCLT) ข้อ 60 เพราะกัมพูชาละเมิดร้ายแรง เช่น สร้างตึกชายแดน วางระเบิด ใช้อาวุธ แค่แจ้งล่วงหน้า 3 เดือนก็พอ หลังยกเลิก ยังใช้สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1904/1907 และข้อตกลงชายแดน 2538 ได้ตามปกติ

กมธ. ยังแนะนำถ้าทำ MOU ใหม่ ต้องไม่ยอมแผนที่ 1:200,000 เพิ่มอำนาจ JBC ยึดขอบผาเป็นเขตแดนพนมดงรัก และกำหนดเดดไลน์ชัดเจน เพื่อปกป้องชาติสุดๆ

ขั้นตอนต่อไป? นำมติเข้าวุฒิสภาเดือนเมษายน แล้วส่งครม. ดำเนินการ ผมคาดว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ช่วยให้ไทยแข็งกร้าวขึ้นในการปกป้องดินแดน

ในมุมมองของผม ในยุคที่ชายแดนเป็นประเด็น敏感 การยกเลิก MOU43 คือเทรนด์ใหม่ของการทูตไทยที่เน้นผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ไม่ยอมอ่อนข้ออีกต่อไป เพื่อนๆ คิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกหน่อยสิ! ติดตามอัปเดตข่าวชายแดนได้ที่นี่นะครับ

ที่มา – กมธ. ของวุฒิสภามติเอกฉันท์ เห็นควรให้รัฐบาล ‘ยกเลิก MOU43’ หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU44 เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว

เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง รับอานิสงส์ราคาทรงตัว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องเด็ดมาอัปเดตให้ฟังกันแบบสดๆ ร้อนๆ จากย่านทองคำชื่อดังของไทยอย่างเยาวราชเลยนะครับ บรรยากาศวันนี้ (24 มีนาคม) คึกคักสุดๆ ไปเลย ช่างภาพจาก THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจมา พบว่าประชาชนแห่กันมาทั้งซื้อทั้งขายทองคำแบบไม่ขาดสาย ตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง!

เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง รับอานิสงส์ราคาทรงตัว

ทำไมถึงคึกคักขนาดนี้? ต้องบอกเลยว่า เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง รับอานิสงส์ราคาทรงตัว เพราะเมื่อวาน (23 มีนาคม) ราคาทองร่วงหนักถึง 3,550 บาทต่อบาททองคำ! ทำให้วันนี้ราคากลับมาทรงตัวสวยงาม นักลงทุนและชาวบ้านทั่วไปต่างมองว่านี่คือโอกาสทองในการเก็งกำไรหรือเก็บสะสม ผมในฐานะคนติดตามตลาดมานาน บอกเลยว่าช่วงแบบนี้คือจังหวะที่มือโปรชอบเข้ามาเก็บของถูกๆ ก่อนที่ราคาจะพุ่งกลับ

มาดูราคาประกาศล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำกันครับ (อัปเดต 11.47 น.)

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

  • ขายออก: 67,400 บาท ต่อบาททองคำ
  • รับซื้อ: 67,200 บาท ต่อบาททองคำ

ราคาทองรูปพรรณ 96.5%

  • ขายออก: 68,200 บาท ต่อบาททองคำ
  • ฐานภาษี (รับซื้อ): 65,855.04 บาท ต่อบาททองคำ

ส่วนราคาทองโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,372.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ค่าเงินบาทเช้านี้แกว่งตัว 32.64 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาในไทยนิ่งสนิท สร้างความมั่นใจให้คนแห่มาซื้อขาย

จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามตลาดทองมานับสิบปี บรรยากาศแบบ เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง มักเกิดขึ้นหลังราคาร่วงแรง เพราะทองคำคือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในยามเศรษฐกิจผันผวน แม้แต่คนที่ตามข่าวบันเทิงหรือเทคโนโลยีอย่างเพื่อนๆ ก็ควรสนใจนะครับ เพราะทองคำนี่แหละที่ช่วย diversify พอร์ตลงทุน ไม่เหมือนหุ้นเทคที่ขึ้นลงดุเดือด ถ้าคุณมีเงินออมเหลือ ลองพิจารณาซื้อทองเก็บไว้บ้าง รับรองคุ้ม!

