ผู้เขียน: lalika69_admin

เปิดแล้ว ‘สะพานเขียว’ โฉมใหม่ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญฯ วิ่งเพลิน เดินยาวกว่าที่เคย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีสำหรับสายรักสุขภาพและคนที่ชอบเดินเล่นในกรุงเทพฯ มาแชร์กัน เปิดแล้ว ‘สะพานเขียว’ โฉมใหม่ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญฯ วิ่งเพลิน เดินยาวกว่าที่เคย เรียกได้ว่าเป็นจุดเชื่อมต่อสุดชิลล์ที่ทำให้การออกกำลังกายหรือพักผ่อนกลายเป็นเรื่องง่ายดายไปเลย โดยเฉพาะชาวกรุงที่อยากหนีความวุ่นวายแต่ยังอยู่ใจกลางเมือง

เปิดแล้ว ‘สะพานเขียว’ โฉมใหม่ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญฯ วิ่งเพลิน เดินยาวกว่าที่เคย

อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา สะพานเขียวเวอร์ชันอัปเกรดนี้ทอดยาวเชื่อมจากสวนลุมพินีตรงไปยังสวนเบญจกิติ รวมระยะทางกว่า 1.6 กิโลเมตร! ลองนึกภาพสิครับ เดินหรือวิ่งแบบต่อเนื่องไร้รอยต่อ ไม่ต้องกังวลเรื่องถนนหรือรถรา แถมยังเป็น green corridor ที่ช่วยให้กรุงเทพฯ สดชื่นขึ้นอีกเป็นกอง

ที่มาของการปรับปรุงครั้งนี้คือการอำนวยความสะดวกให้ทุกคน โดยเฉพาะคนเมืองที่ขาดพื้นที่สีเขียว พื้นที่สำหรับคนเดินถูกปูด้วยหญินแกรนิตคุณภาพสูง เดินสบายเท้าไม่ลื่น แม้ฝนตกหนัก ส่วนเลนจักรยานใช้วัสดุ Sport Surface ที่ลดแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม ลายสีสันสดใสแต่ยังคงเอกลักษณ์สีเขียวตามชื่อสะพานไว้ครบถ้วน ผมในฐานะคนที่ชอบวิ่งเช้า บอกเลยว่ามันออกแบบมาสำหรับ active lifestyle จริงๆ

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับทุกวัย

นอกจากพื้นผิวสุดพรีเมียม ตลอดเส้นทางยังมีจุดพักผ่อนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นม้านั่งชิลล์ ลิฟต์สำหรับขึ้นลงสะพาน ทางลาดสำหรับวีลแชร์และรถเข็นเด็ก รวมถึงเลนจักรยานที่แยกชัดเจน เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ เรียกได้ว่ารัฐบาลคิดถึง user experience แบบ smart city เลยครับ ยุคนี้ที่เทคโนโลยีเข้ามาช่วย urban planning แบบนี้แหละที่ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น

  • พื้นเดิน: หินแกรนิต สบายเท้า ทนทาน
  • เลนจักรยาน: Sport Surface ลด shock ลายสีสัน
  • สิ่งอำนวย: ลิฟต์ ทางลาด ม้านั่ง
  • เวลาเปิด: ทุกวัน 06.00-18.00 น. มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ประโยชน์สุขภาพและเทรนด์เมืองสีเขียว

จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามเรื่อง fitness tech มาหลายปี การมีเส้นทางเดินยาว 1.6 กม. แบบนี้ช่วยให้เราบรรลุ daily step goal ได้ง่ายๆ ใช้แอปอย่าง Strava หรือ Fitbit วัดระยะ ก็สนุกไปอีกแบบ ลองคิดดูสิ วิ่งจากสวนลุมไปสวนเบญจกิติ ระหว่างทางได้ชมวิวคลองและต้นไม้เขียวขจี ช่วยลด stress จากงานและจราจรได้ดีนัก แถมยังส่งเสริมเทรนด์ sustainable urban living ที่กำลังมาแรงทั่วโลก เช่นเดียวกับ High Line ในนิวยอร์กหรือ Gardens by the Bay ในสิงคโปร์

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบ entertainment สามารถปิกนิกหรือถ่ายรูปชิลล์ๆ ได้ด้วย มีมุมสวยๆ เต็มไปหมด แนะนำไปช่วงเช้าหรือเย็น อากาศดีสุดๆ ในมุม expert ผมมองว่านี่คือก้าวสำคัญของกรุงเทพฯ สู่ smart green city ที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับธรรมชาติได้ลงตัว

สุดท้ายนี้ อย่ารอช้า! ไปลอง เปิดแล้ว ‘สะพานเขียว’ โฉมใหม่ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญฯ วิ่งเพลิน เดินยาวกว่าที่เคย กันเลยครับ รับรองติดใจ อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้วยนะ

ที่มา – เปิดแล้ว ‘สะพานเขียว’ โฉมใหม่ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญฯ วิ่งเพลิน เดินยาวกว่าที่เคย

ฮอลลีวูดทำหนังสยองขวัญฮิปโปสักที

ในฐานะแฟนหนังสยองขวัญตัวยง ผมคิดว่าปี 2025 เริ่มต้นได้ดีมาก มีหนังน่ากลัวเรื่องใหม่ๆ อย่าง เรื่องนี้ และอีกหลายเรื่องกำลังมา แต่หนังที่ผมรอคอยที่สุดตอนนี้คือ Hungry หนังสยองขวัญคาฮิปโปที่จะฉายปลายเดือนมิถุนายนนี้ ดูตัวอย่างได้เลย

ฮอลลีวูดทำหนังสยองขวัญฮิปโปสักที

ทำไมถึงตื่นเต้นขนาดนี้? เพราะผมชอบหนังสยองขวัญที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์จริงๆ หน่อยๆ และฮิปโปนี่แหละที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตจริง เมื่อเทียบกับฉลาม หมี หรือสัตว์อื่นๆ ที่ฮอลลีวูดเคยทำหนังไล่ฆ่า

