ผู้เขียน: lalika69_admin

แบนหุ่นยนต์ตัดหญ้าในสหรัฐฯ ทำเราพลาดนวัตกรรมเจ๋งๆ

ในยุคที่เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะก้าวหน้าไปมาก หุ่นยนต์ตัดหญ้าในปัจจุบันถือว่าฉลาดขึ้นอย่างน่าทึ่ง ด้วยเทคโนโลยี NRTK satellite, LiDAR และกล้อง vision ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ทำงานได้โดยไม่ต้องฝังสายไฟให้ยุ่งยาก แต่ปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไม่ตกคือ การตัดหญ้าตามขอบมุมกำแพงหรือฟุตบาท ที่มักจะเหลือหญ้ารกๆ ไว้ให้เราต้องไปเก็บงานเองเสมอ

แบนหุ่นยนต์ตัดหญ้าในสหรัฐฯ ทำเราพลาดนวัตกรรมเจ๋งๆ

ที่งาน IFA 2026 ปีนี้ เราได้เห็นเทรนด์ใหม่ของหุ่นยนต์ตัดหญ้าที่ติดตั้ง ‘แขนกล’ ยื่นออกมาเพื่อจัดการงานเล็มขอบหญ้าโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นโซลูชันที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ความโชคร้ายคือ ชาวอเมริกันอาจจะไม่ได้สัมผัสเทคโนโลยีนี้ในเร็วๆ นี้ เพราะการแบนหุ่นยนต์ตัดหญ้าในสหรัฐฯ ที่พุ่งเป้าไปยังอุปกรณ์หุ่นยนต์ต่างชาติ ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่มั่นใจที่จะนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย

ทำไมการแบนหุ่นยนต์ตัดหญ้าในสหรัฐฯ ถึงส่งผลกระทบ?

คำสั่งจาก FCC ที่อ้างเรื่องความมั่นคงแห่งชาติได้จำกัดการนำเข้าอุปกรณ์หุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการเคลื่อนที่และนำทาง ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์ตัดหญ้าเหล่านี้ด้วย แม้ว่าจะมีเหตุผลเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่การแบนหุ่นยนต์ตัดหญ้าในสหรัฐฯ กลับดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยที่แท้จริง เพราะเครื่องที่มีอยู่เดิมยังสามารถใช้งานต่อได้ตามปกติ

ในขณะที่ฝั่งผู้ผลิตต่างพยายามนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น:

  • Segway Navimow H5 Pro: ที่มีแผงเปิดออกเพื่อยื่นใบมีดตัดหญ้า
  • Dreame A4 AWD Pro: ที่มาพร้อมแขนตัดหญ้าแบบเส้นเอ็น
  • Eufy Lawn Mower S2 Max: ที่แขนกลสามารถปรับแนวตั้งและแนวนอนเพื่อเล็มขอบฟุตบาทได้

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ได้ ในขณะที่การผลิตหุ่นยนต์ในประเทศของสหรัฐฯ เองก็ยังไม่สามารถทดแทนช่องว่างนี้ได้ทันท่วงที ในมุมมองของผม หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือข้อตกลงพิเศษระหว่างผู้นำประเทศ เราอาจต้องรออีกหลายปีถึงจะได้เห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายในการดูแลสวนอย่างแท้จริง

ที่มา – The US Robot Ban Is Screwing Us Out of the Good Robomowers

ปิดตำนาน Spider-Noir หลังจบซีซั่นแรก

แฟนๆ ของไอ้แมงมุมสายดาร์กคงต้องเตรียมใจกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า Prime Video ได้ตัดสินใจยุติการสร้างซีรีส์ ปิดตำนาน Spider-Noir หลังจบซีซั่นแรก ลงเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าตัวซีรีส์จะได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกและกวาดรางวัลบนเวที Primetime Emmy ไปได้หลายสาขาในแง่ของโปรดักชั่นและสตันท์ก็ตาม

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ ปิดตำนาน Spider-Noir หลังจบซีซั่นแรก