นอกจากนี้ เทรนด์ปีนี้ทองคำยังได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนโลก เช่น สงครามการค้า สภาพคล่องธนาคารกลางสหรัฐฯ และแม้แต่กระแสคริปโตที่ผันผวน ทำให้ทองกลับมาเป็นที่รักของนักลงทุนทั่วไป ผมเห็นภาพประชาชนยืนคิวยาวเหยียดหน้าร้านทองเยาวราช ร้านดังๆ อย่างห้างทองต่างๆ เต็มไปด้วยลูกค้า ทั้งป้าทั้งลุง ทั้งวัยรุ่นที่มาซื้อสร้อยคอหรือแท่งทองเก็บ บรรยากาศคึกคักแบบนี้ไม่เห็นบ่อยๆ นะครับ

สำหรับมือใหม่ที่สนใจ ผมแนะนำให้เช็คราคาแบบเรียลไทม์จากสมาคมค้าทองคำ และอย่าลืมคำนวณค่ากำเหน็จด้วย ถ้าจะขายคืน ควรเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือในเยาวราชที่มีเยอะแยะเลย

สรุปแล้ว ช่วงนี้คือโอกาสทองจริงๆ ถ้าคุณกำลังมองหาการลงทุนมั่นคง ลองไปเดินเยาวราชดูสักรอบ อาจได้ของดีกลับบ้าน! หรือถ้าจะเก็งกำไร อย่าลืมติดตามราคาโลกและค่าเงินบาทให้ดีนะครับ ในอนาคต ทองคำน่าจะยังแรงต่อเนื่องจากเทรนด์เศรษฐกิจโลก

CTA: ไปเช็คราคาทองวันนี้แล้วมาคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณซื้อหรือขายบ้างไหม? 👇

ที่มา – เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง รับอานิสงส์ราคาทรงตัว

ศาลแพ่งสั่งเหมืองทองอัครา ชดใช้ชาวบ้าน 382 ราย คดีปนเปื้อนสารพิษยาวนาน 20 ปี พร้อมสั่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยเลยนะครับ คือ ศาลแพ่งสั่งเหมืองทองอัครา ชดใช้ชาวบ้าน 382 ราย คดีปนเปื้อนสารพิษยาวนาน 20 ปี พร้อมสั่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม คดีนี้รอคอยมานาน 20 ปี ในที่สุดชาวบ้านในจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ก็ได้รับความยุติธรรมแล้ว! ผมในฐานะคนที่ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนมานาน จะเล่าให้ฟังแบบละเอียด เป็นกันเอง แต่มีข้อมูลเชิงลึกให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแบบจุใจ

ศาลแพ่งสั่งเหมืองทองอัครา ชดใช้ชาวบ้าน 382 ราย คดีปนเปื้อนสารพิษยาวนาน 20 ปี พร้อมสั่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 24 มีนาคม ที่ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ สว2/2559 ชาวบ้านนำโดยสื่อกัญญา ธีระชาติดำรงและพวกรวม 4 คน เป็นตัวแทนยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองทองชาตรี ในข้อหาละเมิด ค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ทรัพย์สิน และสิทธิอื่นๆ มีชาวบ้านมาร่วมฟังเกือบ 50 คน บรรยากาศตึงเครียดแต่เต็มไปด้วยความหวัง

ปัญหาหลักคือการทำเหมืองทองคำนาน 20 ปี ก่อมลพิษรุนแรง ฝุ่นโลหะหนักพิษพัดตามลม เสียงดังและสั่นสะเทือนจากการระเบิดหิน สารไซยาไนด์รั่วจากบ่อกักกากแร่ โลหะหนักอย่างสารหนู แมงกานีส เหล็ก ปนเปื้อนดิน น้ำ คลอง อ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านใช้น้ำทำเกษตร บริโภค สะสมพิษในข้าว ข้าวโพด สุขภาพทรุด เจ็บป่วย หวาดกลัวจิตใจ

หลักฐานที่ศาลรับฟัง: มลพิษจริง 100%

ศาลพิจารณาพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์แล้วเห็นว่าน้ำหนักพอ โลหะหนักรั่วจากบ่อกักกากแร่ที่ 1 ไหลลงที่ราบใต้ เข้าคลองธรรมชาติ พบในน้ำ ในร่างกายชาวบ้าน ฝุ่นและเสียงจากระเบิดจริง นี่คือชัยชนะของวิทยาศาสตร์และข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่คำพูด!