ฮิปโป (Hippopotamus amphibius) ไม่ใช่สัตว์ที่ฆ่าคนมากที่สุดในโลกนะ สัตว์อันตรายสุดคือยุง เพราะพาโรคมาด้วย โรคมาลาเรียปี 2024 ฆ่าคนกว่า 5 แสนคนตาม WHO

แต่ถ้านับเฉพาะการฆ่าโดยตรง ไม่รวมโรค ฮิปโปโหดมาก! ในแอฟริกา คาดว่าฆ่าคนปีละ 500 คน ไม่ใช่เพราะกินนะ เพราะฮิปโปกินหญ้า แต่เพราะดุร้าย ปกป้องเขตแดน งับเรือจม ฟันมนุษย์ขาดได้สบาย

ตัวอย่างหนัง Hungry คล้าย Hungry Hungry Hippos เวอร์ชันสยอง

เหตุผลที่ฮอลลีวูดทำหนังสยองขวัญฮิปโปสักที

ตัวเลขฮิปโปฆ่าคนมากกว่าสัตว์ที่ฮอลลีวูดชอบใช้เป็นตัวร้ายเยอะ เช่น ฉลามจาก Jaws ปีที่แล้วฆ่าแค่ 12 คน หมีกริซลี่ 2-3 คน ต่อปีในอเมริกาเหนือ

ยังมีหนังสยองขวัญจากสัตว์ที่ฆ่าคนน้อยกว่านี้อีก เช่น ปลาหมึก (แค่ 3 รายจาก blue-ringed ทั้งหมด) วาฬเพชฌฆาต (0 ในป่า แต่ captive 4) พิรันย่า (หายาก แต่ 2022 มี 4 ราย) น่าขำที่มีหนัง กระต่ายสังหาร หอยทาก แกะ ก่อนฮิปโป!

ยกให้ Lake Placid ซีรีส์จระเข้ เพราะจระเข้จริงๆ ฆ่า 1,000 คน/ปี

จริงๆ Hungry ไม่ใช่หนังฮิปโปเรื่องแรกนะ มี Hippo’s Revenge ออสซี่ ธันวาคมที่แล้ว แต่ไม่ดัง ดูจากรีวิว IMDB น้อยๆ แต่ Hungry ตัวอย่าง ล้านวิวแล้ว

6 โรคสมมติสุดสยองและแรงบันดาลใจจริง

ฮิปโปก็กลัวมนุษย์นะ ประชากรลดจากสูญเสียที่อยู่อาศัย ล่าเถื่อน IUCN จัด vulnerable เราต้องระวังมากกว่า

สรุป ฮอลลีวูดทำหนังสยองขวัญฮิปโปสักที มันสมเหตุสมผล เพราะพลังทำลายล้างจริงๆ ของฮิปโปน่ากลัวยิ่งกว่า!

นี่คือลิสต์สัตว์ตัวร้ายหนังสยองที่ฆ่าคนน้อยกว่าฮิปโป:

  • ฉลาม: 12 ราย/ปี
  • หมีกริซลี่: 2-3 ราย/ปี
  • ปลาหมึก: 3 รายทั้งหมด
  • วาฬเพชฌฆาต: 0 ในธรรมชาติ
  • พิรันย่า: หายากมาก

คุณคิดยังไงกับหนังสยองขวัญฮิปโปเรื่องนี้? อย่าลืมดู Hungry วันที่ 23 มิถุนายน โดย James Nunn จาก Signature Entertainment ชวนเพื่อนมาดูแล้วมาคุยกัน!

ที่มา – Hollywood Has Finally Made a Hippo Horror Movie. It’s About Time

ชาวนาพิษณุโลกลักลอบเผาตอซังข้าว หลังสิ้นสุดมาตรการห้ามเผา ทำ PM2.5 พุ่งอันดับ 1 ด้านผู้ว่าฯ ย้ำมีความผิด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ในจังหวัดพิษณุโลกกันดีกว่า ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก นั่นคือ ชาวนาพิษณุโลกลักลอบเผาตอซังข้าว หลังสิ้นสุดมาตรการห้ามเผา ทำ PM2.5 พุ่งอันดับ 1 ด้านผู้ว่าฯ ย้ำมีความผิด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเกษตรกรอย่างเดียว แต่กระทบสุขภาพเราๆ ทุกคนเลยนะครับ โดยเฉพาะในยุคที่เราติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยีกันมากมาย แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมแบบนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ชาวนาพิษณุโลกลักลอบเผาตอซังข้าว หลังสิ้นสุดมาตรการห้ามเผา ทำ PM2.5 พุ่งอันดับ 1 ด้านผู้ว่าฯ ย้ำมีความผิด

วานนี้ (1 พฤษภาคม) ช่างภาพจาก THE STANDARD ลงพื้นที่รอบเมืองพิษณุโลก พบเกษตรกรหลายรายลักลอบเผาตอซังข้าวในพื้นที่ ต.พลายชุมพล และ ต.บ้านกร่าง เพื่อเตรียมแปลงนาให้พร้อมฤดูทำนาถัดไป ผลที่ตามมาคือ กลุ่มควันหนาทึบปกคลุมอำเภอเมือง ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศในช่วงค่ำๆ นั่นเองครับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน หลังมาตรการห้ามเผาเด็ดขาด 89 วันของจังหวัดสิ้นสุดลงเมื่อ 30 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา (หมายเหตุ: ปีในต้นฉบับอาจคลาดเคลื่อน แต่เราอ้างอิงตามข่าว) ควันและฝุ่นจากกองไฟเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะ PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่เข้าปอดได้ง่าย ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว เช่น หอบหืด โรคหัวใจ และมะเร็งปอด จากประสบการณ์ที่ผมติดตามเรื่องสิ่งแวดล้อมมานาน PM2.5 ในไทยมักพุ่งสูงช่วงฤดูเผาไร่เผานาแบบนี้แหละครับ

