ผู้เขียน: lalika69_admin

ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนถึงธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ เมื่อการเติบโตต้องตอบโจทย์ชีวิต

คำว่า “การพัฒนา” มักมาพร้อมภาพถนนใหม่ รถไฟฟ้า โรงงานขนาดใหญ่ และตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น แต่เบื้องหลังภาพเหล่านี้ยังมีคำถามสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม นั่นคือ ใครได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และใครต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุนที่เกิดขึ้นกับบ้าน ที่ดินทำกิน รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

คำถามดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาพูดอย่างจริงจังในเวที “บิลนี้ใครจ่าย? ต้นทุนเงียบที่ประชาชนต้องแบก แลกกับภาพฝันการพัฒนาที่ไม่ได้เลือก” ซึ่งเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจัดขึ้น เพื่อเปิดตัวเครือข่ายก่อนประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ

ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนที่อยากให้รัฐรับฟัง

สำหรับผู้เข้าร่วมเวที การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ควรถูกวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การลงทุน หรือมูลค่าโครงการเพียงอย่างเดียว เพราะตัวเลขเหล่านี้อาจไม่สะท้อนต้นทุนที่ครอบครัวและชุมชนต้องแบกรับจริง หลายพื้นที่ต้องเผชิญการเวนคืน การย้ายถิ่นฐาน การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูชีวิตหลังเกิดวิกฤต

แสงศิริ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่ายฯ อธิบายว่า กลุ่มผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ คนจนเมือง และคนทำงานภาคสังคมพบปัญหาร่วมกันจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนมีอำนาจมากขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระด้านสวัสดิการและเผชิญการผูกขาดด้วยตัวเอง เธอตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐว่า เมื่อโครงการพัฒนากระทบต่อที่ดินและปัจจัยพื้นฐาน รัฐควรปกป้องประชาชนอย่างไร

ปรานม สมวงศ์ เปรียบเทียบโลกเศรษฐกิจเหมือนตลาดขนาดใหญ่ที่มหาอำนาจเป็นเจ้าของตลาด ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟทำหน้าที่เป็นผู้จัดการหรือผู้ให้กู้ ส่วนประเทศไทยเป็นผู้เช่าแผงที่มีอำนาจต่อรองไม่มากนัก มุมมองนี้สะท้อนความกังวลว่า รัฐอาจให้ความสำคัญกับการรักษาระเบียบของตลาดมากกว่าการดูแลความมั่นคงในชีวิตของประชาชน

ต้นทุนที่ไม่เคยอยู่ในตารางเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ “ต้นทุนเงียบ” ซึ่งหมายถึงรายได้ เวลา และแรงงานที่ประชาชนใช้เพื่อประคองครอบครัวหลังได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือโครงการขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดน้ำท่วม คนค้าขายอาจสูญเสียรายได้ คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอาจไม่มีผู้โดยสาร และผู้หญิงในครอบครัวต้องใช้เวลาจำนวนมากในการทำความสะอาดบ้านหรือดูแลสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ

ต้นทุนเหล่านี้มักไม่ปรากฏในรายงานความเสียหายที่ให้ความสำคัญกับถนน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก หากการประเมินยังมองไม่เห็นงานดูแลครอบครัวและแรงงานนอกระบบ การชดเชยก็อาจไม่เพียงพอ และทำให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยทรัพยากรที่น้อยลง

บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ถูกนำมาเชื่อมโยงกับคำถามเรื่องความรับผิดชอบเช่นกัน การเปิดเสรีทางการเงินก่อนวิกฤตทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ แต่ภายใต้ภาพการเติบโตกลับมีหนี้และความเปราะบางสะสมอยู่ เมื่อระบบการเงินมีปัญหา ผู้คนจำนวนมากตกงาน ขณะที่ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน และค่ารักษาพยาบาลยังคงต้องจ่ายต่อไป

เครือข่ายฯ ยังตั้งข้อสังเกตถึงภาระจากการออกพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงิน ซึ่งกลายเป็นหนี้สาธารณะและส่งต่อภาระมายังประชาชน ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า การช่วยเหลือทางการเงินระดับประเทศไม่ได้มีแค่ตัวเลขเงินกู้หรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนธรรมดาในระยะยาว

ที่ดิน พลังงาน และสิทธิในการกำหนดอนาคต

สำหรับชุมชนที่พึ่งพาป่าและเกษตรกรรม ที่ดินไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แต่เป็นบ้าน แหล่งอาหาร พื้นที่ทำมาหากิน และพื้นที่รักษาเมล็ดพันธุ์ จรัสศรี จันทร์อ้าย จึงเสนอให้รัฐสนับสนุนโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน เพื่อให้คนในพื้นที่มีอำนาจจัดการทรัพยากรและลดการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน

ในเมืองเอง แรงงานทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คนขับรถ และแรงงานก่อสร้างคือผู้ทำให้เมืองเดินหน้า แต่คนกลุ่มนี้กลับเสี่ยงถูกผลักออกไปไกลจากงานและครอบครัวเมื่อพื้นที่ถูกพัฒนา ประโยคที่ว่า “เราไม่ใช่ผู้บุกรุกเมือง แต่พวกเราคือคนสร้างเมืองนี้” จึงเป็นภาพสะท้อนสิทธิในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและเมืองอย่างมีศักดิ์ศรี

ด้านพลังงาน ภาคประชาชนยังแสดงความกังวลต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนก๊าซและเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการใช้คาร์บอนเครดิตหรือเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อสนับสนุนการขยายอุตสาหกรรม หากผลประโยชน์จากการลงทุนกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุน ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟและรับผลกระทบต่อดิน น้ำ และอากาศ การเปลี่ยนผ่านพลังงานก็อาจไม่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

กรณีเหมืองแร่โปแตชยังชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนของโครงการอาจเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ ก่อนที่เหมืองจะเปิดดำเนินการด้วยซ้ำ ชุมชนจึงควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและมีสิทธิร่วมตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อโครงการอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านน้ำท่วมอุโมงค์ ก๊าซใต้ดิน หรือผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม

การพัฒนาที่เห็นคุณค่างานดูแล

อีกมิติหนึ่งที่มักถูกละเลยคืองานดูแลครอบครัว เมื่อเกิดการตกงานหรือการเจ็บป่วย ผู้หญิงและคนทำงานดูแลต้องรับผิดชอบทั้งค่าใช้จ่าย การทำอาหาร การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และสมาชิกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ งานเหล่านี้ช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมดำเนินต่อ แต่กลับไม่ค่อยถูกนับเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ข้อเสนอเรื่อง Care Income หรือค่าตอบแทนสำหรับแม่และคนทำงานดูแล จึงเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะช่วยยืนยันว่าการดูแลไม่ใช่งานที่ไม่มีมูลค่า รัฐควรออกแบบสวัสดิการที่ครอบคลุม พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนทำงานดูแลมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนา

ท้ายที่สุด คำถามว่า “ใครจ่ายบิลการพัฒนา?” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในเวทีประชาชนเท่านั้น แต่ควรเป็นคำถามกลางของทุกโครงการ ตั้งแต่การสร้างถนน การจัดการที่ดิน การวางแผนพลังงาน ไปจนถึงการกู้เงินระหว่างประเทศ การพัฒนาที่ดีควรทำให้คนมีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้บางกลุ่มร่ำรวยขึ้น ขณะที่อีกหลายครอบครัวสูญเสียบ้าน อาชีพ และอนาคต

แนวโน้มสำคัญต่อจากนี้คือประชาชนจะเรียกร้องข้อมูลที่โปร่งใส การประเมินผลกระทบที่นับรวมงานดูแลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสิทธิในการร่วมตัดสินใจมากขึ้น หากรัฐและสถาบันการเงินต้องการให้การลงทุนได้รับความไว้วางใจ พวกเขาต้องตอบให้ได้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และจะรับผิดชอบอย่างไรเมื่อการพัฒนาไม่เป็นไปตามภาพฝัน

การเติบโตที่ตอบโจทย์ชีวิตไม่ใช่การเติบโตที่มีตัวเลขสูงที่สุด แต่คือการเติบโตที่ทำให้คนธรรมดาอยู่ได้ มีสิทธิเลือก และไม่ต้องจ่ายบิลแทนคนอื่นเพียงลำพัง

ที่มา – ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนถึงธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ เมื่อการเติบโตต้องตอบโจทย์ชีวิต

ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่รังสิต จังหวัดปทุมธานี ยังคงสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยหลายชุมชนมีน้ำท่วมขังนานหลายวัน บางจุดมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ระดับน่องจนถึงหัวเข่า ทำให้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องพึ่งพารถกระบะยกสูง เรือ หรือความช่วยเหลือจากคนในชุมชนเพื่อเดินทางเข้าออกบ้านพัก

ล่าสุด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส. ในพื้นที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมรังสิต โดยนำข้าวสาร อาหารแห้ง และเวชภัณฑ์ไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัย พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้กระทบเพียงการเดินทาง แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน สุขภาพ รายได้ และความปลอดภัยของครอบครัวจำนวนมาก

ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60

ณัฐพงษ์ระบุว่า ปัญหาหลักของพื้นที่รังสิตในเวลานี้คือระดับน้ำในชุมชนไม่ลดลง เพราะคลองสายหลักยังมีระดับน้ำสูง แม้จะมีการสูบน้ำจากหมู่บ้านลงสู่คลอง แต่คลองกลับไม่สามารถระบายน้ำออกไปยังพื้นที่รอบนอกได้ทัน ส่งผลให้น้ำยังคงค้างอยู่ในระบบ และบางจุดอาจเกิดน้ำไหลย้อนกลับเข้าท่วมชุมชนอีกครั้ง

จากการติดตามข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่า ศักยภาพในการระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในออกสู่พื้นที่รอบนอกยังทำงานได้ประมาณร้อยละ 60 เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำออกจากกรุงเทพมหานครและปทุมธานีเป็นไปอย่างล่าช้า

ประเด็นนี้ทำให้ข่าว ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60 ได้รับความสนใจ เพราะสะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง ไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนเครื่องสูบน้ำ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานหลายระดับ

ปัญหาประตูระบายน้ำและพื้นที่รอยต่อ

อีกหนึ่งข้อจำกัดที่พบคือการบริหารจัดการประตูระบายน้ำบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างหน่วยงานหรือพื้นที่ข้างเคียง โดยมีข้อตกลงเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้การระบายน้ำจากพื้นที่หนึ่งไปสร้างผลกระทบซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่ง แม้แนวทางดังกล่าวจะมีเหตุผลด้านการป้องกันความเสียหาย แต่ในช่วงวิกฤตอาจทำให้การตัดสินใจล่าช้า และทำให้ประชาชนต้องรอคอยการแก้ไขปัญหานานขึ้น

ณัฐพงษ์เสนอว่า ในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤต รัฐบาลส่วนกลางควรเข้ามาเป็นผู้ตัดสินใจและประสานงานระบบทั้งหมดอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้การสูบน้ำจากพื้นที่ชั้นในและการระบายน้ำออกสู่พื้นที่รอบนอกดำเนินไปพร้อมกัน การทำงานแบบแยกส่วนอาจไม่เพียงพอ เพราะแม้หน่วยงานหนึ่งจะสูบน้ำได้เต็มกำลัง แต่หากปลายทางยังรองรับน้ำไม่ได้ ปัญหาก็จะไม่คลี่คลาย

ประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล

การมอบสิ่งของช่วยเหลือยังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ประสบภัย โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่สามารถออกไปทำงาน ซื้ออาหาร หรือเดินทางไปโรงพยาบาลได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าไม่สามารถทดแทนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ประชาชนจึงต้องการทราบอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลสามารถเพิ่มปริมาณการระบายน้ำได้เท่าใด ระบบสูบน้ำจะกลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพเมื่อใด และคาดว่าน้ำจะลดลงในช่วงเวลาใด

ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า หากเครื่องสูบน้ำที่ทำหน้าที่ระบายน้ำออกไปยังพื้นที่ปลายทาง เช่น อ่าวไทย แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง หรือนครนายก ยังทำงานได้เพียงร้อยละ 60 รัฐบาลควรอธิบายสาเหตุและแผนแก้ไขให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะทุกวันที่น้ำยังท่วมขัง หมายถึงประชาชนยังต้องรับภาระด้านการเดินทาง สุขอนามัย ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และรายได้ที่หายไป

  • เร่งตรวจสอบเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ระบายน้ำทุกจุดให้พร้อมใช้งาน
  • จัดทำแผนระบายน้ำร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • เปิดเผยข้อมูลระดับน้ำและประสิทธิภาพการสูบน้ำแบบต่อเนื่อง
  • กำหนดผู้รับผิดชอบหลักเพื่อให้การตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินรวดเร็วขึ้น
  • จัดระบบช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กเล็ก

สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้เดินทางมาชี้แจงสถานการณ์อุทกภัยต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดำเนินการแทน ณัฐพงษ์มองว่า แม้แต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกัน แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสภาและประชาชนด้วย โดยเฉพาะเมื่อปัญหาน้ำท่วมมีความเชื่อมโยงหลายพื้นที่และต้องอาศัยการสั่งการจากส่วนกลาง

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวบ้านเมืองและเทคโนโลยี การจัดการน้ำยุคใหม่ควรใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ แผนที่น้ำท่วมดิจิทัล และช่องทางแจ้งเตือนที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เทคโนโลยีจะช่วยให้หน่วยงานเห็นภาพเดียวกันและตัดสินใจได้เร็วขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการมีเจ้าภาพที่ชัดเจนและกลไกประสานงานที่ทำงานได้จริง