รายละเอียดชดเชย: ชัดเจน แยกตามอายุและระดับพิษ

ศาลสั่งชดใช้ 382 ราย แบ่งดังนี้:

  • ค่าเสื่อมสุขภาพร่างกาย: โลหะเกินเกณฑ์ – อายุ ≤15 ปี: 200,000 บาท / >15 ปี: 100,000 บาท | ไม่เกิน: ≤15 ปี: 100,000 บาท / >15 ปี: 50,000 บาท
  • ค่าเสื่อมสภาพจิตใจ: เกินเกณฑ์ 20,000 บาท / ไม่เกิน 10,000 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาล: 5,000 บาท/ราย
  • ค่าใช้จ่ายดำรงชีพ: (น้ำดื่ม อาหาร) 5,000 บาท/ราย
  • ค่าขาดประโยชน์ทรัพยากร: 5,000 บาท/ราย

นอกจากเงิน ศาลสั่งฟื้นฟูดิน น้ำ คลอง อ่าง กลบหลุมเหมือง บ่อกากแร่ที่ 1 ด้วยดินทั้งหมด ภายใต้คณะกรรมการกำกับ เน้นความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม คำขออื่นยก

จากประสบการณ์ผม คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีตรวจมลพิษก้าวหน้า เช่น การใช้ GIS ติดตามฝุ่น หรือ lab test โลหะในเลือด ชุมชนมีเครื่องมือสู้ยักษ์ใหญ่ได้ Trend โลกคือคดีสิ่งแวดล้อมเพิ่ม เช่น Chevron ในเอกวาดอร์ หรือคดีเหมืองในออสเตรเลีย ไทยเรากำลังตามทัน!

ความเห็นส่วนตัว: นี่คือจุดเปลี่ยน ชาวบ้านไม่ต้องทนมลพิษอีก สิ่งแวดล้อมคือมรดก ลองคิดดู ถ้าเหมืองไหนๆ รับผิดชอบแบบนี้ โลกเราจะน่าอยู่แค่ไหน สนับสนุนชุมชน สนใจติดตามคดีสิ่งแวดล้อมต่อได้ที่บล็อกนี้ หรือแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ ช่วยกันปกป้องบ้านเรา!

ที่มา – ศาลแพ่งสั่งเหมืองทองอัครา ชดใช้ชาวบ้าน 382 ราย คดีปนเปื้อนสารพิษยาวนาน 20 ปี พร้อมสั่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

สำรวจปั๊ม กทม. หลังราคาน้ำมันขยับยกแผง พบประชาชนทยอยเติมต่อเนื่อง ติดป้ายรอขนส่งบางหัวจ่าย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่เราติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยีกันแบบ real-time แต่เรื่องราคาน้ำมันที่ขึ้นลงแบบนี้ ก็ยังเป็นประเด็นที่กระทบชีวิตประจำวันของเราอยู่ดีใช่มั้ยล่ะ วันนี้ผมมีเรื่องอัพเดทสดๆ ร้อนๆ มาบอก จากการสำรวจปั๊ม กทม. หลังราคาน้ำมันขยับยกแผง พบประชาชนทยอยเติมต่อเนื่อง ติดป้ายรอขนส่งบางหัวจ่าย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังจากมีการประกาศปรับราคาขึ้นทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซลตั้งแต่เช้า

สำรวจปั๊ม กทม. หลังราคาน้ำมันขยับยกแผง พบประชาชนทยอยเติมต่อเนื่อง ติดป้ายรอขนส่งบางหัวจ่าย

ทีมช่างภาพข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพฯ หลายจุด พบว่าประชาชนยังคงนำรถยนต์และมอเตอร์ไซค์มาจอดเติมอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้แออัดหนักเท่าช่วงราคาขึ้นครั้งก่อนๆ แต่ก็ยังมีคนนำแกลลอนมาซื้อน้ำมันไปสำรองบ้างเป็นระยะๆ สถานการณ์โดยรวมปกติ แต่บางปั๊มมีหัวจ่ายบางตัวปิดบริการชั่วคราว ติดป้ายแจ้งว่ารอรถขนส่งน้ำมันมาเติม สะท้อนว่าความต้องการยังสูงแม้ราคาจะขยับขึ้น

ผมในฐานะคนที่ติดตามตลาดน้ำมันมานาน มองว่าการปรับราคาครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน รวมถึงค่าเงินบาทและภาษีนำเข้า ซึ่งกระทบโดยตรงกับผู้ใช้รถใช้ถนนในเมืองหลวงอย่างเราๆ สำหรับคนที่ใช้แอพเรียกรถหรือขับรถส่งของ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้พุ่งชัดเจนเลยครับ