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเตือนเด็ดขาด

นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ออกมาเตือนทันทีว่า แม้มาตรการห้ามเผาจะจบลง แต่ไม่ได้เปิดทางให้เผาแบบฟรีๆ นะครับ หากการเผาก่อให้เกิด PM2.5 สูง สร้างความเดือดร้อน หรือกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้กระทำผิดจะโดนดำเนินคดีตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.จราจรทางบก และกฎหมายป่าไม้ เป็นต้น โทษหนักทั้งปรับและจำคุกเลย

แต่ถ้าจำเป็นต้องเผาจริงๆ ก็ต้องทำแนวกันไฟให้ดี ควบคุมไม่ให้ลุกลาม และที่สำคัญ ขออนุญาตจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. ก่อนทุกครั้งนะครับ นี่คือหลักปฏิบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ

ทางเลือกแทนการเผา: เทคโนโลยีช่วยเกษตรกร

ในฐานะคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี ผมอยากแชร์ insight หน่อยว่า วันนี้มีวิธีทันสมัยแทนเผาแล้ว เช่น ใช้เครื่องจักรไถกลบตอซังลงดิน ใช้แบคทีเรียย่อยสลาย หรือแม้แต่เครื่องตีตอซังเป็นฟางสัตว์ขายต่อได้กำไร หลายฟาร์มในต่างประเทศใช้โดรนตรวจแปลงนาและเครื่องจักรอัตโนมัติ ลดการเผาได้ 100% แถมยังช่วยดูดซับคาร์บอน ลดโลกร้อนด้วย ในไทยก็มีโครงการจากกรมการข้าวสนับสนุนเครื่องจักรราคาถูก เกษตรกรลองศึกษาดูครับ จะช่วยทั้งสุขภาพและกระเป๋าตังค์

  • ไถกลบตอซัง: รวดเร็ว ถูก ช่วยดินอุดมสมบูรณ์
  • ตีตอซังเป็นอาหารสัตว์: สร้างรายได้เพิ่ม
  • ใช้จุลินทรีย์ย่อย: เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมสุดๆ

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่พิษณุโลก แต่เป็น trend ทั่วภาคเหนือตอนล่าง ถ้าเราไม่แก้ด้วยเทคโนโลยีและการศึกษา ฝุ่น PM2.5 จะพุ่งทุกปี สุขภาพประชาชนเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

สุดท้าย ผมขอให้ความเห็นว่า เป็นเวลาที่เกษตรกรและหน่วยงานต้องร่วมมือกันจริงจัง ลองเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีดูครับ จะช่วยให้ไทยเป็นประเทศเกษตรยั่งยืนได้ เรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันแจ้งเบาะแสการเผาลับๆ ผ่านแอป AirVisual หรือหน่วยงานท้องถิ่น เพื่ออากาศสะอาดสำหรับทุกคน!

ที่มา – ชาวนาพิษณุโลกลักลอบเผาตอซังข้าว หลังสิ้นสุดมาตรการห้ามเผา ทำ PM2.5 พุ่งอันดับ 1 ด้านผู้ว่าฯ ย้ำมีความผิด

รมว.พม. ลงพื้นที่บ้านบางแค ผลักดันสร้างอาคารใหม่ 7 ชั้น ทดแทนอาคารเก่า 73 ปี ช่วยดูแลผู้สูงอายุเพิ่ม 300 คน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีจากแวดวงสังคมที่น่าสนใจมากเลย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใส่ใจเรื่องผู้สูงอายุในยุคที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว อย่าง รมว.พม. ลงพื้นที่บ้านบางแค ผลักดันสร้างอาคารใหม่ 7 ชั้น ทดแทนอาคารเก่า 73 ปี ช่วยดูแลผู้สูงอายุเพิ่ม 300 คน นี่เองครับ นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค หรือที่รู้จักกันในนาม “บ้านบางแค” ซึ่งเป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทย!

รมว.พม. ลงพื้นที่บ้านบางแค ผลักดันสร้างอาคารใหม่ 7 ชั้น ทดแทนอาคารเก่า 73 ปี ช่วยดูแลผู้สูงอายุเพิ่ม 300 คน

ที่ผ่านมา บ้านบางแคดูแลผู้สูงอายุถึง 247 คน แบ่งเป็นคุณตา 86 ท่าน และคุณยาย 161 ท่าน เน้นเรื่องสุขภาพ การรักษาพยาบาล แต่ปัญหาคือที่พักยังไม่พอ! มีผู้สูงอายุอยากเข้าอยู่อีกเพียบ แต่ที่เก่าอายุกว่า 73 ปี ชำรุดทรุดโทรมแล้ว ดังนั้น รมว.พม. จึงผลักดันโครงการใหญ่ “อาคารสุขสันต์” สูง 7 ชั้น ทดแทนของเก่า รองรับเพิ่มได้อีก 300 คนเลยทีเดียว โครงการนี้ไม่ใช่แค่สร้างใหม่ แต่คิดถึงทุกมิติของการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและปลอดภัย

ในฐานะคนที่ติดตามเทรนด์สังคมและเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน ผมมองว่าอาคารนี้เจ๋งมากเพราะใช้หลัก Universal Design (UD) หรือการออกแบบเพื่อทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะชายหนุ่มสาวหรือผู้ใหญ่ ทุกคนใช้ได้หมด! ลองนึกภาพนะครับ อาคารที่ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น พื้นกันลื่น ราวจับทุกจุด ห้องน้ำแยกส่วนเปียก-แห้ง ไม่มีพื้นต่างระดับ แถมยังมีเครื่องทำน้ำอุ่น พัดลม แอร์ ในห้องพักเสียค่าบริการอีกด้วย เหมือนคอนโดหรูแต่ราคาเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ

รายละเอียดชั้นต่างๆ ของอาคารสุขสันต์

  • ชั้น 1: โซนกิจกรรมสุดคึกคัก! มีพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ห้องฟิตเนส ห้องธาราบำบัด ห้องประชุม ห้องอาชีวบำบัด และห้องแสดงผลงาน ช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย สนุกสนาน ไม่เหงา
  • ชั้น 2-3: ห้องพักสามัญสำหรับผู้สูงอายุทั่วไป ห้องน้ำสะดวก ราวจับช่วยประคอง มีที่นั่งอาบน้ำ พื้นกระเบื้องกันลื่น ปลอดภัย 100%
  • ชั้น 4-7: ห้องพักเสียค่าบริการแบบพรีเมียม เต็มครบด้วยเตียง ที่นอน โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า โซฟา ตู้เย็น ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น พัดลม แอร์ อยู่สบายเหมือนบ้านตัวเอง

รมว.นิกร ยังกำชับทีมงานให้เร่งรัดโครงการนี้ให้เสร็จตามแผน เป็นต้นแบบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุมาตรฐานสากล แถมในอนาคต กระทรวง พม. จะบูรณาการกับทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ประชาสังคม สร้างระบบดูแลในชุมชนควบคู่ไปด้วย ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีครบทุกด้าน

พูดถึงเทรนด์เทคโนโลยีที่ผมชอบคือ ในอนาคต อาคารแบบนี้อาจติดตั้ง IoT สมาร์ทโฮม เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ หรือ AI ช่วยติดตามสุขภาพ ซึ่งจะทำให้การดูแลผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสังคมสูงวัยของไทยที่กำลังมาแรง จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถือเป็นวิกฤตโครงสร้างประชากร แต่ก็เป็นโอกาสในการพัฒนา!

สำหรับผม คิดว่าการลงทุนแบบนี้คือก้าวสำคัญ ช่วยลดภาระครอบครัว และยกระดับชีวิตผู้สูงอายุ ถ้าคุณมีพ่อแม่ผู้ใหญ่ในบ้าน ลองแวะไปดูโครงการนี้เป็นไอเดียได้นะครับ หรือแชร์ข่าวนี้ให้คนรอบข้างรู้ เพื่อช่วยกันผลักดันสังคมที่ดีขึ้น!

ที่มา – รมว.พม. ลงพื้นที่บ้านบางแค ผลักดันสร้างอาคารใหม่ 7 ชั้น ทดแทนอาคารเก่า 73 ปี ช่วยดูแลผู้สูงอายุเพิ่ม 300 คน

แรงงานเชียงใหม่เดินขบวนวันแรงงาน เรียกร้องรัฐสวัสดิการ “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง”

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้ผมมีเรื่องราวน่าติดตามจากเชียงใหม่มาฝากกันนะครับ ในวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา แรงงานเชียงใหม่เดินขบวนวันแรงงาน เรียกร้องรัฐสวัสดิการ “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง” กันอย่างคึกคักเลยทีเดียว เครือข่ายแรงงานภาคเหนือจัดงานใหญ่ภายใต้สโลแกนนี้ เพื่อสะท้อนปัญหาที่แรงงานกำลังเผชิญ และเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจสวัสดิการที่แท้จริง

แรงงานเชียงใหม่เดินขบวนวันแรงงาน เรียกร้องรัฐสวัสดิการ “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง”

บรรยากาศเต็มไปด้วยพลัง! การเดินขบวนเริ่มจากพุทธสถานเชียงใหม่ มุ่งตรงไปยังสวนรถไฟ มีประชาชนและแรงงานมาร่วมเพียบ ทั้งสหภาพแรงงานบาริสต้าเชียงใหม่ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชน MAP Foundation และกลุ่มอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Migrant Workers Federation, Empower Foundation, SWAN, Food Not Bombs CNX และอื่นๆ อีกเพียบ

กิจกรรมเด็ดๆ ในวันนั้น

  • อ่านแถลงการณ์ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
  • เวทีเสวนาวิชาการพูดถึงปัญหาแรงงาน
  • จุดเทียนเชิงสัญลักษณ์ยุติสงคราม
  • แสดงดนตรีและเปิดไมค์ให้ทุกคนแชร์ความเห็น

ปีนี้แรงงานเจอปัญหาหนักหน่วงเลยครับ เศรษฐกิจผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ค่าครองชีพแพง แถมเสี่ยงตกงานสูง โดยเฉพาะในเชียงใหม่ที่พึ่งท่องเที่ยวเป็นหลัก แรงงานนอกระบบอย่างฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ฟู้ดเดลิเวอรี่ (ซึ่งเชื่อมโยงกับแอปเทคสุดๆ) และแรงงานอิสระ เข้าถึงประกันสังคมยากมาก ระบบประกันสังคมเองก็มีปัญหาความโปร่งใส การลงทุน และสวัสดิการไม่พอ

จากประสบการณ์ผมที่ติดตามเรื่องแรงงานมานาน ในยุค gig economy ที่ tech อย่างแอปส่งอาหารหรือ ride-hailing บูม แรงงานกลุ่มนี้เหมือน ‘ดาวเด่น’ ในวงการบันเทิงและเทค แต่กลับขาดความมั่นคงสุดๆ ไม่มีประกันสังคม = ไม่มั่นคงจริงๆ ครับ เครือข่ายจึงเสนอ ‘ประกันสังคมถ้วนหน้า’ ครอบคลุมทุกคน ปรับบำนาญให้พอชีพ เพิ่มประกันว่างงาน สุขภาพและครอบครัวเท่าเทียม

ข้อเสนอเพิ่มเติมเจ๋งมาก เช่น ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งเสริมรวมตัว สภาพแวดล้อมทำงานปลอดภัย และระบบขนส่งสาธารณะดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตระยะยาว

ทำไมเรื่องนี้สำคัญสำหรับคุณ?