ท้ายที่สุด ประเด็น ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60 เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารวิกฤต ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ แต่ต้องการแผนงานที่ตรวจสอบได้ ตัวเลขที่ชัดเจน และกำหนดเวลาที่เชื่อถือได้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งเปิดเผยข้อมูลและประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้น้ำลดลงเร็วที่สุดและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

ข้อเสนอสำหรับประชาชน: ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น ตรวจสอบเส้นทางก่อนเดินทาง เตรียมยาประจำตัวและเอกสารสำคัญไว้ในที่สูง และแจ้งข้อมูลจุดน้ำท่วมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ การแบ่งปันข้อมูลอย่างถูกต้องจะช่วยให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่มา – ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60

หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต

หนองจอกอาจไม่ใช่ย่านที่คนกรุงเทพฯ นึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย แต่พื้นที่แห่งนี้กำลังมีประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรจับตามอง นั่นคือ หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต จากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานริมคลอง ซึ่งอาจเปลี่ยนทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และความเป็นอยู่ของชุมชนไปอย่างถาวร

คลองแสนแสบทอดยาวจากกรุงเทพฯ ชั้นใน ผ่านหลายเขต ก่อนมุ่งหน้าไปยังฉะเชิงเทรา บริเวณหนองจอกยังคงมีตลิ่งดิน น้ำที่สะอาดกว่าในเมือง สวนเกษตร บ้านเรือนริมน้ำ และบรรยากาศชนบทที่หาได้ยากในกรุงเทพมหานคร เขตนี้ถือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ และยังมีผู้คนจำนวนมากดำรงชีวิตด้วยการทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ และทำประมงพื้นบ้าน

หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต

ภายใต้โครงการ “เมืองเดินได้ ปั่นดี เชื่อมเมืองครบวงจร” มีแนวคิดก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กตามแนวคลอง พร้อมทางเดินและทางจักรยาน รวมถึงระบบระบายน้ำใต้สันเขื่อน แม้เป้าหมายของโครงการจะเกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมและเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง แต่การก่อสร้างระยะทางหลายสิบกิโลเมตรอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ริมคลองอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบริเวณจากมีนบุรีถึงหนองจอก

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงภาพของต้นไม้หรือกอไผ่ที่อาจถูกตัดออก แต่คือการสูญเสียระบบนิเวศที่ทำงานร่วมกันมานาน ตลิ่งดินช่วยดูดซับน้ำและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ พืชริมคลองช่วยกรองมลพิษและสร้างร่มเงา หากพื้นที่เหล่านี้ถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต อุณหภูมิน้ำอาจสูงขึ้น ปลาและสัตว์น้ำอาจลดจำนวนลง รวมถึงนกหลายชนิดที่เคยใช้ต้นไม้ริมคลองเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย

คลองไม่ใช่เพียงทางระบายน้ำ แต่คือมรดกของชุมชน

ชุมชนหนองจอกมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 คลองแสนแสบถูกขุดขึ้นใน พ.ศ. 2380 เพื่อสนับสนุนการเดินทางและการสงครามระหว่างสยามกับญวน แรงงานชาวมุสลิมและมลายูจากปัตตานี รวมถึงชาวจีนที่เข้ามาร่วมขุดคลอง ได้ตั้งถิ่นฐานและสร้างชุมชนขึ้นในเวลาต่อมา วิถีชีวิตของผู้คนจึงผูกพันกับน้ำ การทำนา การค้าขาย และศาสนสถานอย่างแยกไม่ออก

สำหรับคนในพื้นที่ คลองคือสนามเด็กเล่น เส้นทางสัญจร แหล่งอาหาร และพื้นที่พบปะของครอบครัว บ้านหลายหลังมีศาลาท่าน้ำ มีแปลงผักลอยน้ำ มีกอยกจับปลา และมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ภาพเหล่านี้สะท้อนวัฒนธรรมที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ด้วยงบประมาณหรือแบบก่อสร้างใดๆ ปัจจุบันคนรุ่นใหม่บางส่วนยังพยายามฟื้นชีวิตริมคลอง ผ่านคาเฟ่ พื้นที่เรียนรู้ กิจกรรมวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวทางเรือ

ประสบการณ์จากการก่อสร้างในอดีตทำให้ชาวบ้านมีเหตุผลที่จะตั้งคำถาม โครงการเขื่อนบริเวณตลาดหนองจอกเคยนำไปสู่การรื้อถอนบ้านไม้เก่าแก่และเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดริมน้ำ ขณะที่ตลาดคู้และพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรอบก็ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างสะพาน การพัฒนาเหล่านี้อาจช่วยแก้ปัญหาบางด้าน แต่ก็ทำให้มรดกทางสถาปัตยกรรมและความทรงจำของชุมชนสูญหายไปด้วย

ทางเดินและทางจักรยานควรสร้างอย่างเข้าใจพื้นที่

ไม่มีใครปฏิเสธประโยชน์ของทางเดินหรือทางจักรยานที่ปลอดภัย แต่การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานควรเริ่มจากการทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่ หนองจอกแตกต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ชั้นใน เพราะประชากรไม่ได้หนาแน่นเท่ากัน บ้านเรือนบางส่วนอยู่บนที่ดินส่วนบุคคล และเส้นทางริมน้ำบางช่วงอาจเปลี่ยวในช่วงกลางคืน หากสร้างทางเดินโดยไม่ศึกษาการใช้งานจริง เส้นทางดังกล่าวอาจกลายเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูง แต่มีประโยชน์ต่อคนในพื้นที่จำกัด

ทางเลือกที่เหมาะสมอาจเป็นการพัฒนาถนนที่ตัดผ่านทุ่งนาให้เป็นเส้นทางจักรยาน การจัดจุดชมวิวและพื้นที่พักผ่อนในบริเวณที่เหมาะสม รวมถึงการปรับปรุงท่าเรือชุมชนโดยไม่ทำลายตลิ่งดั้งเดิม นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การพายเรือคายัค การล่องเรือไฟฟ้า การเรียนรู้ระบบเกษตรริมคลอง และการเยี่ยมชมตลาดเก่าโดยมีคนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล

  • สำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน
  • เปิดเผยข้อมูลโครงการให้ชุมชนเข้าถึงและแสดงความคิดเห็นได้จริง
  • ออกแบบทางเดินและทางจักรยานโดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ธรรมชาติสำคัญ
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่โดยตรง
  • ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการมรดกริมคลอง

ในยุคที่เมืองต่างๆ แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี ความสะดวก และโครงการขนาดใหญ่ เราไม่ควรลืมว่าความเจริญไม่ได้วัดจากปริมาณคอนกรีตเพียงอย่างเดียว เมืองที่ดีควรมีพื้นที่ให้ธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล เช่นเดียวกับการออกแบบเทคโนโลยีที่ดีซึ่งต้องคำนึงถึงผู้ใช้งานจริง การพัฒนาหนองจอกก็ควรฟังเสียงของคนที่อาศัยอยู่ริมคลองมาหลายชั่วอายุคน

หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต หากทุกฝ่ายไม่ร่วมกันทบทวนแนวทางการพัฒนาเสียตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่สูญเสียอาจไม่ใช่แค่ต้นไม้หรือตลิ่งดิน แต่รวมถึงระบบนิเวศ ประวัติศาสตร์ และมรดกที่มีชีวิตของกรุงเทพฯ ด้วย ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูล แสดงความคิดเห็น และสนับสนุนการพัฒนาที่รักษาคลองไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้สัมผัสอย่างแท้จริง

ที่มา – หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต

กรมควบคุมโรคเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำเน่าเสีย เสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษ ย้ำอาหารแจกต้องปรุงสุกและสะอาดก่อนรับประทาน

เมื่อเกิดน้ำท่วม สิ่งที่หลายคนกังวลอาจไม่ใช่แค่การเดินทางหรือการซ่อมแซมบ้าน แต่ยังรวมถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างอาหารและน้ำดื่มด้วย เพราะน้ำท่วมขังที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรก น้ำเสีย หรือเชื้อโรค สามารถเข้าสู่อาหาร ภาชนะ และวัตถุดิบได้ง่าย กรมควบคุมโรคจึงออกคำเตือนเรื่อง กรมควบคุมโรคเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำเน่าเสีย เสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษ ย้ำอาหารแจกต้องปรุงสุกและสะอาดก่อนรับประทาน เพื่อให้ประชาชนดูแลตัวเองและครอบครัวได้อย่างปลอดภัยในช่วงวิกฤต

สถานการณ์น้ำท่วมทำให้การเข้าถึงน้ำสะอาดและการเตรียมอาหารเป็นเรื่องยากขึ้น หลายครอบครัวต้องพึ่งพาอาหารแจก อาหารกล่อง หรือวัตถุดิบที่ได้รับความช่วยเหลือ แม้อาหารเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างมาก แต่ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนรับประทาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำเน่าเสียหรือมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เพราะเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งปนเปื้อนอาจมากับน้ำโดยไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

กรมควบคุมโรคเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำเน่าเสีย เสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษ ย้ำอาหารแจกต้องปรุงสุกและสะอาดก่อนรับประทาน

หัวใจสำคัญของการป้องกันโรคในช่วงน้ำท่วมคือการเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่และผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง หากเป็นอาหารแจก ควรดูสภาพบรรจุภัณฑ์ก่อนเปิดรับประทาน ตรวจสอบว่าภาชนะปิดสนิท ไม่มีรอยรั่ว บวม แตก หรือมีน้ำสกปรกซึมเข้าไป หากอาหารมีกลิ่น สี รสชาติ หรือเนื้อสัมผัสผิดปกติ ไม่ควรเสี่ยงรับประทาน แม้จะรู้สึกเสียดาย เพราะอาการอาหารเป็นพิษอาจรุนแรงและทำให้ร่างกายขาดน้ำได้อย่างรวดเร็ว

เช็กลิสต์อาหารที่ควรระวังในช่วงน้ำท่วม

  • อาหารที่วางทิ้งไว้นานโดยไม่แช่เย็นหรือไม่ผ่านการอุ่นให้ร้อน
  • อาหารที่มีกลิ่น สี หรือรสชาติผิดปกติ
  • อาหารกระป๋องหรือบรรจุภัณฑ์ที่บวม เป็นสนิม มีรอยรั่ว หรือบุบจนเสียรูป
  • วัตถุดิบที่ถูกน้ำท่วมสัมผัสโดยตรง หรือถูกล้างด้วยน้ำที่ไม่สะอาด
  • อาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และอาหารทะเลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
  • สัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งไม่ควรนำมาประกอบอาหารอย่างเด็ดขาด

การใช้น้ำสะอาดเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม น้ำสำหรับดื่ม ล้างวัตถุดิบ ล้างจาน หรือปรุงอาหารควรเป็นน้ำที่มั่นใจว่าปลอดภัย หากสงสัยว่าน้ำมีการปนเปื้อน ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้โดยตรง และเลือกใช้น้ำบรรจุขวดที่ยังปิดสนิท หรือน้ำที่ผ่านการต้มเดือดอย่างเหมาะสม การใช้น้ำท่วมขังล้างผัก ล้างเนื้อสัตว์ หรือล้างภาชนะ อาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังอาหารได้ แม้ภายหลังจะนำอาหารไปปรุงก็ตาม

นอกจากเรื่องน้ำและอาหารแล้ว สุขอนามัยของผู้เตรียมอาหารก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ก่อนรับประทานอาหาร ก่อนปรุงอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ หากไม่มีน้ำสะอาด ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสอาหารโดยตรง และใช้ช้อนหรืออุปกรณ์ที่สะอาดแทน เมื่อมีโอกาสควรอาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสน้ำท่วมขัง เพราะน้ำดังกล่าวอาจมีเชื้อโรค สารเคมี หรือสิ่งปฏิกูลปะปนอยู่

สำหรับการเก็บรักษาอาหาร ควรรับประทานทันทีหลังปรุงสุก หากจำเป็นต้องเก็บ ควรใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด แยกอาหารดิบออกจากอาหารสุก และหลีกเลี่ยงการวางภาชนะบนพื้นหรือบริเวณที่น้ำท่วมถึง การอุ่นอาหารควรอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อนรับประทาน ไม่ควรอุ่นเพียงบางส่วน เพราะบริเวณที่ยังเย็นอาจมีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่

หากมีอาการท้องเสียควรดูแลตัวเองอย่างไร

ผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลวควรจิบน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ชนิด ORS บ่อย ๆ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ปรุงสุกและสะอาด เช่น ข้าวต้ม หรืออาหารที่ย่อยง่าย พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด อาหารดิบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะหากมีไข้หรือถ่ายเป็นเลือด

หากพบอาการถ่ายบ่อย อาเจียนมาก ดื่มน้ำไม่ได้ มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลียมาก ควรรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันที เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำและภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

ในมุมมองของคนติดตามทั้งข่าวสังคมและเทคโนโลยี จะเห็นว่าปัจจุบันการสื่อสารเรื่องภัยสุขภาพทำได้รวดเร็วขึ้นผ่านโทรศัพท์และโซเชียลมีเดีย แต่ข้อมูลที่แชร์ต่อกันควรมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเริ่มจากพฤติกรรมพื้นฐาน ได้แก่ ใช้น้ำสะอาด กินอาหารปรุงสุก ล้างมือ และสังเกตอาการของตัวเองอย่างใกล้ชิด หากอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม อย่าประมาทกับอาหารแจกหรืออาหารที่ดูเหมือนปกติ เพราะความสะอาดที่มองไม่เห็นอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพ ปฏิบัติตามคำเตือนของกรมควบคุมโรคและโทรสอบถามสายด่วน 1422 เมื่อมีข้อสงสัย

ที่มา – กรมควบคุมโรคเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำเน่าเสีย เสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษ ย้ำอาหารแจกต้องปรุงสุกและสะอาดก่อนรับประทาน

DSI ขยายผลปมนอมินีภูเก็ต สมชาติแจงเส้นทางเงิน

ประเด็นร้อนในแวดวงกฎหมายและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เดินหน้าขยายผลปมนอมินีภูเก็ต โดยมีชื่อของ สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน เข้าชี้แจงข้อมูลในฐานะพยาน พร้อมนำเอกสารสำคัญเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและการดำเนินธุรกิจมาแสดงต่อพนักงานสืบสวน

การสอบปากคำครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา โดยสมชาติยืนยันว่าเป็นเจ้าของสำนักงานกฎหมายที่ถูกกล่าวถึงจริง แต่ระบุว่าบริษัททำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ไม่ได้ทำหน้าที่จัดตั้งบริษัทเพื่อเป็นนอมินีให้ชาวต่างชาติ การชี้แจงดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ DSI ต้องนำไปตรวจสอบร่วมกับเอกสารและคำให้การจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

DSI ขยายผลปมนอมินีภูเก็ต ตรวจเส้นทางเงินและบทบาทบริษัท

หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เพียงการดูว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาว่าบริษัทเหล่านั้นประกอบธุรกิจจริงหรือไม่ มีรายได้จากการดำเนินงานตามปกติหรือเปล่า และมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องตรวจสอบจากหลายด้าน ทั้งงบการเงิน รายการโอนเงิน สัญญาว่าจ้าง และเอกสารการซื้อขายทรัพย์สิน

สมชาติได้นำเอกสารเกี่ยวกับงบการเงินและแหล่งที่มาของเงินทุนเข้าให้ข้อมูลแก่พนักงานสืบสวน พร้อมยืนยันว่าบริษัทมีบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษากฎหมายเท่านั้น นอกจากนี้ยังแสดงความพร้อมที่จะส่งเอกสารเพิ่มเติม หาก DSI เห็นว่ายังมีประเด็นใดต้องขยายความ การให้ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้การตรวจสอบเดินหน้าได้อย่างรอบด้าน และลดความสับสนระหว่างการให้บริการทางกฎหมายกับการมีส่วนร่วมในขบวนการนอมินี

ทำไมคดีนอมินีภูเก็ตจึงเป็นเรื่องใหญ่

ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการในระดับสูง เมื่อมีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างการถือครองที่ดิน ห้องชุด และบริษัทที่เกี่ยวข้อง การใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน หากเกิดขึ้นจริง อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และกระทบต่อสิทธิในการถือครองทรัพย์สินตามกฎหมายไทย

จากข้อมูลของ DSI พบว่ามีบริษัทเกือบ 100 แห่งที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ บริษัทเหล่านี้บางแห่งถือครองทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านบาท จึงทำให้หน่วยงานรัฐต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่าโครงสร้างบริษัทสะท้อนการลงทุนที่แท้จริง หรือเป็นเพียงช่องทางในการถือครองทรัพย์สินแทนบุคคลต่างชาติ

  • ตรวจสอบผู้ถือหุ้น: พิจารณาว่าผู้ถือหุ้นมีเงินลงทุนและบทบาทในการบริหารจริงหรือไม่
  • ตรวจสอบเส้นทางเงิน: เปรียบเทียบแหล่งที่มาของเงินทุนกับรายการชำระค่าหุ้นและทรัพย์สิน
  • ตรวจสอบกรรมการ: ดูว่ากรรมการผู้มีอำนาจลงนามมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจจริงเพียงใด
  • ตรวจสอบธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์: วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นและการโอนสิทธิในทรัพย์สิน

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือวิธีการเปลี่ยนรายชื่อผู้ถือหุ้นทางทะเบียน เพื่อควบคุมหรือโอนผลประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ผ่านสำนักงานที่ดินตามขั้นตอนปกติ หากพบว่ามีการใช้วิธีดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือค่าธรรมเนียม รัฐอาจสูญเสียรายได้จำนวนมาก และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว

สำหรับประชาชนทั่วไป ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการซื้อบ้าน ห้องชุด หรือการร่วมลงทุนกับบริษัทที่มีชาวต่างชาติเกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบเอกสารอย่างรอบคอบ ไม่ควรดูเพียงราคาหรือผลตอบแทนที่เสนอ แต่ควรพิจารณาสถานะของบริษัท แหล่งเงินทุน ผู้ถือหุ้น และเงื่อนไขทางกฎหมายให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

ขณะนี้ DSI ยังอยู่ระหว่างรวบรวมคำให้การและพยานหลักฐานทั้งหมด ก่อนเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาว่าจะรับเรื่องเป็นคดีพิเศษหรือไม่ การดำเนินการในขั้นนี้จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุคคลหรือบริษัทใดมีความผิด แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

โดยสรุป DSI ขยายผลปมนอมินีภูเก็ต เพื่อมองภาพรวมของเครือข่ายและกลไกการถือครองทรัพย์สิน ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ขณะที่สมชาติยืนยันความบริสุทธิ์ใจและพร้อมนำเอกสารมาอธิบายเส้นทางเงินอย่างต่อเนื่อง มุมมองที่น่าติดตามคือ การตรวจสอบครั้งนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้ภาครัฐยกระดับระบบข้อมูลบริษัทและอสังหาริมทรัพย์ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้ลงทุนและประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบข้อมูลก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง

ที่มา – DSI ขยายผลปมนอมินีภูเก็ต ‘สส.สมชาติ’ หอบหลักฐานแจงเส้นทางเงิน ยันบริษัทรับเป็นแค่ที่ปรึกษากฎหมาย

ที่ประชุมนัดพิเศษ 6 บอร์ด กสทช. เลือก ‘ศุภัช ศุภชลาศัย’ เป็นประธานที่ประชุม ทำหน้าที่แทน ‘นพ.สรณ’ ชั่วคราว

การประชุมนัดพิเศษของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงเทคโนโลยี สื่อสารมวลชน และผู้บริโภคบริการโทรคมนาคม หลังกรรมการ กสทช. จำนวน 6 คนมีมติเลือก รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย ให้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเป็นการชั่วคราว แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของ นพ.สรณ ว่าเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งหรือไม่ โดยที่ประชุมต้องการให้การดำเนินงานของ กสทช. เดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพิจารณาวาระค้างจำนวนเกือบ 200 เรื่อง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับนโยบายและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมสื่อ โทรคมนาคม และเทคโนโลยีดิจิทัล