ราคาน้ำมันล่าสุดใน กทม. และปริมณฑล

มาดูราคาขายปลีกที่ปรับใหม่จาก ปตท. (OR) และบางจาก (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) กันครับ:

กลุ่มแก๊สโซฮอล์และเบนซิน

  • เบนซิน 95: 43.64 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95: 33.05 – 33.70 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91: 32.68 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20: 28.05 – 28.70 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E85: 23.79 – 24.79 บาท/ลิตร

กลุ่มดีเซล

  • ดีเซล B7: 32.94 บาท/ลิตร
  • ดีเซล (พื้นฐาน): 31.14 – 32.94 บาท/ลิตร
  • ดีเซลพรีเมียม: 46.64 – 49.84 บาท/ลิตร (ต่างกันตามแบรนด์)

ราคาเหล่านี้ทำให้ค่าเติมถังรถยนต์ทั่วไปเพิ่มขึ้น 50-100 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว โดยเฉพาะดีเซลที่หลายคนใช้กับรถกระบะและปิกอัพ

ประชาชนกำลังเติมน้ำมันที่สถานีบริการในกรุงเทพฯ หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น พบป้ายรอขนส่งน้ำมันที่หัวจ่าย 1ประชาชนกำลังเติมน้ำมันที่สถานีบริการในกรุงเทพฯ หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น พบป้ายรอขนส่งน้ำมันที่หัวจ่าย 2ประชาชนกำลังเติมน้ำมันที่สถานีบริการในกรุงเทพฯ หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น พบป้ายรอขนส่งน้ำมันที่หัวจ่าย 3ประชาชนกำลังเติมน้ำมันที่สถานีบริการในกรุงเทพฯ หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น พบป้ายรอขนส่งน้ำมันที่หัวจ่าย 4ประชาชนกำลังเติมน้ำมันที่สถานีบริการในกรุงเทพฯ หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น พบป้ายรอขนส่งน้ำมันที่หัวจ่าย 5

จากภาพที่เห็น ชาว กทม. ยังใจเย็น ไม่ panic buying แต่บางคนก็ฉลาดเลือกเติม E20 หรือ E85 ที่ถูกกว่าเพื่อประหยัดงบ ผมแนะนำให้ใช้แอพอย่าง PTT Station หรือ Bangchak App เช็คราคาเรียลไทม์ ก่อนไปเติม จะได้ไม่พลาดโปรโมชั่น

มุมมอง expert: ราคาน้ำมันขึ้น สัญญาณหันสู่เทคโนโลยี EV?

ในฐานะคนที่ตามเทรนด์เทคโนโลยี ผมเห็นว่าราคาน้ำมันขยับแบบนี้เป็นตัวเร่งให้คนสนใจรถไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะใน กทม. ที่สถานีชาร์จ EV เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รถอย่าง BYD หรือ Tesla กำลังมาแรง ค่าใช้จ่ายระยะยาวถูกกว่าน้ำมันเยอะ แถมยังเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์บันเทิงอย่างขับไปดูคอนเสิร์ตโดยไม่กังวลน้ำมันหมด สำหรับคนใช้ Grab หรือ Bolt ค่าโดยสารถูกลงถ้าคนขับหันไป EV นะครับ

นอกจากนี้ เทรนด์ fuel efficiency จากเทคโนโลยีอย่าง hybrid system ในรถญี่ปุ่น ก็ช่วยลดผลกระทบได้ อย่าลืมเช็คแรงดันยางและขับนุ่มนวลเพื่อประหยัดน้ำมันอีก 10-15% ครับ

สรุปแล้ว การสำรวจปั๊ม กทม. หลังราคาน้ำมันขยับยกแผง พบประชาชนทยอยเติมต่อเนื่อง ติดป้ายรอขนส่งบางหัวจ่าย แสดงให้เห็นว่าประชาชนปรับตัวได้ดี แต่เราควรติดตามราคาอย่างใกล้ชิด ลองวางแผนงบค่าน้ำมันให้ดี หรือพิจารณาอัพเกรดเป็นรถ EV เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนกว่านะครับ! ถ้าคุณมีเคล็ดลับประหยัดน้ำมัน แชร์กันในคอมเมนต์เลย

ที่มา – สำรวจปั๊ม กทม. หลังราคาน้ำมันขยับยกแผง พบประชาชนทยอยเติมต่อเนื่อง ติดป้ายรอขนส่งบางหัวจ่าย