ถึงคุณจะไม่ได้เป็นแรงงานโรงงาน แต่ในยุคที่ทุกคนเป็นฟรีแลนซ์หรือใช้บริการ tech delivery เรื่องนี้กระทบทุกคนนะครับ! ผมมองว่าเทรนด์อนาคตคือ ‘universal basic welfare’ ที่ tech รัฐบาลต้องร่วมมือ เพื่อให้แรงงานไทยแข็งแกร่ง สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลได้เต็มที่ ลองคิดดู ถ้าไรเดอร์ทุกคนมีสวัสดิการดีๆ บริการส่งของเราก็เร็วและปลอดภัยขึ้นใช่มั้ย?

เชิญชวนทุกคนติดตามและสนับสนุนขบวนการนี้ครับ แชร์โพสต์ ช่วยกันเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไปด้วยกัน!

ที่มา – แรงงานเชียงใหม่เดินขบวนวันแรงงาน เรียกร้องรัฐสวัสดิการ “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง”

ทรัมป์บอกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า การหยุดยิงหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับอิหร่านกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะ ใครที่ติดตามข่าวการเมืองโลกหรือแม้แต่เทคโนโลยีและบันเทิง ก็คงรู้ว่าความขัดแย้งแบบนี้กระทบทุกอย่าง ตั้งแต่ราคาน้ำมันไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานชิปคอมพิวเตอร์เลยล่ะ ในฐานะคนที่ติดตามเรื่องพวกนี้มานาน ผมจะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย พร้อม insight ลึกๆ ด้วย

ทรัมป์บอกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า การหยุดยิงหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน

ประเด็นร้อนสุดๆ เลยคือ ทรัมป์บอกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า การหยุดยิงหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน นี่แหละ! ทรัมป์ส่งจดหมายไปบอกรัฐสภาว่า สงคราม “ยุติลงแล้ว” ตั้งแต่หยุดยิงเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเฉพาะนับจากวันที่ 7 เมษายน 2026 ไม่มีใครยิงกันอีกเลย สู้รบที่เริ่ม 28 กุมภาพันธ์ 2026 จบสนิท!

ตามกฎหมาย War Powers Resolution ปี 1973 ประธานาธิบดีต้องแจ้งรัฐสภา แล้วขอความเห็นชอบภายใน 60 วัน มิฉะนั้นต้องถอนทัพ แต่ทรัมป์บอกว่า ceasefire นี้หยุดนาฬิกานับเวลาแล้ว ไม่ต้องขอ! ฟังดูฉลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างศ.เฮเทอร์ แบรนดอน สมิธ จากจอร์จทาวน์บอกว่า “การหยุดยิงไม่ใช่สันติภาพถาวร นาฬิกายังเดินต่อ” ศาลหรือรัฐสภาต้องตัดสินจริงๆ

สถานการณ์ล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

อิหร่านส่งข้อเสนอเจรจาฉบับใหม่ผ่านปากีสถานแล้วตาม IRNA แต่รายละเอียดไม่เปิดเผย ทรัมป์บอกผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่พอใจ พวกเขาสับสนมากหลังเสียผู้นำทหาร” เขาได้ briefing จาก CENTCOM มีตัวเลือกตั้งแต่ “ถล่มให้สิ้นซาก” ถึง “ทำดีล” แต่บอกว่า “ยังไม่ยอมรับในแบบที่เราต้องการ จะไม่ถอนก่อนเวลา”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตือนเรื่องช่องแคบฮอร์มุซที่ปิด de facto ส่งผลเศรษฐกิจโลกวุ่นวาย ใครจ่าย “ค่าผ่านทาง” ให้อิหร่าน เสี่ยงโดน sanction ทันที นี่กระทบ tech หนักเลยนะ เพื่อนๆ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากตะวันออกกลางอาจแพงขึ้น!

  • จุดเริ่มต้น: สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านกว้างขวาง สังหารผู้นำสูงสุด อิหร่านโต้ฐานทัพพันธมิตร
  • กฎหมาย 1973: เกิดจากเวียดนาม จำกัด Nixon ไม่ให้ลากยาว
  • รัฐสภา: เดโมแครตอย่าง Tim Kaine 反对, รีพับลิกันส่วนใหญ่หนุนทรัมป์ แต่บางคนอาจเปลี่ยนใจ

มุมมองจากรัฐสภาและรมว.กลาโหม

รมว.กลาโหม Pete Hegseth บอกที่ hearing ว่า deadline หยุดแล้ว แต่เดโมแครตไม่ยอม พยายาม limit ทรัมป์แต่ล้มเหลว ทรัมป์ยิงปืนโตว่า “ไม่มีประเทศไหนทำแบบนี้ รัฐธรรมนูญขัดแย้งสิ้นเชิง”

ในมุม expert อย่างผม สถานการณ์นี้คล้าย Trump สมัยก่อน ใช้ executive power สูง แต่เสี่ยง constitutional crisis ถ้ารัฐสภาฟ้อง ยังไม่มี peace treaty จริงๆ เจรจายังลุ้น

เพื่อนๆ ที่ชอบ tech ต้องรู้ว่าสงครามนี้กระทบ supply chain หนัก น้ำมันแพง ชิปขาดแคลน ส่งผล gadget ใหม่ๆ ล่าช้า บันเทิงอย่าง streaming อาจ buffering บ่อยเพราะ data center พลังงานแพง!