กสทช. เลือกศุภัชเป็นประธานชั่วคราว เดินหน้างานสำคัญ

สำหรับมติในการประชุมครั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการ กสทช. พ.ศ. 2555 ข้อ 25 ซึ่งกำหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจนว่า หากประธานไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานทำหน้าที่แทน แต่หากไม่มีรองประธานหรือรองประธานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ กรรมการที่เข้าร่วมประชุมสามารถเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นมาเป็นประธานในที่ประชุมได้

ด้วยเหตุนี้ กรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนจึงมีมติเห็นชอบให้ รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ และกรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดในชุดปัจจุบัน ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมชั่วคราว การเลือกบุคคลที่มีประสบการณ์และความอาวุโสเข้ามารับบทบาทดังกล่าว ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดสุญญากาศในการทำงาน และทำให้หน่วยงานยังสามารถพิจารณาเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบได้

เตรียมประชุมต่อวันที่ 5-6 ตุลาคม

หลังจากการประชุมนัดพิเศษ 6 บอร์ด กสทช. เลือก ‘ศุภัช ศุภชลาศัย’ เป็นประธานที่ประชุม ทำหน้าที่แทน ‘นพ.สรณ’ ชั่วคราว ที่ประชุมยังได้กำหนดนัดหมายการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 5-6 ตุลาคมทันที การนัดประชุมต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า กสทช. ต้องการเร่งสะสางวาระสำคัญที่ค้างอยู่ และรักษาความต่อเนื่องของการกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่มีผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนจำนวนมาก

วาระเหล่านี้อาจครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแลผู้ให้บริการโทรคมนาคม การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค การจัดการทรัพยากรคลื่นความถี่ ไปจนถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มสื่อและบริการดิจิทัล ในยุคที่การสื่อสารออนไลน์และบริการสตรีมมิงเติบโตอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจของ กสทช. จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงราชการ แต่ส่งผลต่อผู้ชม ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ธุรกิจคอนเทนต์ และผู้ประกอบการเทคโนโลยีโดยตรง

ประวัติและบทบาทของ รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย

รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ และเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดในบรรดากรรมการชุดปัจจุบันที่ผ่านมา เมื่อ นพ.สรณ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ รศ.ดร. ศุภัชมักได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนอยู่แล้ว จึงมีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับบทบาทนี้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ รศ.ดร. ศุภัช ยังเคยทำงานในตำแหน่งกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ กรรมการในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยเสริมมุมมองด้านเศรษฐกิจ นโยบายสาธารณะ และการบริหารจัดการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. ศุภัช มีกำหนดจะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งภายในสิ้นปี 2569 เนื่องจากมีอายุเกิน 70 ปี ประเด็นนี้ทำให้การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมครั้งล่าสุดอาจเป็นบทบาทชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกัน สังคมยังต้องติดตามว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. จะได้รับการวินิจฉัยหรือคลี่คลายอย่างไร

ในมุมของประชาชน สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่เพียงตัวบุคคล แต่คือผลลัพธ์จากการทำงานของ กสทช. ว่าจะสามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญได้รวดเร็ว โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าบริการอินเทอร์เน็ต การแข่งขันของผู้ให้บริการ และการเปลี่ยนแปลงของสื่อดิจิทัลกำลังเป็นหัวข้อที่สังคมให้ความสนใจ

การประชุมนัดพิเศษ 6 บอร์ด กสทช. เลือก ‘ศุภัช ศุภชลาศัย’ เป็นประธานที่ประชุม ทำหน้าที่แทน ‘นพ.สรณ’ ชั่วคราว จึงเป็นสัญญาณว่าหน่วยงานพยายามรักษาความต่อเนื่องของการทำงาน แม้ยังมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องติดตามต่อไป แนวโน้มหลังจากนี้คือการเร่งพิจารณาวาระค้าง พร้อมสร้างความชัดเจนด้านอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการควรติดตามมติ กสทช. อย่างใกล้ชิด เพราะทุกการตัดสินใจอาจมีผลต่อทิศทางเทคโนโลยีและบริการสื่อสารของไทยในระยะยาว

ที่มา – ที่ประชุมนัดพิเศษ 6 บอร์ด กสทช. เลือก ‘ศุภัช ศุภชลาศัย’ เป็นประธานที่ประชุม ทำหน้าที่แทน ‘นพ.สรณ’ ชั่วคราว

นักวิทยาศาสตร์สร้างร่มใต้น้ำปกป้องแนวปะการัง

เมื่อมหาสมุทรทั่วโลกอุ่นขึ้น แนวปะการังกำลังเผชิญกับวิกฤตการฟอกขาวครั้งใหญ่ อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น แสงแดดรุนแรง และความเครียดจากสภาพแวดล้อม ทำให้ปะการังขับสาหร่ายขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อออกมา เมื่อไม่มีสาหร่ายเหล่านี้ ปะการังจะสูญเสียสี กลายเป็นสีขาว และขาดแหล่งอาหารสำคัญ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดนำเสนอแนวทางที่เรียบง่ายแต่มีความหวัง นั่นคือ นักวิทยาศาสตร์สร้างร่มใต้น้ำปกป้องแนวปะการัง ด้วยการลดปริมาณแสงแดดที่ส่องถึงปะการังโดยตรง

การทดลองดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณนิวฟาวด์ฮาร์เบอร์ ฟลอริดาคีย์ส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปะการังมีความเปราะบางต่อทั้งความร้อนและรังสีจากดวงอาทิตย์ ทีมวิจัยติดตั้งโครงสร้างคล้ายร่มเหนือปะการัง โดยใช้ท่อเป็นโครงและขึงผ้าไนลอนให้ลอยอยู่เหนือพื้นทะเลประมาณ 30 เซนติเมตร โครงสร้างเหล่านี้ถูกยึดกับก้นทะเล เพื่อไม่ให้กระแสน้ำพัดพาไปชนกับปะการังหรือสิ่งมีชีวิตอื่น

นักวิทยาศาสตร์สร้างร่มใต้น้ำปกป้องแนวปะการังได้อย่างไร

ในช่วงฤดูร้อนปี 2024 นักวิจัยติดตั้งร่มจำนวน 20 ชุดเหนือปะการัง 10 กลุ่ม ซึ่งเป็นปะการังสมองสองชนิด ได้แก่ Pseudodiploria clivosa และ Colpophyllia natans จากนั้นจึงเลือกปะการังที่มีลักษณะใกล้เคียงกันอีก 20 กลุ่มไว้เป็นกลุ่มควบคุม โดยไม่ได้ติดตั้งร่ม เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ

ผลการทดลองพบว่า ร่มใต้น้ำช่วยลดการสัมผัสแสงของปะการังลงได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ทีมวิจัยสวมอุปกรณ์ดำน้ำลงไปตรวจสอบปะการังทุกสองสัปดาห์ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของสี และเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ การตรวจสอบนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ติดตามทั้งระดับการฟอกขาวและชนิดของสาหร่ายที่ยังคงอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อปะการัง

