แผน DCU ของเจมส์ กันน์และปีเตอร์ ซาฟรานเพิ่งเริ่มต้น
แฟนภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ทั่วโลกกำลังจับตาอนาคตของจักรวาล DC อย่างใกล้ชิด หลังเจมส์ กันน์และปีเตอร์ ซาฟรานยืนยันว่าพวกเขายังพร้อมเดินหน้าสร้าง DC Universe หรือ DCU ในระยะยาว แม้เบื้องหลังอุตสาหกรรมบันเทิงจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ตาม ทั้งคู่มองว่าสิ่งที่กำลังสร้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพยนตร์ไม่กี่เรื่อง แต่เป็นเรื่องราวขนาดใหญ่ที่วางแผนต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี
การยืนยันครั้งนี้ทำให้แฟน ๆ มีเหตุผลมากขึ้นที่จะเชื่อว่า แผน DCU ของเจมส์ กันน์และปีเตอร์ ซาฟรานเพิ่งเริ่มต้น เท่านั้น โปรเจกต์ที่ประกาศออกมาแล้วอาจเป็นเพียงส่วนแรกของภาพรวมทั้งหมด ขณะที่รายละเอียดสำคัญอีกมากยังคงถูกเก็บเป็นความลับ ผู้บริหารทั้งสองคนดูเหมือนจะมีทิศทางที่ชัดเจนว่าต้องการพา DCU ไปทางไหน และต้องการเล่าเรื่องราวอย่างไรให้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ที่ผู้ชมคุ้นเคย
แผน DCU ของเจมส์ กันน์และปีเตอร์ ซาฟรานเพิ่งเริ่มต้น
ปีเตอร์ ซาฟรานเปิดเผยว่าพวกเขายังมี “เรื่องราวที่ใหญ่กว่า” ซึ่งอยากเล่ามานานแล้ว การมีทรัพยากรมากขึ้นและเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้นจะช่วยให้ทีมงานสามารถสร้างภาพยนตร์ที่มีขนาดและแนวทางหลากหลายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบคลาสสิก เรื่องราวดราม่าที่เน้นตัวละคร หรือภาพยนตร์สยองขวัญที่กล้าทดลองกับแนวคิดใหม่ ๆ
เจมส์ กันน์ยังระบุว่าเดวิด เอลลิสันรับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำ รวมถึงแผนงาน ความลับ และทิศทางในอนาคตของ DCU นั่นหมายความว่าโปรเจกต์ของทั้งคู่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพยนตร์ที่ประกาศออกมาแล้ว แต่ยังมีแผนระยะยาวที่อาจค่อย ๆ เปิดเผยให้แฟน ๆ ได้เห็นในช่วงหลายปีข้างหน้า
ทำไมแผน DCU ของเจมส์ กันน์และปีเตอร์ ซาฟรานจึงน่าจับตา
จุดเด่นของแนวทางใหม่นี้คือการเปิดพื้นที่ให้กับเรื่องราวหลายรูปแบบ แทนที่จะพยายามทำให้ภาพยนตร์ทุกเรื่องมีโทนเดียวกัน ซาฟรานมองว่า DC มีศักยภาพในการนำเสนอทั้งขนาดของเรื่อง บรรยากาศ ระดับงบประมาณ และแนวภาพยนตร์ที่แตกต่างกันได้อย่างเต็มที่ แนวคิดนี้อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแต่ละเรื่องมีบุคลิกของตัวเอง แต่ยังคงเชื่อมโยงอยู่ในจักรวาลเดียวกัน
- Creature Commandos เตรียมเดินหน้าต่อด้วยซีซันใหม่ หลังจากได้รับความสนใจจากผู้ชมที่ชื่นชอบแอนิเมชันซูเปอร์ฮีโร่สำหรับผู้ใหญ่
- The People v. Gorilla Grodd เป็นอีกโปรเจกต์ที่มีแนวคิดแปลกใหม่และอาจขยายมุมมองของผู้ชมต่อเหล่าวายร้ายในจักรวาล DC
- Man of Tomorrow ซึ่งมีกำหนดในปี 2027 จะเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางระยะต่อไปของ DCU
- The Batman Part II มีกำหนดในปี 2028 และยังคงเป็นโปรเจกต์สำคัญ แม้จะมีสถานะค่อนข้างแยกจากเส้นเรื่องหลักของ DCU
นอกจากโปรเจกต์เหล่านี้ ยังมีผลงานอื่นที่ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ หรืออยู่ระหว่างการพัฒนาอีกหลายเรื่อง การที่กันน์และซาฟรานพูดถึงแผนระยะยาว จึงทำให้เกิดคำถามว่าในอนาคตเราจะได้เห็นตัวละครใดกลับมา ตัวละครใดจะถูกนำเสนอในรูปแบบใหม่ และเรื่องราวจากส่วนใดของจักรวาล DC จะถูกหยิบมาเล่าเป็นลำดับต่อไป
หนึ่งในผลงานที่สร้างความสนใจมากที่สุดคือ Clayface ซึ่งจะนำเสนอในรูปแบบภาพยนตร์สยองขวัญแนว body horror หรือสยองขวัญเกี่ยวกับร่างกาย ปีเตอร์ ซาฟรานมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นขอบเขตที่กว้างของ DCU เพราะ DC สามารถทำหนังที่เป็นสยองขวัญเต็มตัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรภาพยนตร์ฮีโร่แบบเดิม
สำหรับผู้ชมที่ไม่รู้จัก Clayface หรือรู้จักเพียงชื่อของตัวละครเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่าย เพราะผู้สร้างตั้งใจให้มันทำงานได้ในฐานะหนังสยองขวัญด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ลึกเกี่ยวกับประวัติของตัวละคร แมตต์ เฮเกน หรือความเชื่อมโยงกับแบทแมนมาก่อน แนวทางนี้ช่วยเปิดประตูให้ผู้ชมกลุ่มใหม่เข้ามาสัมผัสจักรวาล DC ได้มากขึ้น
เจมส์ วัตกินส์ ผู้กำกับ Clayface กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรว่าเป็นเพียงเสียงรบกวนจากภายนอก สิ่งที่เขาควบคุมได้คือการสร้างภาพยนตร์ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่าทีมสร้างพยายามโฟกัสกับงานตรงหน้า และไม่ปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจส่งผลต่อคุณภาพหรือวิสัยทัศน์ของภาพยนตร์มากเกินไป
ความน่าสนใจของสถานการณ์นี้อยู่ตรงที่ DCU ไม่ได้พยายามสร้างความตื่นเต้นด้วยการเปิดเผยทุกอย่างในครั้งเดียว แต่กำลังค่อย ๆ วางรากฐานผ่านตัวละครและแนวหนังที่หลากหลาย หากแผนงานดำเนินไปได้ตามที่ตั้งใจ ผู้ชมอาจได้เห็นจักรวาลที่มีทั้งแอ็กชัน แฟนตาซี สยองขวัญ ตลกร้าย ดราม่า และเรื่องราวการเมืองของเหล่าฮีโร่ในพื้นที่เดียวกัน
แน่นอนว่าความทะเยอทะยานที่สูงย่อมมาพร้อมความท้าทาย DCU จำเป็นต้องรักษาคุณภาพของแต่ละโปรเจกต์ให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ผู้ชมเข้าใจความเชื่อมโยงของจักรวาลโดยไม่รู้สึกว่าต้องติดตามทุกเรื่องเพื่อให้รู้เรื่องทั้งหมด การสร้างสมดุลระหว่างความเป็นหนังเดี่ยวกับภาพรวมระยะยาวจะเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของแผนนี้
ในมุมมองของแฟน ๆ สิ่งที่ควรจับตาคือวิธีที่กันน์และซาฟรานจะจัดการกับความคาดหวัง พวกเขาต้องพิสูจน์ว่าความหลากหลายของโทนและแนวทางไม่ได้ทำให้ DCU ขาดเอกลักษณ์ แต่กลับทำให้จักรวาลมีชีวิตชีวาและคาดเดาได้ยากขึ้น หาก Clayface สามารถสร้างความประทับใจในฐานะหนังสยองขวัญ และ Man of Tomorrow สามารถยกระดับเรื่องราวของซูเปอร์แมนได้ แผนระยะยาวก็จะมีพื้นฐานที่แข็งแรงมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว แผน DCU ของเจมส์ กันน์และปีเตอร์ ซาฟรานเพิ่งเริ่มต้น และยังมีเรื่องราวอีกมากที่รอการเปิดเผย แฟน ๆ จึงควรติดตามทั้งโปรเจกต์ที่ประกาศแล้วและข่าวเบื้องหลังอย่างใจเย็น เพราะทิศทางที่แท้จริงของจักรวาลนี้อาจไม่ได้ถูกตัดสินจากภาพยนตร์เรื่องเดียว แต่เกิดจากการค่อย ๆ สร้างโลกที่มีความหลากหลายและเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย หากทีมงานรักษาวิสัยทัศน์นี้ไว้ได้ DCU ก็มีโอกาสกลายเป็นจักรวาลภาพยนตร์ที่น่าติดตามที่สุดแห่งหนึ่งในอนาคต
สำหรับแฟน DC ตอนนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการติดตามข่าวสารและเปิดใจให้กับแนวทางใหม่ เพราะเราอาจกำลังเห็นจุดเริ่มต้นของยุคสำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่
ที่มา – James Gunn and Peter Safran’s Grand DCU Plan Is Just Getting Started