สรุปแล้ว ทรัมป์บอกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า การหยุดยิงหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน เป็นจุดพลิกเกม แต่ผมมองว่า trend โลกกำลังไปสู่ diplomacy ผสม tech เช่น AI ในการเจรจา ถ้าทำดีลได้ ราคาน้ำมันตก tech boom แน่นอน! คุณคิดยังไง ลอง comment ด้านล่าง แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ติดตามกันนะ

ที่มา – ทรัมป์บอกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า การหยุดยิงหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน

ก่อน Witch Hat คาโมเมะ ชิราฮามะ Eniale & Dewiela สุดฮา

Witch Hat Atelier กลายเป็นอนิเมะต้องดูของซีซั่นนี้แบบไม่ต้องสงสัย ถึงขนาดที่แฟนๆ ติดปัญหาคลาสสิกของการดัดแปลงอนิเมะ: ดูรายสัปดาห์ เก็บตอนรอปิดซีซั่น หรือยอมแพ้ไปอ่านมังงะเรื่องโปรดของ คาโมเมะ ชิราฮามะ ล่วงหน้า เลือกยากจริงๆ นะ

แต่ถ้าเราบอกว่ามีทางเลือกที่สามลับๆ ที่ช่วยดับกระหายอยากเห็นฝีมือศิลปะสุดพิเศษของชิราฮามะ และแทนที่ความน่ากลัวที่รอโคโคโอะด้วยคอเมดี้ฮาสุดป่วน? ทางเลือกนั้นคือมังงะก่อน Witch Hat Atelier ที่ถูกลืมไป Eniale & Dewiela นั่นเอง ก่อน Witch Hat คาโมเมะ ชิราฮามะ Eniale & Dewiela คือผลงานที่ทำให้คุณหัวเราะจนท้องแข็ง!

ก่อน Witch Hat คาโมเมะ ชิราฮามะ Eniale & Dewiela

ถ้า Witch Hat Atelier คือชิราฮามะในยุคผจญภัยยิ่งใหญ่สไตล์ Dragon Ball Z ก่อน Witch Hat คาโมเมะ ชิราฮามะ Eniale & Dewiela ก็เหมือนยุค Dr. Slump ที่เต็มไปด้วยความเว้อวายสนุกสนาน

เรื่องราวอยู่ในโลกที่สวรรค์กับนรกอยู่ด้วยกัน นางฟ้าเอนีอัลกับปีศาจเดวีเอล่าที่น่ารักป่วนๆ สองสาวนี้มีหน้าที่เก็บวิญญาณบนโลก แต่ชอบผัดวันประกันพรุ่งไปช้อปปิ้งมากกว่า ทว่าบริหารสวรรค์-นรกเข้มงวด การขี้เกียจเลยทำให้งานพอกพูน

ทั้งคู่เลยหาความสนุกจากที่ไหนก็ได้ เช่น แข่งเก็บวิญญาณข้ามรุ่น หลบนักไล่ผี และป่วนสุดๆ เพื่อเอาชนะกัน ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของนางฟ้า-ปีศาจกลายเป็นความโกลาหลตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงวันสิ้นโลก ทำให้อ่านเพลิน สั้นกระชับแต่ฮาเต็มๆ

เคมีสุดลงตัวเหมือน Bayonetta ผสม Panty & Stocking

คู่หูเอนีอัลกับเดวีเอล่าให้ฟีลเหมือน Bayonetta และ Jeanne ผสม Panty & Stocking with Garterbelt แต่ลดความเดิ๋งๆ ลงจาก 11 เหลือแค่ 5 เท่านั้น ในแง่ Witch Hat Atelier ก็เหมือนต้นแบบของอาก็อตต์จอมหงุดหงิดกับความไร้เดียงสาของโคโคโอะ แต่รีเมคเป็นคู่หูคอเมดี้บัดดี้

การที่ชิราฮามะถอดลิมิตเตอร์ปล่อยสองสาวป่วน ไม่ว่าจะแซ่บโควตาวิญญาณกันหรือทีมอัพทำขั้นต่ำสุด ก็สนุกสุดๆ และพอไม่ทะเลาะ ก็คือสาวๆ เป็นเพื่อนกัน: ช้อปปิ้ง วางแผน ใช้ชีวิตให้สุด

ที่ชอบที่สุดคือชิราฮามะโชว์มุกตลกแบบสแลปสติกอย่างยืดหยุ่นมั่นใจ เหมือนเติบโตขึ้น สอดคล้องกับความอ่อนโยนใน Witch Hat Atelier แต่ละตอนรู้สึกถึงการยืดเส้น รีฟฟ์ และปล่อยตัวแบบไม่ซีเรียส ซึ่ง WHA ไม่ค่อยให้โอกาส นอกจากนี้ยังแซวความถนัดเล่าเรื่องซัฟฟิกที่แฟน WHA โดยเฉพาะคู่ Arkco จะจับได้ทันที ชิราฮามะฮาจริง แต่ก็สอดแทรกอารมณ์ซึ้งในคอเมดี้ได้เนียน

ภาพสวย ฉากป่วน และหัวใจอบอุ่น

แฟนภาพงามของ Witch Hat Atelier ไม่ต้องห่วง Eniale & Dewiela มีครบ: พาเนลละเอียด บอร์เดอร์หรูเหมือนหนังสือโบราณ ดีเทลอลังการ แต่ใช้เพื่อคอเมดี้ล้วนๆ ทั้ง 3 เล่ม ชิราฮามะปล่อยภัยพิบัติเหนือธรรมชาติจากความโง่ของคู่หู เช่น ยกซอมบี้ทัพตอนพยายามเปลี่ยนนักบวชเป็นทั้งนางฟ้าและปีศาจ แยกทะเลหาแหวนหาย ยิงลำแสงวิญญาณทะลุสวรรค์

ไม่ใช่แค่นファッションรันเวย์ สวรรค์-นรกป่วน หรือแววตาซัฟฟิก มันยังมีหัวใจด้วย ช็อตเด็ดตอนที่ 8 เดวีเอล่าเปลี่ยนจากรอเก็บวิญญาณยายแก่เป็นเพื่อนกับยายและแมวเฝ้าบ้านตัวโหลกโพรด ตอนนั้นน้ำตาซึมเลย

ถ้าคุณรอตัดสินใจว่าจะเก็บตอน Witch Hat Atelier หรืออยากได้ผลงานชิราฮามะเพิ่ม (นอกจากภาพการ์ด Pokémon—เธอมีหลายมุม) ก่อน Witch Hat คาโมเมะ ชิราฮามะ Eniale & Dewiela คุ้มค่าที่สุด

นี่คือ 5 เหตุผลที่คุณต้องอ่าน ก่อน Witch Hat คาโมเมะ ชิราฮามะ Eniale & Dewiela ทันที:

  • ฮาสุดป่วน: มุกตลกแบบสแลปสติกไม่ซ้ำใคร
  • ภาพสวยอลัง: มาตรฐานชิราฮามะแท้ๆ
  • มิตรภาพสาวๆ: กาลส์ บีอิง พาลส์ สุดน่ารัก
  • สั้นกระชับ: 3 เล่มอ่านจบไว คลายเครียดได้เลย
  • ซึ้งจับใจ: มีโมเมนต์น้ำตาซึมแฝง

อย่ารอช้า! ไปหา Eniale & Dewiela มาอ่าน แล้วคุณจะหลงรักชิราฮามะมากขึ้นไปอีก

อยากได้ข่าว io9 เพิ่ม? เช็คคิว Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who

ที่มา – Before ‘Witch Hat,’ Kamome Shirahama Blessed Us With a Hilarious Romp About Gals Being Pals

บริษัทจรวดช้าที่สุด ผลิต 60 ลูกต่อปี

บริษัทจรวดช้าที่สุดในโลก ผลิตจรวด 60 ลูกต่อปี อย่างกะทันหัน! Blue Origin บริษัทของ Jeff Bezos กำลังมีแผนใหญ่โตสำหรับจรวดหนัก New Glenn โดยหวังเพิ่มอัตราการผลิตให้สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บริษัทจรวดช้าที่สุดในโลก ผลิตจรวด 60 ลูกต่อปี

แผนการนี้ถูกเปิดเผยผ่านประกาศรับสมัครงานบนเว็บไซต์บริษัท ซึ่งระบุหน้าที่ของผู้จัดการอาวุโสที่จะดูแลการผลิตชั้นบนของ New Glenn ตามที่ Ars Technica รายงาน โพสต์งานนี้มีไทม์ไลน์ทะเยอทะยานมาก จากอัตราการผลิตปัจจุบัน 12 ชั้นที่สองต่อปี เพิ่มเป็น 60 ชิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2028 และปี 2029 ต้องการผลิตได้ 100 ชิ้นต่อปี

นั่นคือจำนวนจรวดมหาศาลสำหรับ Blue Origin ที่เคยประสบปัญหาล่าช้าต่างๆ ในการเตรียม New Glenn สำหรับการปล่อย จรวดนี้บินมาแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่เดบิวต์ในเดือนมกราคม 2025

อัปเกรด New Glenn Quattro และแผนการผลิต

ประกาศงานกล่าวถึงการผลิตถังสำหรับ Quattro ชั้นบนที่อัปเกรดของ New Glenn ซึ่งจะมีเครื่องยนต์ BE-3U สี่ตัวแทนที่จะเป็นสองตัวตามปกติ เวอร์ชันอัปเกรดนี้จะมีเครื่องยนต์ 9 ตัวในชั้นแรก แทนที่จะเป็น 7 ตัว บริษัทวางแผนใช้งานทั้งสองเวอร์ชันควบคู่กัน โดยเวอร์ชันอัปเกรดเหมาะสำหรับภารกิจไปดวงจันทร์และอวกาศลึก

New Glenn ออกแบบให้ใช้ซ้ำบางส่วน ชั้นแรกสามารถลงจอดบนเรือโดรนเพื่อรีเฟอร์บิชและนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนชั้นบนปัจจุบันใช้ครั้งเดียว อัตราการผลิตชั้นบนที่สูงขนาดนี้บ่งชี้ว่า Blue Origin ต้องการเพิ่มความถี่การปล่อยเป็น 60 ครั้งต่อปี

ก่อนบินครั้งแรกในปี 2025 New Glenn พัฒนามากว่า 10 ปี แต่เจอปัญหาทางเทคนิคและล่าช้าต่อเนื่อง เดิมกำหนดเดบิวต์ปี 2020 แต่เลื่อนหลายรอบ จน NASA ถอดภารกิจ Mars ESCAPADE ออกเพราะไม่ทัน

สุดท้าย New Glenn ปล่อยโพรบ Mars ESCAPADE สองตัวของ NASAในการบินครั้งที่สองเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2025 แต่ภารกิจที่สามมีปัญหา บินพาเซลไลต์ BlueBird 7 ของ AST SpaceMobile จาก Cape Canaveral Space Force Station เมื่อ 19 เมษายน แต่เกิดข้อผิดพลาด วาง.payload ในวงโคจรต่ำผิด FAA สั่งหยุดบินชั่วคราวเพื่อสอบสวน

Blue Origin ต้องการยึดตลาดจรวดหนัก แต่ยังต้องแก้ปัญหาให้มั่นใจก่อน อัตราการผลิตที่ตั้งไว้ทะเยอทะยานเกินไปในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม แผนนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ Blue Origin ในการแข่งขันกับ SpaceX ที่ผลิต Starship อย่างรวดเร็ว หากทำได้จริง จะเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมอวกาศ คุณคิดว่า Blue Origin จะทำได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวสารอวกาศเพิ่มเติม!