นักวิทยาศาสตร์สร้างร่มใต้น้ำปกป้องแนวปะการังแล้วเห็นผลจริง

ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา พื้นที่ทดลองมีความเครียดจากความร้อนสูงเป็นอันดับสองเท่าที่เคยบันทึกไว้ แม้สถานการณ์จะรุนแรง แต่ปะการังที่อยู่ใต้ร่มกลับฟอกขาวน้อยกว่าที่คาดไว้ ความแตกต่างเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงที่อุณหภูมิน้ำและความเครียดจากความร้อนเพิ่มสูงสุด นอกจากนี้ ปะการังบางส่วนที่เริ่มฟอกขาวไปแล้ว ยังมีสีสันกลับคืนมาอีกด้วย

ข้อค้นพบนี้ทำให้แนวคิดเรื่องการใช้ร่มใต้น้ำมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงป้องกันความเสียหายเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยให้ปะการังฟื้นตัวได้ในระยะหนึ่ง การลดแสงแดดที่มากเกินไปอาจช่วยลดภาระความเครียดของปะการังในช่วงที่น้ำทะเลร้อนผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่มีปะการังสำคัญหรือมีโครงการเพาะเลี้ยงปะการังอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ปะการังทั้งกลุ่มที่มีร่มและไม่มีร่มต่างก็ฟอกขาวน้อยกว่าที่นักวิจัยคาด และไม่มีปะการังกลุ่มใดตาย นักวิจัยคาดว่าอาจเป็นเพราะคลื่นความร้อนในทะเลทำให้ปะการังส่วนใหญ่มีสาหร่าย Durusdinium อาศัยอยู่ สาหร่ายชนิดนี้ทนความร้อนได้ดี แต่ก็อาจทำให้ปะการังเติบโตช้าลงและมีความเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น

ข้อจำกัดของร่มใต้น้ำและสิ่งที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม

แม้งานวิจัยจะให้ผลเป็นบวก แต่ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ตัวอย่างเนื้อเยื่อถูกเก็บจากบริเวณขอบของปะการังตามเงื่อนไขของใบอนุญาต พื้นที่ดังกล่าวได้รับแสงแดดน้อยกว่าส่วนอื่นและอาจฟอกขาวน้อยกว่าอยู่แล้ว จึงทำให้ความแตกต่างระหว่างปะการังที่มีร่มกับไม่มีร่มไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

นักวิจัยยังเชื่อว่า ร่มอาจมีประสิทธิภาพมากกว่านี้หากติดตั้งก่อนที่อุณหภูมิน้ำจะสูงถึงระดับที่ก่อให้เกิดการฟอกขาว การป้องกันล่วงหน้าอาจช่วยให้ปะการังรักษาสาหร่ายที่มีประโยชน์ไว้ได้ และลดความเสียหายตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของคลื่นความร้อน การวางแผนติดตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การออกแบบโครงสร้าง

ในอนาคต ทีมวิจัยต้องการศึกษาผลระยะยาวของร่มใต้น้ำ โดยเฉพาะผลต่อการเกิดโรค การเติบโต และการสืบพันธุ์ของปะการัง หากการลดแสงช่วยให้ปะการังแข็งแรงขึ้นหลังผ่านเหตุการณ์ฟอกขาว เทคโนโลยีนี้อาจมีบทบาทในโครงการอนุรักษ์หลายรูปแบบ

  • แนวปะการังขนาดเล็ก: สามารถใช้ร่มปกป้องปะการังที่มีความสำคัญทางพันธุกรรมหรือมีคุณค่าต่อระบบนิเวศ
  • แหล่งเพาะเลี้ยงปะการัง: ร่มช่วยลดความเครียดของปะการังอ่อนในช่วงคลื่นความร้อน
  • พื้นที่ทดลองฟื้นฟู: นักวิจัยสามารถใช้โครงสร้างนี้เปรียบเทียบการฟื้นตัวของปะการังแต่ละชนิด
  • แนวปะการังขนาดใหญ่: ต้องพัฒนาโครงสร้างให้แข็งแรง ติดตั้งง่าย และไม่รบกวนกระแสน้ำหรือสัตว์ทะเล

สิ่งสำคัญคือร่มใต้น้ำไม่ใช่ทางออกเดียวของวิกฤตปะการัง การลดอุณหภูมิมหาสมุทรในระยะยาวยังต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และความร่วมมือจากหลายประเทศ หากโลกยังคงร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่มเหล่านี้อาจช่วยปะการังได้เฉพาะบางพื้นที่และในช่วงเวลาจำกัด

แนวคิด นักวิทยาศาสตร์สร้างร่มใต้น้ำปกป้องแนวปะการัง จึงควรถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยซื้อเวลาให้ระบบนิเวศสำคัญ การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าวิธีการที่ไม่ซับซ้อนก็อาจสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ หากออกแบบอย่างเหมาะสมและใช้งานในพื้นที่ที่มีความสำคัญสูง ความหวังที่ดีที่สุดคือการนำวิธีนี้ไปทดลองต่อควบคู่กับการแก้ปัญหาโลกร้อนที่ต้นเหตุ หากทุกคนช่วยกันลดแรงกดดันต่อทะเล แนวปะการังอาจมีโอกาสฟื้นตัวและอยู่ต่อไปได้อีกหลายชั่วอายุคน

ที่มา – Scientists Invent Underwater Umbrellas to Protect Coral Reefs—and It Appears to Be Working

RSV ไม่ใช่แค่โรคของเด็ก ผู้สูงอายุ 50+ เสี่ยง ICU

หลายคนคุ้นเคยกับ RSV ในฐานะไวรัสที่มักทำให้เด็กเล็กป่วย แต่ความจริงแล้ว RSV ไม่ใช่แค่โรคของเด็ก ผู้สูงอายุวัย 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคประจำตัวหลายอย่าง ก็มีโอกาสป่วยรุนแรงได้เช่นกัน เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ

สำหรับคนทั่วไป อาการเริ่มต้นของ RSV อาจดูคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ เหนื่อย หรือรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ในผู้สูงอายุ อาการอาจพัฒนาเร็วและรุนแรงกว่าที่คาดคิด บางรายอาจเกิดปอดอักเสบ ออกซิเจนในเลือดต่ำ หายใจลำบาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและหอผู้ป่วยวิกฤต ICU

RSV ไม่ใช่แค่โรคของเด็ก ผู้สูงอายุ 50+ เสี่ยง ICU

เหตุผลสำคัญคือ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองต่อเชื้อโรคได้ลดลง ร่างกายจึงใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น ผู้สูงอายุบางคนอาจดูแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่มีความเสื่อมสะสมหรือมีโรคหัวใจที่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ร่างกายจะต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้น ทำให้หัวใจทำงานหนักกว่าเดิม

กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เบาหวาน โรคไต หรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง นอกจากนี้ ผู้ที่เคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ก็ควรพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับแนวทางลดความเสี่ยงที่เหมาะสม

