โฆษณา AI ใช้งบ 137 ล้านดอลลาร์ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
โลกการเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียงอย่างเต็มตัว รายงานใหม่จาก Wesleyan Media Project ระบุว่า แคมเปญและกลุ่มการเมืองใช้เงินมากกว่า 137 ล้านดอลลาร์กับโฆษณาที่สร้างโดย AI หรือมี AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งพบการใช้จ่ายกับโฆษณา AI ไม่ถึง 50,000 ดอลลาร์
โฆษณา AI ใช้งบ 137 ล้านดอลลาร์ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
นักวิจัยพบโฆษณาการเมืองที่ใช้ AI แล้วอย่างน้อย 220 ชิ้นใน 34 รัฐ อย่างไรก็ตาม จำนวนจริงอาจสูงกว่านี้ เพราะการตรวจสอบว่าโฆษณาชิ้นหนึ่งใช้ AI หรือไม่เป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ ปัจจุบันมีเพียง 30 รัฐที่กำหนดให้โฆษณาการเมืองเปิดเผยการใช้ AI อย่างชัดเจน ช่องว่างด้านกฎหมายจึงทำให้ผู้ลงโฆษณาบางรายสามารถใช้เทคโนโลยีนี้โดยไม่แจ้งให้ผู้ชมทราบ
ประเด็นที่น่ากังวลคือ มีโฆษณาเพียง 27% เท่านั้นที่ใส่คำเตือนหรือข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบ เพื่อบอกผู้ชมว่าเนื้อหาบางส่วนถูกสร้างด้วย AI ซึ่งหมายความว่าโฆษณาส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ชมอาจไม่รู้ว่าภาพ เสียง หรือวิดีโอที่เห็นนั้นผ่านการสร้างหรือปรับแต่งด้วยระบบอัตโนมัติ
โฆษณา AI ใช้งบ 137 ล้านดอลลาร์ และการเปิดเผยที่ยังไม่ทั่วถึง
ข้อมูลยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองพรรคการเมืองหลักในสหรัฐฯ พรรครีพับลิกันและกลุ่มที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบโฆษณา AI ที่ถูกระบุได้ถึง 81% และคิดเป็น 88% ของเงินที่ใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่ผู้สมัครและกลุ่มจากพรรคเดโมแครตมีสัดส่วนประมาณ 12% ของโฆษณาเหล่านี้
เหตุผลหนึ่งอาจมาจากความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ พรรคเดโมแครตจำนวนมากสนับสนุนการควบคุม AI ที่เข้มงวดขึ้น จึงอาจกังวลว่าการนำเทคโนโลยีเดียวกันมาใช้ในโฆษณาหาเสียงจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่าเป็นการย้อนแย้งหรือขาดความน่าเชื่อถือ นักวิเคราะห์จาก Wesleyan Media Project มองว่า ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตอาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านชื่อเสียงมากกว่า หากประชาชนเชื่อมโยงการใช้ AI เข้ากับการบิดเบือนข้อมูล
- งบประมาณรวม: มากกว่า 137 ล้านดอลลาร์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
- จำนวนโฆษณาที่พบ: อย่างน้อย 220 ชิ้นใน 34 รัฐ
- การเปิดเผยการใช้ AI: มีเพียง 27% ของโฆษณาที่ติดคำเตือน
- สัดส่วนโฆษณาจากรีพับลิกัน: 81% ของโฆษณาที่ตรวจพบ
- สัดส่วนเงินโฆษณาจากรีพับลิกัน: 88% ของการใช้จ่ายทั้งหมด
Deepfake กลายเป็นเครื่องมือในการโจมตีคู่แข่ง
เกือบครึ่งหนึ่งของโฆษณา AI ที่นักวิจัยตรวจพบมีภาพจำลองหรือ deepfake ของนักการเมืองจริง โฆษณาหลายชิ้นพยายามเชื่อมโยงผู้สมัครในการเลือกตั้งท้องถิ่นเข้ากับนักการเมืองระดับประเทศ เช่น ฮิลลารี คลินตัน แนนซี เพโลซี และอเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ช่วยกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดและการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
หนึ่งในผู้สมัครที่ใช้โฆษณา AI อย่างต่อเนื่องคือ บรูซ เบลคแมน ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันที่ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก มีรายงานว่าแคมเปญของเขาเผยแพร่โฆษณาที่สร้างด้วย AI อย่างน้อย 22 ชิ้นบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตแห่งรัฐนิวยอร์กจึงยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่าแคมเปญดังกล่าวอาจละเมิดกฎหมายที่กำหนดให้เปิดเผยการใช้เนื้อหา AI ซึ่งมีลักษณะหลอกลวง
ฝ่ายของเบลคแมนโต้แย้งว่าโฆษณาบางชิ้นเป็นงานเสียดสี จึงไม่จำเป็นต้องมีคำเตือนแบบเดียวกับเนื้อหาที่มุ่งหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประเด็นนี้สะท้อนว่ากฎหมายเกี่ยวกับ AI ยังมีพื้นที่สีเทา โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่างการล้อเลียน การโฆษณาเชิงสร้างสรรค์ และการสร้างภาพปลอมเพื่อชักจูงทางการเมือง
AI ไม่ได้มีแต่ deepfake แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต
แม้คำว่า AI ในโฆษณาการเมืองมักทำให้ผู้คนนึกถึง deepfake แต่การใช้เทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างภาพนักการเมืองปลอมเท่านั้น หลายแคมเปญใช้ AI เพื่อสร้างภาพประกอบทั่วไป ฟุตเทจสต็อก เสียงบรรยาย หรือฉากพื้นหลัง ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนการผลิตได้มาก ผู้สมัครรายเล็กอาจเข้าถึงเครื่องมือที่ก่อนหน้านี้สงวนไว้สำหรับแคมเปญขนาดใหญ่และมีทีมงานมืออาชีพ
ในอีกด้านหนึ่ง การลดต้นทุนอาจทำให้มีโฆษณาจำนวนมากถูกผลิตและเผยแพร่ในเวลาอันสั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องรับข้อมูลจากหลายช่องทาง ทั้งโทรทัศน์ แพลตฟอร์มวิดีโอ และโซเชียลมีเดีย เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามา ปริมาณโฆษณา AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และบางชิ้นอาจถูกออกแบบให้กระตุ้นความโกรธ ความกลัว หรือความเข้าใจผิดมากกว่าการนำเสนอนโยบายอย่างมีเหตุผล
ผู้ชมควรรับมือกับโฆษณาการเมืองที่สร้างด้วย AI อย่างไร
ผู้ชมไม่ควรเชื่อโฆษณาการเมืองทันทีเพียงเพราะภาพและเสียงดูสมจริง หากพบเนื้อหาที่กล่าวอ้างรุนแรงหรือมีการตัดต่อบุคคลสาธารณะ ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เว็บไซต์ของแคมเปญ และข้อมูลจากหน่วยงานการเลือกตั้ง นอกจากนี้ควรสังเกตข้อความเปิดเผยการใช้ AI บริเวณต้นคลิป ท้ายคลิป หรือในคำอธิบายโพสต์ แม้คำเตือนจะไม่ได้ปรากฏในโฆษณาทุกชิ้นก็ตาม
ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและหน่วยงานรัฐก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างมาตรฐานร่วมกัน กฎเกณฑ์ควรกำหนดให้แคมเปญระบุอย่างชัดเจนว่าใช้ AI ในส่วนใด และควรมีบทลงโทษสำหรับเนื้อหาที่ปลอมแปลงเพื่อหลอกลวงโดยเจตนา ขณะเดียวกัน กฎหมายไม่ควรปิดกั้นการใช้ AI เพื่อประโยชน์ด้านการผลิต เช่น การสร้างภาพประกอบหรือการลดค่าใช้จ่าย หากเนื้อหานั้นไม่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด
สถานการณ์นี้ทำให้เห็นว่า โฆษณา AI ใช้งบ 137 ล้านดอลลาร์ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม ไม่ใช่เพียงข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความโปร่งใสและคุณภาพของประชาธิปไตย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบที่มา และไม่แชร์เนื้อหาที่น่าสงสัยจนกว่าจะยืนยันได้ว่าเป็นข้อมูลจริง เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในสนามการเมืองมากขึ้น การรู้เท่าทันสื่อจะเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องมี
ในมุมมองของผู้เขียน การใช้ AI ในการหาเสียงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องผิด หากแคมเปญเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาและไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อหลอกลวงประชาชน แต่เมื่อโฆษณาส่วนใหญ่ยังไม่มีคำเตือนที่ชัดเจน ผู้ชมจึงควรตั้งคำถามกับทุกภาพและทุกเสียงที่เห็น พร้อมสนับสนุนกติกาที่ทำให้การแข่งขันทางการเมืองโปร่งใสมากขึ้น
ที่มา – $137 Million Has Been Spent on AI-Generated Ads Ahead of Midterms. Only 27% Included a Disclaimer