ที่มา – World’s Slowest Rocket Company Suddenly Wants to Churn Out 60 Rockets a Year

กฎ FCC ดาวเทียมใหม่ เพิ่มความจุ Starlink 7 เท่า

หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกาเพิ่งอนุมัติการอัพเกรดครั้งใหญ่สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม โดยยกเลิกกฎเกณฑ์เก่าแก่หลายสิบปีที่จำกัดการส่งสัญญาณของดาวเทียมโคจรต่ำ (Low-Earth Orbit หรือ LEO) เพื่อป้องกันการรบกวนกับดาวเทียมอื่นๆ

คณะกรรมการกลางว่าด้วยการสื่อสารแห่งชาติ (FCC) ได้ลงมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงกฎการแบ่งปันสเปกตรัมดาวเทียม ซึ่ง กฎ FCC ดาวเทียมใหม่ เพิ่มความจุ Starlink สูงสุด 7 เท่า สำหรับบริการบรอดแบนด์จากอวกาศ “นี่คือก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์บรอดแบนด์ดาวเทียมสำหรับชาวอเมริกันนับล้าน โดยช่วยให้มีความเร็วสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง และเชื่อถือได้มากขึ้น” FCC ระบุในแถลงการณ์

กฎ FCC ดาวเทียมใหม่ เพิ่มความจุ Starlink สูงสุด 7 เท่า

การประกาศล่าสุดนี้เป็นการปรับปรุงกรอบ Equivalent Power Flux Density (EPFD) ที่พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 กรอบเดิมถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการรบกวนสัญญาณวิทยุจากดาวเทียมโคจรต่ำหรือ Non-Geostationary Orbit (NGSO) ต่อดาวเทียมโคจรนิ่ง (Geostationary Orbit หรือ GSO) ที่โคจรสูงกว่า ส่งผลให้จำกัดพลังงานที่ดาวเทียม LEO ส่งลงสู่พื้นดิน ทำให้ความเร็วบรอดแบนด์สำหรับผู้ใช้ช้าลง

SpaceX ซึ่งดำเนินการกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ต LEO ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ยืนกรานคัดค้านกรอบเดิม ในเอกสารยื่นต่อ FCC เมื่อเดือนมีนาคม SpaceX ระบุ ว่ากรอบนี้ “พันธนาการการดำเนินงานดาวเทียมรุ่นใหม่” ขณะที่ปกป้อง “ระบบ GSO ที่ล้าสมัย” ซึ่งเสียเปรียบผู้บริโภค

ในทางตรงกันข้าม Viasat ผู้ให้บริการดาวเทียม GSO เตือนว่าการคลายข้อจำกัดสำหรับดาวเทียมโคจรต่ำจะก่อให้เกิดการรบกวนจำนวนมาก และเสริมสร้างการผูกขาดของ SpaceX ในตลาด

เหตุผลที่ FCC ตัดสินใจเปลี่ยนแปลง

สุดท้าย FCC เลือกอัพเกรดกฎระเบียบ โดยอ้างว่าดาวเทียมสมัยใหม่ถูกออกแบบให้แบ่งปันสเปกตรัมได้ง่ายขึ้น “ข้อจำกัดเหล่านี้ตั้งอยู่บนการออกแบบทางทฤษฎีสำหรับระบบ NGSO ในยุคนั้น ก่อนที่ความก้าวหน้าสมัยใหม่จะพัฒนาสำหรับกลุ่มดาวเทียม NGSO ที่โคจรอยู่ในปัจจุบัน” FCC ระบุ

FCC อ้างอิงผลการทดสอบจาก SpaceX ซึ่งแสดงว่าระบบ LEO สามารถเพิ่มจำนวนดาวเทียมที่ให้บริการในพื้นที่เฉพาะได้ถึง 700% โดยไม่ก่อให้เกิดการรบกวนมากนัก ตามที่ PC Mag รายงาน

จำนวนดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มความจุและให้ความเร็วบรอดแบนด์ที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค ตามที่ FCC ระบุ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ให้บริการกลุ่มดาวเทียมขนาดเล็กสามารถให้บริการคุณภาพเท่ากันได้ ซึ่งอาจลดราคาบริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม

“ลองนึกภาพว่าก่อนหน้านี้อาจมีเชื่อมต่อกับดาวเทียม 1 ลูก แต่ตอนนี้สามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียม 7 ลูกหรือมากกว่านั้นพร้อมกันได้” Brendan Carr ประธาน FCC กล่าวในการประชุมวันพฤหัสบดี ตามBroadband Breakfast

กฎใหม่นี้ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะ SpaceX เท่านั้น แต่ยังช่วยบริษัทอื่นๆ ที่กำลังส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ต เช่น Amazon ที่กำลังส่งดาวเทียม 3,000 ลูกสำหรับ Project Kuiper และ AST SpaceMobile จากเท็กซัสที่สร้างเครือข่ายเซลลูลาร์บรอดแบนด์จากอวกาศ LEO แห่งแรก

“เทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่อย่าง Amazon Leo สามารถส่งความเร็วกิกะบิตสู่พื้นที่ชนบทและห่างไกล แต่กฎเหล่านี้จำกัดศักยภาพนั้น” Brian Huseman รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Amazon เขียน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของ FCC “ก้าวนี้จะช่วยให้ชุมชนที่ขาดแคลนอินเทอร์เน็ตเข้าถึงบริการได้”

ประโยชน์หลักจาก กฎ FCC ดาวเทียมใหม่ เพิ่มความจุ Starlink สูงสุด 7 เท่า มีดังนี้:

  • เพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้ในพื้นที่ห่างไกล
  • ลดต้นทุนบริการโดยรวม
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือและลดการขาดหาย
  • เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายย่อยแข่งขันได้

ในมุมมองของผม กฎใหม่นี้จะปฏิวัติอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตดาวเทียม โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการบรอดแบนด์สูงขึ้นทั่วโลก ผู้บริโภคในไทยก็อาจได้รับประโยชน์ทางอ้อม หาก Starlink ขยายบริการมาที่นี่ คุณคิดว่ายังไง ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างนะ!

ที่มา – New FCC Satellite Rules Could Improve Starlink Capacity to a Surprising Degree