ทำไม RSV จึงกระทบหัวใจได้

แม้เชื้อ RSV จะเริ่มต้นที่ระบบทางเดินหายใจ แต่การติดเชื้อสามารถส่งผลต่ออวัยวะอื่นได้ เมื่อปอดอักเสบ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนจะทำได้ลดลง หัวใจจึงต้องสูบฉีดเลือดเร็วและหนักขึ้นเพื่อชดเชย สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่ก่อน ภาวะดังกล่าวอาจกระตุ้นให้อาการเดิมกำเริบ หรือเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ได้แก่ หายใจเหนื่อยมากขึ้น หายใจเร็ว เจ็บหรือแน่นหน้าอก ริมฝีปากเขียว ซึมลง รับประทานอาหารและน้ำได้น้อย ไข้สูงต่อเนื่อง หรือมีอาการใจสั่นผิดปกติ หากผู้สูงอายุมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอดูอาการเองเป็นเวลานาน เพราะการประเมินและรักษาเร็วอาจช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

ป้องกัน RSV อย่างไรในชีวิตประจำวัน

การป้องกันเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย และสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือมีผู้ป่วยทางเดินหายใจใกล้ตัว

ผู้สูงอายุควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และดูแลโรคประจำตัวให้ควบคุมได้ดี หากมีอาการป่วย ควรหลีกเลี่ยงการพบปะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว

ปัจจุบันมีทางเลือกด้านวัคซีน RSV สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุบางกลุ่ม การตัดสินใจฉีดวัคซีนควรพิจารณาจากอายุ สุขภาพ โรคประจำตัว ความเสี่ยงรายบุคคล และคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อหรือเลือกวัคซีนด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เพราะแนวทางที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันในแต่ละคน

เช็กความเสี่ยงก่อนถึงฤดูระบาด

การวางแผนป้องกันล่วงหน้าเป็นแนวทางที่คุ้มค่ากว่าการรอให้ป่วยแล้วค่อยรับมือ หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคหัวใจหรือโรคปอด ควรนัดพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพ ทบทวนยาประจำตัว และสอบถามเรื่องวัคซีนหรือมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

RSV ไม่ใช่แค่โรคของเด็ก ผู้สูงอายุ 50+ เสี่ยง ICU จึงเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวควรให้ความสำคัญ แม้การติดเชื้อบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง แต่การป้องกันและสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ความเห็นที่สำคัญที่สุดคือ อย่ารอให้มีอาการหนักจึงเริ่มดูแลสุขภาพ นัดปรึกษาแพทย์และเตรียมแผนป้องกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น

ที่มา – ปอดอักเสบจากไวรัส RSV ไม่ใช่แค่โรคของเด็ก ผู้สูงอายุวัย 50+ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ เสี่ยงเจ็บป่วยรุนแรงและอาจต้องเข้า ICU[1-4] [ADVERTORIAL]

ปภ. ดีเดย์ 2 ต.ค. นี้ เปิดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ ทางรัฐ

ปภ. ดีเดย์ 2 ต.ค. นี้ เปิดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ ทางรัฐ เป็นข่าวสำคัญสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เตรียมเปิดระบบให้ผู้ประสบภัยลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

มาตรการนี้ครอบคลุมพื้นที่ 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานหลายแห่งเหมือนที่ผ่านมา ผู้ใช้งานสามารถกรอกข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ ตรวจสอบสถานะคำร้อง และติดตามความคืบหน้าได้ด้วยตัวเอง จึงเหมาะกับยุคที่บริการภาครัฐกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น

ปภ. ดีเดย์ 2 ต.ค. นี้ เปิดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ ทางรัฐ

หลักเกณฑ์การช่วยเหลือเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โดยผู้มีสิทธิต้องเป็นผู้ที่มีที่อยู่อาศัยประจำและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 30 กันยายน 2569 นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวต้องมีการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ

เงื่อนไขผู้ประสบภัยที่สามารถขอรับเงินช่วยเหลือ

การพิจารณาสิทธิแบ่งออกเป็น 4 กรณีหลัก เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่

  • น้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
  • น้ำท่วมขังติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมรอบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  • อาคารสูงที่ระดับน้ำไม่ถึงชั้นพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตเกิน 7 วันขึ้นไป

ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน โดยสิทธิไม่ได้จำกัดเฉพาะบ้านที่มีทะเบียนบ้านเท่านั้น บ้านเช่าก็สามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือได้ และผู้เช่าจะเป็นผู้รับเงินเยียวยาโดยตรง รวมถึงที่อยู่อาศัยประจำประเภทอื่น ๆ ที่ไม่มีทะเบียนบ้าน หากสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสถานที่พักอาศัยจริงและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ทางรัฐอย่างไร

ช่องทางหลักที่ ปภ. เตรียมเปิดให้บริการคือแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลของผู้ยื่นคำร้องแบบรวดเร็ว ผู้ใช้งานควรเตรียมข้อมูลส่วนตัว รายละเอียดที่อยู่อาศัย และข้อมูลความเสียหายให้พร้อมก่อนเริ่มลงทะเบียน หากระบบขอเอกสารหรือภาพประกอบ ควรถ่ายภาพให้ชัดเจนและเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย

หลังจากส่งคำร้องแล้ว ผู้ยื่นสามารถติดตามสถานะผ่านแอปฯ ได้แบบเรียลไทม์ วิธีนี้ช่วยลดความกังวลและลดความจำเป็นในการเดินทางไปสอบถามเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ควรดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งทางการเท่านั้น รวมถึงตรวจสอบชื่อแอปฯ และข้อมูลผู้พัฒนาให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการหลอกลวงหรือการติดตั้งแอปฯ ปลอม

ผู้ที่ไม่สะดวกใช้แอปฯ ยังยื่นเรื่องได้

สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือผู้ที่ไม่ถนัดใช้งานเทคโนโลยี ยังสามารถเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย ส่วนประชาชนในกรุงเทพมหานครสามารถติดต่อสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้

พื้นที่ที่อยู่ในโครงการประกอบด้วย กระบี่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ตรัง ตราด นครนายก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ นนทบุรี น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พะเยา พังงา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อ่างทอง อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอุบลราชธานี รวมถึงกรุงเทพมหานคร

สำหรับผู้ได้รับผลกระทบ ควรตรวจสอบประกาศจากหน่วยงานรัฐ เตรียมเอกสารให้พร้อม และลงทะเบียนทันทีเมื่อระบบเปิด เพราะการมีข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่น มองในภาพรวม การเปิดลงทะเบียนผ่านแอปฯ ทางรัฐสะท้อนแนวโน้มสำคัญของบริการภาครัฐที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใส หากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อย่าลืมตรวจสอบสิทธิและยื่นคำร้องผ่านช่องทางที่ถูกต้องโดยเร็ว

ที่มา – ปภ. ดีเดย์ 2 ต.ค. นี้ เปิดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ ทางรัฐ