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมซีรีส์ที่มีคุณภาพดีแบบนี้ถึงไปต่อไม่ได้? ปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องของยอดผู้ชมที่แผ่วลงอย่างรวดเร็วหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน ผสมผสานกับต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่วจากการเนรมิตบรรยากาศยุค 30 รวมถึงการทำเวอร์ชันภาพขาวดำและสีควบคู่กันไป ทำให้ทางสตูดิโอต้องกลับมาทบทวนความคุ้มค่าอย่างหนัก

ก้าวต่อไปของจักรวาล Marvel บน Prime Video

แม้ว่า ปิดตำนาน Spider-Noir หลังจบซีซั่นแรก จะเป็นข่าวที่น่าใจหาย แต่ทาง Sony และ Amazon ก็ยังไม่ถอดใจจากการนำตัวละคร Marvel มาเล่าใหม่บนจอแก้ว โดยมีรายงานว่ายังมีโปรเจกต์อื่นๆ ที่กำลังพัฒนาอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเราอาจได้เห็นประกาศซีรีส์เรื่องใหม่ในเร็วๆ นี้

สำหรับแฟนๆ ของ Nicolas Cage ที่รับบทเป็น Ben Reilly หรือ Spider-Noir ไม่ต้องเศร้าไปครับ เพราะเรายังมีโอกาสได้เห็นเขากลับมาโลดแล่นอีกครั้งในอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์อย่าง Spider-Man: Beyond the Spider-Verse ที่มีกำหนดเข้าฉายในปีหน้า ซึ่งถือเป็นการกลับมาที่น่าจับตามองหลังจากหายไปในภาคก่อนหน้า

บทสรุปและมุมมองต่อสถานการณ์นี้:

  • ซีรีส์ Spider-Noir ถือเป็นงานที่มีสไตล์โดดเด่นและกล้าที่จะแตกต่าง
  • การยกเลิกครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ายอดผู้ชมคือหัวใจสำคัญในการตัดสินอนาคตของสตรีมมิ่งในยุคนี้
  • เรายังคงมีความหวังกับโปรเจกต์ Marvel อื่นๆ ที่ทาง Sony กำลังซุ่มพัฒนาอยู่

ส่วนตัวผมมองว่าแม้ซีรีส์จะถูกตัดจบ แต่การที่ตัวละครนี้ยังคงมีพื้นที่ในจักรวาล Spider-Verse ก็นับว่าเป็นข่าวดีที่ทำให้เรายังคงมีโอกาสได้ติดตามเรื่องราวของ Noir ในฐานะนักสืบเอกชนสุดเท่คนนี้ต่อไป คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับการปิดตัวลงของซีรีส์เรื่องนี้? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยครับ!

ที่มา – It’s Case Closed for ‘Spider-Noir’ After One Season

สมาพันธ์ SME ไทย เซ็น MOU กับ สจล. ดัน ‘งานวิจัยสู่ธุรกิจ’ จริงสร้าง Next Gen และเปิดโอกาส MSME เข้าถึงนวัตกรรม

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีสำหรับวงการธุรกิจไทยมาฝากครับ เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านคงเคยประสบปัญหาเรื่องการหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในธุรกิจ หรืออยากจะเปลี่ยนไอเดียจากงานวิจัยในหิ้งให้กลายเป็นเงินในกระเป๋า แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ล่าสุดได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่น่าจับตามองมาก เมื่อสมาพันธ์ SME ไทย ได้จับมือกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ลงนาม MOU ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเป้าหมายในการ สมาพันธ์ SME ไทย เซ็น MOU กับ สจล. ดัน ‘งานวิจัยสู่ธุรกิจ’ จริงสร้าง Next Gen และเปิดโอกาส MSME เข้าถึงนวัตกรรม

สมาพันธ์ SME ไทย เซ็น MOU กับ สจล. ดัน ‘งานวิจัยสู่ธุรกิจ’ จริงสร้าง Next Gen และเปิดโอกาส MSME เข้าถึงนวัตกรรม

การจับมือกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีการนะครับ แต่มันคือการเชื่อมโลกการศึกษากับโลกธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และรองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เป็นหัวเรือใหญ่ ความน่าสนใจของความร่วมมือนี้คือการเปลี่ยนผ่านจาก Research to Market หรือการนำงานวิจัยที่มีอยู่มากมายในรั้วมหาวิทยาลัย มาผลิตเป็นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ ครับ

ประโยชน์ที่ภาคธุรกิจไทยจะได้รับ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อ MSME? เพราะหัวใจของความร่วมมือนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาส ดังนี้ครับ:

  • การเข้าถึงนวัตกรรม: ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงงานวิจัย เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญระดับสูงจาก สจล. ได้ง่ายขึ้น
  • การสร้าง Next Gen: มีการวางแผนบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ให้มีทั้งทักษะวิชาการและประสบการณ์จริงจากการทำธุรกิจ
  • การต่อยอดเชิงพาณิชย์: งานวิจัยจะไม่ได้อยู่แค่ในแล็บอีกต่อไป แต่จะถูกนำมาแก้ปัญหาในธุรกิจจริง สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งครับ การที่ภาคการศึกษาเปิดประตูรับฟังปัญหาของ SME ไทย และ SME ไทยกล้าที่จะเข้าหานวัตกรรม จะทำให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วแบบก้าวกระโดดแบบนี้ การมีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านงานวิจัยถือเป็นอาวุธสำคัญที่ SME พลาดไม่ได้

สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการ หรือกำลังเริ่มต้นธุรกิจ ผมแนะนำว่าให้จับตาดูกิจกรรมจากทางสมาพันธ์ SME ไทย และ สจล. ไว้ให้ดีครับ นี่คือโอกาสทองที่คุณจะได้นำนวัตกรรมมาสร้างความแตกต่างให้สินค้าของคุณ อย่ารอให้โลกเปลี่ยนจนเราตามไม่ทัน เริ่มต้นเรียนรู้และคว้าโอกาสนี้ไว้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ

ที่มา – สมาพันธ์ SME ไทย เซ็น MOU กับ สจล. ดัน ‘งานวิจัยสู่ธุรกิจ’ จริงสร้าง Next Gen และเปิดโอกาส MSME เข้าถึงนวัตกรรม

กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร

เชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้สึกเหนื่อยล้ากับวิถีชีวิตที่เร่งรีบในกรุงเทพฯ ใช่ไหมครับ? ยิ่งในยุคที่เราต้องแข่งขันกับเวลาและภาระทางเศรษฐกิจแบบนี้ สุขภาพจิตจึงกลายเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลย ล่าสุดทางกรุงเทพมหานครได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในคนเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราทุกคนควรหันมาใส่ใจกันอย่างจริงจังครับ

กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร

จากการรายงานสถานการณ์โดย พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร พบว่าความชุกของโรคซึมเศร้าในคนกรุงเทพฯ พุ่งสูงถึงร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศเกือบเท่าตัว โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือช่วงอายุ 15-34 ปี ที่มีความเสี่ยงสูงถึง 21.25% เลยทีเดียว ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลครับ

ทำไมต้อง Bangkok Mind?

เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหานี้ กทม. จึงได้เปิดตัวโครงการ กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร โดยเปลี่ยนจากแนวคิดการรอให้ป่วยแล้วมารักษา เป็นการเข้าไปหาประชาชนถึงที่ แพลตฟอร์มนี้เข้ามาช่วยให้เราสามารถประเมินสุขภาพจิตตัวเองได้ง่ายๆ ผ่าน LINE OA หรือ Chatbot อย่าง DMind ทำให้การเข้าถึงความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องยากหรือน่ากลัวอีกต่อไป

เจาะลึกการดูแลในยุคดิจิทัล

  • ระบบคัดกรองที่รวดเร็วผ่านออนไลน์
  • การเชื่อมโยงข้อมูลแบบ One Bangkok Mental Health Data System
  • การขยายคลินิกสุขภาพจิตในศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง
  • การใช้ Telemedicine เพื่อลดข้อจำกัดในการเดินทาง

การที่ กทม. นำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย ‘มดงาน’ ในชุมชนกว่า 2,000 คน ไม่ว่าจะเป็นครู หรือ อสส. ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ระบบสุขภาพจิตของเมืองหลวงเราแข็งแรงขึ้นครับ การมีระบบคัดกรองที่ดีทำให้เราพบปัญหาได้ตั้งแต่นัยสำคัญเริ่มแรก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดวิกฤตทางจิตใจได้ดีกว่ามาก

มุมมองและข้อเสนอแนะ

ในฐานะที่เราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ผมมองว่า กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมรอบข้างคือส่วนสำคัญที่สุด หากเรารู้สึกว่าเพื่อนหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีความเครียดสะสม การรับฟังด้วยใจโดยไม่ตัดสินคือยาที่ดีที่สุดครับ ในยุคที่ Tech เข้ามาช่วยเรื่องการคัดกรองแล้ว ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองเข้าไปประเมินสุขภาพจิตของตัวเองผ่านช่องทางต่างๆ ของ กทม. อย่ารอให้ถึงวันที่ใจรับไม่ไหว เพราะสุขภาพจิตที่แข็งแรงคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดีในกรุงเทพฯ ครับ

ที่มา – กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร

ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจและสำคัญมากสำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยมาฝากกันครับ เมื่อไม่นานมานี้ คุณวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้ไปร่วมขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษในงาน GCNT EXPO 2026 ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่ที่รวบรวมเหล่าผู้นำจากหลากหลายวงการมาหารือกันเรื่องความยั่งยืน ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT”

ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบการค้าโลกใหม่ครับ ปัจจุบันแค่สินค้าดีหรือราคาถูกอาจไม่พอแล้ว แต่ต้องมีมาตรฐานความยั่งยืนที่ตรวจสอบได้ ซึ่งคุณวีระพงษ์ย้ำว่า นี่คือจุดเปลี่ยนที่ธุรกิจไทยต้องก้าวผ่านให้ได้ โดยต้องเน้น 4 เสาหลักคือ การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ความยั่งยืนที่พิสูจน์ได้ (Sustainability) ความเชื่อมั่นจากพันธมิตร (Trust) และการกระจายความเสี่ยงไปตลาดใหม่ๆ ครับ

ทำไมกฎกติกาสีเขียวถึงสำคัญ?
วันนี้สหภาพยุโรปหรือ EU คือผู้นำเทรนด์ตัวจริงครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการอย่าง CBAM ที่คุมเข้มเรื่องคาร์บอน หรือ EUDR ที่เน้นสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า และกฎหมาย ESPR ที่บังคับเรื่องความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ธุรกิจไทยที่ต้องการจะส่งออกไปตลาดเหล่านี้ หากไม่ปรับตัวตามกฎเกณฑ์ใหม่นี้ ก็จะเหมือนปิดประตูโอกาสในการแข่งขันไปเลยครับ

รัฐบาลช่วยหนุนผู้ประกอบการอย่างไร?
ข่าวดีคือภาครัฐภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ปล่อยให้เอกชนสู้ลำพังครับ กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด การเปิดช่องทางให้ใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Direct PPA) เพื่อลดต้นทุนคาร์บอน แถมยังมีการสนับสนุนให้ SMEs ทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting) ได้ง่ายขึ้นผ่านระบบที่โปร่งใส

โอกาสจาก FTA ไทย-EU
นอกจากนี้ การเร่งยกระดับความตกลง FTA ไทย-EU ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยสร้างแต้มต่อครับ รัฐบาลกำลังเดินหน้าขจัดอุปสรรคทางการค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เวทีโลกเป็นสนามโชว์ศักยภาพ ไม่ใช่แค่ผู้รับกติกา แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางใหม่ด้วยการสร้างแต้มต่อจากความยั่งยืนนั่นเองครับ

แนวโน้มและมุมมองในอนาคต

จากวิสัยทัศน์นี้ ผมมองว่านี่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสครับ ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจต้องรีบปรับตัวเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลกที่มีมาตรฐานสีเขียวเป็นฐานสำคัญ หากธุรกิจไหนเริ่มต้นทำบัญชีคาร์บอนหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน จะกลายเป็นผู้ชนะในระยะยาวแน่นอนครับ

อย่ารอให้กติกาบังคับจนสายเกินไปครับ เริ่มต้นจากการศึกษามาตรการรัฐ และหาพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน นี่คือโอกาสดีที่ธุรกิจไทยจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเติบโตที่ยั่งยืนในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิครับ

ที่มา – ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU

BDE เผยยอด ‘TH-AI Passport’ ทะลุ 1.4 ล้านคน โชว์จ่ายงบตามใช้งานจริง 24.6 บาท/เดือน หวังลดเหลื่อมล้ำเทคโนโลยี

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเทคและคนรุ่นใหม่ที่รักการอัปเดตข่าวสาร วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจสุดๆ จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ BDE มาฝากกันครับ เกี่ยวกับโครงการที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงอย่าง TH-AI Passport ที่ตั้งเป้าเปลี่ยนคนไทยให้ก้าวทันโลกปัญญาประดิษฐ์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา คุณเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ BDE ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าที่น่าทึ่งมากครับ ข้อมูล ณ วันที่ 3 กันยายน 2569 พบว่ามีพี่น้องประชาชนสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไปแล้วกว่า 1.47 ล้านคน! แถมยังมีการป้อนคำสั่งหรือ Prompt เข้าสู่ระบบไปแล้วมากกว่า 4 ล้านครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความตื่นตัวและอยากเรียนรู้เรื่อง AI กันมากจริงๆ ครับ

ความสำเร็จของโครงการ TH-AI Passport กับยอดผู้ใช้งานจริง

ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โครงการ TH-AI Passport ไม่ได้แค่เน้นยอดดาวน์โหลดหรือยอดสมัคร แต่เน้นคุณภาพการเรียนรู้ครับ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานที่เรียนจบบทเรียนไปแล้วกว่า 722,030 ราย และที่น่าภูมิใจคือมีผู้ที่เรียนจบครบหลักสูตรจนได้รับประกาศนียบัตรไปแล้วถึง 113,758 ราย นี่คือตัวเลขที่พิสูจน์ว่าหลักสูตรของภาครัฐในปัจจุบันมีความทันสมัยและใช้งานได้จริง

อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องภาษีของประชาชน คุณเวทางค์ได้ชี้แจงว่าโครงการนี้ใช้โมเดลการจ่ายงบแบบ ‘Pay per Active User’ ซึ่งเป็นการจ่ายเงินแปรผันตามจำนวนผู้ใช้งานจริงเท่านั้นครับ โดยนิยามของ Active User คือต้องมีการเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม Generative AI อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน และต้องทำคะแนนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด รัฐจึงจะจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างในราคาเพียง 24.6951 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับการลงทุนในทุนมนุษย์ของประเทศ

ก้าวต่อไปสู่สังคมดิจิทัลที่เท่าเทียม

ทาง BDE เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ ได้กำชับให้บริษัทผู้รับจ้างเร่งทำระบบ Dashboard เพื่อให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยงานราชการเพื่อให้เข้าถึงบุคลากรทั่วประเทศ สำหรับใครที่ยังไม่ได้เริ่มต้นศึกษา อยากแนะนำให้ลองสมัครเข้ามาใช้งานดูครับ เพราะในอนาคตทักษะการใช้ AI จะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญเหมือนการใช้คอมพิวเตอร์ในยุคก่อน

ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า TH-AI Passport คือก้าวที่กล้าหาญของภาครัฐในการลดช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide) การให้ประชาชนเข้าถึง AI หลากหลายโมเดลได้ฟรีและมีระบบรองรับ จะช่วยให้คนไทยมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานโลกได้ดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้เป็น ไม่ใช่แค่ผู้ใช้งาน แต่ต้องเป็น ‘ผู้สร้างสรรค์’ ที่ควบคุม AI ได้อย่างชาญฉลาด หากใครยังลังเล บอกเลยว่าต้องรีบสมัคร เพราะโอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ครับ

ที่มา – BDE เผยยอด ‘TH-AI Passport’ ทะลุ 1.4 ล้านคน โชว์จ่ายงบตามใช้งานจริง 24.6 บาท/เดือน หวังลดเหลื่อมล้ำเทคโนโลยี

โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน เชื่อว่าหลายคนในที่นี้คงกำลังใช้งานโครงการดีๆ อย่างโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมาสนับสนุนกันอยู่ใช่ไหมครับ? วันนี้ผมมีอัปเดตสำคัญเกี่ยวกับ โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต มาฝากกันครับ เพราะตอนนี้เวลาเริ่มนับถอยหลังแล้ว ใครที่ยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ ต้องรีบวางแผนใช้สิทธิกันหน่อยนะครับ ไม่อย่างนั้นน่าเสียดายแย่เลย

ล่าสุด คุณลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยข้อมูลที่น่าสนใจมากครับ โดยระบุว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีผู้ได้รับสิทธิรวมกว่า 26 ล้านคน และมีร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1.1 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ ซึ่งรูปแบบการช่วยจ่ายแบบ Co-pay 60/40 นี้ ถือว่าช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้อย่างแท้จริง ทำให้ตอนนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้วกว่า 138,379.3 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

รายละเอียดการใช้จ่ายใน โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต

หากเรามาดูไส้ในของการใช้จ่าย จะเห็นว่าตัวเลขมีความน่าสนใจมากครับ ทั้งในส่วนที่รัฐบาลช่วยสนับสนุนและส่วนที่ประชาชนควักกระเป๋าจ่ายเอง โดยสามารถสรุปภาพรวมได้ดังนี้ครับ:

  • รัฐบาลร่วมสนับสนุนไปแล้วรวม 79,505.2 ล้านบาท
  • ประชาชนร่วมจ่ายไปแล้วรวม 58,874.1 ล้านบาท

สิ่งที่น่าจับตามองในยุคดิจิทัลแบบนี้คือ ยอดการสั่งอาหารผ่าน Food Delivery ที่พุ่งสูงถึง 5,156.6 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าพวกเราเริ่มปรับตัวเข้าสู่การใช้จ่ายออนไลน์กันอย่างเต็มตัว และโครงการนี้ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยมีช่องทางทำมาหากินที่กว้างขึ้นด้วยครับ

ทำไมต้องรีบใช้สิทธิก่อนหมดเขต?

แน่นอนว่าใน โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต นั้น ทุกเม็ดเงินที่เราใช้จ่ายไป ไม่ใช่แค่การช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นการส่งต่อพลังให้ร้านค้ารายย่อยในชุมชนได้ไปต่อครับ เงินจำนวนมหาศาลนี้จะหมุนเวียนลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจรากหญ้า ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น

สำหรับคำแนะนำของผมในฐานะคนที่ติดตามเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัล คืออยากให้ทุกคนลองตรวจสอบยอดคงเหลือในแอปพลิเคชันของตนเองดูครับ แล้ววางแผนว่าสัปดาห์นี้จะซื้ออะไรที่จำเป็นบ้าง ทั้งของกิน ของใช้ หรือสั่งเดลิเวอรี่ในช่วงวันหยุด เพื่อให้สิทธิที่มีอยู่นั้นเกิดประโยชน์สูงสุดครับ อย่าปล่อยให้สิทธิหายไปเฉยๆ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ครับ

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าโครงการในลักษณะนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการผลักดันสังคมไร้เงินสดและสร้างความคุ้นเคยให้กับประชาชนในการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะได้เห็นมาตรการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้มากขึ้นอีกแน่นอนครับ

ที่มา – โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต โชว์ยอดเงินหมุนเวียนทะลุ 1.3 แสนล้านบาท

UN รับรองแผนที่โลกใหม่ที่แสดงขนาดทวีปแอฟริกาได้แม่นยำขึ้น

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นแผนที่โลกที่เราคุ้นตากันมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งบ่อยครั้งเราอาจไม่เคยเอะใจเลยว่า ขนาดของประเทศหรือทวีปต่างๆ ที่เราเห็นนั้นอาจไม่ได้สะท้อนความจริงอย่างที่เราคิด ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจคือ UN รับรองแผนที่โลกใหม่ที่แสดงขนาดทวีปแอฟริกาได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการปรับเปลี่ยนมุมมองทางภูมิศาสตร์ที่ส่งผลต่อการเมืองระดับโลก

ทำไม UN รับรองแผนที่โลกใหม่ที่แสดงขนาดทวีปแอฟริกาได้แม่นยำขึ้น

แผนที่แบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยกันดีคือ Mercator Projection ซึ่งถูกออกแบบมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เพื่อใช้ในการเดินเรือเป็นหลัก แม้จะมีประโยชน์ในการคงมุมและเส้นตรง แต่ข้อเสียเปรียบที่สำคัญคือ ยิ่งห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากเท่าไหร่ ขนาดของพื้นที่จะยิ่งขยายใหญ่เกินจริงขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ทวีปในซีกโลกเหนืออย่างยุโรปและอเมริกาเหนือดูมีขนาดใหญ่โตเกินจริง ในขณะที่ทวีปแอฟริกาถูกย่อส่วนให้ดูเล็กลงอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ในความเป็นจริงแอฟริกามีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่เหล่านั้นมาก

การเปลี่ยนผ่านสู่แผนที่ Equal Earth ที่เที่ยงตรงกว่า

หลังจากที่ประเทศในกลุ่มแอฟริกาเรียกร้องมานาน ล่าสุดทางสหประชาชาติได้อนุมัติมติให้ใช้แผนที่แบบ Equal Earth projection แทนที่ Mercator แบบเดิม การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขหรือพื้นที่ แต่เป็นการสะท้อนว่า UN รับรองแผนที่โลกใหม่ที่แสดงขนาดทวีปแอฟริกาได้แม่นยำขึ้น เพื่อสร้างความเท่าเทียมในเชิงภาพลักษณ์ที่สื่อสารไปทั่วโลก โดยแผนที่ใหม่นี้จะรักษาสัดส่วนพื้นที่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงมากกว่าเดิม

ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ลดการบิดเบือนขนาดของทวีปที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร
  • แก้ไขภาพลักษณ์ที่ผิดเพี้ยนของทวีปแอฟริกาบนแผนที่โลก
  • ใช้การฉายภาพแบบ pseudocylindrical ที่คงสัดส่วนพื้นที่ได้ดีเยี่ยม
  • ช่วยให้การศึกษาและการเข้าถึงข้อมูลทางภูมิศาสตร์มีความเป็นธรรมมากขึ้น

แม้ว่ามติของ UN ในครั้งนี้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่การส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากองค์กรระดับโลกเช่นนี้ ย่อมสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แผนที่และสำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องหันมาทบทวนการแสดงผลแผนที่ของตนเองให้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นละติจูดหรือลองจิจูด แต่มันคือการยอมรับในความเป็นจริงของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความยุติธรรมและความโปร่งใสในทุกๆ ด้าน แม้แต่บนแผ่นกระดาษหรือหน้าจอสมาร์ทโฟนของเราครับ หากเราต้องการเห็นโลกที่เท่าเทียมกัน ก็ต้องเริ่มจากการมองภาพโลกผ่านแผนที่ที่ถูกต้องและเป็นธรรมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ที่มา – UN Approves Resolution for World Map That Depicts Africa’s Size More Accurately

ผู้กำกับ Na Hong-jin กับมุมมองจักรวาลในหนัง Hope

ถ้าใครที่เป็นแฟนหนังระทึกขวัญสัญชาติเกาหลีใต้ คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ Na Hong-jin ผู้กำกับฝีมือฉกาจจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง The Wailing และ The Chaser ล่าสุดเขากลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับภาพยนตร์ไซไฟเรื่องใหม่ที่ชื่อว่า ผู้กำกับ Na Hong-jin กับมุมมองจักรวาลในหนัง Hope ซึ่งกำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ โดยเรื่องนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่แนวไซไฟเต็มตัวครั้งแรกของเขาเลยทีเดียว

ผู้กำกับ Na Hong-jin กับมุมมองจักรวาลในหนัง Hope

หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังเอเลี่ยนบุกโลกแบบทั่วไป แต่มันคือการสำรวจความไร้เดียงสาและความขัดแย้งของมนุษย์ภายใต้สายตาที่มองลงมาจากฟากฟ้า Na Hong-jin กล่าวว่าเขาอยากทดลองเล่าเรื่องจาก “มุมมองจักรวาล” (Cosmic Perspective) เพื่อดูว่ามนุษย์จะมีพฤติกรรมอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่เหนือกว่า โดยนำเสนอผ่านเรื่องราวในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า Hope Harbor ซึ่งชาวบ้านต้องตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่าปริศนาที่ข้ามเส้นจากสัตว์ป่ากลายมาเป็นเอเลี่ยนบุกโลก

ความโดดเด่นของมุมมองจักรวาลในหนัง Hope

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ผู้กำกับ Na Hong-jin กับมุมมองจักรวาลในหนัง Hope แตกต่างจากหนังไซไฟเรื่องอื่นๆ คือการกล้าโชว์รูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตต่างดาวท่ามกลางแสงแดดจ้า แทนที่จะซ่อนไว้ในเงามืด Na ต้องการให้ผู้ชมตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือสัตว์ป่า หรือปีศาจกันแน่ นอกจากนี้เขายังเน้นการใช้วิธีการถ่ายทำที่ซับซ้อนเพื่อเพิ่มความสมจริงให้กับสเกลของเอเลี่ยนที่มีความสูงกว่า 3 เมตร

องค์ประกอบที่น่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้มีดังนี้:

  • นักแสดงระดับโลก: การร่วมงานของนักแสดงชื่อดังอย่าง Michael Fassbender, Alicia Vikander และ Hoyeon จาก Squid Game
  • งานภาพที่เป็นเอกลักษณ์: การใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อให้เห็นทั้งมนุษย์และเอเลี่ยนในเฟรมเดียวกันอย่างชัดเจน
  • อารมณ์ขันมืด (Dark Humor): ลายเซ็นประจำตัวของ Na ที่ใส่เข้ามาเพื่อลดทอนความตึงเครียดของสถานการณ์

สำหรับการตัดต่อใหม่หลังจากได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ Na ได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนความยาวหนังให้กระชับขึ้น เพื่อให้จังหวะการเล่าเรื่องลื่นไหลและเน้นย้ำถึงสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารมากที่สุด ซึ่งผู้กำกับยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้หนังสมบูรณ์แบบและเข้าถึงอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ชมในโรงภาพยนตร์

ในมุมมองของผม ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังเอเลี่ยนที่เอาไว้ดูเพื่อความสนุกตื่นเต้นเท่านั้น แต่ Na Hong-jin กำลังพาเราไปสำรวจธาตุแท้ของมนุษย์ผ่านเลนส์ที่เย็นชาและกว้างไกลกว่าเดิม หากคุณชื่นชมในความดิบและชั้นเชิงการเล่าเรื่องของเขา Hope คือผลงานที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เตรียมตัวไปสัมผัสประสบการณ์ไซไฟในรูปแบบใหม่ที่คาดเดาไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนนี้เป็นต้นไป

ที่มา – ‘Hope’ Director Na Hong-jin Wanted to Make an Alien Movie From a Cosmic Perspective