3 บทเรียนเศรษฐกิจ จากญี่ปุ่นถึงไทย สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ สู้โลกผันผวน

ในวันที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีใหม่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมองไกลกว่าการรอรับการลงทุนเพียงอย่างเดียว เพราะคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและอินเดียกำลังดึงดูดเม็ดเงินใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แม้ญี่ปุ่นยังคงเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชีย แต่ลำดับการลงทุนในไทยเริ่มลดลงมาอยู่ราวอันดับ 4 หรือ 5 เนื่องจากประเทศอื่นเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างแรงจูงใจได้โดดเด่นขึ้น

บทความนี้ชวนทำความเข้าใจ 3 บทเรียนเศรษฐกิจ จากญี่ปุ่นถึงไทย สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ สู้โลกผันผวน ผ่านมุมมองของโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งสะท้อนทั้งโอกาส ความเสี่ยง และแนวทางที่ไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

3 บทเรียนเศรษฐกิจ จากญี่ปุ่นถึงไทย สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ สู้โลกผันผวน

1. รักษาฐานส่งออก พร้อมดูแลตลาดภายในประเทศ

ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานการผลิตและ Export Hub ของภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีห่วงโซ่อุปทานในประเทศแข็งแรง มีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 90% รวมถึงสร้างงานโดยตรงและโดยอ้อมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ฐานการผลิตที่แข็งแรงจะอยู่ต่อไปไม่ได้ หากตลาดภายในประเทศอ่อนแอหรือไม่สามารถรองรับกำลังการผลิตได้เพียงพอ

แรงกดดันที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกำลังเผชิญมีทั้งยอดส่งออกที่ผันผวน ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค การที่ผู้ผลิตบางราย เช่น Suzuki และ Subaru ยุติสายการผลิตในไทย จึงเป็นสัญญาณให้ทุกฝ่ายต้องทบทวนยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านภาษี แต่ต้องสร้างตลาดที่มีคุณภาพ เพิ่มทักษะแรงงาน และสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนให้ปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่

บทเรียนสำคัญคือ การรักษาฐานส่งออกต้องเดินคู่กับการสร้างอุปสงค์ในประเทศ ตัวอย่างที่น่าสนใจคืออุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งใช้วัตถุดิบและแรงงานในไทย ก่อนส่งออกไปยังตลาดโลกในสัดส่วนสูงถึง 96% โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า หากไทยพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างมาตรฐาน และเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ผลิตได้ดี ก็สามารถเติบโตจากตลาดในประเทศไปสู่ตลาดโลกได้

2. เปลี่ยนปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เป็นธุรกิจใหม่

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับเท่านั้น แต่สามารถกลายเป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ ไทยมีวัตถุดิบทางการเกษตรจำนวนมาก เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

อีกตลาดที่มีศักยภาพคือการจัดการขยะและซากยานยนต์ ไทยจำเป็นต้องมีระบบคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดของเสียที่ชัดเจน ตั้งแต่การออกแบบสินค้าไปจนถึงปลายทาง ญี่ปุ่นมีประสบการณ์ด้านการจัดการขยะก่อสร้างและสามารถรีไซเคิลได้สูงถึง 97% นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีรถยนต์เก่าที่เพิ่มขึ้นยังเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น

ด้านประชากรก็เป็นโจทย์ใหญ่ของไทย อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงเหลือประมาณ 0.86 ซึ่งต่ำกว่าญี่ปุ่นที่อยู่ราว 1.2-1.3 ผลกระทบไม่ได้มีเพียงจำนวนแรงงานที่ลดลง แต่ยังเกี่ยวข้องกับภาระดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และกำลังซื้อในอนาคต แนวคิด Healthy Life Expectancy หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี จึงมีความสำคัญมากขึ้น

ภาคธุรกิจสามารถมีบทบาทด้วยการลงทุนด้านสุขภาพพนักงาน ป้องกันโรคก่อนเกิด และออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่ช่วยให้คนทำงานได้นานขึ้น ประสบการณ์จากญี่ปุ่นสะท้อนว่า บริษัทที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกันได้รับการประเมินมูลค่าจากตลาดทุนดีขึ้น เพราะนักลงทุนมองเห็นความสามารถในการลดต้นทุนระยะยาวและรักษาประสิทธิภาพของบุคลากร นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับไทยในการสร้างธุรกิจสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และบริการสำหรับสังคมสูงวัย

3. เกาะขบวนเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ซื้อเทคโนโลยี

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ไทยไม่ควรจำกัดตัวเองไว้ที่การเป็นผู้ใช้งานหรือผู้นำเข้าเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ควรหาบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

อุตสาหกรรมอวกาศเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ไทยอาจยังไม่มีความพร้อมในการสร้างจรวดหรือดาวเทียมขนาดใหญ่ทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่สามารถเริ่มจากการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม เพื่อนำไปใช้กับการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การติดตามภัยพิบัติ การวางผังเมือง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากมีการพัฒนาบุคลากรและจับมือกับพันธมิตรต่างชาติ ไทยก็สามารถสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มได้

เทคโนโลยีที่ควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ยังรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์เชิงแสง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มความเร็วในการประมวลผล รวมถึงระบบประมวลผลเชิงควอนตัม เทคโนโลยี 6G และแบตเตอรี่โซลิดสเตต แม้บางเรื่องอาจยังไม่สร้างรายได้ทันที แต่การลงทุนด้านการศึกษา ห้องทดลอง และบุคลากรจะช่วยให้ไทยไม่ตกขบวนเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่ตลาดเต็มรูปแบบ

ไทยควรเดินหน้าอย่างไรให้ได้ผลจริง

จาก 3 บทเรียนเศรษฐกิจ จากญี่ปุ่นถึงไทย สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ สู้โลกผันผวน จะเห็นได้ว่าการแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์การลงทุน แต่รวมถึงคุณภาพของแรงงาน ความต่อเนื่องของนโยบาย ระบบนิเวศผู้ประกอบการ และความสามารถในการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และธุรกิจเข้าด้วยกัน

  • ยกระดับทักษะแรงงานให้รองรับรถยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล พลังงานสะอาด และการวิเคราะห์ข้อมูล
  • สร้างกติกาการลงทุนที่โปร่งใสและมีเสถียรภาพ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ
  • ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม เพื่อสร้างทั้งผลกำไรและประโยชน์ต่อสาธารณะ

มุมมองที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจยุคใหม่จะไม่ได้เกิดจากอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างฐานเดิมกับโอกาสใหม่ ไทยยังมีต้นทุนที่ดีทั้งทำเล เครือข่ายการผลิต และความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือเปลี่ยนต้นทุนเหล่านั้นให้เป็นความสามารถในการแข่งขันที่จับต้องได้ หากภาครัฐและเอกชนเริ่มลงมืออย่างจริงจัง ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค และรับมือกับโลกที่ผันผวนได้อย่างมั่นคง

ที่มา – 3 บทเรียนเศรษฐกิจ จากญี่ปุ่นถึงไทย สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ สู้โลกผันผวน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *