ถอดวิธีคิดจีนต่อระเบียบโลกใหม่ ชี้ความร่วมมือจีน-อาเซียนคือต้นแบบสันติภาพ หนุนไทยเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ คำถามที่หลายคนสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นผู้นำโลก แต่คือระเบียบโลกใหม่จะเดินไปในทิศทางใด และประเทศไทยควรวางตัวอย่างไรให้ได้รับประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
บทสรุปจากเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ซึ่งมี ศ.ดร.จาง เหวยเหวย จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ประเทศจีน ร่วมปาฐกถาในหัวข้อ The China Wave: Rethinking the Global Order ช่วยให้เห็นภาพมุมมองของจีนต่อการจัดระเบียบโลกอย่างชัดเจน โดยแก่นสำคัญคือการให้ความสำคัญกับการพัฒนา สันติภาพ ความร่วมมือ และการลงมือทำจริง
บทความนี้ชวนติดตาม ถอดวิธีคิดจีนต่อระเบียบโลกใหม่ ชี้ความร่วมมือจีน-อาเซียนคือต้นแบบสันติภาพ หนุนไทยเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม พร้อมมองต่อว่าแนวคิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอนาคตของประเทศไทยอย่างไร
ถอดวิธีคิดจีนต่อระเบียบโลกใหม่ ชี้ความร่วมมือจีน-อาเซียนคือต้นแบบสันติภาพ หนุนไทยเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม
ศ.จาง เหวยเหวย อธิบายว่า จีนมองระเบียบโลกใหม่ผ่านหลักการสำคัญของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยให้ความสำคัญกับการเคารพอธิปไตย ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน แนวคิดนี้สะท้อนผ่านข้อริเริ่มระดับโลก 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนา ความมั่นคง อารยธรรม และธรรมาภิบาล
4 เสาหลักของวิธีคิดจีน
เสาหลักแรกคือ การพัฒนา จีนมองว่าการยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นรากฐานของความมั่นคง หากผู้คนมีงานทำ มีรายได้ และเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งภายในก็จะลดลง มุมมองนี้ทำให้จีนเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การผลิต และการเชื่อมโยงทางการค้าอย่างต่อเนื่อง
เสาหลักที่สองคือ ความมั่นคง ซึ่งจีนเสนอให้เป็นความมั่นคงแบบเปิดกว้าง ทุกประเทศควรมีส่วนร่วมและไม่ถูกบังคับให้เลือกข้างระหว่างมหาอำนาจ แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากระบบความมั่นคงที่แบ่งโลกออกเป็นกลุ่มหรือพันธมิตรอย่างชัดเจน โดยจีนเชื่อว่าความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องเกิดจากการพูดคุยและความไว้เนื้อเชื่อใจ
เสาหลักที่สามคือ อารยธรรม จีนให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมองว่าสันติภาพควรเป็นค่านิยมร่วมที่อยู่เหนือการแข่งขันทางอำนาจ การยอมรับความแตกต่างของแต่ละสังคมจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่ร่วมกันในโลกยุคใหม่
เสาหลักสุดท้ายคือ ธรรมาภิบาลโลก จีนเสนอหลักการหารือ ร่วมสร้าง และแบ่งปันผลประโยชน์ ไม่ใช่การกำหนดกติกาโดยประเทศใดประเทศหนึ่งฝ่ายเดียว ที่สำคัญคือจีนเน้นแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง หรือ Action-Oriented Approach มากกว่าการมีข้อตกลงสวยหรูแต่ไม่เกิดผลลัพธ์
จีน-อาเซียนกับต้นแบบความร่วมมือระยะยาว
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 2 พันล้านคน และสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงเสถียรภาพในภูมิภาคได้ต่อเนื่องหลายทศวรรษ ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคอื่น ความร่วมมือจีน-อาเซียนจึงถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างมหาอำนาจ
จีนสนับสนุนหลักความเป็นกลางและความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพราะมองว่าอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเดินทาง และความร่วมมือด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้มีเพียงมิติทางการเมือง แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่สินค้าออนไลน์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และบริการดิจิทัล
ในด้านเศรษฐกิจ จีนและอาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกัน และกำลังผลักดันความตกลงการค้าเสรีสู่เวอร์ชัน 3.0 ซึ่งให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน แนวโน้มนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดใหม่ รวมถึงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสีเขียวและนวัตกรรม
โอกาสของไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรม
สำหรับประเทศไทย จุดแข็งสำคัญคือทำเลที่ตั้งซึ่งสามารถเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงจีน อาเซียน และตลาดโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานอุตสาหกรรมเดิม ภาคเกษตรที่มีศักยภาพ และบุคลากรที่สามารถพัฒนาไปสู่ทักษะใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้จะสร้างมูลค่าได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อไทยเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
โจทย์สำคัญคือการก้าวข้ามบทบาทฐานประกอบชิ้นส่วนต้นทุนต่ำ ไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่มีเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนเอง ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อัจฉริยะ พลังงานหมุนเวียน อาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีการเกษตร สุขภาพดิจิทัล และบริการที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์
- ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา: สร้างศูนย์วิจัยร่วมระหว่างบริษัทไทย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรต่างประเทศ
- ยกระดับทักษะแรงงาน: พัฒนาความรู้ด้านดิจิทัล วิศวกรรม ข้อมูล และระบบอัตโนมัติ
- ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว: ลดการใช้พลังงานฟอสซิลและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในภาคการผลิต
- สร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยี: เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเข้าถึงเงินทุน ตลาด และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
การลงทุนจากจีนในไทยจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงานที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ควรประเมินว่าความร่วมมือดังกล่าวช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มทักษะแรงงาน และทำให้บริษัทไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าโลกได้มากเพียงใด หากทำได้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนจากการซื้อขายสินค้าไปสู่การร่วมพัฒนาเทคโนโลยีในระยะยาว
มุมมองอนาคต: ไทยต้องเลือกเติบโตด้วยนวัตกรรม
เมื่อพิจารณา ถอดวิธีคิดจีนต่อระเบียบโลกใหม่ ชี้ความร่วมมือจีน-อาเซียนคือต้นแบบสันติภาพ หนุนไทยเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม จะเห็นว่าโอกาสของไทยไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้าง แต่คือการสร้างความสามารถของตนเองให้แข่งขันได้กับทุกฝ่าย ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้ง ความสัมพันธ์กับจีนและอาเซียน ตลอดจนความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเดิม เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมเป็นหัวใจ
แนวโน้มในอนาคตจะเห็นการเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีสีเขียว ดิจิทัล และ AI มากขึ้น ผู้บริโภคเองก็จะคาดหวังสินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็วกว่าเดิม ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัจจัยที่กำหนดทั้งราคา งาน และโอกาสทางธุรกิจของคนไทย
บทเรียนสำคัญคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเกิดจากความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ ไทยควรเร่งสร้างบุคลากร สนับสนุนการวิจัย และวางนโยบายที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นจริง หากเริ่มต้นอย่างจริงจังในวันนี้ ประเทศไทยจะไม่เพียงเป็นผู้ตามในระเบียบโลกใหม่ แต่สามารถเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจนวัตกรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
